repey

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 3 พี่เป้…เบ๊บขอ

ชื่อตอน : บทที่ 3 พี่เป้…เบ๊บขอ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 775

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 11 ธ.ค. 2560 01:37 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 3 พี่เป้…เบ๊บขอ
แบบอักษร

ผมตื่นมาในเวลาเช้าตรู่ ประมาณสิบเอ็ดโมง ก็ลุกไปอาบน้ำแต่งตัวแล้วก็ไปช่วยงานพ่อนิดหน่อย พ่อผมนอกจากจะมีที่นาแล้ว ตอนนี้ก็เปิดโรงสีด้วย ส่วนนาก็ให้ลุงๆป้าๆทำไป เป็นธุรกิจครอบครัว

ผมไปก็ทำอะไรไม่ได้มากหรอกครับ เพราะที่นี่มีคนงานมากอยู่แล้ว จะแบกหามก็ไม่ไหว เลยได้แต่ช่วยจดและทำบัญชีว่าวันนี้มีคนมาซื้อขายกี่กระสอบ รถที่ขนไปขึ้นได้กี่ตัน แล้วก็จดน้ำหนักข้าวเสีย เปลือกข้าว เรียกง่ายๆว่าทำงานเสมียนนั่นแหละ

ปกติวันหยุดผมก็มาช่วยบ้างไม่มาบ้าง แต่วันนี้บอกพ่อกับแม่ไว้แล้วผมอยู่ช่วยได้ไม่ทั้งวัน จะต้องไปทำงานบ้านเพื่อน ความจริงคือเมื่อคืนนี้ไปขุดการบ้านปิดเทอมที่จดไว้มาดู เห็นแล้วอึ้งเลยครับ แม่งเป็นรายงานฟิสิกส์ แถมทำเป็นกลุ่มด้วย ว่าแล้วเชียวทำไมช่วงนี้เพื่อนที่โรงเรียนโทรมาหาบ่อย แต่ไม่เคยรับเพราะผมไม่ค่อยสนิทกับพวกมันเท่าไร วันๆก็อยู่แต่กับพวกพี่บอย ที่แท้ก็ชวนไปทำโครงงานนี่เอง ผมสำนึกผิดเลยโทรกลับไปหาพวกมัน ก็คุยกันว่าเหลือเวลาอีกหลายอาทิตย์กว่าจะเปิดเทอมสอง ช่วงนี้ว่างๆก็หาข้อมูลไปก่อนแล้วค่อยไปพิมพ์งานส่งอาทิตย์หน้าที่ร้านเน็ต ถามว่ากูไปร้านเน็ตจะได้พิมพ์งานไหม ก็ไม่ ไอ้พวกนั้นก็เหมือนกัน ตอแหลให้ดูดีไปงั้นแหละครับ

ผมเลยเอาหัวข้อรายงานติดตัวไปด้วย ก่อนจะขับรถที่ไอ้เอกเอามาคืนตั้งแต่เมื่อเช้ามุ่งไปบ้านพี่เป้ทันที ตอนแรกก็ไม่รู้เหมือนกันว่าบ้านพี่มันอยู่ไหน เลยโทรถามทางกับพี่บอย พอมาถึงก็พบว่าบ้านพี่เป้เป็นอาคารพาณิชย์อยู่แถวๆตลาด น่าจะขายส่งพวกเหล้าเบียร์ แล้วก็ของชำต่างๆด้วย ผมจอดรถแล้วชะเง้อมองเข้าไปก็ไม่เห็นพี่เป้แม้แต่เงาหัว เลยเดินเข้าไปถามอาแปะคนหนึ่งที่นั่งกดเครื่องคิดเลขอยู่

“โทษนะลุง พี่เป้อยู่ไหมครับ”

“มาหาไอ้เป้? นอนอยู่ข้างบนนู่น” แปะตอบด้วยท่าทางรำคาญ ก็รู้ว่าเขาทำงานอยู่ แต่ผมไม่รู้จักใครเลยนี่หว่า จะให้เดินดุ่มๆขึ้นบ้านเขาก็กระไรอยู่

“งั้นผมขอขึ้นไปนะครับ” ผมขออนุญาตเป็นครั้งสุดท้าย แปะแกก็พยักหน้าส่งๆเหมือนว่าถ้าถามอะไรอีกคำเดียว จะสั่งให้ลูกน้งถีบผมแล้ว ผมเลยยิ้มรับแล้วรีบเดินไปทางบันไดทันที

ค่อยๆเดินขึ้นมาชั้นสองก็เห็นว่าเต็มไปด้วยของซื้อของขายที่น่าจะสต๊อกไว้ ชั้นนี้ไม่น่าจะมีห้องนอนของใครอยู่ได้ เลยเดินต่อไปยังชั้นสาม ชั้นนี้มีอยู่สามห้อง ห้องหนึ่งเป็นห้องน้ำ อีกสองห้องน่าจะเป็นห้องนอน หนึ่งในนี้จะต้องมีห้องหนึ่งเป็นของพ่อแม่พี่เป้ และอีกห้องเป็นของพี่มัน แล้วห้องไหนห้องมันวะ

ในเมื่อตัดสินใจไม่ได้ ผมเลยค่อยๆเคาะทีละห้อง เริ่มจากห้องทางซ้ายมือติดบันไดก่อน

“ก๊อกๆ พี่เป้อยู่ป่ะ” รอสักพักแล้วเคาะต่อ “พี่เป้ ผมเบ๊บนะ เปิดประตูให้หน่อย”

เงียบ ไม่มีใครออกมาเปิด เลยเดินขยับไปที่อีกห้องหนึ่ง “ก๊อกๆ พี่เป้ อยู่เปล่าวะ”

“ก๊อกๆ ผมเบ๊บนะ บอกให้มาหาแล้วอยู่ไหนวะ!” ชักเริ่มโมโห เคยมารึก็ไม่ แถมห้องไหนก็ไม่รู้ ไอ้พี่เป้เวรก็ไม่ยอมออกมาเปิดให้สักที

“กูนับหนึ่งถึงสามนะมึง ถ้าไม่เปิดก็กลับละ” อันนี้พูดเสียงเบาๆกับตัวเองครับ ไม่ได้แหกปากเหมือนตอนแรก “ก๊อกๆ พี่เป้!” นับหนึ่งในใจ

“ก๊อกๆ” สองแล้ว ถ้ามึงยังไม่มากูจะกลับจริงๆละนะ เสียค่าน้ำมันฟรีเลยแม่งเอ๊ย

“ไอ้เหี้ยพี่เป้!” นับสามในใจดังๆ จากนั้นก็ถีบประตูไปทีหนึ่งด้วยความหมั่นไส้ “ปัง!!!” กูกลับละ

ไม่สนใจอะไรอีกแล้ว พอตัดสินใจได้ก็เดินกระฟัดกระเฟียดลงบันไดไป กูว่ากูนอนตื่นสายแล้วนะ แต่นี่จะบ่ายโมงแล้ว แม่งยังไม่ตื่นอีกหรอวะ แต่คิดอีกมุมก็ดีเหมือนกัน เพราะความจริงก็ไม่อยากจะมาสักเท่าไรหรอก

“ไอ้เบ๊บ!” ยังไม่ทันเหยียบถึงพื้นชั้นสอง ก็มีเสียงที่คุ้นว่าจะได้ยินเมื่อคืนนี้เรียกตามหลัง หันไปมองก็ไม่ผิดคาดเท่าไร ไอ้พี่เป้เดินตามลงมา สภาพมันนี่คือเพิ่งตื่นแท้ๆเลย หัวฟู ขี้ตากรัง แถมใส่แค่บอกเซอร์ตัวเดียว

“เพิ่งตื่นรึไง” ผมถามด้วยความหมั่นไส้

“เออ แล้วมึงจะไปไหนน่ะ”

กลับบ้านสิไอ้สัส เคาะตั้งนานมึงไม่เปิดนี่ “เห็นพี่ไม่เปิด ผมจะกลับแล้ว”

“อ้าว ไม่โทรมาล่ะวะ คือถ้ากูไม่ตื่นมึงก็จะกลับไปเลยแบบไม่บอกกล่าวหรอ”

“ผมมีเบอร์พี่ที่ไหนล่ะ แล้วพี่นัดเองนี่ ผมก็มาตามที่พี่บอยบอกแล้ว ผมไม่ได้เป็นเบ๊พี่นะ” ผมย้ำอีกครั้งให้ขึ้นใจว่าผมมาที่นี่ก็เพราะพี่บอยสั่ง ถ้าพี่บอยไม่สั่งกูไม่มาหรอกโว้ย

พี่เป้ทำหน้าเหมือนจะนึกอะไรขึ้นได้ เลยพยักหน้าแล้วชวนผมเข้าห้อง “เออกูลืม งั้นเข้ามานั่งในห้องก่อน เดี๋ยวกูอาบน้ำแล้วค่อยว่ากัน”

ผมไม่ได้ตอบอะไรเพราะมัวหัวเสียอยู่ เดินตามพี่มันขึ้นไปโดยไม่ได้พูดอะไรอีก ห้องพี่เป้สภาพเหมือนตัวมันแหละครับ สกปรกโสโครก เสื้อผ้ากองอยู่ที่พื้น ไม่รู้ว่าใส่หรือยัง ที่นอนก็ดำเป็นปื้นๆ ท่าทางคงจะไม่เคยซักเลย แถมที่พื้นยังมีถ้วยมาม่าเปล่าตั้งอยู่กับเศษซากขนมที่มันกินทิ้งไว้ เดินแต่ละย่างก้าวนี่คือมีอะไรหนึบๆติดเท้ามาด้วย ถึงห้องผมจะไม่ได้สะอาดมาก แต่ก็ไม่รกเท่านี้แน่ๆ

รกจนอยากจะรู้ว่าในห้องนี้มีออกซิเจนปริมาณเท่าไร “ห้องหรือรังหนูเนี่ย สกปรกฉิบหาย” ผมพูดออกมาอย่างไม่เกรงใจ รับไม่ได้ก็เรื่องของแม่ง

“เออ รู้ตัว วันนี้มึงก็ว่างๆ งั้นเริ่มจากเก็บห้องให้กูหน่อยดิ เอาแบบลวกๆพอเดินได้ก็ได้” พี่เป้พูดอย่างไม่ใส่ใจมากนัก นี่มึงรู้ด้วยหรอว่าห้องมึงอุบาทว์ถึงขั้นเดินไม่ได้เลยน่ะ

“เรื่องดิ ห้องใครก็ทำเอง เดี๋ยวผมนั่งรอพี่อาบน้ำตรงนี้แหละ” ผมใช้เท้าเขี่ยกองผ้าไปให้พ้นทาง ก่อนจะทิ้งตัวและกระเป๋าเป้ที่ใส่ของมาด้วยลงที่พื้นหน้าประตู “แล้วจะออกไปไหนก็ค่อยว่ากัน”

“วันนี้กูไม่ออก”

“งั้นผมออก”

“ไอ้เบ๊บ มึงเรื่องมากจังวะ บอกให้เก็บก็เก็บดิ”

“ก็ห้องมึงนี่พี่ แถมกางเกงใน ถุงขนม ของอะไรต่อมิอะไรก็ไม่น่าจับสักอย่าง หัดเกรงใจคนอื่นบ้างสิวะ” กูทนหายใจเข้าไปได้ก็เก่งมากแล้วเนี่ย

“ถ้ามึงเป็นคนอื่น ปากหมาขนาดนี้กูต่อยไปแล้วนะไอ้สัส เห็นกูไม่ว่าอะไรก็อย่าเหลิงให้มาก” พี่เป้ว่าพร้อมผลักหัวผมแรงๆ “ทีกับไอ้บอย สั่งนิดสั่งหน่อยก็วิ่งหางจุกตูดไปหา แล้วทีกูอุตส่าห์พูดดีๆ เรื่องมากทำห่าไร”

“เออ! ไม่กลัวหรอกเว่ย จะต่อยก็ต่อยเลย กูชักทนไม่ไหวเหมือนกันแล้วนะพี่” จะได้จบๆไปสักที แถมเมื่อกี้มึงบอกว่าพูดดีๆ ดีบ้านอาแปะมึงน่ะสิพูดแบบนี้ 

พี่เป้สูดหายใจเข้าปอดอย่างเหลืออด ก่อนจะพูดออกมาอีกครั้ง

“เถียงกับมึงแล้วจะบ้าตาย กูจะออกไปอาบน้ำ กลับมาถึงเก็บห้องให้เสร็จ” มันชี้หน้าคาดโทษ “ถ้าไม่เสร็จกูจะโทรไปหาไอ้บอย คราวนี้มึงจะไม่ได้อยู่กับมันไปตลอดเลย”

“...”

“อย่าคิดว่ากูไม่กล้า มึงก็เห็นเมื่อวานมันเลือกเชื่อใคร”

“เออ!” ยกนี้มึงชนะ ฝากไว้ก่อนเถอะมึง

เมื่อเห็นผมยอมอ่อนให้แล้ว มันก็เดินไปหยิบผ้าขี้ริ้วที่มันเรียกว่าเป็นผ้าขนหนู จากนั้นก็เดินออกไปจากห้อง

“โว้ยยยยยยยย” ทำไมชีวิตต้องมาเจออะไรแบบนี้วะเนี่ย แต่บ่นไปก็ไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น เริ่มทำความสะอาดห้องมันดีกว่า

ผมเริ่มจากเดินไปเปิดหน้าต่างทุกบานในห้องให้อากาศถ่ายเท ฝุ่นจะได้ไม่มาเล่นงานเราทีหลัง จากนั้นก็กระโดดขึ้นไปบนเตียงมัน ก่อนจะให้เท้ากวาดทุกอย่างที่ไม่ควรอยู่บนเตียงลงมาไว้ที่พื้น เดินหาไม้กวาดอยู่นานสองนาน พอได้มาก็กวาดทุกอย่างที่อยู่ที่พื้นรวมกันไว้ ทั้งถุงเท้า กางเกงใน ถุงพลาสติก หนังสือการ์ตูน บ้าบอคอแตก กวาดรวมไว้มุมหนึ่ง ให้กลางห้องมีพื้นที่โล่งๆพอเดินได้ จากนั้นก็หยิบตะกร้าผ้าสองใบออกมาวางตั้งไว้ ตะกร้าหนึ่งใส่เสื้อผ้าที่ผมกล้าจับ อีกใบใส่เสื้อผ้าที่ผมไม่กล้าจับ ใช้นิ้วเท้าคีบใส่ลงไป ก่อนจะยกสองตะกร้าไปไว้มุมห้อง ก่อนจะโกยทุกอย่างที่กวาดลงมาจากโต๊ะ ตู้ และเตียงของมันใส่ถุงพลาสติกไปทิ้ง

ผมไม่สนใจด้วยซ้ำว่ามันมีอะไรบ้าง ใช้ได้หรือไม่ได้ ในเมื่อให้จัดห้องด้วยเวลาจำกัด แถมตามอัธยาศัย ก็ไม่แปลกถ้ามาไล่ดูแล้วพบว่าของในห้องหายไปเยอะพอสมควร

เดินกลับขึ้นมาจากหอบขยะลงไปทิ้งข้างล่าง ก็เจอพี่เป้เดินออกมาจากห้องน้ำพอดี มันอาบน้ำซะกลิ่นยาสระผมฟุ้งไปทั่ว แถมใส่บ็อกเซอร์ตัวเดียวเดินออกมาไม่อายฟ้าดิน แต่เห็นอย่างนั้นผมก็ไม่สนใจ เมินมันแล้วเดินกลับไปในห้อง หาผ้าที่สภาพดีที่สุดสักผืนในตู้เสื้อผ้า ก่อนจะสวนกับมันเดินเข้าไปในห้องน้ำ แล้วเอาผ้านั้นชุบน้ำให้เปียก ไม่บิดด้วย ก่อนจะรีบวิ่งมาทิ้งแหมะลงไปที่พื้นในห้องเพราะกลัวน้ำจะหยดเยอะ

พี่เป้ที่เห็นท่าทางของผมก็รีบเดินตามเข้ามาในห้อง ก่อนจะอ้าปากค้างเมื่อเห็นความเปลี่ยนแปลง “เหี้ย! มึงทำไรกับห้องกูเนี่ย”

“ก็ทำความสะอาดไง เมื่อกี้กวาดไปแล้ว กำลังจะถู” ผมตอบง่ายๆ แอบสะใจเล็กๆกับความเงิบของพี่มัน จากนั้นก็เริ่มทำการถูบ้านฉบับเบ๊บ ผมใช้เท้าขวาข้างที่ถนัดเหยียบไปบนผ้าที่ชุบน้ำมาเมื่อกี้ ก่อนจะเดินไปทั่วๆห้อง แล้วเหวี่ยงผ้าไปมาอย่างชำนาญ ให้พื้นเปียกโดยทั่วกัน พอทั่วแล้วก็เดินไปหยิบถุงพลาสติกที่พื้นมาใส่ผ้าผืนนั้น ตั้งใจจะเดินเอาลงไปทิ้งข้างล่าง

ใช้แล้วทิ้งทั้งหมดครับ ใครจะมานั่งซักผ้าเช็ดพื้น สกปรกจะตาย ทิ้งไปเลยง่ายกว่าเยอะ

“จะไปไหน” พี่เป้คว้าแขนผมเอาไว้ขณะกำลังจะเดินไปทิ้งขยะในมือ

“ล้างจานมั้ง ก็เห็นอยู่ว่าจะเอาขยะไปทิ้งเนี่ย” ผมตอบก่อนจะสะบัดแขนออก “พี่ก็อย่าเพิ่งเดินเข้าไปในห้องแล้วกัน รอพื้นแห้งก่อน เดี๋ยวลื่น” ด้วยความมีเมตตา ผมจึงกล่าวเตือน แล้วเดินลงไปข้างล่างทันที

จัดการธุระเสร็จเรียบร้อย ก็ไปล้างมือล้างหน้าในห้องน้ำชั้นสาม ก่อนจะเดินกลับเข้าไปในห้อง พี่เป้แต่งตัวเรียบร้อยแล้ว และกำลังเปิดพัดลมส่ายไปทั่วห้องให้พื้นแห้ง

“มึงแม่งแสบฉิบหาย” เปิดเข้ามาก็เจอคำคาดโทษเลย แต่พี่มันก็ไม่ได้มีท่าทีโกรธอะไรมาก

“อ้าว ก็เก็บห้องให้แล้วไง”

“กูเห็นแล้ว เก็บทิ้งน่ะสิ ไม่เหลือเหี้ยไรเลยเนี่ย”

“ไม่รู้ ตอนกวาดไม่ได้มอง ถ้าพี่ยังอยากได้อะไรก็ลองไปค้นดูถุงขยะหน้าบ้านนะ มีสองสามถุงอะ”

“กูยอมมึงจริงๆ”

ถึงจะใช้พลังไปเยอะ แต่ได้แกล้งมันคืนก็สะใจเหมือนกัน อารมณ์ดีขึ้นเยอะเลยครับ

“อ่ะ แล้ววันนี้จะไม่ออกไปไหนใช่ไหม ผมจะได้นอนพักผ่อน” ผมถาม ในเมื่อกลับบ้านยังไม่ได้เพราะมันไม่อนุญาต ก็คงต้องเรียนรู้ที่จะอยู่ที่นี่อย่างปลอดภัย

“กูหิว ออกไปซื้อข้าวให้หน่อย”

“จะแดกอะไร” เออ เป็นเบ๊มันก็ต้องโดนแบบนี้แหละ ออกไปซื้อข้าวก็ยังดีกว่าทำความสะอาดห้องอะ

“อะไรก็ได้ ซื้อมาเหอะ” ชื่อเมนูนี้ เสร็จกู

“เงิน” ผมแบมือพร้อมเดินไปหาพี่เป้ กระดิกนิ้วเรียกความกวนตีนนิดหน่อย

พี่เป้เดินไปเปิดลิ้นชักแล้วหยิบเงินมาใส่มือผม “ถ้าเหลืออยากแดกอะไรก็ไปซื้อ ไม่ต้องทอน” เกือบจะเท่นะ แต่เงินที่มันให้คือแบงก์สีแดงใบเดียว ค่าน้ำมันรถก็หมดแล้ว

ผมไม่ได้ว่าอะไร ก็รับคำแล้วเดินออกไปหาซื้อข้าว ตั้งใจว่าจะเดินเลือกร้านที่ใกล้ที่สุดเพราะไม่อยากขับรถออกไป เดินมาจนถึงหน้าปากซอยก็ไม่เจอร้านข้าวสักร้าน เจอก็แต่เซเว่นที่มีคำเชิญชวนแปะอยู่หน้าประตู จึงรีบเดินเข้าไปทันที

เลือกซื้อของให้ทั้งพี่เป้และตัวเองเรียบร้อยก็เดินยิ้มกลับมาที่ห้อง ความจริงเงินหนึ่งร้อยบาทนี่ก็ซื้ออะไรได้เยอะเหมือนกันนะ

“อะ ข้าวกลางวันพร้อมน้ำเย็นๆ” ผมยื่นถุงข้าวกะเพราไข่ดาวเซเว่นพร้อมกับน้ำเปล่าหนึ่งขวดให้พี่เป้ ก่อนจะเดินกลับมานั่งที่พื้นเหมือนเดิม

“แล้วในถุงนั่นอะไรเยอะแยะ” พี่เป้รับข้าวไป แต่ก็อดสงสัยอีกถุงที่ผมถือมาไม่ได้

“ขนมผมไง ที่เหลือจากข้าวพี่” ครับ ของพี่มันประมาณสี่สิบบาท ส่วนอีกหกสิบก็ซื้อขนมมานั่งกินเอง ตามคำสั่งพี่เป้ทุกคำเลย

“เยอะกว่าข้าวกูอีกมั้งน่ะ” พี่เป้ที่นั่งอยู่บนเก้าอี้เดินลงมานั่งที่พื้นข้างๆผม

“ก็นิดหน่อยมั้ง แต่ผมแบ่งพี่ได้นะ” ผมยื่นถุงเลย์ที่แกะแล้วให้อีกคน

“แดกไปเถอะ แล้วเอาการบ้านมาหรือเปล่า นั่งทำไปดิ”

“มันเป็นรายงานอะ ต้องพิมพ์เอา เป็นงานกลุ่มด้วย” ผมบ่นให้พี่มันฟัง แค่คิดก็ขี้เกียจทำแล้ว แถมวิชาฟิสิกส์นี่โคตรเกลียดเลย

“มึงอยู่ม.อะไรแล้ว”

“ม.5” ผมตอบพร้อมเคี้ยวขนมไปด้วย ส่วนพี่เป้ก็กินข้าวไปคุยไปเหมือนกัน ความจริงถ้าพี่เป้คุยกับผมดีๆ เราก็เป็นพี่น้องกันได้นะ

“อายุ 17 แล้วหรอวะ ตัวนิดเดียวเอง”

“ก็ไม่เล็กนะพี่ พวกพี่แค่ตัวใหญ่ เลยมองว่าผมตัวเล็ก” จริงๆนะครับ กับเพื่อนที่โรงเรียนผมก็ปกตินะ แต่พออยู่กับพี่บอย ไอ้เอก แล้วก็เด็กแถวนี้ ผมดูตัวเล็กไปเลย

“ก็ส่วนหนึ่งมั้ง ว่าแต่ทำไมมึงเรียนสายสามัญ แล้วเรียนวิทย์หรือศิลป์” พี่เป้ถามต่อ

“ก็แม่อยากให้เรียนปริญญาตรี เลยต่อสามัญ ไม่งั้นก็คงเรียนสายอาชีพไปแล้วอะ” ผมตอบ ผมว่าเรียนสายอาชีพยังไงก็มีงานทำแน่ๆ แถวนี้โรงงานเยอะจะตาย สายสามัญอย่างผมสิ กว่าจะจบจนมีวุฒิก็ไม่รู้จะทันใช้ไหม “ผมเรียนสายวิทย์ รายงานนี่ก็ฟิสิกส์เนี่ย โคตรยากเลย”

“ความจริงถ้าแค่จะเรียนปริญญาตรีมึงเรียนปวช.ก็ได้นะ แล้วก็ค่อยไปสอบเอาตอนจบ”

“ก็ใช่ แต่เขาไม่ได้รับทุกสาขาไง พ่อกับแม่อยากให้เรียนบริหาร” ผมอธิบาย เรื่องเรียนผมไม่เคยปรึกษาใครได้เลย ความจริงผมก็ไม่ค่อยสนใจเท่าไรหรอกครับ แม่กับพ่อมากกว่าที่เป็นคนหาข้อมูลแล้วมายัดใส่หัว ผมก็มีหน้าที่เรียนไป เทอมไหนอยากได้อะไรค่อยตั้งใจทำเกรดแล้วขอเป็นรางวัลจากพ่อ

“อ่อ แล้วมึงอยากเรียนไรอะ พวกช่างไรงี้หรอ”

“อือ จะได้รู้เรื่องเครื่องยนต์เหมือนพวกพี่ที่อู่ แถมหยิบนู่นจับนี่ก็เท่ไปหมด มีเสื้อช็อปด้วยเวลาเรียน โคตรเจ๋ง” ผมนึกชื่นชมพี่บอยอยู่ในใจ ยูนิฟอร์มวิทยาลัยช่างที่พี่บอยเรียนอยู่แม่งกระชากใจผมมาก เวลาเลอะน้ำมันนี่หล่อแบบดิบๆ

“ถ้าชอบแนวนั้น วิศวะก็ได้นะมึง กูก็จบวิศวะ”

“เย็ดเข้ จริงดิ” ผมรู้แค่ว่าในตำบลเรามีคนจบปริญญาตรีแค่ไม่กี่คนหรอกครับ แล้วส่วนใหญ่ก็เป็นพวกบ้านรวยๆที่พ่อแม่ส่งให้ไปเรียนในเมือง แต่พี่เป้แม่งอยู่แถวนี้แต่จบปริญญาตรี ถึงจะเป็นมหาฯลัยไม่ได้มีชื่อมาก แต่ถ้าจบวิศวะก็ถือว่าหางานง่ายทีเดียว

“จริงสิวะ แต่ตอนนี้ยังไม่ได้งาน กูเลยว่างๆอยู่”

“แล้วแว้นไปเรียนไป พ่อแม่ไม่ว่าหรอ”

“จะเหลือหรอ รถที่กูได้นี่เพราะเรียนจบนะมึง กว่าจะได้อะไรมามันไม่ง่ายหรอก” พี่เป้เคี้ยวข้าวคำสุดท้ายก่อนจะยัดกล่องเปล่าลงไปในถุง “กูเลยสงสัยไงว่าทำไมมึงถึงมีรถแพงๆขับ”

“ก็เหมือนพี่แหละ ผมก็เรียนเอาเกรดดีๆอะ”

“แสดงว่าบ้านมึงรวยมากใช่ป่ะ”

“ไม่รู้ดิ” พี่บอยสอนไว้ว่าอย่าไปอวดรวยที่ไหน อาจจะได้หน้าก็จริง แต่คนเขาหมั่นไส้ แถมอาจจะนำภัยมาสู่ตัวได้

“แล้วพ่อทำงานไร”

“โรงสีอะ แล้วก็ยังทำนาอยู่ด้วย”

“เดี๋ยวนะมึง อย่าบอกนะว่ามึงเป็นลูกเถ้าแก่เจียงอะ” พี่เป้ถามหน้าตาตื่นๆ

“ไม่ใช่ลูก เจียงนั่นก๋งผม ภาษาไทยก็คือปู่อะพี่ บ้านผมมีเชื้อสายจีน” ผมเล่าความเป็นมาให้ฟัง ไม่รู้ทำไม แต่พี่เป้ดูสนใจทุกคำที่ผมพูด “เถ้าแก่เจียงไม่มีอยู่จริงหรอกพี่ พ่อผมแค่เอาชื่อปู่มาตั้งเฉยๆว่าโรงสีเถ้าแก่เจียง เพิ่งเปิดได้ประมาณห้าหกปีเอง แต่แค่เพราะแถวนี้ไม่มีโรงสีมั้ง ก็เลยเหมือนผูกขาดไปเลย”

พี่เป้พยักหน้าเข้าใจ ก่อนจะพูดบ้าง “นั่นเรียกรวยมาก กูไม่แปลกใจละ”

“พี่อย่าพูดไป เดี๋ยวผมโดนปล้นหรอก ฮ่าๆ” ผมพูดขำๆ แล้วก็แกะขนมถุงต่อไปมากิน

“แล้วถ้างั้น ทำไมมึงถึงมาคลุกคลีกับพวกไอ้นี้ได้วะ ท่าทางอย่างมึงก็น่าจะเป็นเด็กดีอย่างที่ไอ้บอยว่าอยู่”

“ก็เพราะพี่บอยนี่แหละ เป็นผู้มีพระคุณกับผมเลย เหมือนชุบชีวิตผมใหม่อะ” ผมเล่าเรื่องสมัยประถมให้พี่เป้ฟังคร่าวๆ “ผมรู้ว่าพี่บอยเป็นคนดี ผมเลยอยากอยู่ด้วยไปนานๆ อยู่แล้วสบายใจอะ ผมไม่รู้ว่าถ้าไปอยู่กรุงเทพฯแบบที่แม่เคยจะส่งไป ผมจะเจอคนที่จริงใจกับผมขนาดนี้หรือเปล่า แม่ก็คงเห็นว่าจริงที่พี่บอยคอยดูแลผมมาตลอด เหมือนเป็นพี่ชายอีกคน เขาก็เลยยอมให้ผมเรียนต่อที่นี่”

“แต่ก็แลกกับการที่ผมจะต้องจบปริญญาตรี แล้วกลับมาช่วยงานเขา เหมือนพิสูจน์ตัวเองอะพี่”

พี่เป้นิ่งไปนิด ก่อนจะเอามือมาลูบหัวผม

“ทำไมมึงเชื่อฟังพ่อแม่จังอะ”

“ก็เขาเลี้ยงผมมานี่” ผมรู้ว่าผมก็เกเรบ้าง ดื้อบ้าง แต่ที่ผ่านมาผมก็ไม่เคยทำตัวแย่ถึงขนาดให้เขาร้องไห้ เหมือนผมมีลิมิตของตัวเองว่า โอเค กูเลวได้เท่านี้พอ และคนที่คอยช่วยเหลือผมก็คือพี่บอย เขาเหมือนเป็นเกราะป้องกันชั้นดีของผมจากสิ่งไม่ดี เหมือนรักษาให้ผมยังเป็นผมอยู่แบบนี้

“มันเอาว่ะ”

“เด็กดีอ่ะดิ” ผมยิ้มร่าด้วยความภูมิใจ

“แล้วไหน รายงานมึงเรื่องอะไร เผื่อกูช่วยได้” พี่เป้เปลี่ยนเรื่องคุยพร้อมกับส่งสายตาไปยังกระเป๋าผม

ผมก็เอื้อมไปหยิบกระเป๋ามาค้น หยิบสมุดที่มีตราโรงเรียนเด่นหราขึ้นมา แล้วปิดหาหน้าที่จดรายละเอียดไว้ นานจนจำไม่ได้แล้ว

“เอ่อ...การเคลื่อนที่วงกลม”

“ไปเอาโน้ตบุ๊คกูมาเปิดทำไป ยังไงวันนี้ก็ไม่ออกไปไหน ปล่อยมึงนั่งแดกขนมกูฟรีๆก็ดูจะไร้ประโยชน์ไปหน่อย”

“พี่มีดโน้ตบุ๊คด้วยหรอ” ถามด้วยความตื่นเต้น ชีวิตนี้ใช้แต่คอมพิวเตอร์ที่โรงเรียนกับร้านเกมครับ เน็ตก็ช้ามาก ถ้าอยากจะเล่นเน็ตก็ต้องเติมเงินโทรศัพท์เอาเอง

“เออ ไว้เล่นเกมอะ แล้วตอนเรียนมันก็ต้องใช้ด้วยแหละ” พี่เป้บอกพร้อมกับบอกตำแหน่งที่เก็บโน้ตบุ๊คไว้ ผมก็ลุกไปหยิบด้วยความตื่นเต้น “ไม่ใช่ว่ามึงกวาดทิ้งไปหมดแล้วนะ”

“โห่พี่ ไม่ขนาดนั้นหรอก” ถึงผมจะกวาดสุ่มสี่สุ่มห้า แต่โน้ตบุ๊คมันก็ไม่ได้เล็กเท่าถุงเท้าไหมล่ะ

ผมมองไปมองมา ก็เจอกระเป๋าที่พี่เป้บอก หยิบเอาออกมาปิดด้วยความตื่นเต้น พี่เป้ก็ทำให้ดูว่าเปิดยังไงปิดยังไง แล้วก็เชื่อมเน็ตให้

“มึงก็นั่งทำไป สงสัยก็ลองถาม เผื่อกูจะอธิบายเป็นภาษาคนได้” ฟิสิกส์ผมว่ามันเป็นภาษามนุษย์ต่างดาวครับ สูตรอะไรไม่รู้เยอะแยะไปหมด อ่านแล้วก็งง ส่วนรายงานนี่คิดว่าทำแล้วจะได้ความรู้จริงๆหรอ แค่ก็อปเนื้อหาในเน็ตลงไปแปะๆ เติมคำอีกนิดหน่อยก็ส่งได้แล้ว แต่ผมก็พยักหน้ารับคำ ก่อนหาข้อมูลด้วยความเร็ว จะได้เหลือเวลาไปเล่นเกมเป็นรางวัลหลังทำเสร็จ  เห็นพี่เป้บอกว่าเครื่องมันเล่นดอทเอได้แบบไม่กระตุก โคตรโหด

“เสร็จแล้วววววว” ผมร้องออกมาด้วยความดีใจ ถึงจะเป็นงานกลุ่ม แต่งานกลุ่มก็ไม่เคยเป็นงานกลุ่มหรอกครับ งานกลุ่มก็คืองานเดี่ยว งานเดี่ยวก็คืองานเดี่ยว พอผมปั่นเสร็จก็ส่งไฟล์ไปให้เพื่อนในเฟสทันที อย่างน้อยหน้าปกก็ให้พวกมันไปทำบ้างเถอะ

พี่เป้หันมามองแล้วก็ขำๆ 

“ไอ้เบ๊บ มึงเล่นเฟสด้วยหรอ ชื่อไรเดี๋ยวแอดไป” พี่เป้ถามพร้อมกับหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา

“แอดมาทำไม”

“อ้าว ไม่อยากเป็นเพื่อนกับกูหรอ งั้นกูโทรถามไอ้บอยก็ได้” ทำไมต้องเอาพี่บอยมาล่อตลอดเลยวะ

“เออๆ ชื่อ Nongbabe LnwLnw

“ไอ้เหี้ย ชื่อตลกฉิบหาย เทพเทพด้วยนะมึง” ไอ้พี่เป้ขำออกมาดังๆ ก่อนเสียงแจ้งเตือนเฟสผมจะดังขึ้น Pae Saran ส่งคำขอเป็นเพื่อนกับคุณ

จะกดปฏิเสธก็ไม่ได้ แม่งนั่งจ้องกูเลย “ชื่อเพราะตายแหละ” ผมพูดด้วยความหมั่นไส้ก่อนจะกดตอบรับไปด้วยความไม่เต็มใจ

“แล้วมึงชื่อไร ไม่เอาน้องเบ๊บเทพเทพนะ เอาชื่อจริง ฮ่าๆ”

“ชื่อแทนคุณ เป็นไง เพราะอะดิ” ผมยักคิ้วข้างขวาแถมให้ด้วย ชื่อนี้แม่ตั้งให้

“ก็เพราะดี”

“เออ ทำการบ้านเสร็จแล้ว ขอเล่นเกมหน่อยดิ”

“ไหนขอดีๆ” พี่เป้แม่งไม่ยอมให้ง่ายๆ

“ดีๆ ขอเล่นเกมหน่อยนะ” กวนตีนวันละนิด จิตแจ่มใส

“กวนส้นตีน พูดจาดีๆกับกูหน่อย กูแก่กว่ามึงตั้งหกปีนะ” พี่เป้ว่าเคืองๆ ก่อนจะวางโทรศัพท์ไว้ที่เดิมแล้วขยับมานั่งใกล้ผมมากขึ้น “เมื่อเช้าก็ยังไม่ได้คิดบัญชี มึงเรียกกูไอ้เหี้ย ไอ้เวร หลายคำเลยนะ”

“หูฝาดไปเองแล้ว แก่แล้วก็งี้แหละพี่อะ”

“ฝาดพ่อมึง ด่ากูซะเสียเลย”

“นิดๆหน่อยๆ งั้นขอโทษนะๆๆๆ ขอเล่นเกมหน่อยยยยยย” ผมลากเสียงยาวขึ้นก่อนจะขยับไปบีบนวดแขนให้พี่มัน

“ไหนพูดให้เพราะสุดในชีวิต เอาแบบไม่เคยพูดกับใครมาก่อนเลย ถ้าถูกใจเดี๋ยวให้เล่น” พี่เป้พูดขำๆ นั่นมันจะแกล้งผมชัดๆ รอยยิ้มมึงไม่มีทางดีแน่นอน กูดูออก

แต่ด้วยความโลภเข้าครอบงำ อยากเล่นเกมใจจะขาดแล้ว เลยยอมทำตามพี่มันไป

“พี่เป้ครับ ขอเล่นเกมหน่อยนะครับ” ทำท่าเจี๋ยมเจี้ยมที่สุดในชีวิตเหมือนตอนจะโดนครูตี

“ไม่ นี่เพราะสุดในชีวิตมึงแล้วหรอวะ” ยังหรอก เอาใหม่ก็ได้

“พี่เป้คนหล่อครับ ผมขอเล่นเกมหน่อยนะคร้าบบบบบบ” ลากเสียงยาวๆพร้อมกระพริบตาปริบๆ

“เกือบละ อีกนิดเดียว อ้อนๆหน่อย แบบตอนขอรถพ่ออะ ทำอย่างนั้นเลย” คิดในใจว่า แล้วมึงจะให้รถกูหรอ ก็ไม่ป่ะวะ แต่ภายนอกก็ได้แค่...

“พี่เป้คนดีของโลกใบนี้ น้องเบ๊บขอเล่นเกมหน่อยน้า น้าๆๆๆๆ นะคร้าบบบบบบบบบ” อ่ะ กูหมดก๊อกละ จะเอาอะไรอีกว่ามา บีบแขนบีบขามันไปอีกสองสามครั้งเพื่อเรียกคะแนน

“น้องเบ๊บเลยหรอ น้องเบ๊บ มึงขอรถพ่อแค่นี้เขาก็ให้จริงดิ” ไม่หรอก ตอนนั้นผมแทบจะลงไปกราบพ่อที่พื้นอยู่แล้ว พันแข้งพันขาพ่อเช้าจรดเย็น กว่าพ่อจะยอม

“ครั้งสุดท้ายแล้วนะ ถ้าไม่ให้ไม่เล่นละ” ผมพูดออกมาอย่างตัดพ้อ ก่อนจะสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วหันไปสบตาพี่เป้อย่างจริงจัง “พี่เป้ เบ๊บขอเล่นเกมนะครับ นะครับ” ผมกระพริบตาช้าๆก่อนจะค่อยๆโน้มหน้าเข้าไปใกล้พี่เป้มากขึ้นเรื่อยๆ “เบ๊บขอนะครับ”

หน้าพี่เป้ยังมีแววขบขันอยู่ จะขำอะไรมากมายขนาดนั้นล่ะ กูก็อายเป็นนะครับ แต่เราจะไม่ยอมพ่ายแพ้เด็ดขาด เปลืองตัวขนาดนี้แล้วต้องไปให้สุด 

จากที่นั่งอยู่ข้างๆกัน ผมเลยค่อยๆขยับตัวให้กลายเป็นไปนั่งบนตัก หันหน้าเข้าพี่มัน ขายันไว้กับพื้นเพราะถ้าจะให้นั่งขัดสมาธิบนตัวคนอื่นก็คงไม่ไหว กูไม่ยั้งน้ำหนักอะไรทั้งนั้นอะ หนักก็ช่างหัวมัน

“พี่เป้ ให้หรือเปล่า” ผมก้มลงไปกระซิบข้างๆหู ก่อนจะค่อยๆเอาสองมือกอดคอพี่มันช้าๆ พี่เป้ก็เคลิ้มไปด้วย หลับตาลงช้าๆแล้วค่อยๆเอื้อมมือมาประคองเอวผมเอาไว้

“อือ” สิ้นเสียงพี่เป้ ผมก็ดีดตัวลุกออกมาอย่างรวดเร็วจนพี่เป้เบิกตาโพลง “เย่ ขอบคุณนะจ๊ะ” ผมชูมือขึ้นเหนือหัวก่อนจะไม่สนใจอะไรอีก ในเมื่อโน้ตบุ๊คเป็นของกูแล้วววววว

“ได้แล้วก็ไม่สนกูเลยสินะ” พี่เป้พูดอย่างหัวเสียก่อนจะลุกขึ้นยืน “มึงแม่งร้ายฉิบหายเลย”

“อิอิ แต่พูดแล้วห้ามคืนคำ ขอน้องเบ๊บเล่นเกมนะจ๊ะ กิ้วๆ” ผมพูดหยอกล้ออีกหน่อย จากนั้นก็เอาหูฟังมาใส่ ตัดขาดตัวเองจากโลกภายนอกอย่างสิ้นเชิง





--Talk--

เบ๊บลูกกกกกกกกกก /วิ่งถือไม้เรียวมาเรียกกลับบ้าน อยากเล่นเกมก็มาเล่นบ้านพี่ก็ได้ ไปร้านเน็ตก็ได้ อย่าไปนั่งตักผู้ชายอี๊กกกกกกกกก

คราวนี้ทุกคนก็คงเริ่มรู้แล้วนะคะว่าเบ๊บเป็นลูกคนรวย(มาก) แต่ด้วยความที่นางจงรักภักดีต่อพี่บอย จึงไม่ยอมไปเรียนในกรุงเทพฯให้พลัดพรากกัน  แล้วก็แสบมากเช่นกัน คือเบ๊บเป็นเด็กดีปกตินี่แหละ ความเลวความชั่วอยู่ที่พี่บอยทั้งหมดเลยค่ะ จำไว้ๆๆๆๆ555555555555 แต่พี่แกก็คอยปกป้องเบ๊บไง คอยห้ามไม่ให้ทำอะไรไม่ดี แต่ตัวเองรู้หมดอะไรดีอะไรไม่ดี รักน้องหวงน้อง กลัวน้องเสียคน แต่ตอนนี้อยู่กับอิพี่เป้เนี่ย เสียคนแล้ว!!!

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}