ปิงปองโต้คลื่น

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : Eighth Song

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 5.5k

ความคิดเห็น : 18

ปรับปรุงล่าสุด : 10 ธ.ค. 2560 11:21 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Eighth Song
แบบอักษร


เสียงดนตรีแจ๊สในห้วงทำนองแว่วหวานคุ้นหูที่ดังมาจากเครื่องเล่นแผ่นเสียงตรงมุมห้องทำให้เขานึกถึงใครบางคน

ป่านนี้เจ้าเหมียวจะเป็นยังไงบ้างก็ไม่รู้

หลังจากพวกเขาใช้เวลาช่วงเช้าอยู่ด้วยกันได้ไม่นาน เด็กคนนั้นก็ดันได้รับโทรศัพท์เรียกตัวให้ไปพบด่วนจนต้องกุลีกุจอออกไปตั้งแต่เที่ยงวัน ความจริงเขาก็ค่อนข้างชินกับการที่อีกฝ่ายโดนโทรตามแบบนี้ แต่วันนี้มีบางอย่างที่ชวนให้เขากังวลใจ

เหมือนเป็นลางสังหรณ์บางอย่างที่เตือนขึ้นมาว่าชีวิตคู่ของพวกเขากำลังจะเปลี่ยนไป

ไม่สบายใจเลยจริงๆ

-ก๊อก ก๊อก ก๊อก-

“ขออนุญาตครับ”

เสียงพูดที่ดังขึ้นหลังจากเสียงเคาะประตูทำให้เขาต้องกลับมาโฟกัสกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า

ไม่เป็นไร ยังไงเสียแมวน้อยก็หนีเขาไปไม่ได้อยู่แล้ว

ไม่เป็นไร มันต้องไม่เป็นไร

“เข้ามา”

สิ้นเสียงอนุญาต ประตูบานใหญ่ก็ถูกเปิดออกโดยชายหนุ่มในชุดสูทดำสนิท ร่างสมส่วนถือซองสีน้ำตาลมายื่นให้เขาด้วยสีหน้าราบเรียบ

“เอกสารหนี้ของเอกชาติ แอนเดอสันครับ”

เอกชาติ...อ๋อ ไอ้เด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมในงานเปิดตัวคอนโดที่กล้ามาแตะต้อง ‘ของๆ เขา’ นั่นเอง

“ว่ามา”

นัยน์ตาเรียวสีดำสนิทของคนถูกถามสบเข้ามาในตาของเขา

“ไม่มีอะไรมากนอกจากเขาไม่มีปัญญาเอาเงินมาจ่ายครับ”

“ดี”

เจ้าหนี้ที่ยินดีกับการที่ลูกหนี้ไม่มีเงินจ่ายคงฟังดูแปลกสำหรับคนอื่น จริงๆ มันก็แปลกสำหรับเขาอยู่เหมือนกัน แต่กรณีนี้ถือเป็นกรณียกเว้น

กรณีที่มีดิมเข้ามาเกี่ยวถือเป็นข้อยกเว้นทั้งหมด

“ให้มันติดหนี้เราเยอะๆ แล้วบีบมันให้หนีออกนอกประเทศไปซะ”

“ท่าทางจะยากนะครับ”

นัยน์ตาคมกริบตวัดมองคนพูดเงียบๆ

นี้เป็นวิธีกดดันในแบบของเขา ไม่มีการถาม ไม่มีการเค้นให้ตอบ เพียงแค่สายตาเท่านั้นที่สื่อทุกอย่างออกมา คนทั่วไปมักจะไม่เคยชินกับสายตาแบบนี้จนหลุดปากพูดออกมาจนหมด แต่ไม่ใช่กับคนๆ นี้

เลขาคู่กายของเขาเป็นคนเรียบนิ่งในทุกสถานการณ์ ใบหน้าสวยจัดของอีกฝ่ายไม่มีท่าทีตื่นตระหนก ตรงกันข้ามกลับเฉยชากว่าเดิมด้วยซ้ำ

“เอกชาติขายอสังหาฯที่ต่างประเทศไปหมดเพราะติดการพนัน ถ้าบีบจัดจริงน่ากลัวจะกลายเป็นหมาบ้าลอบกัดแทน”

“ใครสนล่ะ”

คนตรงหน้าเขาถอนหายใจ

“คุณไม่สนผมไม่ว่าหรอกครับ แต่ถ้ามันแว้งกัดลูกแมวของคุณขึ้นมา...”

รอยยิ้มน่ารังเกียจปรากฏบนใบหน้าสวย

“อย่าหาว่าผมไม่เตือนแล้วกัน”

น่ารังเกียจ...เลขาของเขาเป็นคนน่ารังเกียจจริงๆ

“นายนี่ชักจะลามปามฉันมากขึ้นทุกวัน”

“ทนเอาหน่อยเถอะครับ ไม่ใช่ผม ก็ไม่มีใครกล้า ‘ทำงาน’ ให้คุณแล้ว”

ช่างเป็นคำพูดที่ชวนหงุดหงิดใจ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเป็นเรื่องจริง

นอกจากคนๆ นี้ก็ไม่มีใครที่เขาไว้ใจให้ทำงานสกปรกให้อีกแล้ว

“ไปจัดการเรื่องปากของนายและการกู้ยืมหนี้สินให้เรียบร้อยซะ หลังจากนั้นจะขอลาหยุดก็ลาไป”

คิ้วเรียวเลิกขึ้นอย่างฉงนใจ

“คนอย่างคุณปราณพูดเรื่องวันลาด้วย มหัศจรรย์ใจสุดๆ เลยครับ”

“ถ้ายังปากมาก ฉันจะปล่อยให้เมียแกคลอดลูกคนเดียว”

ดวงตาเรียวฉายแววตกใจเพียงแว็บเดียวก่อนจะกลับเป็นเรียบนิ่งตามเดิม

“คุณมันร้ายชะมัด”

“ฉันร้ายได้มากกว่านี้อีก”

“ทราบครับ แต่ผมอยากจะบอกอะไรเอาไว้อย่าง”

ฝ่ามือใหญ่ไม่สมกับหน้าเอื้อมมาหยิบแฟ้มตรงมุมโต๊ะเขาไปไว้ในมือ

“ตั้งแต่คุณคบกับคุณดิม คุณเปลี่ยนไปมาก ไม่ว่าคุณจะรู้ตัวหรือไม่ คุณใจดีขึ้น วัดจากการที่เราฆ่าคนน้อยลงทุกปี แถมคุณยังสูบบุหรี่น้อยลง กินเหล้าน้อยลง ซึ่งผมถือว่ามันเป็นเรื่องดี”

รอยยิ้มจริงใจที่หาดูได้ยากปรากฏบนใบหน้าของอีกคน

“ตอนแรกผมก็คิดนะว่าทายาทของบุญสรนพกับไวยสมุทรเป็นอะไรที่ไม่มีวันเป็นไปได้ โลกของเรามืดเกินกว่าที่คนในโลกสีเทาจะเข้าใจ แต่พอมาคิดอีกที...”

อีกฝ่ายก้มลงโค้งคำนับเขาช้าๆ

“ถ้าคุณดิมทำให้คุณกลายเป็นคนที่ดีขึ้นได้ ผมว่าเรื่องตระกูลอะไรนั่นมันก็ไม่สำคัญหรอกครับ เพราะฉะนั้นกรุณามีลูกเร็วๆ นะครับ ตระกูลบุญสรนพขาดเสียงเจี๊ยวจ๊าวของเด็กมานานมากแล้ว”

พอพูดจบร่างสูงก็ยืดตัวขึ้นแล้วเดินจากไปอย่างรวดเร็ว ปล่อยเขาไว้กับความเงียบงันและหัวใจบ้าๆ ที่เต้นรัวอยู่ในอก

เขาไม่รู้ตัว...ไม่เคยรู้เลยว่าตัวเองเปลี่ยนไปมากขนาดนี้ พอมานั่งคิดดีๆ ถึงได้เข้าใจ

ตั้งแต่มีลูกแมวเข้ามาในชีวิต เขาเลิกสูบบุหรี่ที่ห้องเด็ดขาดเพราะอีกคนป่วยง่ายเกินกว่าที่เขาจะยอมเสี่ยง เรื่องเหล้ายาก็ลดลงไปมาก จากเดิมที่ต้องดื่มจนเมาหัวราน้ำทุกวันหยุดก็เปลี่ยนเป็นจิบเล็กน้อยอยู่ข้างๆ เด็กคนนั้นเพื่อจะได้ดูแลอีกคนในตอนเมา ส่วนเรื่องใจดีขึ้นนี่...

เขาเอื้อมมือไปหยิบสมุดหนังสีดำจากลินชักด้านล่างโต๊ะขึ้นมาเปิด

รายชื่อลูกหนี้ทั้งหมดของเขาตลอดครึ่งปีที่ผ่านมา มีแค่สิบคนที่ถูกกาหัวสั่งเก็บ ทั้งๆ ที่ปกติแล้วต้องมีอย่างต่ำยี่สิบคน แต่เพราะปีนี้เขาผ่อนปรนลงไปมาก รายไหนที่ประเมินแล้วยังพอหามาจ่ายได้ เขาก็จะเก็บไว้ก่อน คนที่ถูกกาหัวสั่งตายมีแค่พวกเหลือขอจริงๆ เท่านั้น

นี่คือตัวตนของเขา...ตัวตนที่เด็กคนนั้นไม่เคยรู้ เบื้องหลังของนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ของประเทศคือเจ้าพ่อดีๆ นี่เอง

เขาปล่อยเงินกู้ เขาทำบ่อน เขาอาศัยช่องว่างกฎหมายในการทำอะไรหลายๆ อย่างที่สกปรก ที่ร้ายที่สุดคือการฆ่าคนคือส่วนหนึ่งของงานเขา

ตระกูลบุญสรนพเคยเป็นตระกูลนักธุรกิจธรรมดาๆ จนเกิดเหตุการณ์หนึ่งที่สอนให้คนในตระกูลรู้ว่าเงินไม่ใช่ทุกอย่างของชีวิต เงินไม่สามารถใช้ปกป้องชีวิตของใครได้

...ปู่ของเขาโดนลอบฆ่าจากคู่แข่งทางธุรกิจทั้งๆ ที่ปู่ทำทุกอย่างถูกต้องมาตลอด...

หลังจากนั้นทุกอย่างก็เริ่มต้นขึ้น พ่อเริ่มสะสมอาวุธ อาวุธของพ่อไม่ใช่ปืน แต่มันคือการรับคนเข้ามาอุปการะมากมายแล้วส่งเสียให้เรียน บ้างก็ส่งไปฝึกทักษะการป้องกันตัว ทุกช่วงจังหวะชีวิตของคนพวกนั้นถูกปลูกฝังให้เคารพและศรัทธาในตระกูลของเขา กระบวนการสะสมอาวุธของพ่อดำเนินอยู่หลายปีจนกระทั่งคนเหล่านั้นพร้อมใช้งาน หลังจากนั้นพ่อก็เริ่มขยายอิทธิพลโดยการทำธุรกิจผิดกฎหมาย

มันไม่ใช่ธุรกิจที่จะให้ใครก็ได้เข้ามาดำเนินการ แต่มันเป็นธุรกิจที่ต้องขับเคลื่อนโดยคนที่ไว้ใจได้ และนั่นคือสาเหตุของการปลูกฝังความศรัทธาลงในหัวคนทุกคนที่พ่อรับมาดูแล

‘ความเชื่อเป็นสิ่งที่มีอานุภาพยิ่งกว่าอะไรในโลกนี้ ถ้าคนมันเชื่อ ถ้าคนมันศรัทธา มันจะยอมตายเพื่อปกป้องสิ่งที่มันเชื่อและศรัทธา’

พ่อบอกเขาว่าไม่ได้ทำไปเพื่อเงิน แต่ทำไปเพื่อแสดงให้ทุกคนเห็นว่าเราน่ากลัวเกินกว่าจะเข้ามาต่อกรด้วย

‘ต้องทำให้พวกมันรู้ว่าเรามีอิทธิพลทั้งสองโลก ต้องทำให้พวกมันรู้ว่าไม่ว่าจะเป็นด้านมืดหรือสว่างมันก็สู้เราไม่ได้’

แล้วทุกอย่างก็เป็นอย่างที่พ่ออยากให้เป็น บุญสรนพกลายเป็นตระกูลที่ไม่มีใครกล้าเข้ามายุ่มย่ามด้วย พวกเขามีอิทธิพลมากเกินไป สำคัญคือมีการวางตัวที่ดี

พ่อเขาเป็นคนที่มีพรสวรรค์ในการทำธุรกิจ อะไรที่ยอมได้พ่อจะยอม อะไรที่ถอยไม่ได้ พ่อจะสู้หลังชนฝา เพราะแบบนั้นพวกนักธุรกิจมืดจึงยอมรับพ่อ

เพราะแบบนั้นตระกูลเขาจึงยิ่งใหญ่

แต่ชีวิตมันไม่ได้ง่ายขนาดนั้น เมื่อมีคนสนับสนุนก็ย่อมต้องมีคนเกลียดชัง

เพราะแบบนั้นเขาเลยต้องร้าย

ชีวิตของเขามันก็เหมือนการขึ้นหลังเสือ ขึ้นไปแล้วก็ลงไม่ได้ จะหยุดกลางทางก็ไม่ได้ สิ่งเดียวที่ทำได้คงเป็นการเฝ้าภาวนาให้คนๆ นั้นไม่กลัวเขาแล้วยอมขึ้นมาอยู่บนนี้ด้วยกัน

เสือมันร้าย แต่มันไม่ทำร้ายคนที่รัก

เขาอาจจะไม่ใช่ผู้ชายที่ดีที่สุดในโลก แต่เขามั่นใจว่าเขาคือหนึ่งในคนที่รักเจ้าแมวน้อยนั่นมากที่สุดในโลก

...ถ้าแมวยอมขึ้นมาบนหลังเสือก็คงดี...

-กริ้ง กริ้ง-

เสียงเรียกเข้าที่ดังแทรกความเงียบขึ้นมาให้เขาสะดุ้งหลุดจากห้วงภวังค์

ใครมันโทรมาป่านนี้กัน ช่างไม่มีมารยาทเอาซะ....ดิม

ทำไมกัน

เขาขมวดคิ้วด้วยความไม่เข้าใจ แต่ลึกกว่านั้นคือความหวั่นใจ

ปกติแล้วเด็กหนุ่มคนนั้นไม่ค่อยโทรหาเขา เพราะยังไงเสียเราก็เจอกันที่ห้องที่ร้านทุกคืนอยู่ดี แล้ววันนี้ทำไมถึง...

“ว่าไง”

[วันนี้ผมนอนคอนโดนะครับ]

ดวงตาคมปรากฏแววไม่ชอบใจเมื่อคำพูดของเด็กหนุ่มมีนัยยะว่า ‘ผมอยากอยู่คนเดียว’

ดิมไม่กลับไปค้างคอนโดตัวเองนานมากแล้ว จู่ๆ นึกอยากไปแบบนี้แสดงว่าต้องมีอะไรแน่ๆ

หวังว่าดลนธีคงไม่ได้ปากมากบอกอะไรไปก่อนเวลาอันควร

“ทำไมล่ะ”

[ผม...]

“หมอนข้างแบบฉันมีคนเดียวนะ”

ปลายสายนิ่งไป ถ้าให้เดาก็คงกำลังกัดปากอย่างคนใช้ความคิด

...กัดจนปากเล็กๆ นั้นบวมเจ่อ...

น่าเอ็นดู

“ฉันไปหาได้ไหม”

ไม่มีเสียงตอบรับจากปลายสาย แต่เขามั่นใจว่าอีกฝ่ายกำลังตั้งใจฟัง

“ให้ฉันไปหานะ เพราะถ้าไม่ได้นอนกอดเธอ...”

นัยน์ตาคมของเสือร้ายทอดมองไปยังท้องฟ้าสีดำสนิทด้านนอก

“ฉันคงนอนฝันร้ายแน่”

[แก่ป่านนี้แล้วลุง ฝันรงฝันร้ายอะไรกัน]

เขาได้ยินเสียงหัวเราะจากอีกฝ่าย

เพราะแบบนั้นเขาจึงยิ้มตาม

“ฝันร้ายสิ ถ้าไม่มีเธออยู่ด้วย...”

เขาเห็นใบหน้าของอีกฝ่ายโผล่มาในห้วงความคิด นัยน์ตากลมนั้นคงระยิบระยับเหมือนอย่างเคย

“ชีวิตฉันคงเหมือนฝันร้าย”

ชีวิตของคนในโลกมืดอย่างเขาจะมีความสุขโดยปราศจากเด็กคนนั้นได้ยังไง

ชีวิตของเสือร้ายจะขาดแมวน้อยไปได้ยังไงกัน

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}