หอหมื่นอักษร

เชิญพับกบ เอ้ย ! พบกับเรื่องราวชวนอมยิ้มระหว่างคุณชายสุดซึนและเย่ชีชีสุดแสบ ในนิยายเรื่อง 'คุณชาย...ท่านจะรักข้าหรือไม่เล่า' ได้เลยเจ้าค่า เก๋อเก๋อรับประกันในความน่ารัก 100 เปอร์เซ็นต์เต็มเลยยยย >///<

ตอนที่ 87 เจ้าห้ามลืมข้าเด็ดขาด (2) / ตอนที่ 88 เจ้าห้ามลืมข้าเด็ดขาด (3)

ชื่อตอน : ตอนที่ 87 เจ้าห้ามลืมข้าเด็ดขาด (2) / ตอนที่ 88 เจ้าห้ามลืมข้าเด็ดขาด (3)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.7k

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 20 มี.ค. 2562 12:51 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 87 เจ้าห้ามลืมข้าเด็ดขาด (2) / ตอนที่ 88 เจ้าห้ามลืมข้าเด็ดขาด (3)
แบบอักษร



ตอนที่ 87  เจ้าห้ามลืมข้าเด็ดขาด (2)


จี้นั้นเป็นหยกขาวไขมันแพะ(1) ทอประกายอ่อนโยนอยู่ภายใต้แสงสว่างจากไข่มุกเรืองแสง

นิ้วมือของท่านปู่เจินสั่นเทา ลูบเบาๆ ไปบนหยกไขมันแพะที่ถูกแกะสลักเป็นรูปแม่กุญแจฉางมิ่ง(2) นัยน์ตาหลักแหลมขุ่นมัวขึ้นในพริบตา เขาขยับเขาไปใกล้ มองไปบนหยกไขมันแพะชิ้นนั้นอย่างละเอียดถี่ถ้วน

แม่กุญแจหยกนั้นถูกแกะสลักอย่างประณีตงดงามอย่างที่สุด ด้านหน้าเป็[1]นภาพของปลาสองตัวกำลังเล่นน้ำ และค้างคาวทั้งห้าล้อมประตูอยู่ ด้านข้างล้อมรอบไปด้วยดอกบัวที่เสมือนมีชีวิต โดยตรงกลางสลักคำว่า “อายุยืนหมื่นปี” เอาไว้


นิ้วมือของท่านปู่เจินลูบช้าๆ ไปบนตัวอักษรเหล่านั้น แล้วพลิกแม่กุญแจหยกไปอีกด้านอย่างสั่นเทา


ด้านหลังของหยกไขมันแพะที่ลื่นเป็นมัน ในบริเวณตรงกลางของลวดลายดอกไม้ที่สลักเป็นวงกลมของต้นไห่ถางและโซ่วเถา สลักอักษรเอาไว้ว่า


เจ็ดเดือนเจ็ดหอสราญ

ยามวิกาลไร้ผู้ใดใคร่ครวญหา


เมื่อสายตาของท่านปู่เจินกวาดมองไปบนอักษรเหล่านั้น ก็รู้สึกเพียงว่าเกิดความเศร้าขึ้นในดวงตา เขารีบวางแม่กุญแจหยกนั้นลง หันหน้าไปลูบหัวของเย่ชีชีพลางเอ่ย “เด็กดี ต่อไปเจ้าจักต้องมีอายุยืนยาว มั่งคั่ง และมีเกียรติเป็นแน่...”

โม่หานชิงยืนอยู่อีกด้าน มองดูผู้อาวุโสเจินที่มีท่าทีผิดปรกติไปเล็กน้อยอย่างเงียบๆ เขาได้แต่ขมวดคิ้วโดยไม่เอ่ยคำพูดใดออกมา

“เอาเถอะ ใกล้จะถึงเวลาแล้ว พวกเจ้ารีบไปเถอะ” ท่านปู่เจินทรงตัวขึ้น พาพวกเขาไปยังทางเข้าออกของวังใต้ดิน  กำชับขึ้นอีกครั้งว่า “จำไว้ให้ดี หลังจากพวกเจ้าออกไปแล้ว บอกได้เพียงว่าหลงทางอยู่ในป่า ห้ามบอกผู้อื่นถึงสิ่งที่พวกเจ้าพบเจอทั้งหมดโดยเด็ดขาด เข้าใจหรือไม่”

“อื้อ” เย่ชีชีที่ดวงตาแดงก่ำ ผงกศีรษะแรง

ท่านปู่เจินลูบศีรษะของนาง ทอดถอนหายใจยาว สายตามองไปยังทางเข้าออกของวังใต้ดิน

เมื่อมีแสงส่องสว่างลงไปบนประตูหินที่ตั้งตระหง่านอยู่ เขายกมือขึ้นผลักไหล่ของเด็กน้องทั้งสอง สื่อความหมายให้พวกเขาเดินตามรอยของแสงสว่างใต้เท้าเส้นนั้นไปข้างหน้าเรื่อยๆ

“ท่านปู่...” เย่ชีชีที่ถูกโม่หานชิงดึงข้อมือเอาไว้ เดินหนึ่งก้าวหันกลับมามองท่านปู่เจินสามครั้ง

“ไปเถอะ ไปเถอะ” ท่านปู่เจินที่ยืนอยู่ภายในวังใต้ดินอันมืดสลัว โบกมือไปมาให้พวกเขา จนเมื่อเงาร่างของพวกเขาหายไปในลำแสงนั้น จึงได้ทนไม่ไหวน้ำตาหลั่งริน  


หวังเพียงชีวิตนี้ ยังมีวาสนาได้พบกันอีกครา



โม่หานชิงดึงแขนเล็กของเย่ชีชีให้เดินตามลำแสงเส้นนั้นที่อยู่ใต้เท้าต่อไปข้างหน้า เดินไปเรื่อยๆ มิรู้ว่าเริ่มขึ้นตั้งแต่ใด รอบกายก็เต็มไปด้วยหมอกหนาทึบอีกครั้ง

อยู่ท่ามกลางหมอกหนาทึบเช่นนี้ ก้มศีรษะลง แม้จะเป็นมือของตนเองก็มองเห็นได้ไม่ชัดเจน

หากไม่เป็นเพราะว่าเขายังคงจับมือของเย่ชีชีไว้ เขาคงจะต้องสงสัยว่าเย่ชีชียังตามมาด้านหลังเขาอยู่หรือไม่

ลำแสงรำไรที่อยู่บนพื้นนำทางพวกเขาไปข้างหน้า

โม่หานชิงเดินอยู่ในหมอกหนาอันเงียบสงัดนี้ ทันใดก็ได้ยินเสียงสะอึกสะอื้นเบาๆ ดังลอยมาจากด้านหลัง

เมื่อเขาได้ยินเสียงร้องไห้อย่างอัดอั้นตันใจนั้น ฝีเท้าจึงหยุดลงอย่างควบคุมไม่ได้ จากนั้นก็หันหน้ากลับไปมองเย่ชีชี

ภายในหมอกหนาสีขาวโพลน สามารถมองเห็นเค้าโครงค่อนข้างเล็กนั้นได้รำไร

“เย่ชีชี?” เขาตะโกนเรียกชื่อนางออกไปอย่างไม่มั่นใจนัก

“อื้อ...” น้ำเสียงแผ่วเบาของนางลอยผ่านหมอกหนากลับมา แฝงไปด้วยแววใกล้จะร้องไห้ออกมาหน่อยๆ

“เป็นอะไรไป” เขากำมือของตนแน่นขึ้น ดึงร่างของเย่ชีชีเข้ามาหาตน มืออีกข้างหนึ่งก็ยื่นออกไปยังเค้าโครงเลือนรางนั้น

วินาทีต่อมา นิ้วมือของเขาก็ชนเข้ากับของเหลวที่เยียบเย็นเล็กๆ

“เจ้ากำลังร้องไห้?” น้ำเสียงเย็นชาของเขามีอาการลังเลเล็กน้อย เอ่ยถามกับนาง



(1) หยกอ่อนสีขาวเหมือนไขมันแพะก็หายากและก็มีราคาสูง

(2) ของมงคลรูปแม่กุญแจ ธรรมดาใช้คล้องคอเด็กทารกเพื่อให้มีอายุยืนนาน ด้านบนมักสลักด้วยลวดลายที่เป็นมงคลต่างๆ


--------------------​----------​----------​----------​



ตอนที่ 88  เจ้าห้ามลืมข้าเด็ดขาด (3)

“กงจื่อ เจ้าไม่เสียใจสักนิดเลยหรือ...” ท่ามกลางหมอกหนา น้ำเสียงแฝงแววสะอื้นเต็มเปี่ยมของเย่ชีชี ดังลอยมาเบาๆ

“เสียใจด้วยเหตุอันใด” โม่หานชิงขมวดคิ้วเล็กน้อย ยื่นมือออกไปดึงนางเข้ามาด้านหน้าตน จึงพบว่าบนใบหน้าอิ่มเอิบขาวอมชมพูนั้นเต็มไปด้วยรอยน้ำตา

“ก็...พวกเราต้องลาจากท่านปู่เจินไป......” เย่ชีชีสูดลมหายใจแรงไปมา พยายามจะทำให้น้ำตาของตนหยุดไหล ทว่าผลลัพธ์ที่ได้นั้นสมควรที่จะมองข้ามอย่างยิ่ง “กงจื่อ...เจ้าก็ไม่อยากจากเขาไปใช่หรือไม่”


หลังจากโม่หานชิงได้ยินคำพูดของนาง เขาก็นิ่งเงียบไปชั่วขณะ


จากนั้นจึงตอบรับด้วยเสียงราบเรียบ “เพียงนิดหน่อย"

“หือ?” เย่ชีชีเงยหน้าขึ้นมาอย่างไม่เข้าใจ มองไปยังใบหน้าเลือนรางท่ามกลางสายหมอกของเขา

“คนเรานั้นหลังจากไปมาหาสู่ระยะหนึ่ง ท้ายที่สุดย่อมเกิดความรู้สึกขึ้นบ้าง” โม่หานชิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นจึงเอ่ยตอบอย่างเย็นชา “แต่รอจนเจ้าโตขึ้น เจ้าจะเข้าใจเอง ไม่มีงานเลี้ยงใด ที่ไม่มีวันเลิกรา เจ้าจะอยู่กับคนคนหนึ่งเป็นระยะเวลาสั้นๆ และต่อมาก็จะแยกจากอีกครั้งเสมอ ต่อไป...รอจนเจ้าชินชาเสียแล้วก็จะดีเอง”

“……” เย่ชีชีกัดริมฝีปากของตน ฟังคำพูดสงบนิ่งไร้ความตระหนกของเขา จมูกปราดเปรียวสูดลมหายใจเข้าออกไปมา นางนิ่งไปครู่หนึ่ง จากนั้นจึงเอ่ยถามด้วยเสียงต่ำ “กงจื่อ...เจ้าก็จะจากข้าไปเร็วๆ นี้ใช่ไหม”

“อืม”

โม่หานชิงตอบรับเสียงเบา

“เช่นนั้นตอนที่เจ้าต้องจากข้าไป ในใจเจ้าจะเศร้าโศกหรือไม่” เย่ชีชีพยายามเบิกตาให้โตขึ้น ต้องการจะมองสีหน้าของโม่หานชิงให้ชัด ทว่าท่ามกลางหมอกหนาเช่นนี้ นอกจากเค้าโครงร่างของเขา นางก็มิเห็นสิ่งอื่นใดอีก

 “……” เมื่อโม่หานชิงได้ฟัประโยคนี้ เขาก็อึ้งไปเล็กน้อย แล้วก็สงบนิ่งไป


รอบกายพลันเงียบสงัด


เงียบจนแทบจะได้ยินเสียงลมหายใจซึ่งเป็นจังหวะเดียวกันของคนทั้งคู่ รวมไปถึงเสียงสะอื้นอย่างอึดอัดและทุ้มต่ำของนาง

ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด ในใจของโม่หานชิงถึงรู้สึกวว้าวุ่นนิดๆ อีกครั้ง

“กงจื่อ...พอเจ้าไปจากหมู่บ้านเฟยเห่อแล้ว เจ้าจะคิดถึงข้าไหม”

ท่ามกลางความเงียบงันนั้น เสียงหวานใสของเย่ชีชีดังขึ้นอย่างระมัดระวัง

“……” มือของโม่หานชิงที่จับข้อมือของนางอยู่บีบแน่นขึ้นเล็กน้อย ส่วนลึกในใจมีความกดดันอย่างอธิบายไม่ถูก ผ่านไปครู่หนึ่ง เขาสูดลมหายใจลึก ไร้ซึ่งการตอบคำถามของนางโดยตรง แต่กลับดึงข้อมือของนาง หันหลังเดินต่อไปพลางเอ่ย “ไปกันเถอะ ออกไปก่อนค่อยว่ากัน”

“อื้อ...”

เย่ชีชีไม่ได้รับคำตอบจากเขา ดวงตาคู่นั้นจึงสลดลงอย่างเสียไม่ได้

ข้อมือของนางกำลังถูกโม่หานชิงดึงอยู่ ศีรษะเล็กนั้นงุ้มลงมา ถูกเขาลากไปข้างหน้าตามอำเภอใจอย่างว่านอนสอนง่าย

คนทั้งคู่เดินไปเป็นระยะเวลาประมาณหนึ่งก้านธูป หมอกหนาทึบที่วนเวียนอยู่รอบกายถึงได้หายไปในที่สุด

แสงสว่างเบื้องหน้าค่อยๆ เจิดจ้าขึ้นเรื่อยๆ ลมพัดผ่านไปแผ่วเบา นำพาเอากลิ่นหอมหวานโชยมา

ทว่าในพริบตาเดียวเท่านั้น ต้นไม้สีเขียว ท้องฟ้าสีฟ้า เสียงนกร้องเจื้อยแจ้ว และแสงอาทิตย์เจิดจ้าก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าของพวกเขาอีกครั้ง

โม่หานชิงถอนหายใจออกมาในที่สุด เขาหันกลับมา ขณะที่กำลังเตรียมตัวจะเอ่ยอะไรกับเย่ชีชีซึ่งตามมาด้านหลัง ก็พลันเห็นดวงตาสีแดงประดุจตากระต่ายของนาง

“เย่ชีชี?” เขาเรียกชื่อนางอย่างไม่มั่นใจเท่าใดนัก

“อื้อ” เย่ชีชีสูดจมูกไปมา เงยหน้าขึ้น ดวงตาสีแดงสดคู่นั้นมองมาที่เขา





แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น