ปิงปองโต้คลื่น

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : Seventh Song

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 6.4k

ความคิดเห็น : 14

ปรับปรุงล่าสุด : 08 เม.ย. 2561 01:57 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Seventh Song
แบบอักษร


“คุณเคยเห็นปารีสตอนฝนตกไหม”

ไม่มีเสียงตอบรับจากคนที่ไม่ได้ยินคำถาม

“คุณชอบเพลงคลาสสิคเพลงไหนเหรอ”

ร่างกำยำที่กำลังดำผุดดำว่ายในน้ำไม่ตอบ

“แล้วคุณว่า...ถ้าผมหายไป คุณจะอยู่ได้ไหม”

ไม่มีคำตอบ

เป็นคำถามที่ไม่มีคำตอบ เพราะเขาไม่เคยถามออกไป แต่เขาก็คิดวิถีชีวิตตัวเองหลังคำตอบเอาไว้บ้างแล้ว

ถ้าคนๆ นั้นบอกว่าอยู่ได้ เขาจะออกเดินทาง แต่ถ้าไม่...

ถ้าไม่แล้วจะยังไงต่อ...

...

เขาเองก็ไม่รู้เหมือนกัน

-กริ้ง กริ้ง-

เสียงเรียกเข้าคุ้นหูทำให้เขาต้องหันไปมองเจ้าอุปกรณ์เล็กจิ๋วที่กำลังแผดเสียงอย่างบ้าคลั่ง

ชื่อคนโทรเข้าทำให้เด็กหนุ่มรีบคว้ามันขึ้นมากดรับสาย

[มึง กูได้เรื่องแล้ว]

“ว่ามา”

หัวใจเขาเต้นถี่รัว แต่เสียงที่เปล่งออกไปยังคงราบเรียบเหมือนปกติ

ปลายสายเงียบไป ความเงียบถูกแทนที่ด้วยเสียงพลิกกระดาษที่ดังลอดผ่านเข้ามา

[กูสืบมาได้สามคน คนแรกที่หน้าคล้ายพี่มึง เข้าฝากครรภ์ที่โรงพยาบาลวชิระภูเก็ตช่วงพฤษภาคมเมื่อห้าปีก่อน ซึ่งตรงกับช่วงที่พี่มึงหายออกไปจากบ้านพอดี แต่พี่มึงไม่ได้ท้องเพราะฉะนั้นตัดไป คนที่สอง ชาวบ้านบอกว่าเป็นเมียกำนัน กูว่าพี่ดาไม่ใช่คนตาต่ำ ตัดซะ ส่วนคนสุดท้ายนี่น่าจะเป็นไปได้มากที่สุด เห็นว่าเปิดร้านขายอาหารอยู่แถวในเมือง สำคัญคือโสด กูว่าคนสุดท้ายนี่แหละ]

ริมฝีปากบางระบายลมหายใจออกมาเงียบๆ

เขาว่าเป็นคนแรก แต่ปลายสายต้องไม่รู้เรื่องนี้

“มึงส่งมาให้ทั้งสามคนเลยได้ไหม เดี๋ยวกูจะได้ไปหาเบาะแสเพิ่ม”

[เอาของสองคนแรกด้วยเหรอวะ]

นัยน์ตากลมจับจ้องไปที่ใครบางคนที่กำลังออกกำลังกายในสระน้ำอย่างมีสมาธิ

เขาอยากมั่นใจว่าอีกคนจะไม่รู้เรื่องนี้

จะไม่มีใครรู้เรื่องนี้

“เออ ไหนๆ ก็หามาแล้ว เอามาให้หมดนั่นล่ะ ส่งมาทางเมล์เหมือนเดิม”

[เออ ได้]

เขาได้ยินเสียงนิ้วสัมผัสคีย์บอร์ด

ต๊อกแต๊ก...ต๊อกแต๊ก...ต๊อกแต๊ก

แล้วโทรศัพท์ของเขาก็สั่นแจ้งเตือนการมาถึงของข้อความ

นิ้วเรียวปัดหน้าจอไปมาอย่างคล่องแคล่วอยู่อึดใจ

“ได้แล้ว ขอบใจมาก”

[เออ พี่มึงก็เหมือนพี่กู ช่วยอะไรได้ก็อยากช่วยว่ะ]

เขาทอดสายตามผืนน้ำที่กระเพื่อมไหว

[ปกติพี่ดาเขาเป็นคนใจเย็นนะเว้ย แต่คราวนี้เขาหายไปไม่ติดต่อมึงมาห้าปีเลยนะเว้ย ห้าปีเลยนะมึง ทะเลาะกันแรงไปไหม กูว่ามึงไปคุยกับพ่อให้ช่วยพูดดีไหมวะ]

แสงแดดที่กระทบกับผืนน้ำทำให้เขาตาพร่า

ตาพร่าจนเห็นเหตุการณ์วันนั้นวาบกลับขึ้นมาในหัว

‘พ่อคะ หนูท้อง’

‘กับใคร’

‘...’

‘ฉันถามว่าท้องกับใคร!’

‘ฮึก หนู...หนูท้องกับคุณ...’

[เฮ้ย มึงยังฟังกูป่ะเนี่ย]

เสียงนั้นดึงเขากลับมาสู่โลกแห่งความจริง

โลกที่ร้อนอบอ้าวและสงบ

“เออ ฟังอยู่”

เขาโกหก

‘จำคำฉันไว้ อย่าเอาความจริงทั้งหมดไปฝากไว้กับใครทั้งหมด เลือกใช้คนให้เป็น บนโลกแห่งผลประโยชน์ไม่มีคำว่ามิตรภาพ’

ไม่มี...ไม่มีใครทั้งนั้น

[แล้วพักนี้มึงหายไปไหน ไม่เห็นมาหากูทุกอาทิตย์เหมือนเมื่อก่อนเลย]

“ยุ่งกับร้าน”

[โกหกพ่อตาย]

“อย่ายุ่งกับพ่อกู”

คำพูดราบเรียบถูกเปล่งออกจากปาก

ไม่ใช่เพราะอยากปกป้องคนถูกพูดถึง แต่เขาทำไปเพื่อปกป้องคนพูดต่างหาก

[แหม ลูกดีเด่นจังเลยมึงอะ เชี้ย!]

คำอุทานของอีกฝ่ายทำให้เขาขมวดคิ้วยุ่งขึ้นมาด้วยความสงสัย ยังไม่ทันที่จะเอ่ยปากถามอีกฝ่ายก็พูดใส่มารัวเร็ว

[มึง พ่อมึงมาที่สนามกูวะ ฉิบหายมากๆ กูลืมตารางเช่าสนามไปเลยไอ้เหี้ยเอ๊ย กูขอตัวไปดูแลพ่อมึงก่อนนะ]

พอพูดจบก็วางสายใส่เขาทันที

ให้ตายสิ

“หัวเราะอะไร”

เสียงร้องทักจากคนที่เพิ่งขึ้นจากสระน้ำยิ่งทำให้เขาฉีกยิ้มกว้างขึ้นกว้างเก่า

ไม่ได้ยิ้มเพราะคำถาม แต่ยิ้มเพราะเห็นร่างกายหนากำยำเปียกโชกราวกับลูกหมาตกน้ำ

ตอนเขาอายุหกสิบปีจะกลายเป็นคนแบบตาลุงนี่ไหมนะ

...เขาจะมีอายุอยู่ถึงหกสิบปีไหมนะ...

“ลุงมานี่มา”

แขนเรียวที่ยื่นมาจนสุดความยาวทำให้คนตัวสูงฉีกยิ้มกว้าง คนๆ นั้นเดินมาทิ้งตัวลงบนเก้าอี้ชายหาดตัวเดียวกับเขาพร้อมกับยื่นผ้าขนหนูในมือมาให้

ผมสีควันบุหรี่ถูกเช็ดอย่างอ่อนโยน

กล้ามเนื้อสวยถูกสัมผัสด้วยผ้าเนื้อนุ่มทุกตารางนิ้ว

“ขอบคุณ”

คนที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ชายหาดเอ่ยเบาๆ พลางกระตุกข้อมือเขาเป็นสัญญาณว่าให้ขยับขึ้นไปนั่งบนตัก

เขาไม่มีเหตุผลจะปฏิเสธ

“ถ้ามีลูก ให้เขาชื่ออุ่นกับหนาวดีไหม”

สายลมร้อนเอื่อยๆ พัดผ่านร่างของเขาสองคน

“คนหนึ่งเกิดตอนหน้าร้อน อีกคนหนึ่งเกิดตอนหน้าหนาว”

เขาได้ยินเสียงตัวเองหัวเราะ แต่ภาพที่ปรากฏในหัวกลับเป็นกลุ่มหมอกควันที่เขาหาทางออกไม่เจอ

“ดิม”

ร่างแกร่งเอนตัวลงบนเก้าอี้ชายหาด ท่าทางนั้นเป็นการบังคับให้เขาต้องทิ้งตัวซบลงกับแผงอกของอีกฝ่ายอย่างช่วยไม่ได้

มืออุ่นๆ เล่นหัวเขาอย่างที่ชอบทำ

“ฉันอยากมีลูก”

เขาก็อยากมี

อยากมีครอบครัวที่สมบูรณ์กับคนๆ นี้เหมือนกัน

“ยังไม่ใช่ตอนนี้ครับ”

แต่นั่นคือคำตอบที่สมควร

“แล้วเมื่อไหร่ล่ะ”

เขาไม่รู้

เขาก็อยากรู้เหมือนกันว่าเมื่อไหร่เขาจึงจะปลดปล่อยตัวเองจากความรู้สึกหนักอึ้งนี่ได้สักที

“ถ้าพร้อมเมื่อไหร่ต้องบอกฉันนะ”

น้ำเสียงทุ้มต่ำนั้นฟังดูเหมือนกำลังอ้อนวอน

“ฉันจะรอวันที่พวกเราได้อยู่ด้วยกัน”

ความหยุ่นชื้นประทบลงบนหัว

“เป็นครอบครัว”

แดดวันนี้คงแรงเกินไป ภาพตรงหน้าของเขามันถึงได้เบลอไปหมด












เสียงกระทบของส้นรองเท้าบนพื้นคอนกรีตดังก้องไปทั่วบริเวณ ขาเพรียวสวยก้าวไวๆ อย่างคนคุ้นชินเส้นทางก่อนจะถูกหยุดไว้ด้วยคำทักทายจากคนคุ้นเคย

“อ้าวดิม มึงมาได้ยังไงวะ”

“พ่อเรียกกูมา”

เขาตอบแค่นั้นแล้วออกเดินต่อ ทำให้อีกฝ่ายต้องเดินตามมาด้วย

“ก็สมควรเรียกอยู่หรอก วันนี้พ่อมึงเอาปืนมาลองหลายกระบอกเลย เขาคงอยากให้มึงดู”

เขาขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะรีบปรับสีหน้ากลับเป็นราบเรียบตามเดิม

ปืน...พ่อซื้อปืนอีกแล้วเหรอ

ทำตัวเหมือนพวกมาเฟียเข้าไปทุกที

“พ่อกูอยู่ไหน”

“ที่เดิม”

“ขอบใจ”

คำขอบคุณของเขาถูกตอบรับมาด้วยการใช้สองนิ้วแตะขมับแล้วตวัดออกก่อนที่อีกฝ่ายจะเดินจากไปอย่างรู้งาน

สมแล้วที่คบกันมานาน

เขาหุบยิ้มลงเมื่อเดินมาถึงบริเวณที่มีบอดี้การ์ดยืนเฝ้าอยู่หน้าห้อง

“สวัสดีครับคุณชาย”

พวกเขาไม่ได้ยกมือไหว้ แต่กลับค้อมตัวลงคำนับ

นั่นเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของบ้านมาตั้งแต่เขาจำความได้

“พ่ออยู่ไหน”

“ด้านในครับ”

เด็กหนุ่มกวาดตามองหน้าชายหนุ่มสองคนตรงหน้า

ไม่เคยเห็น

“วันนี้พ่อมีโปรแกรมไปไหนต่อไหม”

“มีไปคุยธุรกิจกับคุณฤกษ์ที่โรงแรมของคุณฤกษ์ตอนห้าโมงเย็นครับ”

เป็นคนทางด้านขวาที่ตอบกลับมาก่อน

เด็กหนุ่มพยักหน้าช้าๆ ก่อนจะหันไปมองอีกคนที่ยืนไม่พูดไม่จาอะไร

“แล้วหลังจากนั้นล่ะ”

เหมือนจะรับรู้ถึงสายตากดดันได้ คนทางด้านซ้ายจึงยอมปริปากออกมา

“ไม่มีแล้วครับ เป็นเวลาพักผ่อน”

ใบหน้าน่ารักพยักรับหนึ่งทีก่อนจะส่งสัญญาณให้เปิดประตู

ห้องรับรองที่ปรากฏตรงหน้ายังเหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยนไปจากครั้งล่าสุดที่เขามา ตัวห้องกว้างขวางมีบรรยากาศแข็งกระด้างจากผนังและพื้นที่เป็นปูนเปลือย เฟอร์นิเจอร์น้อยชิ้นเน้นโทนสีขาวดำวางไว้อย่างมีแบบแผน ส่วนในสุดของห้องคือสนามหญ้าเปิดโล่งที่มีเป้าสำหรับการซ้อมยิงหลายรูปแบบ ทั้งเป้านิ่ง เป้าเคลื่อนไหว บางครั้งก็มีเป้ามีชีวิตบ้างถ้าลูกค้าต้องการ

สนามยิงปืนแห่งนี้เป็นสถานที่แบบนั้น

สนามยิงปืนของ ‘เดล’ เป็นสถานที่ไร้จริยธรรมแบบนั้นล่ะ

สองข้างเรียวก้าวเข้าไปช้าๆ ด้วยจังหวะมั่นคง ทุกฝีเท้าย้ำชัดถึงตัวตนของเขา

ต้องหนักแน่น ไม่อย่างนั้นตัวตนจะถูกกลืนกิน

“มาช้ากว่าที่ฉันคิดไปสามนาที”

คำพูดนั้นดังมาจากชายสูงวัยที่ยืนหันหลังอยู่ตรงหน้าเขา

ขนาดหันหลังยังรู้ว่าเป็นเขา

แค่ได้ยินเสียงฝีเท้าก็รู้ว่าเป็นเขา

...สมแล้วที่เป็นพ่อ...

“ผมคุยกับบอดี้การ์ดหน้าห้องอยู่น่ะครับ”

“เหรอ”

อีกฝ่ายไม่ได้หันมามองหน้าเขาเหมือนอย่างที่ควรทำ ตรงกันข้าม ฝ่ามือเหี่ยวย่นนั้นกลับปลดสไลด์ปืนแล้วยกขึ้นเล็งเป้าอย่างเป็นธรรมชาติ

เขาคุ้นชินกับท่าทางพวกนี้ของพ่อเสียแล้ว

เพราะแบบนั้นเขาจึงเลือกหันไปทางด้านขวาของห้อง ที่ตรงนั้นมักมีคนคุ้นหน้าคุ้นตายืนอยู่

วันนี้ก็เช่นกัน

“อานพครับ รบกวนจัดการบอดี้การ์ดสองคนที่เฝ้าหน้าห้องด้วย”

“มีเรื่องอะไรเหรอครับคุณดิม”

เด็กหนุ่มปรายตามองไปที่ ‘พ่อ’ ก่อนจะหันกลับมาสบตากับคู่สนทนา

“มันรู้ตารางงานพ่อ”

แม้จะไม่มองหน้ากัน แต่เขารู้ดีว่าคนสูงวัยกำลังรอฟังคำพูดเขาอยู่

“ตามหลักของเรา นอกจากมือซ้ายกับมือขวาก็ไม่มีใครมีสิทธิ์รู้ตารางงานของเจ้านาย ไม่ว่ามันจะรู้มาเพราะความสู่รู้ส่วนตัวหรือเพราะเป็นสายของคู่แข่งก็ต้องจัดการ”

ชายวัยกลางคนในชุดสูทดำเผยยิ้มพึงพอใจเหมือนรู้ดีอยู่แล้วว่าจะถูกสั่งให้ไปทำอะไร แต่อย่างน้อยเจ้าตัวก็ยังมีมารยาทพอจะรอฟัง ‘นายน้อย’ ของบ้านสั่งการ

“จัดการมันซะ”

แล้วคนอายุมากกว่าก็ก้มหัวให้กับเขา

“รับทราบครับ”

เสียงปิดประตูเงียบไปแล้ว อีกไม่นานมันคงจะถูกแทนที่ด้วยเสียงปืน

เสียงปืนนัด สองนัดในสนามยิงปืนไม่ใช่เรื่องแปลก หรือต่อให้มันแปลก เพื่อนเขาก็ใจหยาบพอที่จะปล่อยผ่าน

นี่คือความจริงของเขา...คือโลกแห่งความจริงของเขาที่ตาลุงนั่นไม่เคยสัมผัส

เขาเป็นคนแบบนี้ ไม่ใช่แมวน้อยไร้เดียงสา ไม่ใช่ดิมช่างตัดผมผู้มีชื่อเสียง แต่เขาคืออนาคตผู้กุมบังเหียนกิจการทั้งหมดภายใต้เครือไวยสมุทร แม้จะเป็นกิจการในโลกสว่างแต่บางครั้งก็มีคู่แข่งในโลกสีเทา

เรื่องเงินมันไม่เข้าใครออกใคร เพื่อเงินมนุษย์ทำได้ทุกอย่างอยู่แล้ว รวมไปถึงการหันกระบอกปืนใส่คนบริสุทธิ์ด้วย

ปากกระบอกปืนมันมีไว้สำหรับทุกคน ถ้าไม่พกปืนไว้กับตัวสักกระบอก สักวันก็คงโดนยิงตาย

เขาเป็นผู้อยู่อาศัยถาวรของโลกสีเทาแห่งนี้ เป็นคนที่อาศัยอยู่ในโลกสีเทาๆ หม่นๆ นี่มาตั้งแต่เกิด แม้จะไม่เคยสบายใจที่ต้องตัดสินชีวิตใคร แต่เขาต้องทำ

ถ้าเขาไม่ชิงตัดสินมัน สักวันจะเป็นเขาเองที่ถูกตัดสิน

พ่อสอนเขามาแบบนี้ เลี้ยงดู ปลุกปั้นเขาให้เติบโตมาแบบนี้

ครอบครัวที่ ‘ปกติ’ มันดูเป็นอะไรที่ห่างไกลจากความจริงของเขาเหลือเกิน

“ทำได้ดี”

ในที่สุดชายคนนั้นก็ยอมหันมา

รูปร่างเตี้ยหนา ไหล่สองข้างผึ่งผาย ใบหน้าขึงขังเต็มไปด้วยริ้วรอยย่นแต่ก็ยังปรากฏเค้าของความหล่อเหลาในอดีต

คนๆ นี้คือพ่อของเขา

“ไอ้ฉันก็เผลอคิดไปว่าแกจะกลายเป็นพวกเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อไปแล้วจริงๆ”

เขาเงียบเพราะรู้ว่ายังไม่ใช่จังหวะที่เขาควรพูด

“แล้ววันนี้ไปไหนมาล่ะ”

ลมหายใจของเขากระตุกไปชั่ววูบ แต่เขามั่นใจว่าตัวเองกลบเกลื่อนมันได้อย่างแนบเนียน

“ไปบ้านเพื่อนครับ”

“เหรอ”

เสียงแหบต่ำของอีกคนเอ่ยรับแค่นั้น ก่อนจะเปลี่ยนหัวข้อสนทนาไปเสียเฉยๆ

เขาชินแล้ว ตาแก่นี่เอาแต่ใจจะตาย

“แล้วตกลงแกจะเอาผู้หญิงหรือผู้ชาย”

น้ำลายเหนียวๆ ถูกกลืนลงไปในคอ

“ผมไม่ชอบผู้หญิงครับ”

นัยน์ตาคมดุปรายมองเขาเล็กน้อยก่อนจะหันไปสนใจกับปืนในมือตามเดิม

“ก็แล้วแต่แก ยังไงก็ท้องได้แล้วนิ อยากทำอะไรก็ทำ แต่ฉันขอเตือนไว้อย่าง...”

ใบหน้าดุดันเงยขึ้นมอง

“อย่าทำอะไรโง่ๆ อย่างพี่สาวแก”

ภาพเหตุการณ์ในวันนั้นยังติดอยู่ในหัว

“พ่อหมายถึงอย่าท้องก่อนแต่งเหรอครับ”

นั่นคือสิ่งที่เขาสงสัยมาตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมา

คนอย่างพ่อ ไม่น่าจะโกรธแค่เพียงเพราะท้องก่อนแต่ง

เขาได้ยินเสียง ‘ฮึ’ ต่ำๆ จากคนที่อยู่ห่างไปหลายเมตร

“แม่แกก็ท้องก่อนแต่ง เผื่อไม่รู้”

เขารู้ เพราะรู้อยู่แล้วก็เลยสงสัยว่าทำไมเหตุการณ์วันนั้นจึงเลวร้ายได้ขนาดนั้น

“ถ้างั้น...”

“คิดสิ”

นัยน์ตาคมกริบสบกับเขาอย่างมีนัยยะ

“อย่าโง่”

เพียงเท่านั้นคำถามทั้งหมดก็ถูกกลืนหายลงไปในคอ

ความเงียบเข้ายึดพื้นที่ในห้องอยู่พักใหญ่จนกระทั่งปืนกระบอกหนึ่งถูกยื่นมาตรงหน้าเขา

ปืนพกแบบกึ่งอัตโนมัติสีดำสนิทถูกยื่นมาให้โดยพ่อบังเกิดเกล้าของเขาเอง

“ฉันได้ปืนมาใหม่ อันนี้ของแก”

“ผมยังมีกระบอกเก่าอยู่ และมันก็ยังใช้ได้...”

“ฉันให้”

เพียงแค่นั้นเขาก็ต้องยอมรับมันมา

หลังจากยื่นปืนให้เขา ร่างของชายสูงวัยก็เดินกลับไปตรงแท่นเตรียมยิง

“แกจะทำอะไร ที่ไหน กับใคร ฉันไม่เคยคิดจะก้าวก่าย”

เขาได้ยินเสียงปลดสไลด์ปืน

“แต่ฉันขอไว้สองอย่าง...”

-ปัง!-

ลูกปืนลูกแรกถูกยิงออกไป

“หนึ่ง สิ่งที่แกเลือกจะต้องเป็นสิ่งที่ส่งผลดีต่อไวยสมุทร”

-ปัง!-

ลูกปืนลูกที่สองถูกยิงออกไป

“สอง”

ใบหน้าเคร่งขรึมนั้นหันมามองเขา

“จะเอากับใครก็คิดให้ดีๆ”

พอพูดจบก็หันกลับไปง่วนอยู่กับการใส่กระสุนปืน ทิ้งเขาไว้กับหัวใจที่เต้นถี่รัวจนแทบทะลุอออกมาจากอก

หมายความว่ายังไง พ่อของเขาหมายความว่ายังไง

“ออกไปได้แล้ว จะไปไหนก็ไป”

ยังไม่ทันที่เขาจะหาความหมายของคำสั่งนั้นได้ คำไล่ราบเรียบก็ถูกเอ่ยขึ้นมาเสียก่อน

แม้จะสงสัยแต่เขาก็เลือกที่จะไม่เซ้าซี้แล้วเดินออกมา

พ่อเขาหมายความว่ายังไง

ใช่ว่าตัวเขาจะไม่รู้ว่าชีวิตตัวเองถูกจับตามองอยู่ตลอดเวลา การที่พ่อจะรู้จะเห็นเรื่องคุณปราณบ้างก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เขาทำใจเรื่องนี้มาตั้งแต่แรกที่คบกับตาลุงนั่นแล้วว่าถ้าพ่อจะรู้ก็ปล่อยให้รู้ไป แต่ต้องไม่ใช่โดยการเดินเข้าไปบอกจากปากเขาโดยตรง

ถ้าพ่อจะรู้ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่การที่พ่อไม่สั่งห้ามหรือพูดตรงๆ นั่นต่างหากที่แปลก

ถ้าคนๆ นั้นเป็นศัตรู พ่อจะสั่งไม่ให้เขายุ่ง

ถ้าคนๆ นั้นเป็นมิตร พ่อจะสั่งให้เขาสานสัมพันธ์

อย่างคราวแฟนเก่าของเขา พ่อก็สั่งให้เดินหน้าสานสัมพันธ์เต็มที่ ตอนเขาขอผ่าตัดมดลูกก็ไม่มีอิดออดแม้แต่คำเดียว แต่คราวนี้ไม่เหมือนเดิม พ่อไม่พูดอะไรเลยสักอย่าง ไม่ห้าม ไม่สนับสนุน แต่กลับบอกให้เขาคิดดีๆ นั่นแสดงว่าพ่อรู้อะไรบางอย่างที่เขาไม่รู้

พ่อรู้เบื้องหลังบางอย่างแต่เลือกจะไม่บอกเขา

...ทำไมล่ะ...

จู่ๆ ก็รู้สึกว่าปืนในมือหนักกว่าปกติ

ทั้งที่เขาเองก็คุ้นชินกับปืนมาตั้งแต่เด็กแท้ๆ แต่พอนึกถึงใบหน้าของอีกคนที่อยู่ในห้วงความคิด อาวุธในมือก็ดูเป็นภาระหนักอึ้งไปเสียอย่างนั้น

เขาเป็นคนในโลกสีเทา และเขาก็คิดว่าตาลุงนั่นคือคนที่อยู่ในโลกสีขาวมาตลอด

แต่ตอนนี้เขาชักไม่แน่ใจ

คำพูดของพ่ออาจจะน่ากลัวและเย็นชา แต่ไม่เคยมีสักครั้งที่มันจะถูกกล่าวขึ้นมาลอยๆ อย่างไร้ความหมาย

คุณปราณ คุณเป็นใครกันแน่

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}