ชะโดตัวโต
facebook-icon

เชิญพบกับภาคต่อของ 'พี่คิณ - ณิริณ' 'พี่ภาคย์ - ไออุ่น' ในเรื่อง 'HATE ME: บงการรัก' เรื่องราวของภัทธิรา ลูกสาวคนเดียวของพี่คิณ - ณิริณ และเป็นน้องสาวฝาแฝดของพี่ภาคย์กับการที่จะต้องจำใจแต่งงานกับ 'คิริน' เพื่อแลกกับชีวิตของภิชญ์น้องชายของเธอ ***โหวต เม้น ให้กำลังใจกันด้วยนะคะ***

HATE EFFECTS: 39 มากกว่าคำว่าเราสองคน 100%

ชื่อตอน : HATE EFFECTS: 39 มากกว่าคำว่าเราสองคน 100%

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย อีโรติก

คนเข้าชมทั้งหมด : 11k

ความคิดเห็น : 6

ปรับปรุงล่าสุด : 19 ก.พ. 2561 21:48 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
HATE EFFECTS: 39 มากกว่าคำว่าเราสองคน 100%
แบบอักษร

HATE EFFECTS: 39

ทุกอย่างที่ผ่านเข้ามาในชีวิตต่างมีจุดเริ่มต้นและจุดจบในตัวของมัน คนที่ยังอยู่ก็ต้องเดินหน้าต่อไปแม้ว่าจะไม่ได้ทำเพื่อตัวเองแต่ก็ทำเพื่อใครหลายๆคนที่รออยู่เบื้องหลัง...


วันนี้ที่เรือนจำ...


ภาคิณมาพร้อมกับนาตยาและเทวินทร์เพื่อที่จะเยี่ยมภูชิตเนื่องในวันเกิดของคนที่กำลังชดใช้กรรมอยู่ในนั้น เพราะมีปิยาพัชรอยู่อยู่เป็นเพื่อนภรรยาของเขาเนื่องจากว่าเธอได้กลับมาพักฟื้นที่บ้านแล้วจึงไม่มีความกังวลอะไรแถมยังมีป้าสมใจคอยช่วยเลี้ยงดูทารกทั้งสองด้วย 


ภายในห้องที่เพียงกระจกบานใสเป็นฉากกั้น....


ภูชิตในชุดนักโทษนั่งอยู่ตรงข้ามสองแม่ลูกผู้มาเยือนด้วยสีหน้านิ่งเฉยแม้ว่าภายนใจจะรู้สึกปั่นป่วนแค่ไหนก็ตาม นาตยามองหน้าน้องชายของสามีพลันถอนหายใจ "เป็นยังไงบ้าง? ยังอยู่ไหวไหม?"


"หึ สมเพชผมหรือยังไง?" เขาเงยหน้าขึ้นมองก็ส่งเสียงในลำคอออกมาเล็กน้อย "ไม่กลัวว่าทำแบบนี้แล้วผมจะได้ใจ ออกไปก็ทำผิดซ้ำๆหรอ?"


"ก็จริงที่เธอเป็นคนฆ่าคุณภูษิตแต่ฉันไม่จำเป็นจะต้องร้ายกับเธอ คุณภูษิตเองก็คงไม่อยากจะให้ฉันทำแบบนั้นกับน้องชายที่เขารักมากที่สุด" นาตยาพูดออกมาด้วยความหนักแน่น "ฉันเชื่อว่าฉันทำดีที่สุดแล้วถึงจะอยากรู้สึกเกลียดเธอให้มากกับสิ่งที่เธอทำกับสามีและลูกชายของฉัน หวังว่าเธอจะปรับปรุงความคิดและจิตใจเสียใหม่ รับผลกรรมของตัวเองพอได้เป็นนักโทษชั้นดีอาจจะได้ออกมา แล้วก็อย่าได้คิดทำแบบเดิมอีกจะดีกว่า"


ภูชิตน้ำตาซึม ภาพในวัยเด็กระหว่างเขากับพี่ชายไหลย้อนกลับเข้ามาหัว ความทรงจำที่มีคือภูษิตคอยเสียสละให้เขามาโดยตลอดแม้ว่าจะลำบากแค่ไหนก็ตามเขาก็มักจะได้กินอิ่มอยู่เสมอ เพียงเพราะความโลภครอบงำจึงทำให้เขาคิดวางแผนร่วมมือกับการันต์และนายพลวิชิตสังหารพี่ชายตัวเองอย่างเลือดเย็น ส่วนหลานชายทั้งสองเองก็เกือบตายไปหลายต่อหลายครัั้ง


แต่คนพวกนี้ทำไมถึงต้องทำให้เขารู้สึกแย่กว่าที่เป็นอยู่ด้วยนะ...


ภาคิณเขยิบเก้าอี้เข้าไปใกล้ๆ "สุขสันต์วันเกิดนะครับอา ไม่ใช่ว่าผมจะไม่ใส่ใจในเรื่องต่างๆที่เกิด แต่ผมก็ยังเคารพอาที่อย่างน้อยๆก็เคยช่วยเลี้ยงผมกับพี่กร ตอนนี้ณิริณคลอดแล้วนะครับ ผมได้ลูกแฝดชายหญิงแต่จะพาเด็กๆมาด้วยก็คงจะไม่ดีสักเท่าไหร่ ส่วนพี่กรตอนนี้ก็แต่งงานและย้ายไปช่วยงานพ่อตาเลยไม่ได้มาด้วย อาเองก็รักษาสุขภาพดีๆนะครับ" เพียงแค่ได้ยินคำพูดห่วงใยเหล่านั้นภูชิตก็ร้องไห้โอออกมา ความสำนึกผิดบาปในสิ่งที่ตนได้กระทำทั้งหมดได้ถูกปลดปล่อยมาในวันนี้ เขาไม่สำควรที่จะได้รับคำพูดดีๆอะไรทั้งนั้น ยิ่งได้ฟังยิ่งรู้สึกผิดต่อทุกคนที่เขาได้ทำเรื่องร้ายๆลง ภาคิณยิ้มออกมาเล็กน้อยเชิงปลอบใจ "ไม่เป็นไรนะครับอา ถึงโทษมันจะหนักแต่ถ้าอายอมรับทุกอย่างด้วยความรู้สึกผิดจริงๆ ถึงพวกเราจะลืมมันไม่ได้แต่ก็จะเป็นกำลังใจให้อานะครับ"


"ฉันหวังว่าเธอจะทำได้นะภูชิต" นาตยาถอนหายใจแล้วพูดให้กำลังใจน้องชายของสามี เธอได้เห็นแล้วว่าผลกรรมนั้นมีจริงแต่เพียงแค่ต่างคนต่างวาระก็เท่านั้น ไม่มีใครอยู่ล้ำค้ำฟ้า ไม่มีคำว่าทำดีได้ดีมีที่ไหนทำชั่วได้ดีมีถมไป เพราะสุดท้ายแล้วทุกคนต่างก็ต้องมารับผลของกรกระทำของตัวเองกันทั้งนั้น เพียงแต่จะเร็วหรือช้าเท่านั้นเอง


Arrrr Arrrr


เทวินทร์รับโทรศัพท์แล้วคุยกับปลายสาย สีหน้านิ่งขรึมไม่นานก็ต้องย่นคิ้วลงทันที "คุณคิณครับ ที่บริษัทโทรมา...บอกว่าตอนนี้ลูกค้าที่กำลังอาละวาดที่โชว์รูม บอกจะคุยกับคุณคิณแค่คนเดียวครับ"


ภาคิณพยักหน้าเข้าใจก่อนจะหันไปทางแม่ของเขา "เราต้องกลับกันแล้วครับ ไว้ค่อยมาเยี่ยมอาภูชิตใหม่วันหลังก็ได้"


"ฉันไปก่อนนะ แล้วจะมาเยี่ยมใหม่" ภูชิตที่น้ำตาอาบนองทั้งสองแก้มทำได้เพียงแต่พยักหน้ารับ นาตยาเผยยิ้มออกมาแล้วภาคิณจึงช่วยพยุงขึ้นออกจากห้องเยี่ยมนักโทษไป


#####


บ้านรัตนโยธิน...


เวลาสี่ทุ่มตรง...


วาณิริณกำลังอุ้มภัทธิราที่ตื่นขึ้นมาร้องไห้กลางดึกด้วยอาการฝันร้ายของเด็กน้อยในขณะที่ภาคย์นั้นนอนหลับนิ่งไม่มีอาการใดๆ เวลานี้ผู้เป็นพ่อของเด็กทั้งสองยังไม่กลับเนื่องจากว่าพอพานาตยากลับมาส่งที่บ้านก็รีบไปทำงานต่อทันที เห็นว่าช่วงนี้มีลูกค้ากำลังไม่พอใจในสินค้าบางส่วนภาคิณจึงต้องรีบไปจัดการ หากภากรยังอยู่ด้วยก็คงจะทำอะไรได้เรียบร้อยมากกว่านี้ 


แงๆ...


"โอ๋ๆ แม่อยู่นี่แล้วนะคะ ไม่เป็นอะไรแล้วนะ เดี๋ยวพ่อก็กลับแล้วจ้ะ" วาณิริณแม้จะเป็นคุณแม่มือใหม่แต่ก็ศึกษาทุกอย่างมาเป็นอย่างดี มือเรียวลูบหลังของแฝดหญิงผู้น้องพลางปลอบประโลมไปด้วย


แกร็กๆ...


แอดดด...


ภาคิณเปิดประตูเข้ามาแล้วได้เห็นภาพตรงหน้าก็หยุดมอง ภรรยาสาวของเขากำลังอุ้มลูกเดินไปมาในห้องโดยที่ไม่ได้รู้ตัวเลยว่าเขากลับมาถึงแล้ว เห็นเธอเหนื่อยทั้งวันทั้งคืนแบบนี้ก็คิดที่อยากจะแบ่งเบาภาระ แต่ติดที่ว่าบนตัวเขาตอนนี้มีกลิ่นแอลกอฮอล์กลับมาด้วย 


"กลับมาแล้วหรอคะ?" เห็นใบหน้าของสามีก็รู้ว่าเขาดื่มมาไม่น้อย "ปิดประตูเบาๆนะคะ เดี๋ยวน้องภาคย์ตื่น"


ภาคิณยิ้มแล้วทำทุกอย่างให้เบามือที่สุด "น้องภัทรไม่ยอมนอนหรอ?" ร่างสูงเดินเข้าไปทำทีจะหอมแก้มลูกสาวตัวน้อย แต่ก็ถูกวาณิริณห้ามไว้เสียก่อน


"กลิ่นเหล้าขนาดนี้ลูกไม่ชอบแน่ๆ น้องภัทรกำลังจะหลับ พี่คิณไปอาบน้ำก่อนนะคะ"


ภัทธิราค่อยๆเคลิ้มหลับตามเสียงกล่อมของผู้เป็นแม่ ภาคิณยืนนิ่งอยู่สักพักก็หยิบผ้าขนหนูเดินหายเข้าไปในห้องน้ำราวๆครึ่งชั่วโมงก็เดินกลับออกมา พอได้เห็นใบหน้าเหนื่อยล้าของภรรยาก็พูดอะไรไม่ออก เช็ดเนื้อเช็ดตัวและแต่งตัวเสร็จก็ล้มตัวนอนลงข้างๆเธอบนเตียง


"พี่ขอโทษ"


"ลูกค้าบังคับไปดื่ม หรือว่าเครียดเรื่องงานมากไปคะ?"


"ทั้งสองอย่าง" ฟอด! เขาหอมแก้มเธอพลางยกแขนขึ้นโอบร่างบางเอาไว้ "ตอนพี่กรอยู่ด้วย เวลาเจรจาอะไรมันก็ง่าย พี่พูดไม่ค่อยเก่งเลยต้องหาวิธีอื่นเข้าช่วย"


วาณิริณมองเขาด้วยแววตานิ่งเฉย "แต่ตอนนี้เรามีลูกแล้วนะคะ พี่คิณจะทำอะไรก็ควรคิดถึงลูกก่อน" หญิงสาวจับมือเขาเอาไว้แน่น "ไม่ได้มีแค่เราสองคนเหมือนแต่ก่อนแล้ว พี่คิณคงจะเข้าใจนะคะ"


"พี่เข้าใจ" ภาคิณยกมือขึ้นกุมมือเล็กเอาไว้แน่นแล้วตอบรับคำพูดของเธอ ตอนนี้เข้าไม่ได้มีแค่แม่และภรรยาเพราะว่ามีสมาชิกฝาแฝดตัวน้อยทั้งสองที่ต้องดูแล จะให้ทำตัวตามใจตัวเองเหมือนแต่ก่อนได้อย่างไรกัน เขานอนสวมกอดร่างของภรรยาสาวเอาไว้แนบกายแทนคำมั่นสัญญา...ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเธอจะเห็นเขาอยู่ข้างๆเสมอ


แปดเดือนผ่านไป...


บ้านพักตากอากาศริมทะเล...


พื้นที่ที่เหมือนจะเป็นจุดเริ่มต้นของอะไรหลายๆอย่าง ริมทะเลที่มีเพียงเสียงลมและคลื่นลูกเล็กที่ซัดเข้าหาชายฝั่ง แขนทั้งสองข้างของภาคิณอุ้มลูกน้อยฝาแฝดของเขาเดินเล่นไปยังรอบๆบริเวณโดยที่วาณิริณคอยเดินตามอยู่ข้างๆ นี่เป็นครั้งแรกที่ภาคย์และภัทธิราที่ย่างเข้าวัยแปดเดือนได้ออกมาเห็นโลกกว้าง ดูเหมือนแฝดหญิงผู้น้องจะตื่นเต้นเอามากๆ ทุกครั้งที่พ่อของเธอพาให้เท้าน้อยๆของเธอได้สัมผัสกับน้ำทะเลก็มักจะมีเสียงหัวเราะสดใสออกมาให้ได้ชื่นใจ ผิดกับแฝดชายผู้พี่ที่ไม่ค่อยจะแสดงความรู้สึกใดๆออกมาเสียเท่าไหร่และดูเหมือนว่าเขาติดแม่เอามากๆเสียด้วย


"พี่กรอย่าชักช้าได้ไหม?! ดูสิคนอื่นเขาไปไหนต่อไหนกันแล้ว" วาณิชาเดินหน้ามุ่ยมาตามชายหาด ตอนนี้สาวน้อยกำลังอุ้มท้องห้าเดือนแล้วอารมณ์ยิ่งขึ้นๆลงๆไปตามประสาคนท้อง ปากพร่ำบ่นสามีที่เอาแต่ยืดยาดจนเดินตามครอบครัวของพี่สาวไม่ทัน "น่าเบื่อจริงๆเลย"


"แฮ่กๆ ไม่บ่นพี่แบบนี้สิเบบี๋จ๋า เดี๋ยวลูกก็พลอยหงุดหงิดไปด้วยหรอก" ภากรวิ่งตามมาทันด้วยอาการเหนื่อยหอบ เขาเอามือแตะที่หน้าท้องของเมียเด็กสายสตรองแล้วยิ้มบางๆ "ค่อยๆเดินนะ เดี๋ยวจะล้มเอา"


"แอ๊ะๆ" ภัทธิราหันมาเห็นคุณลุงของเธอแล้วยิ้มกว้าง


"คิดถึงลุกรหรอคะ คนสวยของพ่อ" ภาคิณอุ้มเธอขึ้นมาจากน้ำทะเลแล้วยกร่างน้อยขึ้นสุดแขน "ดูลุงกรสิ กลัวน้าณิชาใหญ่เลย"


"พี่คิณคะ นานๆทีจะได้เจอกันยังจะหาเรื่องพี่กรอยู่ได้" วาณิริณพูดเชิงตำหนิสามีของเธอ ภาคย์เงยหน้ามองแม่ของเขาก็เบะปากร้องไห้ออกมา "โอ๋ๆ ไม่ต้องกลัวนะคะสุดหล่อ ดูสิๆ มีปลาในน้ำด้วยนะ" หญิงสาวพยายามหลอกล่อเพื่อให้ลูกชายของเธอหยุดงอแง และมันก็ได้ผลที่ภาคย์หยุดนิ่งแล้วมองไปตามมือที่วาณิริณชี้ไป ปลาการ์ตูนสีสดที่กำลังแหวกว่ายอยู่ตามผืืนน้ำทำให้ภาคย์รู้สึกสนุกร่วมด้วยขึ้นมาบ้าง


ด้านภากรที่รู้สึกเข่นเขี้ยวน้องชายเล็กน้อย...เขาจับมือวาณิชาเดินรับลมไปตามชายหาดด้วยความทะนุถนอม กว่าจะได้ท้องนี้มานั้นทดลองอยู่นานเลยทีเดียว ก็ไม่ขนาดนั้นหรอก...แค่ไม่อยากถูกตราหน้าว่าเป็นตาแก่ไร้น้ำยาก็เท่านั้นแถมสาวน้อยกว่าจะยอมปล่อยให้มีก็เกลี้ยกล่อมนานนับเดือน ชีวิตที่ไร้หลักกลับมามีรากฐานได้อีกครั้งก็เพราะเธอ ภากรเคยคิดว่าจะแก่ตายไปพร้อมกับความโสดที่หวงแหนแต่ตอนนี้ไม่ได้คิดเช่นนั้นแล้ว เพราะเขามีเมียเด็กที่ต้องคอยตามหึงหวงจากพวกเจ้าชู้ประตูดิน ทั้งๆที่รู้ว่าแต่งงานแล้วยังจะมาเกาะแกะวาณิชาอยู่ได้


เรียกได้ว่าเสือสิ้นลายเพราะพรานสาวคนนี้แท้ๆ


ครอบครัวใหญ่ได้มาอยู่รวมกันแม้ว่าต่างคนต่างแยกย้ายกันไปทำหน้าที่ของตน ความอบอุ่นในครอบครัวไม่เคยจางหายไปไหนแม้ว่าจะห่างไกลกันไปนานแสนนานก็ตาม ผู้อาวุโสทั้งสามต่างช่วยกันทำอาหารและเตรียมสถานที่พร้อมกับช่วยเลี้ยงดูหลานๆ เสียงหัวเราะของผู้สูงวัยดังขึ้นมาเรื่อยๆให้กับความซุกซนของเด็กๆ


"พี่กร! ณิชาอยากกินกุ้งอ่ะ แกะให้ณิชาหน่อยสิ!" วาณิชาพูดเสียงหวานออดอ้อนสามี ภากรมองแล้วก็ยิ้มให้กับท่าทีของเมียเด็กพร้อมกับยอมทำตามที่เธอต้องการได้เสียทุกเรื่อง "เอาปูด้วยนะ แล้วก็เอาอั้นด้วย พี่กร!!! อย่าลืมเห็ดเข็มทองของณิชาสิ!!"


"ครับๆ เบบี๋ กินเยอะๆนะ เผื่อลูกของเรายังไม่อิ่ม" ชายหนุ่มยกมือลูบท้องนูนไปมาด้วยความรักใคร่ "ตัวเล็กครับ กินเยอะๆนะจะได้โตเร็วๆ"


"ณิชา! เดี๋ยวก็สำลักกันพอดี" วาณิริณเองก็อดยิ้มไม่ได้เช่นกันกับท่าทางของน้องสาวเธอ ตอนนี้ทั้งเธอและสามีกำลังช่วยกันป้อนข้าวให้กับสองแฝดวัยกำลังน่ารักที่ยอมทานมื้อเย็นโดยไม่งอแง "พี่คิณอย่าป้อนคำใหญ่สิคะ ลูกเคี้ยวอาหารไม่ทันเดี๋ยวจะอ็อกออกมา"


"ครับที่รัก" ภาคิณยิ้มแล้วกลับมาทำหน้าที่ของพ่อต่อไป


ภากรหัวเราะออกมาเบาๆ "ถ้าไม่ได้ณิริณนี่นะ ฉันคงไม่ได้เห็นแมวในคราบของเสือ"


"ว่าแต่คนอื่น ตัวเองก็แมวในคราบสิงห์โตนั่นแหละ ว่าแต่ในท้องน่ะรู้หรือยังว่าผู้หญิงหรือผู้ชาย?" ภาคิณถามกลับด้วยท่าทียียวนเล็กน้อย ในใจเขาก็ลุ้นอยู่ว่าหลานในท้องนั้นเป็นเพศไหนเช่นกัน


"ผู้ชายค่ะ เพิ่งรู้เมื่อสองสามวันที่ผ่านมานี้เอง" วาณิชาไม่รอให้สามีของเธอได้เอ่ยปากจึงได้ชิงตอบไปเสียก่อน "พี่ณิริณคะ ณิชารู้สึกหนักไปทั้งตัว...สงสัยจังว่าพี่ณิริณตอนท้องน้องแฝดจะหนักขนาดไหนเชียว"


วาณิริณได้ยินคำถามก็ยิ้มกว้าง "ก็...หนักมากเลยล่ะ แต่พอคิดว่าตอนแม่อุ้มท้องพวกเรามันก็รู้สึกว่าเบาเสียดื้อๆ"


วาณิชายกมือลูบท้องนูนของตัวเองด้วยความรู้สึกอิ่มเอมใจ ตอนนี้เธอไม่ใช่สาวน้อยอย่างที่เคยเป็นมาแต่ว่าเธอกำลังจะกลายเป็นคุณแม่ยังสาวอีกคนเสียแล้ว ทันทีที่มือได้สัมผัสกับผิวหน้าท้องก็รู้สึกถึงการเคลื่อนไหวภายในท้องของเธอ "เบาจริงๆด้วยค่ะ แต่เด็กคนนี้น่าจะซนไม่เบาเลย"


"ลูกดิ้นหรอเบบี๋" ภากรเองก็ดูตื่นเต้นไม่น้อย เขาขยับตัวเข้าใกล้เพื่อที่อยากจะรู้สึกถึงความเคลื่อนไหวนั้นด้วย


ความยินดีมันเป็นแบบนี้นี่เอง...


หลังจากที่รวมตัวกันทานมื้อเย็นเสร็จเรียบร้อยแล้วต่างคนก็ต่างแยกย้ายกันไปพักผ่อนตามพื้นที่ของตน วาณิริณอาบน้ำแต่งตัวให้สองแฝดวัยกำลังซุกซนเสร็จแล้วก็ถึงเวลาที่เด็กๆจะต้องดื่มนมแล้วเข้านอน แม้จะวุ่นวายมากแค่ไหนแต่เธอก็รับมือไหว...ในที่สุดเด็กทั้งสองก็สิ้นฤทธิ์แล้วเข้าสู่ห้วงนิทราไปพร้อมๆกัน


ฟอด !


"เหนื่อยแย่เลยสิ หืม!?" ภาคิณสวมกอดเธอจากข้างหลังพร้อมกับหอมแก้มขวาด้วยความรักใคร่ "อุ้มลูกมาทั้งวันแล้ว ตอนนี้พี่อยากอุ้มแม่ของลูกบ้าง"


"พี่คิณ!! ว้ายยย" เธอไม่ทันได้ทักท้วงอไรเขาก็ช้อนตัวเธอขึ้นอุ้มเสียแล้ว ร่างเล็กถูกพามายังที่เตียงนอนกว้างที่อยู่ไม่ไกลจากเปลของลูกแฝดมากนัก "อย่าแกล้งกันสิคะ! เดี๋ยวลูกตื่น"

คนตัวสูงยิ้มกริ่มทำสีหน้าเจ้าเล่ห์ "แล้วแต่ละทีพี่เคยทำลูกตื่นรึเปล่าล่ะ? คิดดูดีๆนะ" เข้าทำนองปากว่ามือถึง มือใหญ่เลื่อนขึ้นลงที่ต้นขาเล็ก ผิวเนียนลื่นมือที่เขาหลงไหลเธอยังคงดูแลมันได้ดีไม่มีอะไรแตกต่างไปจากวันแรกที่ได้สัมผัสเลยแม้แต่น้อย "พี่ไม่เคยบอกนะว่าจะหยุดอยู่แค่สองคน แบบนี้น่ะสี่คนพี่ก็เลี้ยงไหว"


"ดะ เดี๋ยวค่ะ รอให้ภาคย์กับภัทรโตกว่านี้ก่อนไม่ได้หรอคะ?" เมื่อถูกเขาจู่โจมหนักขึ้นเรื่อยๆเธอจึงรีบยกมือขึ้นห้าม แต่คนที่ดูเหมือนจะอดอยากก็ไม่ปานคนนั้นไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลง ซ้ำร้ายยังคงเดินหน้ารุกขึ้นเรื่อยๆ "อื้อ อื้มมม พี่คิณคะ อึก อื้มม"


ปากกระจับสีอมชมพูถูกครอบครองด้วยริมฝีปากหยักของสามี ภาคิณไม่เปิดโอกาสให้เธอได้ร้องห้ามอีกต่อไปเพราะในคืนนี้จะต้องจบแบบไหนก็ต้องขึ้นอยู่กับเขาเพียงเท่านั้น "อ่าาา อย่าเสียงดังสิครับ อยากให้ลูกตื่นมาดูเราหรือยังไง?"


"คน...คนบ้า"


จุ๊บ !!


"พี่รักณิริณนะครับ" คำรักหวานหูถูกเปล่งออกมาอีกครั้ง ต่อให้พูดวันละล้านรอบภาคิณก็ไม่คิดที่จะเบื่อ มือหนาลูกใบหน้าเนียนสวยของภรรยาแล้วจดจ้องเอาไว้ด้วยความเสน่หา


เธอยิ้มตอบด้วยความรู้สึกจากใจจริง "ณิริณก็รักพี่คิณค่ะ" ใบหน้าคมความก้มลงจุมพิตเธอซ้ำไปซ้ำมาหลายๆครั้งแทนคำมั่นสัญญาจากตัวของเขา ค่ำคืนแห่งความรักที่เขามอบให้เธอจึงไม่อาจปฏิเสธได้อีก วาณิริณไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ที่ผู้ชายคนที่เธอเคยมองว่าเป็นคนไร้หัวใจนั้นเข้ามาสถิตอยู่ในใจของเธอ พอรู้ตัวอีกทีก็เผลอยกให้เขาไปทั้งใจจนยากที่จะเอามันคืนมาได้


และหัวใจของเธอมันก็เป็นของเขาเพียงแค่คนเดียวมาโดยตลอด และตลอดไป...


เคยมีคนพูดเอาไว้ว่า 'สิ่งใดที่ยากเกินจะไขว่คว้า เมื่อได้มาสิ่งนั้นย่อมเป็นสิ่งล้ำค่าที่ไม่อาจจะยอมสูญเสียไปให้ใครอื่นได้ง่ายๆ' ไม่คิดเลยว่ามันจะเป็นแบบนั้นกับตัวของภาคิณเอง เขาเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตคู่กับผู้หญิงคนหนึ่งที่เขาเฝ้ารอหลังจากที่ได้พบในวันที่ชีวิตลงสุดถึงขั้นตกต่ำจนกระทั่งได้เธอมาเป็นภรรยาที่รักจนสุดหัวใจในเวลานี้ 


แสงแดดอ่อนๆของรุ่งอรุณส่องกระทบเข้ามาผ่านทางช่องว่างที่ผ้าม่านปิดไม่สนิท ร่างเล็กยังคงนอนหลับตาพริ้มในอ้อมกอดของสามี แม้ว่าเขาจะขยับกายเสียงดังแค่ไหนก็ตาม


"ที่รักครับ เช้าแล้วนะ" ปลายจมูกค่อยๆเคลื่อนลงกดทับเบาๆบนแก้มนิ่ม "ฟอด! เมื่อคืนพี่ก็ไม่ได้ใช้แรงเยอะเลยนะ ทำไมเมียพี่ถึงได้เพลียแบบนี้ล่ะ"


"อือ" วาณิริณส่งเสียงครางเบาๆพร้อมกับเริ่มขยับตัว เปลือกตาค่อยๆเปิดขึ้นอย่างสลืมสลือ เรียวปากเผยยิ้มบางๆแล้วยืดตัวหอมแก้มสากของสามี ภาคิณนิ่งอึ้งไปเล็กน้อย...นี่คงเป็นครั้งแรกล่ะมั้งที่วาณิริณตอบกลับความอ่อนโยนของเขาโดยที่ไม่ต้องบังคับใดๆ "ลูกตื่นแล้วหรอคะ?"


สายตาคมทอดมองไปที่เปลเด็กทั้งสองที่ตั้งอยู่ไม่ไกล เมื่อคืนเด็กแฝดชายหญิงไม่ได้ตื่นขึ้นมางอแงกลางดึกเหมือนจะรู้ความต้องการของเขา ตอนนี้ลูกน้อยของเขายังคงหลับใหลด้วยใบหน้าที่มีความสุขไปตามประสา "บางทีพี่ก็อิจฉาลูกนะ ตอนนี้สำหรับณิริณ...ลูกก็คงต้องมาก่อนพี่เสมอ" มือใหญ่ลูบผมเธอขึ้นลงเบาๆ "มีลูกแล้วก็จริงก็อย่าลืมพ่อของลูกได้ไหม? หืม!"


"จะอิจฉาลูกทำไมล่ะคะ ก็รักทั้งพ่อทั้งลูกนั่นแหละค่ะ" ร่างบางหยัดกายขึ้นโดยดึงผ้าห่มผืนหนาปิดคลุมตัว "พี่คิณไปอาบน้ำก่อนนะคะ เดี๋ยวณิริณเตรียมของให้ลูกก่อน"


"พี่ช่วยดีกว่า ณิริณเหนื่อยกับพี่มาทั้งคืนแล้ว"



คนฟังทำทีเขินอายเมื่อได้ยินคำพูดของเขา จะให้เธอชินได้อย่างไรกันเพราะเขาชอบหยอกล้อเธอแบบนี้เสียด้วย สองสามีภรรยาช่วยกันดูแลลูกน้อยทั้งสองโดยไม่มีใครปริปากบ่น ยามเช้าตรู่แบบนี้บรรยากาศริมทะเลนั้นดีมากเสียจริงๆ หลังจากทำธุระส่วนตัวเสร็จสรรพเรียบร้อย ภาคิณและวาณิริณก็อุ้มเด็กแฝนออกมาเดินเล่นรับอากาศบริสุทธิ์ที่ริมชายหาด


ดวงอาทิตย์กำลังเคลื่อนตัวขึ้นเหนือนน้ำ แสงสีเหลืองทองกำลังสาดส่องลงมายังพื้นโลกและกระทบกับผืนน้ำช่างเป็นภาพที่งดงามจับใจ ชีวิตของคนเราก็เหมือนดั่งท้องทะเลที่มีช่วงเวลาขึ้นและลงไปตามกฏเกณฑ์ ไม่มีใครที่จะยิ่งใหญ่คับฟ้าและไม่มีใครจะตกต่ำได้ตลอดเวลา ทุกอย่างที่ผ่านไปนั้นมีทั้งบทเรียนที่จะต้องจดจำและเรื่องราวสุดพิเศษเข้ามาในชีวิต ทั้งสองหันมายิ้มให้แก่กันอีกครั้งพร้อมกับหยอกล้อลูกๆทั้งสองด้วยความสุข


ท่ามกลางสายตาของผู้คนที่กำลังจ้องมองมา เรื่องร้ายนั้นผ่านไปแล้วจริงๆ

​________________________ 100% ___________________________


ตอนต่อไปจะเป็นตอนจบจริงๆปล้วนะคะ

เป็นกำลังใจกันต่อไปนะคะ.... E-Book ก็กำลังไปเรื่อยๆจ้า ไรท์ไม่ค่อยรีบ ฮ่าๆ

เดี๋ยวมาต่อนะคะ

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}