ปิงปองโต้คลื่น

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : Sixth Song

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 6.5k

ความคิดเห็น : 8

ปรับปรุงล่าสุด : 09 ธ.ค. 2560 00:20 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Sixth Song
แบบอักษร


เมื่อตอนเด็กๆ เขาเคยเป็นคนหลับยาก แค่เสียงก๊อกแก๊กของถุงที่โดนลมพักก็ทำให้เขานอนไม่หลับไปทั้งคืน แต่หลังจากเขาออกจากบ้านมาใช้ชีวิตตามลำพัง ปัญหาพวกนั้นก็หมดไป

ชีวิตที่ต้องเรียนตอนกลางวัน ทำงานอย่างหนักในตอนกลางคืน ทำให้เขาไม่มีกะจิตกะใจจะไปรำคาญอะไรได้อีก แค่มีเวลาให้ร่างกายพักผ่อนก็ถมเถแล้ว

ขอแค่ผ้าห่มอุ่นๆ กับหมอนนุ่มๆ ก็พอแล้ว จะเป็นที่ไหนก็ไม่สนทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นบนโซฟาหรือบนรถเขาก็หลับได้ แต่เขาไม่ชอบนอนบนรถเท่าไหร่เพราะมันจะทำให้เขาเคยตัวและเผลอง่วงนอนเวลาขับรถ

ถึงจะพูดอย่างนั้นก็เถอะ...

แสงไฟถนนข้างทางดวงแล้วดวงเล่าที่วาบเข้ามาแล้วก็ผ่านไป...เข้ามาแล้วก็ผ่านไป ตัวรถเคลื่อนที่ไปข้างหน้าอย่างเงียบเชียบและรวดเร็ว

เงียบเพราะคนขับก็ไม่พูดอะไร คนที่นั่งข้างๆ เขาก็ไม่พูดอะไรออกมา

ไอ้คนขับน่ะพอเข้าใจว่าลูกน้องที่ไหนจะกล้าชวนเจ้านายคุย แต่ตาลุงข้างๆ เขานี่สิ...

“ง่วง”

เป็นเขาเองที่ตัดสินใจพูดออกมาก่อน

เขาไม่ชอบความเงียบเท่าไหร่ เพราะความเงียบมักดึงเขาเข้าสู่ห้วงความคิดที่เขาไม่ชอบ

ความคิดถึง...ความกลัว...ความอึดอัด

ความเงียบทำให้เขาหวนคิดถึงเรื่องในวันวาน

ความเงียบทำให้เขาจมจ่ออยู่กับเรื่องที่ผ่านมาแล้ว

น่ากลัวที่สุดคือความเงียบชอบทำให้เขารู้สึกคิดถึง

ความคิดถึงนั้นน่ากลัว เพราะเรารักคนที่อยู่ในห้วงของความคิด แต่เราไม่มีเขาอยู่ในสายตา ถ้าเขาอยู่กับเรา ความคิดของเราจะไปถึงเขา แต่พอเขาหายไป ความคิดของเราเลยไปไม่ถึง เขาไม่รู้ว่าเรารู้สึกยังไง เราก็ไม่รู้ว่าเขากำลังรู้สึกอะไร เราเลยอยากจะคิดให้ถึงเขา อยากให้ความคิดของเราไปให้ถึงคนๆ นั้น

เราเลยคิดถึง...เผื่อว่าสักวันความคิดของเรามันจะไปถึงคนไกล 

คิดถึง...ดิมคิดถึงพี่ดา

“ก็สมควร”

เสียงทุ้มๆ นั้นตอบกลับมาช้าพอสมควร วงแขนแกร่งโอบตัวเขาเข้าไปใกล้ๆ

อุ่น...ไออุ่นทำให้ความคิดถึงนั้นจางลงไปบ้าง

“ตะกละตะกราม”

เสียงบ่นพึมพำของเขาได้รับการตอบรับเป็นรอยจูบที่ประทับลงบนศีรษะ

“โทษตัวเองเถอะ”

มันไม่ใช่คำกล่าวโทษ

เขารู้ดีว่านั่นไม่ใช่คำกล่าวโทษ น้ำเสียงพึงพอใจกับอ้อมกอดอุ่นๆ ของอีกฝ่ายเป็นสิ่งยืนยันที่ชัดเจนว่าเขาไม่ได้โดนดุ

เผลอๆ จะโดนชมเสียมากกว่า

“นอนไปซะ”

เจ้าของอ้อมแขนนั้นดันให้ร่างของเขานอนเหยียดไปตามความยาวของเบาะ แล้วช้อนหัวเขาวางลงบนตักของตัวเองเสียเสร็จสรรพ

ก็ดีแล้ว เขาเองก็ไม่อยากเห็นดวงไฟพวกนั้นอีกแล้ว

ยิ่งเห็นก็ยิ่งคิดถึง

‘เวลารถแล่นเร็วๆ เราจะมองเห็นว่าดวงไฟมันผ่านมาแล้วก็ผ่านไปใช่ไหมล่ะ’

“เดี๋ยวกลับบ้านแล้วจะทายาให้นะ”

‘แต่จริงๆ แล้วดวงไฟพวกนั้นมันไม่ได้วิ่งไปไหนเลย ตัวเราต่างหากที่วิ่งจากมา’

ฝ่ามือใหญ่ลูบผมเขาเบาๆ

“นอนเถอะ”

‘ดิมจะวิ่งไปไกลแค่ไหน จะวิ่งเร็วแค่ไหนก็ได้ แต่ถ้าเจอเสาไฟต้นที่ชอบแล้วต้องหยุดนะ’

“ฝันดีนะเจ้าแมวน้อยของฉัน”

‘ถ้าเจอเสาไฟต้นที่ชอบแล้ว กอดมันเอาไว้ให้แน่นๆ นะ’

ต้องกอดเอาไว้

กอดเอาไว้ให้แน่นๆ










เขาติดหมอนข้าง

ติดมาตั้งแต่เด็กจนโต ทุกวันจะต้องตื่นมาในสภาพที่มีหมอนข้างอยู่ในอ้อมกอด แต่ช่วงสามปีให้หลังมานี้หมอนข้างของเขาเปลี่ยนไป

“ดิมตื่น”

หมอนข้างของเขาพูดได้

“ต้องกินข้าวให้ตรงเวลารู้ไหม ตื่นได้แล้ว”

บางครั้งหมอนข้างของเขาก็จู้จี้ขี้บ่น

“ถ้าไม่ตื่นจะอุ้มไปอาบน้ำแล้วนะ”

หมอนข้างของเขาเป็นพวกชอบหาคำขู่เด็กๆ มาขู่เขาเสมอ

“หนึ่ง”

อยากทำอะไรก็ทำเถอะ

“สอง”

เขายังนอนไม่เต็มอิ่มเลยด้วยซ้ำ

“สาม”

“เหวอ!”

นัยน์ตาสองข้างเบิกโพล่งเมื่อร่างทั้งร่างถูกยกขึ้นอย่างกะทันหัน ด้วยความรักตัวกลัวตาย แขนสองข้างของเขาจึงเกี่ยวกระหวัดเข้ากับลำคอแกร่งตามสัญชาตญาณ

ไม่ดีเลย...ท่านี้ไม่ดีเลย

ตาลุงนั่นไม่ได้คิดจะอุ้มจริงๆ อยู่แล้ว เป็นตัวเขาเองที่บ้าจี้กลัวจนเกินเรื่อง พอโดนยกตัวขึ้นหน่อยก็เลยคว้าอีกคนเข้ามาใกล้ด้วยความตกใจ เพราะแบบนั้นพวกเขาเลยอยู่ในสภาพที่ค่อนข้าง...ล่อแหลม

ตัวเขานั่งคุกเข่าอยู่เหนือตัวของอีกฝ่าย มือสองข้างคล้องเข้าที่ลำคอหนาในขณะที่มือของอีกฝ่ายก็ยึดเอวเขาไว้แน่น ใบหน้าห่างกันแค่คืบ ลมหายใจของต่างฝ่ายต่างรินรดลงบนจมูกของกันและกัน

ล่อแหลมสุดๆ

นัยน์ตาคมเป็นประกายวิบวับ

“อรุณสวัสดิ์”

เขายู่หน้าใส่

“เล่นพิเรนทร์น่ะลุง เดี๋ยวกระดูกกระเดี้ยวหักขึ้นมาทำยังไง”

รอยยิ้มกว้างปรากฏบนใบหน้าสูงวัย

“เป็นห่วงเหรอ”

“เออ”

แม้จะห้วนสั้นและติดหยาบคายไปสักหน่อย แต่คนสูงวัยก็ไม่คิดจะถือสาอะไร ตรงกันข้ามเสียอีก...

ริมฝีปากนั้นเคลื่อนเข้ามาใกล้ก่อนจะหยุดเพื่อดูว่าเขาเต็มใจหรือไม่ พอเห็นว่าเด็กหนุ่มไม่ได้มีท่าทีหลบหลีกจูบหอมหวานยามเช้าก็เริ่มต้นขึ้น

ฟันคมงับริมฝีปากบางเบาๆ ก่อนจะใช้ปลายลิ้นละเลียดปลอบโยน ปลายลิ้นของคนสองคนหยอกเย้ากันอยู่ชั่วครู่ก่อนจะโจนจ้วงเขาหากันเหมือนคนหิวโหย มือหนาลูบไปทั่วแผ่นหลังสมส่วนเรียกอุณหภูมิในร่างกายให้พุ่งเกินขีดจำกัด

แล้วทุกอย่างหลังจากนั้นมันก็เป็นไปอย่างเป็นธรรมชาติ

เรียวแขนนุ่มค้ำยันตัวเองขึ้นจากเตียง

แผ่นหลังเนียนถูกทาบทับ

เสียงครางกระเส่าต่ำๆ ดังขึ้นข้างหู

ร่างทั้งร่างสั่นคลอน ลำคอแห้งผาก นัยน์ตาสวยคลอไปด้วยของเหลวใส

...แล้วสติก็ถูกฉุดรั้งไปจนถึงจุดสูงสุด...

แสงแดดยามเช้าที่สาดส่องเข้ามาตามจังหวะพลิ้วไหวของผ้าม่านสีขาวสะอาดตาทำให้ดวงตาเขาพร่าเลือนจนจับโฟกัสอะไรไม่ได้

ไออุ่นจากร่างอีกคนทำให้ตัวเขาสั่นจนควบคุมไม่ได้

บ้าจริง

จังหวะถอดถอนตัวของอีกคนทำให้เขาเผลอขมวดคิ้วอย่างไม่รู้ตัว

เขาไม่ชอบจังหวะนี้เลยจริงๆ มันกระสันแต่กลับไม่สามารถเริ่มต้นใหม่ได้

มันดี แต่เขาก็ไม่ชอบ

“อาบน้ำไหม”

เรียวแขนกำยำดึงแผ่นหลังเขาที่นอนหมดแรงไปในอ้อมกอด

เสียงทุ้มนั้นยังติดหอบเล็กน้อย แต่ก็นับว่าเบาบางมากเมื่อเทียบกับเขา

น่าโมโหชะมัด

“ผมอยากแช่ตัว”

“ได้สิ”

“แต่ไม่อาบด้วยกันนะ”

อีกฝ่ายเงียบไปอึดใจ ถ้าให้เดาหน้าหล่อๆ นั่นคงขมวดคิ้วยุ่งด้วย

“ทำไม”

“ผมเหนื่อย”

“แค่อาบน้ำด้วยกันไม่ได้หมายความว่า...”

เด็กหนุ่มพลิกร่างตัวเองไปสบตากับอีกฝ่าย

“ไอ้ผมน่ะไม่ขัดข้องหรอกนะ แต่ตัวคุณนั่นล่ะที่เป็นปัญหา คุณห้ามตัวเองได้ไหมล่ะคุณปราณ”

ดวงตาคมกริบฉายแววยุ่งยากใจปนไม่พอใจ แต่เขาก็ไม่คิดจะยอมแล้วเหมือนกัน

เมื่อวานก็แล้ว เมื่อคืนก็แล้ว แล้วไหนจะเมื่อกี้นี้อีก บางทีเขาก็อดสงสัยไม่ได้ว่าสมัยที่ตาลุงนี่ยังมีอารมณ์ทางเพศเต็มเปี่ยมจะเป็นขนาดไหนกัน นี่ขนาดเจ้าตัวบอกว่าลดลงไปเยอะแล้วยังทำเอาเขายอมแพ้ ถ้ายังเป็นสมัยที่ยังมีหนุ่มแน่น สงสัยคงต้องได้เลิกกันเพราะเรื่องที่เขาทนไม่ไหวแหงๆ

ตาเฒ่าหื่นกามเอ๊ย

“โอเค ฉันยอมแพ้”

ตาลุงนั่นถอนหายใจเบาๆ

“งั้นฉันอาบน้ำก่อนแล้วกัน เสร็จแล้วจะมาเรียก”

“ดีล”

พอพูดจบ เขาก็ตวัดผ้าห่มผืนหน้ามาคลุมตัวแล้วหลับตาลงหวังนอนเอาแรงสักงีบ ไม่รู้ว่าวันนี้เขาต้องรับมือกับตาลุงยังไงบ้าง สู้เก็บพลังงานไว้ก่อนน่าจะดีกว่า

จู่ๆ ความอุ่นชื้นที่คุ้นเคยก็แนบลงบนแก้มแล้วผละออกไปเร็วๆ

ให้ตายสิตาลุงนั่น คนจะหลับจะนอน

ถึงจะพูดแบบนั้น แต่เขาก็ยอมนอนอมยิ้มโดยไม่ปริปากบ่นจนหลับไปอีกรอบอยู่ดี








“คุณหนูไม่มาเสียนาน ป้าล่ะคิดถึ๊ง คิดถึง”

“ผมก็คิดถึงป้าติ่งเหมือนกันคร้าบ ไม่เจอกันตั้งนาน คุณป้ายังสวยเหมือนเดิมเลยนะครับ”

“แหม ทำมาเป็นปากหวานกับคนแก่นะคะเนี่ย”

“แก่ที่ไหนกันครับ คุณป้ายังดูสาวอยู่เลย”

ดูเจ้าแมวน้อยนั่นสิ ฝีปากระดับเทพขนาดนั้น สมแล้วที่ใครๆ ในวงการธุรกิจก็ต่างพูดถึง

“ถ้าป้ายังสาว แสดงว่าคุณปราณก็ต้องยังหนุ่มสิคะ เพราะคุณปราณน่ะเด็กกว่าป้าตั้งสี่ห้าปีเลยนะ”

นัยน์ตาสวยที่ปรายมองมาฉายแววดื้อดึงก่อนจะหันกลับไปสบตาแม่บ้านของเขาด้วยแววตาสดใสเหมือนเดิม

“นี่คุณป้าแก่กว่าคุณปราณเหรอครับเนี่ย ถ้าไม่บอกเนี่ยไม่รู้เลยนะครับ”

“คุณดิมละก็”

เสียงหัวเราะของคนสองคนคลอกันเบาๆ ช่วยให้บรรยากาศห้องอาหารอบอุ่นสดใสจนเขาอดยิ้มตามไม่ได้

ก่อนจะมีเจ้าแมวน้อยชีวิตของเขามันว่างเปล่าจนน่าสมเพช บ้านหลังใหญ่บนเนื้อที่สองไร่แถบชานเมืองดูโดดเดี่ยวและว่างเปล่า ห้องอาหารที่มีโต๊ะยาวหรูหรารับกับเก้าอี้มีราคาครบชุดดูไร้ค่าเมื่อมีคนใช้งานแค่เขาคนเดียว

แต่ตอนนี้มันเปลี่ยนไปแล้ว...

“ดิม อ้าปาก”

เขาจ่อขนมปังทาเนยที่ถูกฉีกเป็นก้อนเล็กๆ พอดีคำเข้าที่ริมปากบาง

“ผมกินเองได้ครับ”

“ดิม”

ดวงตากลมหรี่ใส่อย่างไม่พอใจแต่ก็ยอมอ้าปากกินขนมปังเข้าไปแต่โดยดี

เด็กคนนั้นชอบทำทีเป็นเก่งไปอย่างนั้นเอง พอโดนตื้อโดนอ้อนเข้าหน่อยก็ยอมโอนอ่อนอย่างง่ายดาย

วิธีเลี้ยงแมวข้อที่หนึ่ง จงจัดการแมวดื้อด้วยความอ่อนโยน

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}