ปนิตา / มุมลับ

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บ้านพักเด็กกำพร้า (ต่อ)

ชื่อตอน : บ้านพักเด็กกำพร้า (ต่อ)

คำค้น : ปราบพยศบงการรัก, ผู้ปกครอง, เด็กในอุปการะ, ปนิตา

หมวดหมู่ : นิยาย อีโรติก

คนเข้าชมทั้งหมด : 287

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 08 ธ.ค. 2560 12:50 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บ้านพักเด็กกำพร้า (ต่อ)
แบบอักษร

            กิจวัตรประจำวันของนิลุบลในยามที่อยู่บ้านพักเด็กกำพร้านี้ คือการตื่นแต่เช้าเพื่อมาช่วยแม่สรวงของเธอทำอาหารเช้าให้เด็ก ๆ ทุกคนในบ้าน เสร็จแล้วก็ไปปลุกเด็ก ๆ ให้ตื่นขึ้นมาอาบน้ำแต่งชุดนักเรียน แล้วลงไปกินข้าวกัน เพื่อรอเวลาให้รถโรงเรียนมารับ ถ้าเป็นเด็กโตในระดับมัธยมก็จะไปกันเอง ซึ่งก็จะมีเด็กที่เหลืออยู่ที่บ้านพักไม่กี่คนที่จะต้องให้นิลุบลดูแล เด็กที่เหลือก็คือเด็กที่ไม่สบายไปเรียนไม่ไหว กับเด็กเล็กที่ยังไม่ถึงวัยเข้าเรียน

            “บัวอยู่ดูน้อง ๆ ให้แม่ทีนะ ก้อยน่ะแม่ให้กินยาลดไข้แล้วก็เช็ดตัวไปเมื่อกี้ ตอนนี้ไข้ลดแล้ว แต่บัวคอยไปดูให้หน่อยนะ แม่กลัวไข้จะกลับมาอีก แม่จะออกไปคุยกับโรงงานของเล่นสุนัขหน่อย เผื่อจะมีงานแบ่งมาทำได้บ้าง”

            “ได้ค่ะแม่ ไม่ต้องห่วงนะคะ เดี๋ยวบัวดูน้องให้เองค่ะ” นิลุบลที่อุ้มหนูน้อยน้ำใสอยู่หันมาตอบรับ ใจจริงเธออยากจะไปเป็นเพื่อนแม่สรวงของเธอด้วย แต่ติดที่ว่าไม่มีคนดูแลเด็ก ๆ ที่เหลืออยู่ในบ้าน

            ทั้งบ้านตอนนี้มีเด็กเล็กก่อนวัยเรียนสองคน และเด็กป่วยอีกหนึ่งคนให้นิลุบลดูแล ดังนั้นเมื่อสรวงสุดาออกจากบ้านไป หญิงสาวก็พาหนูน้อยน้ำใสเข้าไปเล่นกับแฝดผู้พี่ ชื่อน้ำนิ่งในคอกที่กั้นเอาไว้เป็นที่เล่นของเด็กเล็ก ซึ่งใส่ของเล่นเอาไว้ในนั้นด้วย

            “น้ำใสกับน้ำนิ่งเล่นของเล่นอยู่ในนี้ก่อนนะคะ ห้ามไปไหนจนกว่าพี่บัวจะมานะคะ โอเคนะ”

            “โอเคค่ะ” หนูน้อยประสานเสียงตอบพร้อมกัน สร้างความสบายใจให้กับหญิงสาวผู้ดูแล ก่อนที่เธอจะเดินไปอีกห้อง เพื่อไปดูก้อยที่นอนป่วยตามที่สรวงสุดาบอก

            ที่ห้องข้าง ๆ กัน เป็นห้องนอนรวมสำหรับเด็ก ๆ ในบ้าน ทั้งห้องเงียบสนิท เพราะเด็กน้อยหนึ่งเดียวที่อยู่ก็กำลังนอนหลับเพราะพิษไข้ นิลุบลเดินเข้าไปสัมผัสตัววัดอุณหภูมิของร่างกายเด็กน้อย

            “ตัวยังรุม ๆ อยู่นี่นา หรือว่ายายังไม่ออกฤทธิ์ดี” นิลุบลพึมพำออกมาเบา ๆ เพราะแม่สรวงของเธอบอกว่าเพิ่งจะให้กินยาไป หญิงสาวขยับผ้าห่มขึ้นมาคลุมตัวให้คนป่วย ก่อนจะเดินกลับออกไปดูแฝดน้อยอีกครั้ง

            นิลุบลเล่นอยู่เป็นเพื่อนน้ำใสกับน้ำนิ่งอยู่ครู่ใหญ่ก็กลับเข้าไปดูคนป่วยอีกครั้ง ลองสัมผัสตัวเช็คอุณหภูมิดูเช่นเดิม แต่ครั้งนี้หญิงสาวสัมผัสได้ถึงความร้อนรุนแรง ก้อยเองก็ถึงกับเพ้อ ผู้ดูแลอย่างเธอจึงต้องรีบเช็ดตัวลดไข้ให้เด็กน้อยเป็นการด่วน ด้วยกลัวว่าก้อยจะชักขึ้นมาเสียก่อน เมื่อไข้ลดลงมาหน่อย หญิงสาวจึงได้รีบออกไปตามรถให้ช่วยมาพาเด็กน้อยไปโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด

            และด้วยไม่อาจจะทิ้งใครไว้ได้ นิลุบลจึงได้พาก้อยไปโรงพยาบาล พร้อมกับสองแฝดด้วย

            ลจากการตรวจพบว่าก้อยเป็นโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ต้องเข้ารับการรักษาโดยการให้ยาฆ่าเชื้อทันที และต้องใช้เวลาในการให้ยาอย่างน้อยเจ็ดวันแล้วดูอาการต่อ นิลุบลจัดการเอาน้องเข้าแอดมิทเป็นผู้ป่วยในเสร็จเรียบร้อยจึงได้โทรบอกสรวงสุดา เมื่อสรวงสุดาทราบเรื่องก็รีบตามมาที่โรงพยาบาล พร้อมกับข้าวของพะรุงพะรัง ที่ได้มาจากโรงงานของเล่นสุนัข

            สรวงสุดารีบถามอาการของก้อยจากนิลุบลทันทีที่เจอหน้าด้วยความเป็นห่วง พร้อมกับเข้าไปดูอาการของคนป่วยด้วยตัวเอง ซึ่งก็เห็นว่าลูกสาวนอกสายเลือดของเธอยังคงนอนไม่ได้สติให้น้ำเกลือผสมยาฆ่าเชื้ออยู่บนเตียงในห้องผู้ป่วยรวม

            “นั่นของอะไรเหรอคะแม่สรวง? บัวว่าจะถามตั้งแต่แม่หิ้วเข้ามาแล้ว”

            “อุปกรณ์ทำของเล่นน้องหมาจ้ะ”

            “แปลว่า เขาให้งานเรามาทำใช่ไหมคะ”

            “ใช่จ๊ะ พวกเราสามารถหารายได้ด้วยตัวเองได้แล้ว”

            “เยส! ดีจังเลยค่ะ แต่น่าเสียดายที่ก้อยต้องมานอนอยู่ที่นี่นะคะ ไม่อย่างนั้นคงได้ช่วยทำกันทุกคน” นิลุบลกำมือยกขึ้นดึงเข้าหาตัว ราวกับกำชัยชนะไว้ได้ ก่อนที่จะหน้าเจื่อนลง เมื่อนึกถึงคนป่วยที่นอนอยู่

            “ไม่เป็นไรหรอกจ้ะ เจ็บป่วยมันเลือกไม่ได้นี่เนาะ บัวอยู่เฝ้าก้อยได้ไหม เดี๋ยวแม่จะพาสองน้ำนี่กลับไปที่บ้านก่อน เด็กเล็ก ๆ อยู่โรงพยาบาลนานไม่ดี เชื้อโรคมันเยอะ แล้วก็จะได้เอาของไปเก็บด้วย”

            “ได้ค่ะแม่ แม่ไม่ต้องเป็นห่วงก้อยนะคะ เดี๋ยวบัวดูให้เอง”

            “ขอบใจมากนะลูก”

            ารดูแลเด็กสองที่โดยมีผู้ใหญ่เพียงสองคน เป็นเรื่องที่ลำบากอยู่เหมือนกัน ทำให้นิลุบลเริ่มคิดหนัก ไม่อยากจะกลับกรุงเทพฯ ตามกำหนดที่เธอบอกสรวงสุดาเอาไว้ เพราะถ้าเธอกลับกรุงเทพฯ ก็จะเหลือแค่เพียงสรวงสุดาที่ต้องรับบทหนักอยู่เพียงคนเดียว ไหนจะเรื่องหารายได้มารองรับค่าใช้จ่ายอีก

            โรงพยาบาลที่ก้อยเข้ามารักษาตัวนั้น เป็นโรงพยาบาลรัฐ เมื่อหมดเวลาเยี่ยม ญาติคนป่วยก็ต้องกลับ นิลุบลก็เช่นกัน หญิงสาวกลับมาที่บ้านพักเด็กกำพร้าในยามมืด และมีเวลาได้คุยกับแม่สรวงตามลำพัง

            “แม่สรวงคะ บัวจะยังไม่กลับวันจันทร์หน้านะคะ เดี๋ยวรอให้ก้อยออกจากโรงพยาบาลก่อนดีกว่าค่ะ บัวค่อยไป แม่สรวงจะได้ไม่ต้องเหนื่อยมาก”

            “หืม! ไม่เป็นไรหรอกบัว กลับไปเรียนเถอะลูก ปีสุดท้ายแล้ว ถ้าบัวเรียนจบกลับมา จะช่วยแม่ได้มากกว่านี้อีกนะลูก ทางนี้ถ้าบัวไม่อยู่ แม่ก็จะไปขอให้น้าแมวมาช่วยก่อน ช่วงที่ก้อยยังอยู่ที่โรงพยาบาลน่ะ ส่วนงานที่บ้านนี่ น้อง ๆ ก็ช่วยงานกันได้อยู่นะ” สรวงสุดาที่กำลังทดลองประกอบของเล่นสุนัขอยู่หันหน้าไปมองลูกสาวคนโตด้วยความซึ้งใจ

            “แต่...” นิลุบลตั้งท่าจะหาข้อหักล้างเหตุผลแม่สรวงของเธอ แต่ก็ถูกขัดขึ้นเสียก่อน

            “ไม่ต้องแต่แล้วลูก เชื่อแม่นะบัว หนูกลับไปตั้งใจเรียนให้จบ แล้วค่อยกลับมาช่วยพวกเราก็ยังทัน  เมื่อถึงเวลานั้นบัวจะช่วยได้เต็มที่ แบบไม่ต้องพะวักพะวนเหมือนตอนนี้ที่ไหนจะต้องห่วงน้อง ไหนจะต้องห่วงเรียนด้วย” มือแห่งความเมตตาค่อย ๆ ลูบไปบนเส้นผมของลูกสาวนอกสายเลือดด้วยความรัก

            “ค่ะแม่สรวง บัวเชื่อแม่สรวงค่ะ บัวจะกลับไปตั้งใจเรียนให้จบ จะได้กลับมาช่วยแม่ได้เต็มที่ค่ะ” นิลุบลโผลเข้าโอบกอดผู้มีพระคุณของเธอเอาไว้ด้วยความรักและศรัทธา ซุกซบไออุ่นจากอกแม่สรวง ผู้ที่หยิบยื่นความรักและโอกาสต่าง ๆ ให้เธอ จนเธอสามารถมีชีวิตที่เดินมาถูกทางได้ในทุกวันนี้

            ที่กรุงเทพฯ มหรรณพยังคงนั่งทำงานอยู่ที่ออฟฟิศจนดึกดื่น เขามุ่งมั่นและตั้งใจเต็มที่กับโปรเจคงานประกวดราคาในครั้งนี้ ความรู้ทั้งหมดที่ได้เล่าเรียนมาก็ได้นำมาใช้ในคราวนี้เอง ชายหนุ่มออกแบบโรงบำบัดน้ำเสียเอาไว้สามแบบ เพื่อเป็นตัวเลือก พร้อมกับทำงานประสานกับหลาย ๆ ฝ่าย ดังนั้นในช่วงกลางวันก็จะมีผู้จัดการจากหลายแผนกที่เดินเข้าเดินออกในห้องทำงานของเขา ทั้งนี้ก็เพราะเขาเรียกขึ้นมาให้ข้อมูล ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายช่างวิศวกร ฝ่ายจัดซื้อ ฝ่ายการตลาด รวมถึงคุณณรงค์ฤทธิ์ที่ช่วยมาเป็นที่ปรึกษาที่ดีให้อีกด้วย

            ยิ่งใกล้วันเสนอราคา ทุกสิ่งยิ่งต้องถูกเก็บไว้เป็นความลับให้มากที่สุด ประกอบกับการโหมทำงานหนักในช่วงระยะเวลาหนึ่งเดือนของชายหนุ่ม ทำให้เขาเริ่มมีอาการไม่สบาย คุณณรงค์ฤทธิ์และคุณสุรยุทธ์จึงได้เสนอให้พักผ่อนอยู่ที่บ้าน แล้วก็หอบงานไปทำที่นั่นด้วยเสียเลย

            “อาว่าหลานชายควรจะพักบ้างนะ อีกไม่กี่วันก็จะถึงวันที่ต้องยื่นซองเสนอราคาแล้ว” ณรงค์ฤทธิ์เอ่ยขึ้นหลังจากที่เข้ามาในห้องทำงานของมหรรณพแล้วพบว่า ท่านประธานหนุ่มดูสีหน้าไม่ค่อยดีนัก

            “ไม่เป็นไรครับ ผมยังไหว อีกไม่กี่วันก็จะบิดแล้ว ผมยิ่งต้องเร่งทำให้เสร็จใหญ่เลยครับ งานครั้งนี้ผมไม่อยากพลาด”

            “ผมเข้าใจนะครับคุณมหรรณพ แต่ร่างกายคนเราไม่ใช่เครื่องจักร ยังไงก็ต้องพักบ้าง เอาอย่างนี้ดีกว่าไหมครับ คุณก็เอางานกลับไปทำที่บ้าน ไม่ไหวก็นอนพัก ถ้าทำไหวก็ลุกขึ้นมาทำต่อ และที่สำคัญข้อมูลที่ต้องการให้เป็นความลับก็จะลับจริง ๆ อีกด้วย” สุรยุทธ์พูดเสริมขึ้นอีกคน เพราะเห็นด้วยกับความคิดของณรงค์ฤทธิ์

            “อืม.....ก็ดีเหมือนกันนะครับ” มหรรณพนิ่งคิด และสุดท้ายก็เห็นด้วยกับความคิดของผู้ใหญ่ทั้งสองท่าน

            ตื๊ดดด...ตื๊ดดด... เสียงเรียกเข้าจากโทรศัพท์มือถือของมหรรณพที่วางไว้บนโต๊ะดังขึ้น ชายหนุ่มหันไปมองที่หน้าจอ แล้วหันไปสบสายตากับผู้ใหญ่ทั้งสองท่าน โดยเฉพาะณรงค์ฤทธิ์ ในขณะที่เอื้อมมือไปหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมารับสาย

ความคิดเห็น