ปนิตา / มุมลับ

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บ้านพักเด็กกำพร้า

ชื่อตอน : บ้านพักเด็กกำพร้า

คำค้น : ปราบพยศบงการรัก, ผู้ปกครอง, เด็กในอุปการะ, ปนิตา

หมวดหมู่ : นิยาย อีโรติก

คนเข้าชมทั้งหมด : 239

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 07 ธ.ค. 2560 13:22 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บ้านพักเด็กกำพร้า
แบบอักษร

            ผ่านไปสามอาทิตย์แล้วกับการเริ่มงานอย่างจริงจังในฐานะของประธานบริษัท มหรรณพกำลังเผชิญกับงานที่ท้าทาย งานใหญ่ที่จะมาพิสูจน์ฝีมือของตัวเองให้ทุกคนยอมรับในตัวเขา เอกสารมากมายกองอยู่บนโต๊ะ และเลยมาจนถึงโต๊ะกลางและโซฟารับแขกในห้องทำงานของเขา สุรยุทธ์เข้ามาเห็นสภาพจริงจังกับงานของชายหนุ่มแล้วถึงกับยิ้มออกมาด้วยความดีใจ

            “นี่ถ้าคุณวิลลี่และคุณจิตตรายังอยู่ได้เห็นคุณในตอนนี้ ท่านทั้งสองต้องภูมิใจมากแน่ ๆ ครับ”

            “เอ้า! คุณอา เข้ามาตั้งแต่เมื่อไหร่ครับเนี่ย ผมไม่ทันได้ยินเลย มีธุระอะไรกับผมหรือเปล่าครับ” มหรรณพกำลังตั้งใจใช้วิชาสถาปนิกที่ได้เล่าเรียนมาออกแบบงานจริงจัง หลังจากที่เขาได้ตกผลึกความคิดจากการอ่านข้อมูลที่ทางฝ่ายการตลาดนำมาให้ และจากการศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมจากอินเตอร์เน็ตเกี่ยวกับข้อมูลของโครงงานที่ผ่านมาของหน่วยงานที่รับผิดชอบ และแนวความคิดของผู้บริหารที่มีอำนาจตัดสินใจ แล้วยังมีข้อมูลที่ได้มาจากการได้พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดกับบริษัทที่ทำเกี่ยวกับการจัดการระบบน้ำโดยตรงอีกด้วย จนไม่ทันได้ยินเสียงเปิดประตู หรือว่าเสียงฝีเท้าของคนที่เข้ามาในห้อง

            “ไม่มีอะไรหรอกครับ ผมแค่จะแวะมาคุยกับคุณมหรรณพเฉย ๆ เป็นยังไงบ้างครับทำงานแรกก็เจองานหนักเลย ไหวไหม”

            “ไม่ไหวก็ต้องไหวครับคุณอา โปรเจคแรกผมไม่ยอมให้ล่มอยู่แล้ว”

            “ดีครับ ผมเอาใจช่วย ถ้ามีอะไรจะให้ผมช่วยก็บอกมาได้เลยนะ แล้วนี่คุณยังไม่ได้เลขาฯ มาช่วยงานอีกเหรอ?”

            “ยังเลยครับ คนที่ฝ่ายบุคคลคัดขึ้นมาให้ ยังไม่โดนใจสักคนเลย การจะทำงานกับใครสักคน ผมว่าคุยด้วยแล้วมันต้องเข้าขากันได้ เลขาฯ ผมต้องมีความสามารถรอบตัว รู้แค่อย่างใดอย่างหนึ่งก็ไม่รอดเหมือนกัน ผมรอให้ได้คนที่ถูกใจทีเดียวเลยดีกว่าครับ ไม่อยากรับมาเพื่อรอคนใหม่เดี๋ยวคนทำงานเขาจะเสียความรู้สึกครับ” มหรรณพบอกความคิดของตัวเอง สุรยุทธ์ฟังแล้วรู้สึกชื่นชมคนหนุ่มที่มีความคิดใส่ใจความรู้สึกของคนอื่น

            “แต่ผมดูจากสภาพในห้องคุณแล้วนี่ ถ้าได้มาช่วยงานสักคนก็ดีนะครับ อาทิตย์หน้านี่หนูบัวก็จะกลับมากรุงเทพฯ แล้ว เดี๋ยวผมจะบอกให้เธอมาเริ่มงานเลยแล้วกันนะ”

            “เธอจะยอมมาเหรอครับ?”

            “มาสิครับ หนูบัวเธอเป็นคนกตัญญูนะครับ ถ้ารู้ว่าจะได้ทำอะไรที่เป็นการตอบแทนบุญคุณของคุณวิลลี่กับคุณจิตตรา ผมว่าเธอเต็มใจทำทั้งนั้นละครับ แล้วยิ่งทั้งได้ตอบแทนบุญคุณแล้วก็ได้ฝึกงานไปด้วย ก็ยิ่งไม่น่าจะมีปัญหาใหญ่เลย”

            “ถ้าอย่างนั้นก็ดีครับ แล้วผมจะรอ” มหรรณพพูดจบก็ยกยิ้มมุมปาก แววตาเป็นประกาย เมื่อนึกถึงคนสวยปากกล้าที่เขาได้เคยเจอฤทธิ์ของเธอมาแล้ว

            “ฮัดดด...เช้ย! ฮัดดด..เช้ย!” นิลุบลจามออกมาเสียงดัง ท่ามกลางเด็ก ๆ ที่กำลังถือดอกหญ้าสีขาวลักษณะเหมือนพวงหางกระรอกเล็ก ๆ วิ่งไล่กันอยู่ที่ด้านหลังบ้านพักเด็กกำพร้าสรวงสุดา

            “พี่บัวเป็นอะไรไปคะ อยู่ ๆ ก็จาม แพ้ละอองดอกหญ้าแล้วเหรอ?” นารีสาวน้อยร่วมบ้านรุ่นน้องถามขึ้น เด็กสาวอายุสิบหกปี ได้ทุนการศึกษาจากผู้อุปถัมถ์รายอื่นส่งให้เรียนเช่นกัน ขณะนี้เธอเรียนอยู่มัธยมศึกษาชั้นปีที่ห้า

            “ไม่น่านะ พี่ก็อยู่กับดอกหญ้าพวกนี้มาตั้งแต่เด็ก ๆ เหมือนทุกคนที่นี่นั่นแหละ”

            “ถ้าอย่างนั้นสงสัยจะมีคนคิดถึงพี่อยู่นะ นารีเห็นแม่สรวงจามทีไรก็จะบอกว่า ต้องมีใครคิดถึงแม่อยู่แน่เลย”

            “คิดถึงก็ไม่ว่าหรอกนะ กลัวจะนินทากันอยู่น่ะสิ” นิลุบลตอบกลับน้องสาวร่วมบ้าน

            “ใครจะมานินทาพี่สาวของนารี ออกจากน่ารักขนาดนี้ ว่าแต่พี่บัวไปเรียนที่กรุงเทพฯ ตั้งนานแล้ว ยังไม่มีหนุ่มมาปิ๊งปั๊งบ้างเหรอคะ?”

            “ไม่มีหรอก วัน ๆ พี่ก็อยู่กะตำรา ถ้าจะพบรักก็คงพบรักกับตำราเรียนนี่ละมั้ง”

            “พี่บัวขยันจังเลยนะคะ นารีจะจำพี่บัวไปเป็นแบบอย่างค่ะ จะตั้งใจเรียนไม่วอกแวก”

            “ดีมากจ้ะนารี ถ้าเราได้รับโอกาสแล้ว เราต้องใช้โอกาสนั้นให้คุ้มค่าที่สุดรู้หรือเปล่า แล้วตอนนี้พี่ก็เหลืออีกแค่ปีเดียวก็จะจบแล้ว ถ้าเรียนจบพี่จะรีบทำงานหาเงินมาส่งน้อง ๆ คนอื่นเรียนบ้าง ให้น้อง ๆ ได้รับโอกาสเรียนสูง ๆ อย่างที่พี่ได้รับไง”

            “พี่บัวน่ารักที่สุดเลยค่ะ นารีรักพี่บัวนะคะ รักรองลงมาจากแม่สรวงเลย นารีจะตั้งใจเรียน เดินตามรอยของพี่บัวเลยค่ะ” พี่น้องร่วมชะตากรรมเดียวกันกอดกันตัวกลม และเมื่อเด็ก ๆ ที่วิ่งเล่นอยู่เห็นก็เข้ามาร่วมกอดด้วย จากสองคนจนกลายเป็นกลุ่มก้อน ถึงจะขาดความรักจากพ่อแม่ แต่ความรักก็ถูกสร้างขึ้นจากความเห็นอกเห็นใจกันของพี่น้องต่างสายเลือดนั่นเอง

            บ้านพักเด็กกำพร้า เกิดขึ้นเมื่อสิบกว่าปีมาแล้วโดยสรวงสุดา ซึ่งในขณะนั้นเธอเป็นคุณครูสอนอยู่ที่โรงเรียนประถมศึกษาแห่งหนึ่ง และได้รับรู้เรื่องราวของเด็กนักเรียนที่เธอเป็นครูประจำชั้น ว่าได้สูญเสียทั้งพ่อและแม่ไปในคราวเดียวกัน ญาติพี่น้องก็ไม่มี คุณครูสาวจึงได้เกิดความสงสารและนำมาอุปการะเลี้ยงดู ซึ่งเด็กน้อยคนนั้นก็คือ นิลุบลหรือบัวนั่นเอง และหลังจากที่รับเลี้ยงดูไว้หนึ่งคน ก็เริ่มมีคนเอาเด็กมาฝากเพิ่มบ้าง ไปพบเจอเด็กเร่ร่อนบ้าง ครูสรวงสุดาก็พามาอยู่ด้วยกันหมด จากหนึ่งคนในวันแรก ตอนนี้มีอยู่ประมาณ เกือบห้าสิบคนแล้วที่อยู่ร่วมกันในบ้านพักเด็กกำพร้าสรวงสุดาแห่งนี้

            โชคยังดีที่มีคนทราบข่าวและเกิดความเมตตา ตามมาขอรับเด็กไปเลี้ยงดูเป็นบุตรบุญธรรมบ้าง ให้เงินบริจาคเป็นทุนค่าอาหารบ้าง ให้เป็นทุนการศึกษาของเด็กบ้าง หลากหลายรูปแบบแล้วแต่จิตศรัทธาของผู้ใจบุญ

            “เด็ก ๆ ไปล้างมือกินข้าวกันได้แล้วลูกได้เวลาอาหารเย็นแล้วจ้ะ” เสียงจากสรวงสุดาที่เดินออกมาตามเด็ก ๆ เมื่อถึงเวลาอาหารเย็น

            “ครับ” / “ค่ะ” เสียงตอบรับดังขึ้นพร้อมเพรียงกัน ก่อนที่เด็ก ๆ จะพากันวิ่งเข้าบ้าน ไปล้างมือตามที่แม่สรวงของเด็ก ๆ บอก โดยมีนารีเดินตามเข้าไปดูแลน้อง ๆ ด้วยอีกคน ปล่อยสรวงสุดาและนิลุบลให้เดินรั้งท้ายตามมา

            “แม่สรวงคะ บัวรู้ว่าคุณแม่จิตตราท่านเป็นผู้บริจาคหลักให้กับบ้านพักของเรา แต่ตั้งแต่ที่ท่านเสียไป ยอดบริจาคของเราเป็นยังไงบ้างคะ รายรับพอรายจ่ายไหมคะแม่”

            “ก็ก้ำกึ่งอยู่นะ พอจะมียอดบริจาคจากผู้ใจบุญรายอื่นมาเสริมให้บ้างจ้ะ แต่ว่าก็ต้องประหยัดกันมากหน่อย เพราะเราไม่รู้ว่าเดือนต่อ ๆ ไปจะเป็นยังไงบ้าง แล้วแม่ก็ว่าจะไปหางานมาทำเสริมด้วย มีคนบอกว่ามีโรงงานทำของเล่นสุนัขมาเปิดใหม่ แม่ว่าจะเข้าไปคุยขอรับงานมาให้เด็ก ๆ ช่วยกันทำในเวลาว่างด้วย ช่วยเพิ่มรายได้อีกทางน่ะ จะรอแต่ความช่วยเหลือจากคนอื่นคงไม่ได้แล้ว เราต้องช่วยตัวเองก่อน แล้วบัวเป็นยังไงบ้างลูก แม่ว่าจะถามอยู่เหมือนกัน เดี๋ยวกลับไปนี่ก็ต้องไปจ่ายค่าเทอมแล้วใช่ไหม”

            “ใช่ค่ะ แต่แม่สรวงไม่ต้องเป็นห่วงบัวนะคะ บัวเตรียมเงินเอาไว้แล้ว เงินเก็บจากที่บัวไปรับทำงานพิเศษไว้พอมีอยู่ แต่อันที่จริงก่อนบัวจะกลับมาที่นี่ ลูกชายของคุณแม่จิตตราก็เรียกบัวเข้าไปคุยนะคะ บอกว่าท่านสั่งให้เขาอุปการะบัวต่อค่ะ”

            “บ้านนี้เขาเป็นคนดีกันจริง ๆ เลยนะ”

            “ใช่ค่ะ คุณพ่อวิลลี่กับคุณแม่จิตตราท่านทั้งสองเป็นคนดีมาก แต่ลูกชายท่านนี่สิคะ ขี้เก๊ก ขี้เต๊ะ ขี้เหนียว ขี้ดูถูก ทุกขี้รวมอยู่ที่เขาหมดเลยมั้งคะ”

            “ขนาดนั้นเลยเหรอบัว เราเพิ่งได้เจอเขาไม่ใช่เหรอ อย่าเพิ่งตัดสินคนไวนักสิ จำที่แม่สอนไม่ได้เหรอ คนเราจะมองแต่เพียงภายนอกไม่ได้นะลูก มันต้องดูกันไปนาน ๆ ดูให้ถึงจิตใจของเขาน่ะ”

            “ค่ะแม่สรวง บัวจำได้ค่ะ แต่บางทีมันก็อดไม่ได้นี่คะ”

ความคิดเห็น