Sameejaejung (สามีแจจุง)

หนังสือและ Boxset ซีรีส์ H.E.A.R.T. เปิดจองแล้วน้า

ร้อนรักครั้งที่ 12 ค่ำคืนสุดท้าย + บทส่งท้าย

ชื่อตอน : ร้อนรักครั้งที่ 12 ค่ำคืนสุดท้าย + บทส่งท้าย

คำค้น : HEART , Erotic , หัวใจร้อนรัก , หมอกธาร , เมฆธาร , Yaoi

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 11.5k

ความคิดเห็น : 73

ปรับปรุงล่าสุด : 05 ธ.ค. 2560 20:55 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ร้อนรักครั้งที่ 12 ค่ำคืนสุดท้าย + บทส่งท้าย
แบบอักษร



Part 12# Thara ค่ำคืนสุดท้าย

“ไม่จริงใช่มั้ย” ผมน้ำตาไหลลงมาโดยไม่รู้ตัว สิ่งที่เมฆพูดมันช่างโหดร้ายและทรมานจิตใจผมเกินไปแล้ว

“คุณรู้ว่าผมพูดจริง ในเมื่อคุณหาข้อมูลเรื่องสองบุคลิกมาเป็นอย่างดีคุณก็ต้องรู้สิว่า ไม่ช้าก็เร็วต้องมีใครคนใดคนหนึ่งหายไป ไม่มีทางที่ทั้งสองบุคลิกจะอยู่ในร่างเดียวกันได้ตลอดชีวิต”

คำพูดของเมฆทำให้ผมนึกถึงสิ่งที่พฤกษ์เคยพูดกับผม พฤกษ์เคยบอกผมเรื่องนี้มาตั้งนานแล้ว แต่ผมกลับลืมเพราะมีเรื่องสำคัญให้ต้องคิดมากกว่า ผมก็หลงดีใจไปว่าหลังจากนี้คงไม่มีอะไรให้ต้องกังวล เพราะปัญหาทุกอย่างได้คลี่คลายหมดแล้ว ผมกับหมอกและเมฆจะรักกันอย่างมีความสุขตลอดไป แต่ว่ามันก็ไม่ได้เป็นอย่างที่ผมคิดเลยแม้แต่น้อย เมฆจะจากผมไปโดยเหลือเวลาให้อยู่ด้วยกันเพียงแค่ไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้น

“อันที่จริงตอนที่แกบอกว่าเป็นอีกบุคลิกของหมอก พ่อก็คิดว่าจะพาแกไปรักษาอยู่เหมือนกัน พ่อเป็นห่วงกลัวว่าแกจะมีปัญหาในการใช้ชีวิต ไหนจะร่างกายของแกอีก” พอได้ยินพ่อพูดแบบนี้เมฆเลยหันหน้าไปหาท่าน

“พี่หมอก็เคยบอกผมแบบนี้เหมือนกัน การที่มีผมอยู่ทำให้ร่างกายของหมอกรับภาระหนักเกินไป ยิ่งผมออกมาบ่อยเท่าไหร่มันก็ยิ่งทำให้หมอกพักผ่อนน้อยมากเท่านั้น ตอนนี้หมอกยังอายุน้อยอยู่เลยอาจจะยังไม่ส่งผลกระทบเท่าไหร่ แต่นานไปร่างกายหมอกรับไม่ไหวแน่ๆ หมอกอาจจะอ่อนแอจนอายุสั้นก็ได้” พูดถึงตรงนี้เมฆก็หันหน้ามองมาที่ผม จากนั้นก็ใช้มือประคองที่ข้างแก้มแล้วใช้นิ้วหัวแม่มือเช็ดน้ำตาออกให้

“ทีนี้ธารเข้าใจแล้วนะว่าทำไมผมต้องหายไป เพราะงั้นอย่าร้องไห้แล้วก็อย่าเศร้าเลยนะ” เมฆพูดกับผมด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนอย่างที่ไม่เคยทำ แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ไม่อาจพยักหน้าหรือตอบรับได้ แม้ว่าผมจะเข้าใจเหตุผลที่เมฆต้องหายไป แต่ผมก็ยังอดที่จะเศร้าและเสียใจไม่ได้อยู่ดี

 “แล้วนี่พวกคุณมาหาหมอกมีธุระอะไรรึเปล่า” เมฆหันไปหาพ่อกับแม่อีกครั้ง

“แม่เห็นว่าลูกปิดเทอมแล้วแต่ยังไม่กลับบ้านเลยมาตามน่ะ”

“ถ้าเป็นเรื่องนั้นหมอกอึดอัดน่ะเลยไม่อยากกลับบ้าน แต่ตอนนี้ในเมื่อทุกอย่างเปลี่ยนไปแล้ว อีกวันสองวันเดี๋ยวหมอกก็คงกลับไปมั้ง”

“อ๋อ” แม่ของหมอกพยักหน้ารับรู้

“ทำไมแกยังเรียกพ่อกับแม่ว่าคุณอยู่ล่ะ เรียกพ่อกับแม่เหมือนหมอกสิ” ประโยคนี้พ่อเป็นคนพูด เมฆจึงมองหน้าท่านแล้วพูดอย่างไม่ปิดบังออกมาว่า...

“พูดตามตรงผมไม่เคยคิดว่าพวกคุณคือพ่อแม่อยู่แล้ว ผมเกิดมาจากความโกรธแค้น ถึงแม้ตอนนี้ผมจะให้อภัยพวกคุณแล้ว แต่ผมก็ยังไม่ลืมอยู่ดีว่าก่อนหน้านี้พวกคุณเคยทำอะไรกับหมอกไว้บ้าง” พอได้ยินแบบนี้พ่อของหมอกก็หน้าเจื่อนลงไปทันที ส่วนแม่ก็มีน้ำตาคลอใกล้จะร้องไห้ออกมาอีกรอบ

“พ่อขอโทษนะ” เป็นครั้งแรกที่ได้ยินคำคำนี้ออกมาจากปากของท่าน สีหน้าท่านตอนนี้ดูเสียใจและรู้สึกผิดกับการกระทำที่ผ่านมาจริงๆ

“เอาเถอะ เรื่องมันก็ผ่านมาแล้ว หลังพ้นคืนนี้ยังไงผมก็ต้องหายไปอยู่ดี เพราะงั้นพวกคุณไม่ต้องกังวลเรื่องของผมหรอก ทำหน้าที่พ่อแม่ที่ดีกับหมอกก็พอ” พวกท่านทั้งสองพยักหน้ารับรู้ ถึงแม้จะไม่ได้พูดออกมา แต่ผมก็มองออกว่าจากนี้ไปพวกท่านจะเลิกเข้มงวดและบงการชีวิตหมอกอย่างที่ผ่านมาแน่นอน

“ถ้างั้นแม่กับพ่อกลับก่อนดีกว่า ลูกจะได้มีเวลาอยู่กับ...เอ่อ...ธารใช่มั้ย?” แม่ของหมอกหันหน้ามามองผมอย่างไม่ค่อยมั่นใจ

“ครับ ผมชื่อธาร”

“ฝากดูแลเมฆด้วยนะ แล้วก็...ตอนหมอกกลับบ้านถ้าเธอว่างก็มาด้วยกันนะ จะได้ทำความรู้จักกันให้มากขึ้น” พูดจบท่านก็ส่งยิ้มมาให้ ผมที่ไม่คิดว่าจะได้ยินคำพูดนี้ก็ถึงกับอึ้งจนไปแทบไม่เป็น

“เอ่อ...ครับ...ได้ครับ” ผมส่งยิ้มกลับคืนไปให้

“ไปกันเถอะค่ะคุณ ตอนนี้ให้เวลาเด็กๆ อยู่ด้วยกันดีกว่า” แม่ของหมอกหันหน้าไปหาสามีที่อยู่ข้างๆ ท่านจึงพยักหน้าแล้วเดินตามภรรยาออกไป จนตอนนี้ภายในห้องเหลือเพียงแค่ผมกับเมฆสองคนเท่านั้น

“มีเวลาอีกตั้งหลายชั่วโมงทำอะไรกันดี” เมฆพูดขึ้นทำลายความเงียบด้วยท่าทีสบายๆ ผมที่ได้ยินแบบนั้นเลยอดไม่ได้ที่จะหันไปฟาดท่อนแขนของเมฆอย่างแรง

“ยังจะมาทำเป็นไม่ทุกข์ร้อนอีก! นายกำลังจะหายไปนะเมฆ! เข้าใจสถานการณ์ตอนนี้บ้างมั้ย!” พูดแล้วน้ำตาของผมก็ทำท่าจะไหลลงมาอีกรอบ วันสองวันนี้ผมคิดว่าตัวเองร้องไห้มากกว่าทั้งชีวิตรวมกันซะอีก

“ก็เพราะผมเข้าใจไงธารถึงได้ทำแบบนี้ ผมไม่อยากเห็นคุณต้องร้องไห้ มาทำให้วันสุดท้ายของเรามีแต่รอยยิ้มเถอะธาร” เมฆพูดจบก็ยิ้มกว้างออกมา แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ยังเห็นว่าเสี้ยวหนึ่งในแววตามีความเศร้าปะปนอยู่ เมฆก็คงจะรู้สึกเหมือนผมในตอนนี้ การที่ต้องจากลาคนรักตลอดกาลมันทำใจได้ยากจริงๆ

แต่ในเมื่อนี่คือคำขอสุดท้ายของเมฆ เพรางั้นผมก็จะต้องทำให้ได้ แม้ว่าผมต้องฝืนเก็บความเศร้าเอาไว้ในใจมากเท่าไหร่ก็ตาม

“อืม วันนี้นายอยากได้อะไรก็บอกนะ ฉันจะตามใจนายทั้งวันเลย” ผมพยายามฝืนยิ้มกว้างออกมาให้เป็นธรรมชาติ เมฆถึงแม้จะมองออกแต่ก็ทำเป็นปล่อยผ่าน เราสองคนเหลือเวลาไม่มากเพราะงั้นจะมาเสียเวลากับเรื่องไม่เป็นเรื่องไม่ได้

“ผมยังไม่เคยกินข้าวกับคุณเลยธาร เราออกไปหาอะไรกินกันข้างนอกมั้ย หรือจะสั่งมากินที่นี่ก็ได้”

“ถ้างั้นให้ฉันทำกับข้าวให้นายกินมั้ย ฉันพอจะทำของง่ายๆ เป็นบ้าง แต่ถ้านายไม่อยากกิน...”

“ก็ต้องอยากกินอยู่แล้ว! ฝีมือแฟนสุดที่รักผมจะไม่อยากกินได้ยังไงกันล่ะ!” เมฆพูดขัดขึ้นอย่างตื่นเต้น ผมที่เห็นอย่างนั้นเลยยิ้มออกมา

“ถ้างั้นก็ไปอาบน้ำซะ ระหว่างนี้ฉันจะไปทำกับข้าว นายจะได้ไม่มาเกะกะ” อันที่จริงผมกลัวจะทำอะไรเปิ่นๆ โก๊ะๆ ต่อหน้าเมฆต่างหาก เพราะตั้งแต่มีตะวันมาเป็นแม่บ้าน (พ่วงตำแหน่งเมียพี่ภู) ผมก็ไม่ได้เข้าครัวทำอาหารอีกเลย

“โหย ผมก็อุตส่าห์ว่าจะไปยืนอยู่ข้างๆ เป็นกำลังใจให้คุณแท้ๆ”

“ไม่ต้องเลย เกะกะ” พูดจบผมก็ลุกเดินไปเปิดตู้เย็นแล้วเลือกของที่พอจะทำอาหารได้ออกมา จากนั้นก็เดินไปยังระเบียงที่มีเตาไฟฟ้า ตอนแรกผมก็คิดว่าเมฆจะรั้นตามมาแต่ก็ผิดคาด เมฆยอมอยู่ในห้องไม่มาเกะกะแต่โดยดี เชื่อฟังมากกว่าที่คิดนี่นา

ผมใช้เวลาทำอาหารประมาณ 20 นาที ถึงจะใช้เวลาทำนานขนาดนี้แต่ผมก็ทำได้แค่ผัดมาม่ากับไข่เจียวเท่านั้น ก็นะ...วัตถุดิบในตู้เย็นมันมีเพียงแค่ไม่กี่อย่าง แถมผมก็ไม่ได้เข้าครัวนานแล้วเลยเงอะงะไปบ้าง แต่ถึงอย่างนั้นรสชาติก็ออกมาอร่อยใช้ได้เลยล่ะ

“กับข้าวเสร็จแล้วนะเมฆ! ฝากจัดใส่จานหน่อยฉันจะไปอาบน้ำ!” ผมตะโกนเรียกเมฆในขณะที่กำลังล้างมืออยู่ที่ซิงค์

“โอเค!” เสียงเมฆตะโกนกลับมา ก่อนที่สักพักจะเดินมาจัดทุกอย่างใส่จานตามคำสั่ง ส่วนผมก็ไปอาบน้ำล้างคราบควันและความมัน จากนั้นจึงได้ออกมานั่งกินข้าวกับเมฆ

“เป็นไง อร่อยมั้ย?” ผมถามหลังจากที่เมฆคีบเส้นเข้าปากคำแรก

“อร่อยมาก” เมฆพูดทิ้งที่เส้นยังคงเต็มปาก แถมยังยกนิ้วหัวแม่มือการันตีอีกด้วย ผมที่เห็นอย่างนั้นเลยอมยิ้มและหัวเราะน้อยๆ ก่อนที่จะลงมือกินอาหารจานตัวเองบ้าง ซึ่งกว่าจะกินเสร็จก็ปาไปเกือบครึ่งชั่วโมง เพราะเมฆได้สวมวิญญาณเด็กงอแงให้ผมป้อนอยู่นั่น แถมผมก็ยังบ้าจี้ยอมทำตามอีกต่างหาก ไม่รู้กล้าทำลงไปได้ยังไง

“ดูหนังด้วยกันมั้ยธาร” เมฆพูดขึ้นหลังจากที่เราสองคนย้ายมานั่งที่โซฟาตัวเดียวกัน ซึ่งเมฆกำลังนอนตักผมแล้วกดรีโมททีวีไล่หาช่องได้สักพักกว่าจะเจอที่ถูกใจ

“เอาสิ เรื่องอะไรล่ะ” แล้วเมฆก็บอกชื่อเรื่องหนังที่เกี่ยวกับทหารและสงคราม เรื่องแบบนี้ไม่ใช่แนวที่ผมชอบเลยสักนิด แถมเนื้อหายังอิงกับสงครามโลกอีกต่างหากมันเลยทำให้ผมดูไม่ค่อยรู้เรื่อง จึงได้เบื่อและง่วงจนเผลอหลับไปตอนไหนก็ไม่รู้

ตื่นมาอีกทีก็พบว่าตอนนี้เป็นช่วงเย็นใกล้จะค่ำแล้ว ผมยังคงอยู่ที่โซฟาเหมือนเดิม แต่เปลี่ยนอิริยาบถจากนั่งพิงโซฟาเป็นนอนราบอย่างสบาย ซึ่งผมไม่มีทางลงมานอนเองอย่างเรียบร้อยได้ขนาดนี้แน่ๆ เมฆต้องเป็นคนจัดท่าทางการนอนให้ผมอยู่แล้ว

“ทำไมถึงไม่ยอมปลุกฉัน เวลาที่เราจะอยู่ด้วยกันมันยิ่งน้อยๆ อยู่ด้วย” ผมเดินไปหาเมฆที่ระเบียง โดยใช้มือสวมกอดที่ด้านหลังแล้วเอียงหน้าซบลงไปที่แผ่นหลังกว้าง ตอนนี้ความเศร้าโศกกำลังแผ่กระจายเกาะกุมหัวใจของผมอีกครั้ง ผมไม่น่าเสียเวลาอันมีค่านอนหลับไปแบบนั้นเลย

“ผมอยากให้คุณพักผ่อนเพราะเมื่อคืนคุณนอนแค่แป๊บเดียวเอง อีกอย่างผมก็อยู่กับคุณไม่ได้ไปไหนสักหน่อย” เมฆหันหน้ามาหาแล้วโอบเอวผมเอาไว้ โดยที่ผมก็ยังคงสวมกอดเมฆไม่ปล่อยเช่นเดิม

“ถึงอย่างนั้นก็เถอะ แต่ฉันก็รู้สึกว่าได้อยู่กับนายแค่แป๊บเดียว อีกเดี๋ยวมันก็จะค่ำแล้ว” ผมพูดอย่างเศร้าๆ ผมไม่เคยเกลียดกลางคืนขนาดนี้มาก่อนเลย ยิ่งท้องฟ้าค่อยๆ มืดลงเท่าไหร่มันก็ยิ่งทำให้หัวใจของผมถูกบีบรัดมากเท่านั้น

“อย่าทำหน้าเศร้าสิธาร จำไม่ได้หรอว่าผมขอให้วันสุดท้ายของเรามีแต่รอยยิ้ม”

“เรื่องนั้นฉันจำได้ แต่ตอนนี้ฉันทำไม่ได้ ยิ่งเวลาผ่านไปเท่าไหร่เวลาที่ฉันจะได้อยู่กับนายมันก็ยิ่งน้อยลง ฉันจะไม่ได้เจอนายอีกแล้วนะเมฆ” พูดถึงตรงนี้น้ำตาของผมมันก็ไหลทะลักลงมา ผมฝืนทำเป็นร่าเริงและทำเป็นไม่รู้สึกอะไรไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว

“โธ่...อย่าร้องไห้สิธาร พอเห็นคุณร้องไห้แล้วผม...” เมฆพูดได้แค่นี้ก็เงยหน้าขึ้นแล้วหลับตา ผมไม่รู้ว่าเมฆกำลังจะร้องไห้เหมือนผมรึเปล่า แต่ที่ผมรู้คือเมฆรู้สึกเศร้าและเสียใจไม่ต่างจากผม เพียงแค่กำลังฝืนทนไม่แสดงมันออกมาเท่านั้นเอง

“เข้าไปข้างในกันเถอะธาร ผมมีอีกอย่างที่ต้องการทำกับคุณเป็นครั้งสุดท้าย” เมฆพูดจบก็ช้อนตัวผมขึ้นแล้วอุ้มเข้าไปในห้อง จัดการวางผมนอนราบไปกับที่นอนแล้วทาบทับลงมา

“ผมจะใช้เวลาที่เหลืออยู่กับคุณตรงนี้ จะใช้ร่างกายบอกรักคุณทั้งคืนจนคุณไม่มีวันลืมผม จำความรู้สึกและช่วงเวลานี้เอาไว้ให้ดีนะธาร...ผมรักคุณ” เมฆพูดจบก็ก้มหน้าลงมาจูบที่ริมฝีปากของผม ถ่ายทอดความรู้สึกที่มีทั้งหมดจนแผ่ซ่านเข้ามาในหัวใจ จูบนี้ถึงแม้ว่ามันจะหวานหอมแต่ก็ขมขื่น จนผมไม่อาจฝืนทนกลั้นน้ำตาเอาไว้ได้

“ฉันก็รักนายนะเมฆ” ผมยกสองมือขึ้นไปโอบรอบลำคอของเมฆเอาไว้ ผมอยากจะรับรู้ถึงอุณหภูมิของร่างกาย ความรู้สึกที่ส่งผ่านมา รวมทั้งความรักและความอบอุ่นจากร่างที่อยู่ตรงหน้าทุกวินาที

เราสองคนต่างปลดเปลื้องเสื้อผ้าของกันและกัน จากนั้นก็ลูบไล้สัมผัสให้ตราตรึงในความทรงจำเพราะมันคือค่ำคืนสุดท้าย ผมจะจดจำเมฆเอาไว้ในใจตลอดไป ไม่ว่ากี่วัน กี่เดือน กี่ปีก็ไม่มีทางลืมเลือน

“คืนนี้ไม่ต้องใช้หรอกเมฆ” ผมคว้าถุงยางอนามัยออกมาจากมือของเมฆแล้วโยนทิ้งอย่างไม่ไยดี คืนนี้ผมจะไม่ยอมให้มีอะไรมาขวางกั้นทั้งนั้น ผมอยากสัมผัสถึงเมฆทุกอณู

“ถ้างั้นผมเข้าไปเลยนะ” เมฆก้มลงมาจูบที่หน้าผาก จากนั้นก็แทรกกายเข้ามาในคราวเดียวจนผมเสียวสะท้าน ความรู้สึกซาบซ่านกว่าครั้งไหนๆ ได้แผ่กระจายขึ้นมา แต่พอคิดว่ามันคือครั้งสุดท้ายน้ำตาของผมมันก็ไหลลงมาอีกครั้ง

“คุณร้องไห้อีกแล้วนะธาร” เมฆใช้มือประคองที่ใบหน้าของผมแล้วปาดน้ำตาออกไป สีหน้าตอนนี้ของเมฆกำลังเศร้าสร้อยอย่างเห็นได้ชัด

“ก็ฉันมีความสุขนี่นา ฉันมีความสุขมากเลยนะถึงได้ร้องไห้ การได้รักนายมันทำให้ฉันมีความสุขมากจริงๆ” ยิ่งพูดน้ำตาของผมมันก็ยิ่งไหล เรื่องที่พูดผมไม่ได้โกหกแต่อย่างใด เพียงแต่ผมบอกไม่หมดเท่านั้นว่ากำลังปวดร้าวที่ใจควบคู่กันไปด้วย

“ผมก็มีความสุขเหมือนกัน...รักคุณนะธาร...ผมรักคุณ...” พูดจบเมฆก็ก้มหน้าลงมาจูบผมอีกครั้ง พร้อมกับขยับร่างกายเข้าออกช้าๆ จนเมื่อห้วงอารมณ์ทะยานสูงขึ้นเมฆก็เร่งจังหวะ กระทั่งถึงจุดสูงสุดก็ฝากฝังสายธารแห่งความรักเข้ามา แล้วก็ปล่อยซ้ำๆ อยู่อย่างนั้นจนมันอัดแน่นไปทั้งร่าง การกระทำในคืนนี้จะตราตรึงอยู่ในหัวใจของผมมิรู้ลืม...

“ผมไม่ไหวแล้วธาร ผมแทบจะลืมตาไม่ขึ้นแล้ว” เมฆพูดอย่างสะลึมสะลือ เมฆคงฝืนร่างกายได้เพียงเท่านี้หลังจากที่ร่วมรักกันมาทั้งคืนจนเกือบฟ้าสาง ตอนนี้เมฆกำลังพิงขอบเตียงโดยมีผมนั่งคร่อมอยู่ที่ตัก ร่างกายของเราสองคนยังคงเชื่อมต่อกันอย่างแนบแน่น

“ถ้าไม่ไหวก็นอนซะนะ ขอบคุณที่ฝืนอยู่กับฉันมาจนถึงตอนนี้ ฉันรักนายนะเมฆ” ผมพูดด้วยเสียงสั่นเครือ โดยที่ใบหน้ากำลังมีน้ำตาไหลทะลักลงมาอย่างไม่ขาดสาย ในที่สุดมันก็ถึงช่วงเวลาสุดท้ายที่ผมจะได้อยู่กับเมฆแล้ว

 “ผมก็รักคุณเหมือนกันนะธาร...จะรัก...ตลอดไป...” เมฆพูดจบก็ดันท้ายทอยของผมลงมาจนริมฝีปากของเราสัมผัสกัน ซึ่งนั่นก็เป็นจุมพิตครั้งสุดท้าย เพราะหลังจากนั้นเมฆก็ไม่ปรากฏออกมาอีกเลย

ตัวตนของเมฆได้ถูกลบไปตลอดกาล...



บทส่งท้าย


“คิดอะไรอยู่ครับธาร” หมอกเดินมาหาผมที่ยืนอยู่ตรงระเบียง โดยที่ผมกำลังมองหน้าขึ้นไปยังท้องฟ้า แสงสีส้มของช่วงเวลาพลบค่ำมันทำให้ผมนึกถึงอดีตที่สุขสมแต่ก็ขมขื่น

วันที่เมฆได้ถูกลบไป...

“ฉันกำลังคิดถึงนาย” ผมหันหน้าไปหามองหมอกที่ยืนอยู่ข้างๆ หมอกจึงขมวดคิ้วด้วยท่าทางงุนงงแล้วชี้นิ้วเข้าหาตัวเอง

“คิดถึงผม?”

“อืม” ผมพยักหน้ายืนยัน

“อะไรกัน เมื่อวานกับวันนี้คุณอยู่กับผมตลอด 24 ชั่วโมงแล้วนะ อยู่ด้วยกันขนาดนี้ยังมีเวลาให้คิดถึงผมอีกหรอธาร” หมอกพูดจบก็ขยับเข้ามาใกล้ จากนั้นก็ใช้สองมือโอบรอบเอวผมเอาไว้ ตามด้วยการหน้าลงมาจุ๊บเบาๆ ที่ริมฝีปาก

ผมอมยิ้มและหัวเราะคิกคักกับการกระทำนั้น ซึ่งผมไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าผมจะทำมันได้ ผมคิดว่าตัวเองจะเอาแต่จมปลักกับความทุกข์และความเสียใจ แต่ว่าผมก็ไม่ได้เป็นแบบนั้นเลยแม้แต่น้อย

ซึ่งนั่นก็เป็นเพราะ...

หลังจากวันนั้นที่เมฆได้หายไป หมอกก็ตื่นขึ้นมาในช่วงบ่ายราวกับคนใหม่ ไม่สิ...ต้องบอกว่าเป็นคนเดิมแต่เพิ่มเติมคือมีนิสัยของเมฆพ่วงมามากกว่า หรือไม่ก็ราวกับว่าทั้งหมอกและเมฆได้หลอมรวมทุกอย่างเข้าด้วยกันกลายเป็นหนึ่งเดียว

อย่างเมื่อก่อนหมอกจะเรียกผมว่า ‘คุณธาร’ แต่หลังจากตื่นขึ้นมาหมอกกลับเรียกผมว่า ‘ธาร’ เฉยๆ เหมือนกันกับเมฆ แถมยังดูเจ้าเล่ห์มากขึ้นไม่ได้ใสซื่อเหมือนที่ผ่านมา แล้วก็ยังเก่งเรื่องบนเตียงมากขึ้นกว่าเดิมอีกต่างหาก โดยที่หมอกก็แสดงออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ได้ฝืนหรือพยายามเลียนแบบเมฆเลยแม้แต่น้อย

นอกจากนี้หมอกยังมีพฤติกรรมบางอย่างที่เปลี่ยนไปคล้ายคลึงกับเมฆ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีพื้นฐานเป็นหมอกคนเดิมไม่ได้เปลี่ยนไปทั้งหมด เพราะงั้นผมจึงได้คิดว่าทั้งสองบุคลิกน่าจะหลอมรวมทุกอย่างเข้าด้วยกัน คนหนึ่งขาวคนหนึ่งดำกลายเป็นสีเทา ซึ่งผมก็คิดว่าหมอกคนปัจจุบันคือส่วนผสมที่ลงตัว

แต่มันจะลงตัวกว่านี้ถ้าหากความทรงจำในช่วงเวลาที่เคยเป็นเมฆไม่หายไป...

ปัจจุบันหมอกจำได้แค่ว่าเมฆเคยเป็นอีกบุคลิกหนึ่งของตัวเองเท่านั้นเอง...

“จริงสิ นี่มันใกล้จะถึงเวลานัดแล้วนี่นา ถ้างั้นเรารีบไปกันเถอะเดี๋ยวจะสาย” ผมก้มลงมองดูนาฬิกาที่ข้อมือจึงพบว่า ขณะนี้เหลือเวลาอีกประมาณ 40 นาทีก็จะถึงเวลานัดทานข้าวกับทุกคนที่บ้านแล้ว เพราะงั้นผมจึงได้จูงมือหมอกออกมาจากห้องไปขึ้นรถ จากนั้นก็รีบมุ่งตรงสู่บ้านของผมทันที

“ทันเฉียดฉิวเลยนะเนี่ย” ผมถอนหายใจออกมาเมื่อขับรถมาถึงบ้านก่อนเวลานัด 5 นาที นี่ถ้ามาช้าพี่ภูได้บ่นเป็นหมีกินผึ้งแน่ๆ เพราะตั้งแต่ที่มีแฟนผมก็มีเวลาให้ครอบครัวน้อยลง

ก็นะ...มันเป็นเรื่องปกตินี่นา ลองไอ้พวกน้องๆ ทั้ง 3 คนมีแฟนบ้างก็คงจะไม่ต่างจากผมเหมือนกัน

“จะว่าไปเหมือนรถหายไปคันนึงรึเปล่าครับธาร” หมอกถามผมหลังจากที่เราสองคนลงมาจากรถเรียบร้อย

“เออจริงด้วย รถของพฤกษ์ไม่อยู่ แต่ปกติวันหยุดแบบนี้พฤกษ์ไม่ค่อยออกไปไหนนี่นา ยิ่งวันนี้พี่ภูนัดกินข้าวด้วยยิ่งไม่น่าจะออกไป เอ...มันแปลกๆ แล้วเนอะว่ามั้ย” ผมหันหน้าไปถามหมอก

“นั่นน่ะสิครับ ผมก็คิดว่าแปลกอยู่เหมือนกัน” พอได้ยินดังนั้นผมก็รีบจูงมือหมอกเข้าไปในบ้านทันที เรื่องนี้ผมต้องหาคำตอบให้ได้ ไม่อย่างนั้นผมได้คาใจทั้งวันแน่ๆ

“อ้าว มากันแล้วหรอครับคุณธารน้องหมอก” ตะวันทักขึ้นก่อนใครเพื่อน เมื่อเห็นผมกับหมอกเดินเข้ามาในบ้าน ผมจึงยิ้มทักทายพลางกวาดสายตามองสมาชิกที่โต๊ะอาหาร แต่ที่นั่งของพฤกษ์ก็ยังว่างอยู่

“พฤกษ์ไปไหนล่ะ ไม่อยู่กินข้าวด้วยกันหรอ” ผมถามหลังจากนั่งลงบนเก้าอี้ตัวประจำ โดยมีหมอกนั่งเก้าอี้ตัวข้างๆ

“เห็นมันว่าออกไปทำงานวิจัย อาจจะมาช้าหน่อยสักครึ่งชั่วโมง” เพลิงฝาแฝดคนน้องของพฤกษ์เป็นคนตอบ

“แล้วแกคิดว่าไง”

“เรื่องวิจัยไอ้พฤกษ์มันไม่ได้โกหกหรอกพี่ธาร แต่ผมคิดว่ามันน่าจะพูดไม่หมด คือต้องบอกก่อนว่าช่วงนี้ปี 4 อย่างพวกผมยุ่งกับวิชาวิจัยกันอยู่แล้ว แต่ละคนหน้าดำคร่ำเครียดอย่างกับโดนของทั้งนั้น มีแต่มันอะที่แฮปปี้ชีวิตดี๊ดีอยู่คนเดียว” พอได้ยินเพลิงพูดแบบนี้ ตะวันที่เรียนเอกเดียวกันกับพฤกษ์เลยพูดเสริมขึ้นมา

“จริงครับคุณธาร ช่วงนี้พฤกษ์ดูมีความสุขมากเลย เชื่อมั้ยครับว่าบางทีนั่งเรียนอยู่ก็ยิ้มไม่ก็หัวเราะออกมา ผมเลยคิดว่าพฤกษ์อาจจะมีแฟนแล้วก็ได้” คำพูดของตะวันทำให้พวกเราทุกคนหันมองหน้ากันทันที

“อาการหนักแล้วนะเนี่ย” พี่ภูหัวเราะแล้วส่ายหน้าไปมา วาจึงพูดขึ้นพลางอมยิ้มน้อยๆ

“อยากรู้จริงๆ เนอะว่าแฟนพี่พฤกษ์จะเป็นคนแบบไหน”

“นั่นสินะ” คำพูดนั้นทำให้พวกเราต่างก็พากันจินตนาการถึงแฟนของพฤกษ์กันถ้วนหน้า แต่ก็ไม่รู้ล่ะนะว่าแต่ละคนจะจินตนาการแบบไหน แล้วใครจะตรงกับความเป็นจริงที่สุด

“ผมว่านะ พี่ภูซื้อเก้าอี้ไว้เพิ่มเลยก็ดี เร็วๆ นี้พฤกษ์ต้องพาแฟนมาแนะนำให้พวกเรารู้จักแน่นอน” ผมพูดอย่างมั่นใจ

“เรื่องนั้นไม่ต้องห่วง เดี๋ยวพี่จะรีบสั่งให้มาส่งพรุ่งนี้เลย” คำพูดของพี่ภูทำให้ทุกคนพากันหัวเราะออกมา ก่อนที่พวกเราจะเริ่มลงมือทานอาหารฝีมือตะวันที่อยู่ตรงหน้า ซึ่งหลังจากนั้นไม่นานพฤกษ์ก็กลับบ้านมาสมทบ

ชักอยากรู้แล้วสิว่าคนที่ได้หัวใจพฤกษ์ไปจะเป็นคนแบบไหน

อดใจรอแทบไม่ไหวแล้ว...


จบบริบูรณ์

สวัสดีค่ะทุกคนในที่สุดในที่สุดความรักของคุณธารกับหนุ่มสงบุคลิกอย่างหมอกเมฆก็เดินทางมาถึงตอนจบแล้วนะคะ เรื่องนี้ก็จะเป็นความรักที่เผ็ดร้อนตั้งแต่ตอนแรก (ต่างกับเรื่องแรกอย่างพี่ภูกับตะวันมากกกก 55555) ส่วนตอนท้ายก็จะเศร้าโศกและขมนิดๆ ถึงอย่างนั้นมันก็ยังมีความหวานและความสุขอบอวลอยู่ ซึ่งเราก็หวังว่าทุกคนจะประทับใจและชื่นชอบกับตอนจบแบบนี้​กันนะคะ (ใครเชียร์ให้ฟิวชั่นหมอกเมฆมีฉลองกันล่ะ อิอิ) ​สายหวานเลี่ยน (อย่างพี่ภูกับตะวัน) และสายเผ็ดร้อน (อย่างธารกับสองหนุ่มหมอกเมฆ) ก็ได้จบไปแล้ว เรื่องหน้าแต่ละคนอยากอ่านสายไหนบ้างคะ อยากรู้จังว่าที่อยากอ่านจะใช่แนวที่เราจะลงมั้ยน้อ ส่วนคู่ต่อไปอันนี้ไม่ต้องลุ้นก็รู้กันอยู่แล้วเนอะว่าต้องเป็นพฤกษ์แน่นอนอยู่แล้ว แง้มบอกชื่อเรื่องก่อนเลยว่าคือ A. Avert เร็วๆ นี้เจอกันแน่นอน แล้วมาลุ้นกันนะคะว่าหนุ่มแบบไหนจะได้หัวใจของพฤกษ์ไป จะใช่แบบที่คิดกันมั้ยน้อ? ​ปล.ขอขอบคุณทุกคนมากๆเลยนะคะที่ติดตามและเอาใจช่วยพี่ธารกับสองหนุ่มหมอกเมฆ ขอบคุณจริงๆที่เข้ามาอ่าน คอมเมนท์ และสั่งจองหนังสือเข้ามานะคะ ซึ่งวันนี้ก็เป็นวันสุดท้ายในการเปิดจองแล้ว ถ้าหากชื่นชอบคู่นี้ก็มาสู่ขอกันได้น้า ค่าสินสอดเบาๆ 289 บาทค่า มีตอนพิเศษที่เป็น 3P ในเล่มด้วยนะคะ รับรองว่าแซ่บถูกใจแน่นอน

แล้วเจอกันอีกทีคู่ของพฤกษ์นะคะ บ๊ายบายยยยยย ​(5 ธ.ค. 60)

http://cdn-th.tunwalai.net/files/member/48456/584810482-member.jpg

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}