เหล่าปราชญ์พเนจร
email-icon

(◕ㅁ◕✿)ขอขอบคุณทุกกำลังใจนะเจ้าคะ

ตอนที่ 20 คราปักษาไม่วิ่งหนีอีกแล้ว!!!

ชื่อตอน : ตอนที่ 20 คราปักษาไม่วิ่งหนีอีกแล้ว!!!

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 374

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 25 ต.ค. 2562 21:41 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 20 คราปักษาไม่วิ่งหนีอีกแล้ว!!!
แบบอักษร

ตอนที่ 20 คราปักษาไม่วิ่งหนีอีกแล้ว!!! 

นานเพียงใดที่เมรัยมิได้เห็นหน้ามารดา ขณะสาวน้อยวิ่งสอยเท้าพลางนึกถึงผู้ที่ไม่มีโอกาสได้พบกันอีกแล้ว คนที่นางรักและมิกล้าเผชิญหน้ามากที่สุด เพราะไม่อยากทำให้คุณแม่ผิดหวังจึงหลบเลี่ยง หลีกหนีจากความจริงเหมือนที่กิฟกำลังทำ เพราะมิอาจยอมรับมันจึงปฏิเสธและหันแผ่นหลัง บางครั้งนางสงสัยตัวเองว่าเหตุใดนะ ทำไมถึงต้องวิ่งหนีจากคนที่รักและห่วงใยนางยิ่งกว่าใคร 

หรือเพราะความกลัวทำให้นางตาบอดกันนะ ไม่ว่าเช่นไรรอบข้างเมรัยมันช่างมืดมิดไร้แสงแสว่าง ช่วงเวลาที่ต้องเผชิญกับความจริงมันช่างทรมานปานจิตใจถูกทำร้ายด้วยมีดนับพันเล่ม นางกลัวเหลือเกินถึงกระนั้นยามนี้เหมือนมีขุมพลังหนึ่งกำลังผลักดันนาง บางสิ่งที่นางเคยรู้จักมัน แต่ยามนี้กลับนึกมิได้ว่ามันเรียกว่าอะไร แต่อย่างนั้นมันกำลังทำให้นางรีบวิ่งต่อไป 

แสงแดดส่องทแยงผ่านเรือนเกศา กำแพงอิฐเทาทอดยาวสุดปลายวิหาร ดอกต้อยติ่งโบกพัดคราวสาวน้อยทะยานข้ามผ่านด้วยแรงมหาศาล 

ความรักหนึ่งที่เมรัยรู้จักคือความรักระหว่างบุตรและมารดา นางมั่นใจสิบส่วนว่าคุณแม่ทุกคนรักลูก กระนั้นบางครั้งนางอดสงสัยมิได้ว่าคุณแม่รักนางจริงหรือไม่ 

เศษเสี้ยวความลังเลและหวาดระแวงเกาะกุมหัวใจเมรัยนานแรมปีราวนางจมดิ่งลงสู่ห้วงมหาสมุทรไร้จุดสิ้นสุด สาวน้อยมิใช่คนชอบคิดมาก กระนั้นบนเส้นทางที่นางก้าวมานั้นมีเรื่องราวให้ครุ่นคิดมากมายจำนวนประหนึ่งเม็ดทราย เรื่องราวระหว่างคุณแม่กับนางช่างเรือนรางเต็มไปด้วยความรู้สึกยากบรรยาย มันหอมหวาน อบอุ่น อ่อนละมุน บางครั้งมันเจ็บปวดเจียนตาย บางครั้งมันไม่ได้ราบรื่นเหมือนดังหวัง นางรู้ว่าคุณแม่รักนาง เพราะเช่นนั้นนางจึงห่วงใยและรักท่านมากกว่าใคร 

เมรัยอยากทำให้คุณแม่มีความสุข และยิ่งนางพยายามมากเท่าไหร่ คราววันที่นางสิ้นหวังมาถึง นางจึงหวาดกลัว กลัวยิ่งกว่าครั้งใด 

‘สัญญาจะดูแลแม่และทำให้แม่มีความสุข’ 

ความผิดหวังมันอันตรายและร้ายกาจขนาดสามารถทำให้คนผู้หนึ่งอับจนหนทางและแปรเปลี่ยนเป็นคนอีกคน ไม่ว่าอดีตพยายามวิ่งหนีมากเพียงไร กระนั้นมิอาจลืมเลือนจนหมดสิ้น เมรัยกัดฟัน นางอยากกลับบ้าน กลับไปหาคนที่รักนาง กลับไปยังโลกที่นางเคยอาศัย กระนั้นนางมิกล้านึกฝัน เพราะว่าอดีตนั้นไม่มีอีกแล้ว 

มันหายไปตั้งนานแล้ว วันวานที่ล่วงเลยผ่านไปคงไว้เพียงความทรงจำที่ไม่มีวันตาย 

แล้วทำไมนางถึงต้องพยายามอีกนะ 

“ทำไมกันนะ..” 

นางยอมแพ้แล้วมิใช่หรือ ทำไมถึงต้องทนเจ็บช่วยเหลือคนอื่นอีกนะ ทั้งที่ตัวนางมิอาจให้กำลังใจใครและมิอาจตอบรับความหวังที่ผู้อื่นฝากไว้ให้ ยามนี้นางอ่อนแอและขี้ขลาด อมโรคด้วย สภาพกึ่งเป็นกึ่งตายไม่ต่างจากซากศพที่มีชีวิตฝืนยิ้มไปวันๆ เมรัยคิดไม่ตกในทุกคืนราตรี ว่านางมีชีวิตอยู่ต่อไปเพื่ออะไร ถ้าเป็นเมื่อก่อนนางคงตอบคำถามนี้ได้อย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องเสียวเวลาลังเลด้วยซ้ำ 

‘เพื่อคนที่รักและความฝันอย่างไรล่ะ’ 

นึกแล้วขำ เพื่อคนรัก นางถึงขนาดลืมเลือนคุณแม่ เพื่อความฝัน นางจึงวิ่งไล่ตามอย่างไม่เคยสนใจสิ่งรอบข้าง อย่างนั้นถือว่าทำเพื่อคนรักและความฝันจริงๆน่ะหรือ เมรัยไม่เข้าใจและไม่อาจหาคำตอบได้กระทั่งวันนั้นที่นางสิ้นหวังและสูญสิ้นซึ่งปลายทางจุดหมาย นางวิ่งหนีมาทั้งที่ยังหาคำตอบไม่ได้ แล้วนับประสาอะไรกับยามนี้ที่นางยังวิ่งไล่ตามกิฟ 

“ทำไมถึงยังอยากจะไปนะ…” 

เมรัยพึมพำพลั่งนางย้ำเท้าจมบ่อโครนและล้มหัวทิ่มกองหญ้า นางเจ็บเข่าปวดเท้า กระนั้นเมรัยยังชันเข่าลุกขึ้นแม้จะเจ็บจนอยากร้องไห้ 

ท่ามกลางความสับสนมีเสียงหนึ่งดังขึ้นอย่างมิยี่หระ 

‘ประตูอยู่ตรงหน้าแล้วนะ’ 

นางปวดหัวพลันยกมือกุมขมับดวงตาพร่ามัวมองเห็นท้องนภาสีฟ้าตัดผ่าสีเทาทะมึน นอกจากเสียงปริศนาที่นางรู้สึกผูกผัน ยันมีภาพเหตุการณ์บางอย่างปรากฏขึ้นวูบวาบในหัวเมรัยดั่งว่าพยายามย้ำเตือนสิ่งสำคัญ 

ภาพชายผู้หนึ่งที่นางมองเห็นใบหน้ามิชัด ชายผู้นั้นวางมือลูบหัวนางราวจะปลอบประโลมและให้กำลังใจ รอยยิ้มของเขาช่างเจิดจ้าดั่งแสงตะวันในหมู่สายฝนวิกาล หนักแน่น และเอ็นดูประหนึ่งรอยยิ้มคุณแม่ รอยยิ้มที่เมรัยไม่มีวันลืม กระนั้นนางจำมิได้ว่าชาย..ผู้นั้นคือใคร 

‘แม่รักลูกนะ’ 

คำพูดชายหนุ่มสอดผสานกับคำพูดคุณแม่ที่เอ่ยบอกนางที่กำลังร้องไห้น้ำตาหลั่งไหล เมรัยจำได้ว่าวันนั้นนางเสียใจมากเพียงใด หัวใจนางเจ็บปวดมากเพียงใด นางจดจำทุกอย่างได้ในพริบตา 

สาวน้อยก้มมองภาพสะท้อนบนผิวแอ่งน้ำในกองหญ้า พลันตัดสินใจเริ่มก้าวอีกครั้ง 

เพราะเห็นคุณอีโมและกิฟ นางจึงเข้าใจ 

“ฮึๆ” 

เสียงหัวเราะแผ่วเบาดังขจรท่ามกลางริ้วคลื่นลมฤดูฝน นางรู้สึกเจ็บหัวใจกระนั้นนางยังอยากเห็นพวกเขามีความสุข ภาพครอบครัวอยู่ด้วยกันพร้อมหน้า กินข้าวด้วยกัน นอนด้วยกัน ใช้เวลาทำอะไรร่วมกันอย่างอบอุ่น ชีวิตนางจะเป็นอย่างไรช่างมันเถอะ แต่นางจะช่วยครอบครัวอีโม ช่วยคุณแม่และลูกชายตัวดื้อที่กำลังเสียใจที่ตัวเองไร้ซึ่งพลัง เมรัยและนารี 

สัญญาไว้แล้วมิใช่หรือ ว่าจะพยายามไปด้วยกันน่ะ!!! 

“หยุดเดี๋ยวนี้นะเจ้าเด็กบ้า!!” 

คราวสิ้นสุดความคิดในห้วงแห่งความว้าวุ่นสับสน คราวเมรัยกระโดดข้ามรั้วกำแพงไม้และหัวทิ่มกลิ้งๆมานอนหมดสภาพใกล้ๆเด็กชาย สาวน้อยเจ็บจนอยากร้องโอ๊ย แต่ต้องอดทน นางเด้งร่างและสาดสายตามองเด็กน้อยที่มีนัยน์ตาฉายแววตกตะลึง 

และนอกจากกิฟแล้ว เมรัยยังต้องเผชิญหน้ากลุ่มนักเลงอีกด้วย สาวน้อยแรกเริ่มอมยิ้มดีใจ พลันรับรู้ว่ากลุ่มคนข้างหน้าเป็นใคร รอยยิ้มพลันแข็งค้างทันที 

“ตายละว้า…” 

หมอผีน้อยสูดหาย ไม่นานหลังจากสติคืนสู่กาย 

“พวกเจ้ากำลังทำอะไร!!”เมรัยคำรามด้วยเสียงเกรี้ยวกร้าวพลันกระโดดข้ามแอ่งน้ำใส นางวิ่งตะลอนมายืนบังกิฟ กางสองแขนหมายปกป้องเด็กชาย เมรัยจ้องเขม่นกลุ่มอันธพาลที่ประกอบด้วยชายฉกรรจ์ร่างสูงยักษ์สามคน หน้าตาน่ากลัวปานกลุ่มโจรที่ดักซุ่มปล้นรถขนสินค้าในป่าทางเข้าเมือง หมอผีน้อยมิว่าพวกเขาหมายหมั่นอยากได้สิ่งใดจากกิฟ กระนั้นนางมิมีทางปล่อยให้ผู้ใหญ่รังแกเด็กนิสัยน่าถีบเด็ดขาด จะปล่อยพวกเขากินเด็กมิได้ 

กินเด็กมิอร่อยหรอก มันบดอร่อยกว่า เมรัยกล่าวเสมิความคิดนี้ในใจ 

“เจ้าเป็นใคร ไสหัวไปไกลๆ” 

บรรยากาศกดดันฉับพลันคราวชายหนุ่มปริศนาร้องถามชื่อเมรัย สาวน้อยก้มหน้าเผยยิ้มพรายเหมือนแม่มด แววตาคู่งามทอประกายความอหังการเหมือนตัวเอกในเทพนิยายที่กำลังจักเผยตัวตนให้เหล่าภูตร้ายหวาดผวา “ข้ามีนามว่าเมรัย เป็นหมอผี ถ้าพวกเจ้าไม่อยากถูกผีอำ จงถอยไปซะ..ถอยสามก้าว” เมรัยสาดสายตาคมกริบแฝงริ้วคลื่นความเย็นชาเจ็ดส่วน มันมีพลังมากพอข่มขู่เด็กอายุแปดขวบ แต่สำหรับผู้ใหญ่หน้าหนาและดุร้ายกลุ่มนี้ มันเหมือนคำพูดชวนหัวร่อที่ฟังแล้วรู้สึกหนาวขนลุก 

ชายหนุ่มปริศนายกมือกุมขมับ คิดในใจว่าเด็กนี้สติไม่ดีแล้วยังพาเขาปวดหัวอีกด้วย 

“หลีกไป หรือเจ้าอยากรับกรรมแทนมัน” 

สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ไม่นานก่อนเมรัยจักหากิฟเจอ ตอนนั้นกิฟที่โมโหเป็นเดือดเป็นร้อนเพราะไม่ยอมรับความจริงเรื่องมารดากำลังวิ่งด้วยฝีเท้าสุดแรงราวว่าจักวิ่งไปจนสิ้นแรงกาย วิ่งไปให้ไกลจากที่นี้ เขาก้มหน้าร้องไห้มือกำแน่นจนเล็บจิกผิวเนื้อ เขาเป็นเพียงเด็กน้อยเท่านั้น การให้เขาพบเจอชะตากรรมเช่นนี้มันช่างทรมานเจ็บปวดจนมิอาจกลั้นน้ำตา ความจริงในโลกที่เขายังไม่พร้อมรับมัน กระนั้นมันก็มาหาเขาอย่างไม่อ่อนโยนสักนิด 

กิฟไม่รู้ว่าตนควรทำอย่างไร เขาหยุดวิ่งและยืนนิ่งราวร่างไร้วิญญาณใกล้ซากวิหาร เหวี่ยงเท้าเตะก้อนหินด้วยความโกรธแค้นระคนอ่อนล้า ก้อนหินน่าสงสารกลายเป็นที่ระบายพุ่งทะยานข้ามกำแพงเข้าไปด้านใน และบังเอิญมันดันไปหล่นกระแทงหัวชายหนุ่มเข้าพอดิบพอดี เรื่องราวเช่นนี้มีเหตุมีผลเช่นไร แม้แต่เด็กๆยังสามารถจินตนาการและรู้คำตอบ 

“มันเป็นอุบติเหตุนะ กิฟผิดสามส่วน..อีกเจ็ดส่วนโทษก้อนหินสิ” 

“หา” 

ชายหนุ่มที่ตกเป็นผู้เสียหายตวาดใส่หน้าเมรัย สาวน้อยผงะถอยหลังสองก้าว นางหลับตาตัวสั่นแต่ไม่มีความคิดละลดความพยายาม นางรู้ว่าคำพูดของตนฟังพิลึกยากเชื่อถือ นางพยายามแก้ความเข้าใจผิด แต่ดูเหมือนจะยากเกินไปสำหรับนาง นางจึงเปลี่ยนวิธีการ บอกขอโทษจากใจจริงและบอกให้กิฟขอโทษพวกชายหนุ่ม 

“เด็กคนนี้สำนึกผิดแล้ว ข้าต้องขอโทษแทนเด็กคนนี้ด้วย” 

กิฟก็ขอโทษเร็วเข้า เมรัยเอ่ยปากกระซิบบอกให้กิฟก้มหัวขอโทษ แต่เด็กชายนิสัยดื้อดึงมิยอมทำตาม เนื่องจากนิสัยลูกผู้ชายไม่ยอมก้มหัวให้ใครง่ายๆและติดที่เขาเป็นเด็กจึงยังมีนิสัยใจร้อนไม่ฟังคำใคร เขานิ่วหน้าส่งเสียงไม่พอใจและยืนนิ่ง ท่าทางมิหมายมีส่วนร่วมกับการแสดงของเมรัยโดยสิ้นเชิง 

เด็กหน่อ เมรัยอยากมุดดินหนีรอมร่อ 

“ต้องขอโทษแทนกิฟด้วยค่ะ!!” 

เมรัยก้มกราบอย่างงดงาม กลุ่มชายหนุ่มเห็นเด็กสาวทำถึงขั้นนี้จึงรู้สึกละอายใจหน่อยๆกระนั้นพอมองกิฟที่ยืนนิ่งไม่ยอมก้มกราบด้วย ความโกธะจึงยังคงเกาะกุมหัวใจพวกเขา ชายหนุ่มแค้นเสียงฮึด้วยความหงุดหงิด เมื่อครู่เขาชกกิฟที่แก้มขวาหนึ่งหมัด บนแก้มเด็กชายยังคงมีรอยช้ำวงกลมใหญ่ บอกได้ว่าแรงชกมิใช่น้อยๆ 

“ขอโทษค่ะๆๆๆๆ” 

เมรัยไม่ยอมแพ้ก้มหัวแนบพื้นขอโทษขอโพย นางรู้จักยืดหยุ่นเหมือนลุงซิง รู้ว่าตนผิดย่อมกล่าวขอโทษอย่างมิอาย ลุงซิงสอนให้นางเป็นคนเข้มแข็งและรู้จักแยกแยะ วิธีเอาตัวรอดอย่างคนฉลาดและเหมือนหมาจิ้งจอก ดีกว่าเป็นสิงโตที่แข็งกระด้างและน่าเกรงขามไม่ก้มหัวให้ใครและถูกนายพรานฆ่าตายคราวกอดศักดิ์ศรีเอาไว้มิยอมปล่อย 

“น่ารำคาญชะมัด”กิฟพึมพำ เขาไม่พอใจเรื่องที่เมรัยทำเพื่อปกป้องเขา มันเหมือนเขาเป็นคนผิดและลูกผู้ชายที่ต้องให้ผู้หญิงช่วยเหลือ เด็กน้อยมองเมรัยอย่างเย็นชา เมรัยแว่วยินเสียงพึมพำที่ฟังแล้วระคายหูอย่างแรง แรกเริ่มนางอยากช่วยให้เขาผ่านพ้นเรื่องราวคราวนี้ไปได้ แต่พอได้ยินคำบ่นนั้นแหละ 

เมรัยหน้ามืดปานก้นหม้อพลันลุกพรึบ หมอผีน้อยเลิกคิ้วแล้วกระโจนเข้ากัดคอกิฟทันทีทันใด 

“เจ้าเด็กตดเหม็น กล้าว่าพี่สาวน่ารำคาญรึ พี่สาวอุสาก้มหัวช่วยแท้ๆ”เด็กแถวบ้านตั้งฉายาให้เมรัยว่า ยัยเพี้ยน และมีอีกคำเรียกหนึ่งคือ ยัยหมาบ้า เนื่องจากพอนางโกรธแล้วมักแสดงอาการเหมือนผีสิงและไล่เขมือบเด็กๆด้วยความบ้าคลั่ง กัดแขนบาง กระโดดถีบก้นบาง เด็กๆที่เจอเมรัยตอนนั้นต้องวิ่งหนีหน้าตั้งปานเจอพญามนุษย์หมาป่าแห่งทุ้งต้องห้าม 

“โอ๊ย”กิฟร้องเจ็บปวด เมรัยมือขยี้หัวกิฟ เขย่าๆปานกำลังเขย่ากระปุกออมสินเพื่อให้เหรียญบาทออกมาอีกสักเหรียญ 

“พอแล้วพวกเจ้า อย่ามิเห็นข้าในสายตา” 

ชายหนุ่มมิอาจทนมองพวกเด็กๆทะเลาะกันเอง เขาต้องการจัดการสั่งสอนกิฟที่บังอาจล่วงเกินผู้ใหญ่ “ถ้ายังอยู่ ก็อย่าหาว่าข้าไม่เตือน”ชายหนุ่มเริ่มรำคาญเมรัย หมอผีน้อยสะอึกอยากหนีแต่ในส่วนลึกของจิตใจบอกว่านางจะหนีไม่ได้ 

หมอผีน้อยปล่อยมือจากกิฟและยืนตัวตรงประจันหน้าชายหนุ่มปริศนา นางเอ่ยเสียงราบเรียบแฝงความเชื่อมั่นสิบส่วน 

หนีไปสิยัยโง่เอ้ย กิฟลอบมองเมรัยพลางเอ่ยก่นด่านางในใจ เขาเป็นลูกผู้ชายที่ยังยืนอยู่ตรงนี้ก็เพื่อยอมรับชะตากรรมร้ายๆเท่านั้น เขาอยากสู้กับพวกผู้ใหญ่ อยากระบาย อยากโดนใครสักคนทำร้ายหรือไม่ก็ทำร้ายใครสักคน เขาไม่รู้วิธีระบายความอึดอัด รู้แต่ว่าพอได้ลงมือทำอะไรรุนแรงแล้ว ความรู้สึกที่เลวร้ายนี้จะหายไป กิฟไม่ขอร้องและไม่อยากให้เมรัยยุ่งเรื่องของพวกเขา ครอบครัวของเขา กิฟไม่อยากเป็นภาระของใคร เด็กชายไม่ต้องความช่วยเหลือจากใครทั้งนั้น 

กิฟหลับตากัดฟัน ภาวนาให้นางหนีไป หนีไปเสีย 

“ข้าไม่หนี” 

 

 

ท่ามกลางสายลมอบอุ่นและแสงแดดเย็น ทุกคนต่างตกตะลึง เมรัยเชิดหน้ามือกำแน่น เอ่ยซ้ำอีกครั้ง 

“ข้าไม่มีวันวิ่งหนี…ไม่อีกแล้ว!!!” 

เมรัยวิ่งหนีมาทั้งชีวิต หนีจากอดีตและความจริง นางรู้ว่ากิฟรู้สึกเช่นไรเรื่องมารดา เพราะฉะนั้นนางจักไม่วิ่งหนี นางอยากให้กำลังใจกิฟ อยากให้เขารู้ว่าความจริงไม่ได้โหดร้ายอย่างที่เขาคิด ความหวังนั้นมันมีเสมอนั้นแหละ ยิ่งในความสิ้นหวังและความมืดสนิท ความหวังนั้นคือแสงที่ส่องประกายยิ่งกว่าแสงใด มันจะกลายเป็นเปลวเพลิงนำทางทุกคนให้ผ่านพ้นไป ก้าวข้ามและก้าวต่อไป 

นางไม่หนี มิใช่แค่เพื่อกิฟ เด็กชายผู้รักมารดาสุดหัวใจ แต่เพื่อตัวเมรัยเองด้วย ทุกครั้งที่นางบอกว่าให้เชื่อมั่น นางย่อมเชื่อมั่นหมดใจ เชื่อมั่นว่าจะต้องฝ่าไปให้ได้ 

ในหัวใจอันบอบช้ำคอยๆมีเปลวไฟลุกไสวอีกครั้ง เปลวสีส้มอ่อน อบอุ่น อ่อนโยน และเข้มแข็งยิ่งกว่าเดิม 

เข้าใจและยอมรับ 

แววตาหมอผีน้อยทอแสงริบหรี่ นางไม่ใช่คนที่ก้มหัวให้ความจริงอย่างไร้ซึ่งความฝัน นางเป็นคนที่เชื่อในความหวัง และนางเชื่อว่าวินาทีนี้คือเวลาที่นางจักเริ่มก้าวแรกอีกครั้ง… 

ตูม!!! 

“!!!” 

แม้ไม่มีศึกสงครามประชิดเขตเมืองรักกี้ ทว่ากลับมีเสียงระเบิดราวเสียงปืนใหญ่ดังลั่นสนั่นหวั่นไหวสร้างความสะพรั่งให้ผู้คนใกล้ๆ เมรัย กิฟ กลุ่มชายหนุ่ม ต่างคนต่างตะลึงและผงะนิ่งราวถูกสาปเป็นหิน หมอผีน้อยคิดว่ามันช่างเงียบจนสามารถยินเสียงลมหายใจ นางกลืนน้ำลาย ดวงตากลอกกลิ้งด้วยความหวาดระแวง 

ฉับพลันกรงเล็บเหล็กกล้าแทงทะลุกำแพงซากวิหาร มันยื่นปลายคมเหนือหัวพวกเมรัยและกรีดผ่ากำแพงลากพาดผ่านหัวกิฟไปอย่างหวาดเสียว ระยะที่ถ้าลดลงอีกนิดก็สามารถตัดหัวกิฟขาดสะบั้นได้ในพริบตา เด็กน้อยตัวสั่นพลั่งทรุดเข่า ชายหนุ่มที่ยืนฝั่งตรงข้ามพวกเมรัยก็แตกตื่นแขนขาอ่อนแรงทันใด มีเพียงสาวน้อยเมรัยยังยืนตะลึงสมองขาวโพลน 

เสียงกรงเล็บกรีดกำแพงดังระงมสั่นประสาทและหายลับไปราวเสียงกระซิบแห่งความตาย ทุกคนคิดว่ามันจบแล้วกระมัง ทว่าทุกคนคิดผิดมหันต์ เมื่อจู่ๆความเงียบถูกทำลายลงด้วยการพังทลายของกำแพงวิหาร 

ตูม! 

บริเวณกำแพงถัดห่างไปทางด้านขวาของพวกเมรัยถูกบางสิ่งตุบทำลายจนย่อยยับ ฝุ่นควันฟุ้งตลบอบอวล เศษหินสาดกระเด้งกระดอนเต็มพื้นหญ้าดินทราย ท่ามกลางความตายที่โชยกลิ่นเหม็นสาบ หยดน้ำสีแดงหยดเปื้อนดินพร้อมเงาปริศนาที่แฝงร่างใต้ม่านหมอกสีเทา 

จิตสังหารมหาศาลมีอำนาจชักนำดินฟ้า แปรเปลี่ยนสภาพอากาศให้อึมครึมแลมีฟ้าฝน เมรัยแหงนหน้ามองท้องฟ้าที่ดำมืดราววันสิ้นโลก ในที่นี้ทุกคนต่างเป็นมนุษย์ธรรมดาที่ไม่เคยเผชิญหน้าสิ่งลี้ลับและอำนาจอันยิ่งใหญ่ นางคือสาวน้อยคนเดียวที่รู้จักแรงกดดันและกลิ่นอายเช่นนี้ 

คลื่นพลังมาโฮเข้มข้นและจิตสังหารของนักฆ่า ผู้ไล่ล่าความตาย 

“…” 

สายลมกรรโชกพัดเป่าหมอกควันเผยร่างสิ่งมีชีวิตคล้ายเครื่องจักรกึ่งอสูรกาย ร่างของมันเป็นเหล็กสีทองแลแข็งกระด้างและสะท้อนแสงเงาวูบวาบ ใบหู ดวงตา รอยยิ้มบนใบหน้ากลมดิกเหมือนลูกบอล กรงเล็บยืดยาวราวดาบอัศวิน คมกริบยิ่งกว่าเหล็กไหลและแฝงด้วยไอมรณะประหนึ่งเคียวยมทูต 

มันคือปีศาจในคาบเครื่องจักรสังหาร หุ่นกลแมวที่มีรอยยิ้มยามเข่นฆ่า บดขยี้ สับเหยื่อเป็นชิ้นๆ ทำให้ทุกชีวิตดับสูญภายใต้คมกรงเล็บอันคมกริบดั่งฟันปลาฉลามของมัน 

เครื่องจักรไร้หัวใจดั่งว่ามันมีชีวิตทุกครั้งเมื่อดื่มเลือดเหยื่อ และมีความสุขปีติกับการสังหารยิ่งยวด 

“หนี..” 

เมรัยพลั่งได้สติ สาวน้อยจับมือกิฟและกระชากเด็กน้อยยืนขึ้น “หนีเร็ว!!!” 

“ไหนเจ้าบอกว่าจะไม่หนี” 

“ไม่หนีก็โง่งมแล้วเจ้าหนู เจ้าไม่อยากฟัดกับมันหรอก!!”ถ้านางไม่เผ่นหนี จักให้นางไปกัดกับมันหรือ เมรัยหน้าซีดเผือกเป็นไข่ต้ม ตอนนี้ต้องหนีเท่านั้น หากอยากมีชีวิตอยู่ต่อเพื่อมองโลกในวันพรุ่ง พวกนางต้องหนีเอาตัวรอดให้ได้ แม้ความหวังนั้นจะน้อยนิดก็ตาม 

“ลูกพี่ดูนั้น” 

หนึ่งในสหายชายหนุ่มปริศนาชี้นิ้วใส่อุ้งมือหุ่นกลมรณะ สิ่งที่อยู่ในอุ้งมือมันคือร่างของชายอีกคนที่ข่วงท้องถูกกรงเล็บแทงทะลุ คนผู้นั้นตายแล้วไร้หนทางช่วยเหลือ เขาตายง่ายๆเพียงชั่วอึดใจ สีหน้าหวาดผวาของเขาแสดงให้เห็นว่าไม่มีใครหนีความตายพ้น ไม่มี 

“…”หุ่นกลมรณะสลัดเขาขว้างไปใต้ต้นไม้เหมือนปาขยะลงกอหญ้า เหยื่อตายแล้ว มันไม่สนใจอีก มันเริ่มกวาดมองหาเหยื่อรายใหม่ เหยื่อที่มันจะฆ่าเพื่อตอบสนองต่อความต้องการภายในวิญญาณและความหิวกระหาย มันต้องการพลังมาโฮ มันอยากกลืนกินทุกผู้และทุกสิ่งที่ขวางหน้ามัน ทุกคนต้องตาย ทุกคนต้องถูกมันฉีกกระชากเป็นชิ้นๆ 

เจอแล้ว 

แววตาสีแดงชานราวดวงตาซาตานทอแสงแพรวพราว มุมปากมันหยักรอยยิ้มพรายประหนึ่งตัวตลกในคณะละครสัตว์ สดใสและมืดมน จิตสังหารเข้มข้นทำให้ทุกคนตัวสั่นเทาและมิกล้าก้าวหนีจากมัน หุ่นกลแมวไม่ท่อนล่าง ทั้งตัวมีเพียงท่อนแขนและส่วนหัว ผ้าคลุมสีดำขาดหลุดลุ่ยคือเครื่องประดับน่าเกรงขามราวผ้าคลุมมัจจุราชที่มาเด็ดดวงวิญญาณผู้มีชีวิต 

“ยังไม่อิ่มหรือ..” 

เสียงสาวน้อยแววดังกังวานพร้อมร่างเจ้าตัวที่เดินออกจากช่องกำแพง สาวน้อยบอบบางประหนึ่งตุ๊กตา กวาดสายตาเย็นชาปานราชินีวังน้ำแข็งมองเมรัยและกิฟอย่างไร้ความรู้สึกเมตตาอาลัย ภายในแววตาสีแดงทับทิมมีเพียงความแค้นอันเงียบสงบ โซฟีมองผ่านเมรัยอย่างเฉยเมยเหมือนมองสัตว์ตัวหนึ่ง ต่ำต้อย ไร้ค่าไม่ต่างจากหมาแมว 

สัตว์ชั้นต่ำที่จักเป็นจักตายนางมิใคร่ใส่ใจนัก 

“เช่นนั้นกินให้อิ่มเถอะ” 

หุ่นกลแมวมรณะของนางต้องการพลังมาโฮ มันจะอาละวาดมิหยุดจนกว่าจะเติบเต็มความต้องการจนเต็ม อิ่มหนำสำราญ ฆ่าจนกว่าจะพอใจและหยุดเคลื่อนไหว ทำลายล้างทุกสิ่งจนพินาศดั่งราชันแห่งจุดจบเสียงกระซิบ 

กึกๆหุ่นกลแมวมรณะไม่ต้องรับคำสั่งจากเจ้านาย มันก็พร้อมกระชากทุกสิ่งอยู่แล้ว มันสั่นหัวคล้ายกำลังหัวเราะเบาๆและเคลื่อนไหวว่องไว กระโจนเข้าสับกลุ่มชายหนุ่มปริศนา กรงเล็บต่างเคียวยมทูตสะบัดฟาดฟัน กรีดและบาดเนื้ออย่างเฉียบขาด รอยตัดและรอยแผลปรากฏระบายทั่วร่างชายหนุ่ม ธารลิ่มเลือดสีแดงสาดกระเซ็นอย่างสวยงามราวสีน้ำที่กำลังระบายลงบนผ้าสีขาว แปรเปลี่ยนโลกแสนสงบสู่โลกแห่งความตายอย่างช้าๆ 

งดงามและพลิ้วไหวดุจนักวาดพู่กันที่กำลังไล่แต่งแต้มผลงานวิจิตการด้วยใจรักและมุ่งมั่นสร้างสรรค์ ทุกอณูมาโฮเปี่ยมด้วยพลังแห่งความแค้น ความโกรธ ความมือ และความเศร้าเสียใจรวดร้าวประปราย 

มันขย้ำเหยื่อจนแหลกเละ แขนขากระจักกระจาย จากมนุษย์กลายเป็นก้อนเนื้อ เจ้าหุ่นกลแมวมรณะไม่ปล่อยให้ชายหนุ่มอีกสองคนหนีรอด พริบตาที่มันจัดการเหยื่อรายแรกเรียบร้อย มันพลั่งพุ่งทะยานเข้าสับร่างอีกคนอย่างต่อเนื่อง กระทั่งมันชำแหละทุกผู้จนสิ้นลมใจ 

กรงเล็บเหล็กอาบเดือดจนทอประกายสีทองผสมสีแดงระยิบระยับ งดงามบาดตาและบาดใจให้สั่นระริก 

มันยังไม่อิ่ม 

ถึงคราวพวกเมรัย หนึ่งสาวน้อยหนึ่งเด็กชายตกเป็นเป้าหมายของเจ้าสัตว์ประหลาด เมรัยกลืนน้ำลายจนปากแห้งพร่า นางดันตัวกิฟไว้ข้างหลัง “ข้าจะล่อมัน เจ้าใช้โอกาสหนีไปให้ได้นะ” 

“ไม่มีทาง!!” 

“ข้าบอกให้หนี” 

น้ำเสียงสาวน้อยไม่อ่อนโยนอีกต่อไป หมอผีน้อยผลักไหล่กิฟพร้อมเอ่ยสั่งอย่างเด็ดขาดด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยืองราววาจาจักรพรรดิ เด็กน้อยตกตะลึงแขนขาสั่นก่อนรู้สึกตัวว่าเขากลัวเมรัยในยามนี้ยิ่งนัก กิฟเห็นเมรัยเดินเข้าไปประจันหน้ากับหุ่นกลมรณะ แผ่นหลังของนางให้ความรู้สึกแตกต่างจากยามพบกันครั้งแรกลิบลับ 

ราวว่านางเปลี่ยนคนละคน 

“…” 

“…” 

บรรยากาศหนาวเย็นท่ามกลางพลังกดดันมหาศาล ท้องฟ้ามืดสลัวแววเสียงฟ้าผ่าฟ้าแลบ เบื้องหน้าคืออาวุธสังหารไร้หัวใจ ในหัวมีแต่เป้าหมายที่ต้องเข่นฆ่าและกลืนกิน มันและนางยืนปะทะกันตาต่อฟันต่อฟัน สีหน้าเมรัยนิ่งขรึมราวสภาพอากาศยามฟ้าก่อนมีพายุมรสุม แววตาหมอผีสาดประกายความเย็นยะเยืองดุจดั่งผู้ขับไล่ความตายทั้งปวง… 

แต่ละยุคสมัยล้วนมีมือสังหารที่คอยรับใช้เจ้านาย พวกเขาคือคนที่ทำให้งานในเงามืด เหล่ากลุ่มคนปริศนาลงมือปลิดชีพเหยื่ออย่างเงียบกริบราวเสียงกระซิบ พวกเขาคือบุคคลอันตรายที่ไม่มีใครสามารถแตะต้องและสะกดรอย มือสังหารดำรงชีวิตหลังเงาวัตถุเปรียบประหนึ่งตัวตนลี้ลับมิต่างจากพ่อมดแม่มด มือสังหาร นักฆ่า หรือที่ยุคสมัยนี้เรียกขานพวกเขาด้วยนามแห่งความตายว่า “มัจจุราชแห่งความตาย” นามเกียรติยศสูงสุดของบุคคลปริศนาที่ลอบสังหารและทำภารกิจสำเร็จลุล่วงภายใต้เงื่อนไขที่เรียกว่าฝืนลิขิตฟ้า สวดส่งสู่มือยมทูต 

นักฆ่าถือเป็นอาชีพหนึ่งที่ผู้คนเกรงกลัวสะพรึงและมิอยากนึกถึงในยามมีสงคราม กลุ่มนักฆ่ารวมตัวกันและก่อตั้งสมาคมนักฆ่าอย่างไม่เป็นทางการ สมาคมลับที่ซ่อนอยู่ทุกหนทุกแห่ง คอยรับงานและปฏิบัติภารกิจอย่างลับๆพวกเขาบางคนมีประวัติที่น่าเกรงขามและมีชื่อเสียงลื่อลั่นทั่วทุกดินแดน นักฆ่าบางคนไร้ชื่อเสียงทว่าฝีมือหาด้อยผู้มีชื่อเสียง กลับกันยิ่งนักฆ่าคนนั้นข้อมูลน้อยเท่าไหร่ยิ่งแปลว่านักฆ่าผู้นั้นมีฝีมือในการอำพรางตัวจากสังคมและลงมือได้อย่างเงียบงันทุกภารกิจ ไม่ทิ้งแม้แต่เงาสลัวให้ใครสังเกตเห็น เงียบเฉียบราวฝีเท้าวิญญาณ 

โซฟีประกอบอาชีพนักฆ่าตั้งแต่เด็ก เรียกว่าเป็นนักฆ่ารุ่นเยาว์ที่มีฝีมือสูงส่งระดับที่พวกผู้ใหญ่ต้องยอมรับ แม้นางจักมีประสบการณ์ในการลอบสังหารมิมากนัก และชอบใช้พลังในที่แจ้ง แต่ทว่าด้านพลังและอำนาจของนางล้วนเป็นที่ประจักษ์แก่ทุกสายตาในสมาคมนักฆ่า จนนางได้รับฉายาว่า “ขาลคาบวิวาฬ” นางได้รับการยอมรับจากผู้อาวุโส และแต่งตั้งให้นางเป็น “หนึ่งในสามนักฆ่าผู้อ่อนแอ” 

การได้รับการยอมรับจากผู้อาวุโสมิใช่เรื่องง่าย และฉายาทุกฉายาย่อมมีเรื่องราวและเกียรติของมัน นักฆ่าผู้อ่อนแอคือหนึ่งในฉายาที่มอบให้แก่นักฆ่าที่สังหารคนเกินพันชีวิต และมีค่าหัวติดในตารางผู้ต้องโทษประหารสูงสุดของแคว้น เงินรางวัลนำจับโซฟีมีค่าหัวสูงถึงร้อยล้านเหรียญ 

ผลงานชิ้นใหญ่ที่นางฝากไว้ในประวัติศาสตร์คือการสังหารองค์รัชทายาท และฆ่าล้างกองทัพเทพสงคราม 

กึกๆก๊องๆ 

เสียงข้อต่อบิดเบี้ยวบริเวณส่วนคอของเครื่องจักรสังหารดังเขย่าขวัญ มันกระดิกหูดิกๆพลางจับจ้องเมรัยด้วยสายตาราวปีศาจแห่งฝันร้าย โซฟียืนข้างหลังมัน นักเชิดหุ่นน้อยสีหน้าเรียบเฉย แววตาสีแดงทับทิมทอประกายความโกรธแค้นเบาๆ ชุดกระโปรงพัดปลิวไสว ฝ่ายเมรัยยืนนิ่งราวรูปปั้น นางหรี่ตาสำรวจหุ่นกลแมวมรณะ พยายามเสาะหาจุดอ่อน ต่างฝ่ายต่างมองประเมินกันและกัน โดยในที่สุดความอดทนก็หมดสิ้น 

หุ่นกลแมวมรณะไม่สามารถรับรู้ถึงพลังมาโฮในตัวเมรัย ราวกับหมอผีน้อยเป็นตัวประหลาด ในร่ายกายแม้กระทั่งวิญญาณนั้นว่างเปล่าราวกับว่านางหลุดมาจากเทพนิยายยุคโบราณ ที่กล่าวขานถึงมนุษย์สมัยก่อนที่ไม่มีพลังวิเศษ ทั้งโซฟีและหุ่นกลแมวมรณะต่างสงสัยว่าเมรัยไม่มีพลังมาโฮจริงหรือ ทำไมนางถึงว่างเปล่าเช่นนี้ 

หากไร้ซึ่งพลังมาโฮ หุ่นกลแมวมรณะย่อมไม่ต้องการ เมรัยเป็นเหมือนจานอาหารที่ว่างเปล่าไม่มีของกินให้ลิ้มลอง มันเลิกสนใจหมอผีน้อยและหันมองรอบด้านเพื่อหาเหยื่อรายใหม่ 

แย่ละสิ เมรัยปาดเหงื่อ นางรู้ว่ามันกินพลังมาโฮเป็นอาหาร แต่ว่านางไร้พลังมาโฮ มันจึงไม่สนใจจริงด้วย 

หมอผีน้อยเหลือบมองข้างหลัง เห็นกิฟยังแอบปีนกำแพงหนีอยู่ หัวใจนางแขวนอยู่บนเส้นด้าย อย่างน้อยต้องถ่วงเวลาให้กิฟหนีไปไกลๆเสียก่อนนางถึงวางใจ เมรัยชักสายตากลับ นางเขม่นกรงเล็บของเจ้าเครื่องจักรสังหารที่กำลังกระดุกระดิกคล้ายเตรีมพร้อมกระโจนขย้ำเหยื่อตลอดเวลา เมรัยขมวดคิ้วสีหน้าเรียบเฉยไร้แววความกลัว กระนั้นในใจกำลังกระวนกระวายด้วยความวิตก นางเป็นหมอผีมีหรือจักสู้ปะมือกับนักฆ่าตัวต่อตัวได้อย่างสูสี ต่อให้ทั้งคู่ประกอบอาชีพเดียวกัน แต่แค่จิตสังหารที่โซฟีแพร่ปกคลุมพื้นที่ เมรัยก็สู้มิได้แล้ว 

หมอผีน้อยมิเคยฆ่าใครตาย กับคนที่ฆ่าคนอื่นด้วยหัวใจเย็นชาจักไปวัดอะไรกัน แค่สภาพจิตใจก็อยู่คนละขั้วเสียแล้ว เหมือนเสือโคร่งกับหนูนา 

กระนั้นต่อให้กลัวตายเยี่ยงไร นางยังมิอาจถอยหนี หมอผีน้อยต้องหยุดหุ่นกลแมวมรณะไว้ให้ได้ ต่อให้ต้องแลกด้วยชีวิตก็ตาม 

เมรัยคิดในแง่ดีว่าวันนี้นางยังพอมีโชค คงมิตายดับคากรงเล็บนั่นกระมัง หมอน้อยหยักยิ้มและถอนหายใจ นางต้องใช้ศาสตร์อาคมหยุดยั้งเจ้าเครื่องจักร ถึงแม้วิชาอาคมส่วนมากไม่แสดงผลต่อสิ่งมีชีวิต กระนั้นมันมีผลรุนแรงกับดวงวิญญาณ สิ่งที่อยู่อีกฟาก 

พลังอาฆาตและพลังดินฟ้า เวลานี้กำลังเป็นใจให้เมรัย ต้องขอบใจที่จิตสังหารโซฟีชักนำความชั่วร้ายมารวมตัวกัน ณ ที่แห่งนี้ 

“ขอให้วันนี้ไม่ใช่วันตายของข้านะ..”เมรัยซุกมือใต้อกเสื้อ พลันหยิบแผ่นยันต์ สองฝ่ามือประกบหนีบแผ่นกระดาษพลันมันเปล่งแสงสว่างทันทีและเรียกสายฟ้าจากท้องนภาสาดผ่าใส่หุ่นกลมรณะดัง เปรี๊ยะ สายฟ้าผ่าสามสายรวมพลังกันทุ่มอัดใส่เจ้าเครื่องจักร มันสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง หากนับมันเป็นมนุษย์ธรรมดาคงตายดับมอดไหม้ไร้หนทางรอด 

แต่นี่มันไม่มีแผลด้วยซ้ำ ทั่วร่างมีรอยเหม็นเล็กน้อย คล้ายสายฟ้าผ่าของเมรัยไม่มีพลังพอสร้างแผลให้มันสักนิด ความรู้สึกเหมือนมดกัด 

กระนั้นนางสามารถล่อให้มันหันมาสนใจอยากฆ่านางสำเร็จ 

“แกร่งจริงๆ” 

เมรัยพึมพำด้วยความตกกะใจ นางพยายามประเมินระดับพลังให้สามารถล้มเจ้าเครื่องจักรได้ ระดับพลังเมรัยแบ่งเป็นสามระดับ ต่ำสุดคือสามารถสร้างบาดแผลให้มนุษย์ได้แต่ไม่ตาย กลางคือสามารถฆ่าคนได้ และสูงสุดคือสามารถทำลายล้างบ้านเมือง ปกตินางไม่เคยใช้พลังระดับกลางและสูงสุดเพราะมันมีพลังมากและอันตรายเกินไป หากพลาดพลั่งอาจฆ่าคนได้ง่ายๆ 

ทำคนตายมิใช่เรื่องเล่นๆ เมรัยยิ้มเจื่อนพลางฉีกๆกระดาษที่ใช้เรียกสายฟ้าเมื่อครู่ทิ้ง โปรยลงพื้นด้วยสีหน้าเรียบเฉย เศษกระดาษปลิวละล่องกองแทบเท้า เมรัยสูดหายใจอกสั่นยามมองพวกมันร่วงโรยเหมือนดวงไฟชีวิตของนางในยามนี้ที่กำลังจมดิ่งมิต่างกัน 

“รีบจัดการ แคนดี้” 

โซฟีนิ่วหน้า นางมิอยากเสียเวลาให้กับเรื่องอาวุธที่ต้องการกินพลังมาโฮ นางเหนื่อยล้าแล้วอยากกลับที่พัก นักเชิดหุ่นน้อยปรายตาเย็นชาใส่เมรัยคราวหนึ่ง พลางเอ่ยปากสั่งอาวุธสังหารเร่งจัดการเมรัยเร็วๆ 

“…”หุ่นกลแมวมรณะมิอยากเสียเวลากับเมรัยแล้ว มันมีหัวใจและวิญญาณเช่นกัน มันเบื่อเล่นกับเหยื่อที่อ่อนแอกว่า มันหมอบโครงพลันพุ่งกระโจนใส่เมรัยราวกระทิงคลั่ง เมรัยไม่มีเวลาให้ตกใจอีกแล้ว นางพลิกตัวกลิ้งหลบกรงเล็บที่ฟาดผ่านแก้มนางเส้นยาแดงผ่าแปด หมอผีน้อยกลิ้งกระเด็นอย่างรวดเร็ว นางพยายามวิ่งหนีกรงเล็บที่พุ่งเข้าใส่ทุกวินาทีด้วยสีหน้าร้อนรนประหนึ่งไฟลนก้น หากชักช้าเพียงนิดเดียว นางมีโอกาสตายได้ทันที 

ต้องมีสมาธิ ต้องไม่พลาด ต้องเร็วกว่านี้ 

กรงเล็บสะบัดเหวี่ยงซ้ายขวา พุ่งใส่ด้านซ้าย ฟาดใส่ด้านขวา เมรัยดวงตากลอกกลิ้งรวดเร็วพร้อมสมองที่คิดอ่านวิถีกรงเล็บ นางหวุดหวิดจะตายแลมิตายแลทุกครั้งที่เจ้าหุ่นกลแมวมรณะไล่ต้อนนาง ยิ่งมองเห็นรอยยิ้มบนหน้าของมัน เมรัยยิ่งตื่นกลัว 

เปรียบดั่งแมวร้ายกำลังหยอกล้อหนูนา ค่อยๆไล่ต้อนหนูจนมันหมดแรงและกัดกิน 

“หน๊อย”เมรัยขึงตามองโซฟี พวกนางมิมีความแค้นต่อกัน แต่ด้วยอาชีพนักฆ่า โซฟีต้องกำจัดเมรัยเท่านั้น เมรัยไม่อยากโทษสาวน้อยน่าสงสารคนนี้ กระนั้นนางมิกล้าร้องขอชีวิตเช่นกัน แค่มองตาก็รู้ว่าโซฟีมีนิสัยเย็นชาและไม่มีใจเมตตา นัยน์เนตรนางอาบด้วยกลิ่นไอนักฆ่า เลือดเย็นถึงก้นบึ้งหัวใจ คนนิสัยเช่นนี้ไม่มีทางต่อรอง ต่อให้อ้อนวอนเพียงใด นางมิมีวันเหลียวแล 

เมรัยรู้สึกสิ้นหวังในอกหนาวเหน็บ 

“…” 

หุ่นกลแมวมรณะเห็นเมรัยหยุดผงะ มันจึงไม่รีรอ ตวัดกรงเล็บฟันใส่แขนขวาเหยื่อทันที หมายตัดแขนให้ขาดสะบั้น กระนั้นพริบตาที่เมรัยพลั่งลืมสติ ภาพกรงเล็บมรณะใกล้เอื้อมแตะแขนอันเปราะบาง เมรัยกะพริบตาดวงเนตรทอประกายแสงวูบไหว นางเบี่ยงตัวหลบกรงเล็บ ปล่อยให้ชายแขนเสื้อถูกตัดจนขาดกระจุย 

นางก้าวถอยหลังและยืนอย่างมั่นคง บรรยากาศพลันนิ่งชะงัก 

นั่นอะไร โซฟีมองไม่ทันว่าเมื่อครู่เมรัยหลบกรงเล็บที่ใกล้ฟันถึงแขนขวาเช่นไร ระยะห่างที่เรียกประชิดห่างกันแค่หนึ่งเซนติเมตร ต่อให้เป็นยอดฝีมือใช่จักหลบพ้นโดยไร้บาดแผล 

“แหะๆอันตรายๆ” 

เมรัยยิ้มขื่นแสร้งหัวเราะแห้ง นางเงยหน้ามองหุ่นกลมรณะและลอบมองหลัง เห็นกิฟหนีเรียบร้อยแล้วนางจึงคลายใจกังวลเสียที หมอผีน้อยตบหน้าอกกระซิบบอกตัวเอง บอกให้ความสิ้นหวังหลบไปก่อน ตอนนี้นางมิอยากให้ความสิ้นหวังก่อกวนหัวใจ หลังจากเมรัยสู้ปะมือกับมันมาเวลาหนึ่ง นางสามารถอ่านทางมันได้นิดหน่อย 

“หมดเวลาสนุกแล้วสิ” 

โซฟีขมวดคิ้วไม่เข้าใจความหมายของเมรัย หมอผีน้อยหยักยิ้มให้นักเชิดหุ่นน้อย พลันเมรัยก้าวเท้าถอยหลัง หุ่นกลแมวมรณะพลันไล่ตามนางทันทีทันใด คราวนี้มันหมายสะบัดหัวเมรัยให้จงได้ 

แรงลมพัดกระหน่ำ ครามันหมุนตัวเหวี่ยงกรงเล็บ 

กึก หุ่นกลแมวมรณะที่กำลังเคลื่อนไหวปานรถไฟพุ่งเข้าชนสาวน้อย หยุดเคลื่อนไหวโดยไม่มีรางบอกเหตุ โซฟีหลุบตาจ้องมองอาวุธสังหารที่ถูกสะกดนิ่งเป็นหิน 

“เฮ้ย มีผีเกาะบนไหล่เจ้า” 

หมอผีน้อยชี้นิ้วไปที่ไหล่โซฟีด้วยทำสีหน้าแตกตื่น พลันเจ้าตัวสะบัดกระโปรงวิ่งหนีไปอย่างน่าไม่อาย 

“หนีไปแล้ว?” 

โซฟีตกตะลึงจนไม่ทันตั้งสติ นางพึ่งเคยเจอคนพูดโกหกและกล้าใช้คำลวงนั้นหนีไปดื้อๆก็วันนี้ ไม่รอให้นางตกใจกลัวเสียด้วยซ้ำ 

“แคนดี้” โซฟีนิ่วหน้าด้วยความโกรธเคืองสี่ส่วน ร้องเตือนให้หุ่นกลแมวตามล่าเมรัย ทว่ามันไม่ฟังคำสั่งนาง มันนิ่งงันมิขยับ โซฟีกัดฟัน นี้เป็นครั้งแรกที่มีคนหนีจากเงื้อมมือนางสำเร็จ สาวน้อยอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน แต่กลับมีฝีมือหลบหนีระดับพระกาฬ 

นางเดินมาแตะตัวหุ่นกลมรณะพลันมันกลับคืนสู่ร่างเดิม กลายเป็นตุ๊กตาแมวน่ารักน่าชัง โซฟีก้มมองบนพื้นเมื่อครู่ พลันสบเห็นเศษกระดาษ ยันต์ที่เมรัยโปรยทิ้งในยามแรก 

แววตาสีแดงทอประกายความเย็นยะเยือง เห็นอีกฝ่ายหน้าตาเซ่อซ่า แต่สามารถวางกับดักได้แยบยลจนโซฟีมิทันสังเกต ดูเหมือนฝ่ายนั้นจักมิมีเพียงฝีมืดหลบหนีเท่านั้นเสียแล้ว… 

-- 

หยดน้ำฝนสีใสร่วงหล่นโปรยปรายกระจายเต็มผืนม่านฟ้าสีเทา เข็มยาวในเรือนนาฬิกาชี้เลขสามและมีเข็มสั่นชี้เลขสอง เวลาบ่ายวันมีบรรยากาศอึมครึมแววยินเสียงพายุฟ้าคะนอง นารีบอกลาเรไรคราวทั้งสองกลับถึงเมืองลักกี้ ดวงดาวน้อยบอกให้ปักษาน้อยไปรอตนที่ร้านเหล้าซิง นารีสั่งให้สะเก็ดโยดานำทางสหาย ดวงไฟระยิบระยับจับกลุ่มพลางลอยละล่อง นารีรีบร้อนจากลาทิ้งให้เรไรยืนเหม่อลอย นางลนลานมองซ้ายมองขวา หมู่บ้าน และความไม่รู้จักเกาะกุมหัวใจ 

เมื่อมิรู้จักไปที่ใดก็คงต้องฟังคำแนะนำนารีอย่างไร้ทางเลือก เดินเตาะแตะไปยังจุดหมายโดยมีเหล่าดวงไฟต่างเข็มทิศชี้นำทาง 

ผู้คนในเมืองรีบร้อนกลับบ้านเนื่องด้วยกลัวตากฝน เรไรมองมนุษย์ด้วยสายตาพิศวงระคนสับสน ดูแม่ลูกจับมือกันวิ่งไปหลบฝนข้างใต้หลังคากระเบื้อง ดูชายชราขี้เมาสองสหายพยุงกันและเดินสะดุดหกล้มนอนกองแปะพื้นโคลน และด้วยฝนเริ่มเทหนักเสมือนฟ้าถล่ม มือเรไรกำกระเป๋าและรีบวิ่งตามคิดสะเก็ดโยดา ปักษาน้อยเดินตามถนนดินมาถึงร้านเหล้าซิง 

ประตูหน้าร้านปิดสนิท เรไรชะโงกหัวสำรวจภายในเห็นว่าไม่มีใครจึงลังเลประเดี๋ยวหนึ่งมิกล้าเข้า กระทั่งสายลมเริ่มพัดกรรโชกและฝนเริ่มตกแรง นางกัดฟันเดินอ้อมมาหลังร้าน ใช้กุญแจที่นารีให้ ไขล็อคกลอนประตูและเดินเข้าร้านเพื่อหลบสายฝนอันหนาวเย็น 

เรไรชอบความเย็น ทว่ามิถูกกับสายฝนเท่าไหร่นัก 

ซ่าๆสรรพเสียงต่างๆแผ่วเงียบคราวเรไรใช้อุ้งมือน้อยปิดบานประตูสนิท สาวน้อยกวาดตามองภายในห้องขนาดเล็ก ทางเดินคับแคบที่พอให้ผู้ใหญ่เดินได้สบาย มีถังใส่ของ และรังเหล้าจัดวางเรียงราย ดวงไฟน้อยบินล้อมตัวเรไรพลันพวกมันแตกสลาย ทิ้งไว้เพียงแสงไฟริบหรี่ที่มอดดับจนความมืดสลัวทอประกายไสว 

“อึก” 

ไม่มืดมิดดั่งเช่นฝันร้าย กระนั้นเรไรยังคงหวาดกลัวจนแขนขาสั่นระริก ปักษาน้อยกลืนน้ำลายอยากกลับไปข้างนอก แต่ต้องข่มความอยากไว้ เพราะหากออกไปยามนี้มีหวังนางได้ตากฝนจนมีไข้แน่แท้ เรไรผ่อนลมหายใจและอาศัยแสงขาวอ่อนๆที่ส่องทแยงลอดผ่านช่องว่างบนเพดาน ผนัง และหน้าต่างต่างแสงไฟ 

นางจำได้ว่าเคยเรียนรู้วิธีใช้พลังมาโฮสร้างเป็นดวงไฟจึงลองใช้มันในยามนี้ สาวน้อยรวบรวมพลังมาโฮไว้ที่ฝ่ามือและสร้างเป็นดวงไฟเล็กกระจิ๋วขนาดเท่าลูกแก้ว แสงไฟสีขาวน้ำนมผสมสีฟ้าคราม แม้มีแสงมิมากทั้งเย็นยะเยือง แต่มันก็พอสร้างความสว่างแก่นาง 

เริ่มก้าวเท้าช้าๆเรไรรู้สึกว่าร้านเหล้าซิงเงียบเหงา วังเวง และไม่มีใครนอกจากตนเอง ปักษาน้อยสำรวจข้าวของและสิ่งต่างๆในร้านด้วยความสนใจผสมความไม่เข้าใจ นางเคยได้ยินว่าร้านเหล้าเป็นแหล่งชุมนุมของพวกมนุษย์มิได้เรื่อง พวกนักเลง และคนขี้เมา มันไม่ใช่สถานที่สำหรับเด็กอย่างเรไร หรือแม้แต่กับนารี ทำไมนารีถึงให้ตนมาที่นี้กันนะ เรไรสงสัย 

แม้พอมาแล้วจักรู้สึกว่ามันมิใช่อย่างที่ยินมา แต่ก็มิใช่สถานที่ที่เหมาะสมกับนารีแต่อย่างใด มันเงียบเหงาและไม่อบอุ่นเหมือนบ้าน เรไรลากเก้าอี้ไม้และหย่อนก้นนั่งหลังตรง นางมีคำถามแต่ไม่มีใครตอบนางได้ในเพลานี้ นางแหงนหน้ามองเพดานไม้สีน้ำตาลมีร่องรอยมีดปัก มองโต๊ะและเก้าอี้ เบือนหน้าหนีความมืดในมุมห้อง และถือโอกาสแง้มหน้าต่างเล็กน้อยพอให้มีแสงและไอฝนสาดกระเซ็น 

“เมื่อไหร่จะกลับนะ” 

ถ้าไม่รีบกลับจะโกรธแล้วนะ เรไรมือลูบน่องขาเนื้อนุ่ม นางฟุบหน้าแนบโต๊ะด้วยความขี้คร้านและความเบื่อหน่าย ที่นี้ไม่มีหนังสือให้อ่านฆ่าเวลา ไม่มีของเล่นหรือสิ่งน่าสนใจแม้แต่หนึ่งชิ้น เรไรถอนหายใจยืดหลังและเงยหน้ามองดวงไฟที่สร้างจากพลังมาโฮของตน 

“ช้าจัง..”เรไรแก้มป่องนิ้วจิ้มดวงไฟพยายามรังแกดวงไฟโดยคิดว่ามันเป็นนารี ขณะที่นางกำลังหยอกล้อดวงไฟอย่างสนุกสนาม ภายนอกร้านเหล้าซิง เสียงฝีเท้าดังเปาะแปะท่ามกลางสายฝนพรางพราว เมรัยหอบหายใจโรยริน นางปีนข้ามรั้ว มุดดงไม้ดอกเข็ม พยายามรีบกลับร้านเหล้าซิงเพื่อหวังจุดเตาพิงเผาให้ตนเองอบอุ่น หอมผีน้อยดวงตาหรี่ต่ำแฝงแววแน่วแน่ นางสบเห็นหน้าต่างร้านเหล้าซิงบานหนึ่งเปิดแง้มจึงทะยานตัว เท้ากระโดดเหยียบกล่องไม้ใช้เป็นแท่นกระโดด 

สองมือจับบานหน้าต่างเปิดกระชากรุนแรง และโถมตัวเข้าด้านในดั่งนักกีฬา 

“เอ๋” 

“ก…”เพราะคิดว่าไม่มีคนอยู่ด้านใน เมรัยจึงใส่แรงเต็มหมายพุ่งเข้าบ้านเหมือนในหนังเวลาที่พระเอกกระโดดใส่หน้าต่างอย่างลูกผู้ชาย หมอผีน้อยร้องตกใจเบาๆผิดกลับปักษาน้อยที่ยังมิทันได้กรีดร้องก็ต้องรับเอาร่างกายเมรัยเต็มๆ 

โป้ง 

หน้าผางกลมดิกกระแทงใส่กันเสียงดังกังวาน ความหุหันผันแล่นส่งผลให้เมรัยผลักเรไรล้มจากเก้าอี้ ช่วงขณะที่หัวเรไรใกล้กระแทงพื้นห้อง เมรัยใช้อุ้งมือสองข้างกอดรัดเรไรเอาไว้ และพลิกตัวหันให้ฝ่ายที่ล้มกระแทงพื้นเป็นเมรัยแทน หมอผีน้อยเอาแผ่นหลังลงพื้นก่อนแล้วคอยวางหัวแนบเบาๆกระนั้นความเจ็บปวดก็มิบรรเทาน้อยลงดั่งเข่นที่คิด นางเจ็บราวหลังถูกค้อนทุบ อยากร้องตะโกนเป็นแม่ไก่ กระนั้น 

“..” 

“..” 

รสหวานเหมือนครีมนมละลายในปากสีชมพู เรไรหลับตาปริบ เมรัยเบิกตากว้าง บริเวณริมฝีปากสองสาวแนบชิดประกอบมิดเหมือนฉากแลกจุมพิตในเทพนิยายรัก เมรัยอารมณ์พุ่งพล่านด้วยความร้อนอกดุจดั่งมีเปลวเพลิงกำลังเผาไหม้ เรไรลืมตา นางรับรู้ถึงสัมผัสที่ปลายลิ้น นางขัดขืนด้วยใช้มือดันเนินอกเมรัย หวังผลักดันอีกฝ่าย ทว่าเมรัยมิปล่อย หมอผีน้อยลืมตัวเพราะรสชาติที่ลึกล้ำและหมายถลำลึกยิ่งขึ้น นางกอดเกี่ยวเอวบาง อุ้งมือบีบก้นเรไรเหมือนกำลังขย้ำซาลาเปาอุ่นจากเตา อีกมือกดใส่แรงเจ็ดส่วน แรงพอรัดกุมแต่มิพอสร้างบาดแผล 

“อือ อือ” 

ลมหายใจเรไรแปรปรวนเสมือนหัวใจที่เต้นระรั่วอย่างมิอาจควบคุม อุ้งมือผลักดันและตวัดสะเปะสะปะพยายามใช้แรงขับไล่แต่ทุกการกระทำมิเป็นผลดี เหมือนยิ่งต่อต้านยิ่งอ่อนแรง จูบของพวกนางกำลังดึงดูดพลังจากทั่วกายตั้งแต่ปลายเท้าจรดใบหน้า เมรัยหมายกลืนกินอย่างอ่อนโยนจนเรี่ยวแรงเรไรหดหายทีละนิดเหมือนน้ำที่ค่อยๆไหลจากแก้วลงผู้ดื่มอย่างรวดเร็ว 

ราวสัตว์ร้ายกระหายวิญญาณที่ดูดดื่มจนเหยื่อหมดสิ้นประดาตัว น้ำฝนทำให้ตัวเหนียวเหนอะหนะ สองเนินอกขนาดเท่าลูกแอปเปิลเสียดสีกันเจ็บปวดกระนั้นก็รู้สึกดีอย่างยิ่ง 

พวงแก้มอ่อนปรากฏสีแดงชมพูระบายทั่วใบหน้าปักษาขี้อาย ความอับอายที่ร้อนผ่าวดั่งไฟพิษรักแผดเผาเรไรจนมิกล้าสบตาเมรัย ปักษาน้อยหลับตาที่คลอด้วยหยาดน้ำใสกระจ่าง เมรัยเห็นอีกฝ่ายเลิกต่อต้านจึงค่อยๆปล่อยมือ นางมองสาวน้อยในอ้อมกอดด้วยความมึนงง แววตากลมโตแลหยาดเยิ้มแลให้คนนึกอยากปกป้องด้วยชีวิต เมรัยดันตัวขึ้นนั่ง นางกะพริบตามองเรไรที่นั่งค่อมบนสองขา 

อุ้งมือที่จับก้นเรไรลูบไล้และบีบนวดอีกสองสามทีแล้วจนปล่อยเป็นอิสระ ความรู้สึกเหมือนจับเนื้อชิ้นใหญ่ทำให้เมรัยอยากกัดเบาๆ ทว่าต้องห้ามใจ เรไรเขินจนมิกล้ามองคนตรงหน้าได้แต่เบือนหน้าหลบเลี่ยงเหมือนแม่กระต่ายน้อย แต่ทว่าพอได้ยินคำพูดของอีกฝ่าย นางจึงต้องหันขวับทันที 

“ข้าจะรับผิดชอบเจ้าเอง” 

“ไร้ยางอายที่สุด!!!” 

เพียะ…เพียะๆๆๆๆ 

ท่ามกลางพายุฝนแววเสียงฝ่ามือตบรุนแรง ทว่าไม่นานเสียงก็เงียบงันหายไป…ทว่ากลิ่นไอความร้อนระอุยังคงร้อนแรงมิเสื่อมคลาย 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น