bellabel

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

1 เธอถูกพายุหอบหายไปในป่าดงดิบ

ชื่อตอน : 1 เธอถูกพายุหอบหายไปในป่าดงดิบ

คำค้น : ตื่นเต้น, ลึกลับ, ความรัก

หมวดหมู่ : นิยาย สยองขวัญ,สั่นประสาท

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.7k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 03 ธ.ค. 2560 21:45 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
1 เธอถูกพายุหอบหายไปในป่าดงดิบ
แบบอักษร

หมู่บ้านดงตะพานมีอาณาเขตติดกับชายป่าดงดิบที่ความเจริญยังเข้าไม่ถึง ในภายในหมู่บ้านมีสมาชิกอยู่ประมาณห้าสิบกว่าหลังคาเรือน นอกนั้นเป็นพวกเร่ร่อนเข้ามาปลูกแล้วทิ้งบ้านให้ร้างก็มี แต่ไม่มีการสำรวจสำมะโนครัวอย่างจริงจัง ผู้ใหญ่บ้านคือคนที่ชาวบ้านช่วยกันเลือกเอาจากผู้ที่อาศัยอยู่นานกว่าคนอื่น

ผู้ใหญ่นาคเป็นผู้ที่มีฐานะดีกว่าใครๆ ด้วยวัยสี่สิบกว่าๆ ไม่แก่หรืออ่อนเกินไปสำหรับการปกครองในระดับท้องถิ่น ทุกๆ วันเขาจะเดินสำรวจดูความเรียบร้อยรอบๆหมู่บ้านโดยมีนารีลูกสาววัยกำดัดเดินตามหลังเป็นประจำ ความสวยของหญิงสาวทำให้หนุ่มๆ อยากจะสมานไมตรีด้วย แต่เธอไม่สนใจใครเพราะรู้ว่ายังไม่ถึงเวลาที่จะคิดเรื่องการมีครอบครัว และวันนี้นารีถือตะกร้าไปจ่ายกับข้าวที่ร้านขายของชำประจำหมู่บ้าน

“นารีวันนี้เอ็งจะแกงอะไรให้ผู้ใหญ่กินล่ะ

ป้าหวานเจ้าของร้านของชำเอ่ยถามเมื่อเห็นokiuแวะเข้ามาซื้ออาหารสด เธอหวานจนเห็นฟันขาวเรียงเป็นประกายวาววับ ทำเอาหนุ่มๆ ที่นั่งอยู่ในร้านเสียวปลาบในใจ

“แกงป่าเนื้อเก้งจ้ะ เมื่อวานมีคนปันมาให้ครึ่งกิโล”

เธอตอบเสียงใส พร้อมๆ กับมือเรียวเล็กเลือกผักที่วางเรียงรายอยู่บนแผง เนื้อสัตว์และผักเหล่านี้แม่ค้าออกไปซื้อจากตลาดที่อยู่ไกลออกไปเกือบห้าสิบกิโลเมตร และเอามาเก็บไว้ในตู้เย็นตามธรรมชาติที่หลายๆ บ้านทำกัน เรียกว่าตู้ถ่าน คือสร้างกระท่อมขึ้นมาแต่หลังเล็กมาก เอาไม้ไผ่ผ่าซีกทำเสาพื้นผนังหลังคาและมุงจากทับอีกชั้น ภายในใส่ถ่านหุงข้าวเอาไว้ แล้วพรมน้ำบ่อยๆ เมื่อต้องการเก็บอาหารก็เอาไปวางไว้บนก้อนถ่าน ความเย็นจากน้ำที่อยู่ในถ่านสามารถรักษาอาหารไม่ให้เน่าเสีย

หลังจากนารีเลือกผักได้ตามต้องการได้แล้ว ทำท่าจะยื่นเงินให้แม่ค้า จู่ๆ เกิดลมพายุหมุนคว้างมาแต่ไกล หอบเอาข้าวของปลิวม้วนขึ้นไปในอากาศ หญิงสาวเห็นดังนั้นได้คว้าจับตะกร้าเอาไว้แน่น เสียงป้าหวานตะโกนเตือนดังๆ

“นารี! หมอบลงกับพื้นเร็วเข้า เดี๋ยวพายุหอบไปกินหรอก”

“อะไรนะป้า”

“พายุหมุนน่ะสิ แรงเสียด้วย รีบหมอบลงไปแล้วจับเสาเอาไว้ด้วย”

นารีได้ยินดังนั้นไม่รอช้ารีบทรุดร่างหมอบลงที่พื้นมือจับเสาเอาไว้ หลับตาปี๋เมื่อได้ยินเสียงอู้จากลมพายุ เศษขยะฝุ่นฝอยปลิวว่อน ลมหมุนรอบๆ ตัวและหมุนเร็วแรงมากขึ้นจนเธอรู้สึกล้า แขนไม่มีกำลังที่จะจับต้นเสาอีกต่อไป หญิงสาวพยายามขืนตัวเอาไว้สุดกำลังเมื่อมือจวนจะหลุดออกจากที่ยึดเหนี่ยว  ได้แต่ภาวนาขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยให้รอดพ้นจากอันตราย

“พ่อจ๋าช่วยด้วย”

หญิงสาวกรีดเสียงเรียกให้บิดาช่วย เมื่อรู้ว่ามือที่จับเสาร้านของชำอ่อนแรงและหลุดออกไป ร่างบอบบางปลิวหวือขึ้นบนฟ้าแล้วม้วนหลายตลบ

“ช่วยด้วย!”

นารีกรีดร้องสุดเสียงพร้อมๆ กับสติดับวูบไปในทันที  นานเท่านานที่จมอยู่กับความมืดโดยไม่รู้ว่าเรือนร่างตกอยู่ที่ใด  นรกหรือสวรรค์

ผู้ใหญ่นาคนั่งน้ำตาคลอเมื่อรู้ว่าลูกสาวสุดที่รักถูกลมพายุพัดหอบไปแล้ว  สายตาอ้างว้างมองข้าวของที่แปรสภาพเป็นเศษขยะทับถมกลาดเกลื่อนทั่วหมู่บ้าน  กระท่อมหลายหลังพังพับราบลงมากองที่พื้น  น่าแปลกตรงที่ไม่มีใครได้รับอันตราย  นอกจากนารีเพียงคนเดียวเท่านั้น

“นารี  ทำไมต้องเป็นลูกด้วยนะแล้วพ่อจะไปตามลูกที่ไหนล่ะ ลูกเอ๋ย ป่านนี้จะเป็นอย่างไรบ้างก็ไม่รู้”

ผู้ใหญ่นาครู้สึกเจ็บปวดต่อการสูญเสียลูกสุดที่รักไปพร้อมกับสายลม  ไม่รู้ว่าจะเป็นตายร้ายดีอย่างไร

“แล้วผู้ใหญ่จะเอายังไงต่อไปล่ะจ๊ะ”

ลูกบ้านคนหนึ่งถามด้วยสีหน้าหวาดวิตกไม่แพ้ผู้นำหมู่บ้านวัยกลางคน ที่ยังคงนั่งหน้าเครียด เอามือกุมขมับทั้งสองข้างเอาไว้

“ต้องออกตามหาลูกข้าก่อน  บ้านใครที่พังก็ช่วยกันซ่อมไป  มีใครจะไปตามลูกข้าบ้าง  ข้าไม่บังคับหรอกนะ  ต้องการผู้ที่สมัครใจเท่านั้น”

ผู้ใหญ่นาคกวาดสายตาไปยังกลุ่มลูกบ้านทั้งหญิงและชายที่ยืนเรียงรายรอบๆ  ตัว เสียงพูดคุยเกี่ยวกับเหตุการณ์ประหลาดดังจ้อกแจ้กราวกับนกกระจอกแตกรัง ทุกคนมีใบหน้าตื่นตระหนกและมีแววหวาดหวั่นปรากฏเห็นได้อย่างชัดเจน

“ผมครับ”

เขี้ยวแก้วยกมือขึ้นทันทีที่เสียงผู้ใหญ่นาคประกาศหาผู้กล้า  เหตุที่เขาสมัครใจไปในครั้งนี้ก็เพราะแอบรักนารีมานานแล้ว แต่เจียมตัวว่าจน  เมื่อรู้ว่าเธอตกอยู่ในห้วงอันตรายเขาต้องช่วยเหลือจนสุดความสามารถ ไม่ว่าจะต้องบุกสวรรค์หรือฝ่านรกก็ตามที  ผู้ใหญ่นาคเข้ามาตบบ่าบึกบึนเบาๆ

“ขอบใจมากไอ้หลานชาย  แล้วมีใครอีกไหม”

ชายหนุ่มอีกเก้าคนพร้อมใจกันยกมือขึ้น  แม้ว่าเป็นการเดินทางที่ยากลำบากแต่ทุกคนยินดีไปเพื่อช่วยเหลือผู้หญิงที่น่าสงสารให้รอดพ้นจากอันตราย

“แม้ว่าเจอร่างที่ไร้วิญญาณของลูกข้าก็ตามที ข้าจะเอาศพลูกมาบำเพ็ญกุศลให้ได้”

ผู้ใหญ่พูดเสียงเศร้า นัยน์ตาแดงก่ำ บุญช่อผู้เป็นภรรยานั่งร้องไห้อยู่ข้างๆ ถึงกับยึดมือสามีเอาไว้แน่น

“พี่  ถ้าพี่เป็นอะไรไปอีกคน  ฉันจะทำยังไง”

ผู้ใหญ่มองหน้าภรรยาด้วยสายตาเจ็บปวดไม่แพ้กัน แต่ในเวลานี้ ไม่อาจจะหยุดนิ่งอยู่กับที่ได้ ถ้าออกค้นหาลูกสาวเร็วเท่าไหร่ โอกาสที่จะมีชีวิตรอดก็มากเท่านั้น เขาจะต้องเดินทางแข่งกับเวลา

“ไม่ต้องห่วงพี่หรอก  คนเราถ้าดวงจะกุดอยู่ที่ไหนก็ตาย  ไม่จำเป็นต้องเข้าไปในป่าหรอกนะบุญช่อเอ้ย เฝ้าบ้านให้ดี  จำเอาไว้ เวลากลางคืนอย่าลงจากบ้านเป็นอันขาด”

สั่งภรรยาคู่ทุกข์คู่ยากด้วยความเป็นห่วง หญิงวัยกลางคนพยักหน้ารับ  พร้อมๆ กันนั้นได้กะพริบตา กรีดน้ำตาให้ไหลหยดอาบแก้ม  เธอรู้ดีว่าเวลานี้ไม่อาจค้านให้สามีอยู่ได้ จึงพยายามทำใจรวบรวมสมาธิให้นิ่งกับที่

“บุญช่อ เธอช่วยเตรียมข้าวและอาหารแห้งให้ได้ครบสามเดือน”

ผู้ใหญ่นาคสั่งภรรยาเสียงเข้ม  ในขณะนั้นนางก้มหน้าจัดข้าวของเงียบๆ  ทั้งที่ใจแทบจะแตกเป็นเสี่ยงๆ  ไหนลูกจะหายไปอย่างไร้ร่องรอย  และสามีกำลังจะจากไกล  เข้าไปในป่าที่เต็มไปด้วยอันตรายรอบด้าน  ต่อจากนี้ไปเธอคงทุกข์ทรมานเมื่ออยู่โดดเดี่ยวตามลำพัง

“พี่จะเข้าป่าเมื่อไหร่?”

หลุดปากถามแต่ไม่ยอมเงยหน้าขึ้นมองหน้า  กลัวสามีจะรู้ว่าเวลานี้นางกำลังร้องไห้อย่างหนัก  พยายามเก็บเสียงสะอื้นเอาไว้ ไม่ให้เล็ดลอดออกจากริมฝีปากรูปกระจับ ซึ่งบัดนี้สั่นระริกราวกับน้ำในบึงที่กำลังกระเพื่อมเคลื่อนไหว

“พรุ่งนี้แต่เช้าตรู่ เราจะออกเดินทางกันทันที  เอาล่ะพี่น้องทุกคนขอให้กลับไปเตรียมข้าวปลาอาหารแห้ง  เสื้อผ้า  อุปกรณ์เดินป่าและยากันยุงกันทาก  บางทีเราจะเข้าไปในป่าทึบโน่น”

ลูกบ้านทุกคนพยักหน้าแล้วพากันแยกย้ายกลับบ้านเพื่อเตรียมของและลาลูกเมีย  เพราะไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะกลับมาที่หมู่บ้านนี้อีก  แม่บ้านหลายคนร้องไห้ไม่อยากให้สามีเข้าไปเผชิญความลำบาก  แต่ก็เห็นใจผู้ใหญ่ที่ต้องการค้นหาลูกสาวกลับคืนหมู่บ้านไม่ว่าเธอตายหรือยังมีชีวิตอยู่

คืนนี้พระจันทร์มัวซัวไม่ใสสว่างเหมือนทุกวัน  ผู้ใหญ่นาคนั่งสูบบุหรี่ใบจากตรงนอกชานบ้าน  ในมือกำปืนลูกซองแฝดเอาไว้แน่น  พยายามนึกในทางที่ดีว่าลูกสาวยังไม่ตาย  แม้เป็นแค่เพียงความหวังอันน้อยนิดก็ตามที  บุญช่อลอบมองสามีพลางยกหลังมือเช็ดน้ำตาป้อยๆ พยายามสะกดเสียงสะอื้นเอาไว้  เห็นว่าผู้ใหญ่เคร่งเครียดจนนางหวั่นใจ  กลัวว่าเขาจะคิดมากจนไม่สบาย ถ้าผู้ใหญ่เป็นอะไรไปอีกคนนางคงไม่อาจมีชีวิตอยู่ในโลกนี้ได้

“ขอให้พี่เดินทางโดยปลอดภัยและพบลูกสาวของเราทีเถอะ  นารีเอ็งอย่าเป็นอะไรไปนะแม่จะรอการกลับมาของเอ็ง”

หญิงวัยกลางคนยกมือไหว้รอบบ้าน  เหมือนขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยสิทธิ์คุ้มครองลูกและผัวให้ปลอดภัยกลับมา  จากพรุ่งนี้เป็นต้นไปเธอต้องอยู่โดดเดี่ยวตามลำพัง  สวรรค์ทำไมโหดร้ายกับครอบครัวของนางด้วย  นางต้องการที่จะอยู่พร้อมหน้าพ่อแม่ลูก  นารีถือว่าเป็นลูกสาวที่น่ารักครองตัวเป็นโสด อยู่รับใช้พ่อแม่  ไม่ยอมแต่งงานกับผู้ชายคนไหน กระทั่งลมเพชฌฆาตได้หอบเธอไปบนฟากฟ้ากว้าง

ภายในถ้ำที่อับชื้นร่างๆ หนึ่งนอนนิ่งไม่ขยับเขยื้อน ประหนึ่งว่าไร้ลมหายใจ แต่สิ่งที่ยืนยันว่าเธอยังมีชีวิตก็คือบริเวณทรวงอกที่กระเพื่อมขึ้นลงช้าๆ ตามเนื้อตัวเต็มไปด้วยริ้วรอยขีดข่วนและมอมแมม เศษฝุ่นเกาะจับตามเส้นผมจนแข็งเป็นกระเซิง บัดนี้เปลือกตาคู่สวยกำลังขยับอ้าออกจากกันทีละน้อย

“อูย อูย โอ๊ย”

เสียงเล็ดลอดออกจากปากจิ้มลิ้มเบาๆ พร้อมๆ กับคิ้วเรียวโก่งขมวดเข้าหากัน บ่งบอกถึงความเจ็บปวดที่ได้รับ

“เจ็บ! โอ๊ย ช่วยด้วย”

นารีรับรู้ถึงความเจ็บที่ร้าวระบมไปทั่วทั้งตัว ปานประหนึ่งถูกตรึงให้นอนนิ่งอยู่กับที่ มือเท้าหนักเกินจะขยับได้ พยายามลืมตาด้วยความยากลำบาก ดูเหมือนว่าเปลือกตาได้กลายสภาพเป็นหิน ในที่สุดก็ได้อ้าออกจากกัน ขนตาที่มีฝุ่นจับจนเป็นสีน้ำตาลกะพริบถี่ๆ ดวงตากลมโตกวาดไปรอบตัว

“เอ๊ะ! ที่นี่ที่ไหนกันนะ เรามานอนตรงนี้ได้ยังไง”

ถามตัวเองด้วยความประหลาดใจ และเกิดอาการหวาดกลัวจนจับขั้วหัวใจ เมื่อรู้ว่าได้มานอนอยู่ในถ้ำที่วังเวงน่ากลัว ภายในที่ชื้นเย็นเยือกจนขนลุก กลิ่นอับของมูลค้างคาวโชยเข้าจมูกเป็นระยะ เธอพยายามยกมือปิดจมูก แต่ไม่สำเร็จเพราะมือทั้งสองข้างหนักอึ้งไร้เรี่ยวแรงเกินที่จะขยับเคลื่อนไหวได้ดังใจ

“เราจำได้ว่าโดนลมพายุหอบขึ้นฟ้า แล้วเข้ามานอนในนี้ได้ยังไงหรือว่ามีคนพามาในถ้ำแห่งนี้ พ่อจ๋าแม่จ๋าช่วยนารีด้วย”

หญิงสาวนึกถึงผู้ให้กำเนิดทั้งสองขึ้นมาทันที บรรยากาศที่น่ากลัวรอบกายทำให้รู้สึกเย็นไปทั้งร่าง เวลานี้แม้ใครเข้ามาทำร้ายเธอคงไม่มีเรี่ยวแรงพอที่จะต่อสู้ป้องกันตัวเอง

“หนาวจังเลย โอ๊ย...”

นอนน้ำตาไหลพรากแล้วมองขึ้นไปบนเพดานเห็นหินงอกหินย้อยละลานตา แต่หาได้ชื่นชอบไม่ เธอต้องการที่จะลุกขึ้นเดินออกนอกถ้ำ ทว่า ทำได้แค่เพียงนอนนิ่งๆเท่านั้น ครู่หนึ่งกลิ่นสาปสางฉุนกึกโชยฟุ้งเข้ามา นารีไม่สามารถเหลือบมองเจ้าของกลิ่นได้ ถ้าเป็นสัตว์ร้ายเธอต้องตายแน่ๆ

“เสือหรือเปล่า”

ใจหายวาบหวาดกลัวจนตัวเย็นเฉียบ เกือบหยุดหายใจไปชั่วขณะ ภาวนาให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยคุ้มครอง อย่าให้เกิดอันตรายแก่ตัวเองเลย เสียงเดินย่ำเท้าใกล้เข้ามาทุกที จนกระทั่งกลิ่นสาปโชยเข้าจมูกอย่างรุนแรง

“เป็นอย่างไรบ้าง”

เสียงทุ้มกังวานถามขึ้น นารีดีใจที่รู้ว่าอย่างน้อยภายในถ้ำแห่งนี้ยังมีมนุษย์พอที่จะเป็นเพื่อนไม่ได้อยู่โดดเดี่ยวเดียวดาย พยายามขยับปากตอบด้วยความยากลำบาก

“ปวดไปทั้งตัว ช่วยฉันด้วย”

หญิงสาวผู้น่าสงสารร้องขอความช่วยเหลือด้วยเสียงแผ่วแหบโหย  ชั่วครู่มีเสียงทุ้มหัวเราะดังสวนกลับมา

“ไม่ต้องกลัวหรอก ที่นี่ปลอดภัยทุกอย่าง ถ้าข้าไม่ช่วยเจ้าเอาไว้ ป่านนี้คงเป็นเหยื่อสัตว์ร้ายไปแล้ว นอนเฉยๆ เถอะ ข้าจะป้อนอาหารให้”

คำพูดแปลกๆ ของเขาทำให้นารีใจชื้น แม้ว่าไม่อาจจะมองเห็นหน้าชายเสียงก้องกังวาน แต่รู้ว่าคงเป็นคนที่มีจิตใจดี นอกจากจะช่วยให้เธอรอดพ้นจากคมเขี้ยวของสัตว์ป่าแล้ว เขายังออกไปหาอาหารมาให้รับประทาน ถ้ามีโอกาสอยากจะทดแทนบุญคุณให้เต็มที่

“ขอบคุณมากนะคะ”

“นะคะคืออะไร”

เขาถามด้วยความสงสัยต่อคำพูดที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน นารีมุ่นคิ้วโก่งเข้าหากัน ฉงนระคนแปลกใจ เหตุใดผู้ชายคนนี้จึงไม่รู้จักคำว่านะคะ หรือว่าเขาพำนักอยู่ในป่านานเกินไป โดยไม่ยอมออกไปพบปะกับบุคคลภายนอก หมู่บ้านที่เธออยู่ขึ้นชื่อว่าเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อนพอสมควร แต่เขากลับอยู่ในสถานที่เร้นลับกว่าหลายเท่าตัว

กลิ่นสาปเมื่อครู่ค่อยๆ บรรเทาเบาบางลงบ้างแล้ว อาจจะเป็นเพราะชินต่อกลิ่นที่ได้รับ และรู้สึกว่ามีร่างใครบางคนนั่งลง เมื่อชำเลืองมองดูจึงเห็นว่าเป็นชายหนุ่มอายุประมาณสามสิบกว่าปี รูปร่างกำยำ เนื้อตัวเต็มไปด้วยมัดกล้าม เขาก้มลงมา เผยโฉมที่แท้จริง ใบหน้าค่อนข้างเหลี่ยมแต่คมเข้ม เต็มไปด้วยหนวดและเครา ทว่า ดวงตาคู่นั้นทำให้หญิงสาวเย็นเยือกไปทั้งร่าง ดูมีอำนาจแฝงด้วยความน่ากลัวอย่างประหลาด

 “เป็นคำลงท้ายที่สุภาพของคนทั่วไป ส่วนผู้ชายจะพูดว่านะครับ”

แม้จะร้าวระบมไปทั่วทั้งเรือนร่าง แต่นารียังพอมีแรงที่จะอธิบายให้บุรุษลึกลับได้รับรู้ถึงภาษาที่ใช้ติดต่อสื่อสารระหว่างคนหนึ่งไปอีกคนหนึ่งชายหนุ่มผู้มีกลิ่นกายแรงทำหน้าแปลกๆ นัยน์ตาเต็มไปด้วยคำถาม

“ข้าไม่เข้าใจที่เจ้าพูดหรอก”

เขาส่ายใบหน้าเหลี่ยมเคร่งขรึมไปมา เส้นผมที่ยาวเกาะกันเป็นกระเซิงพลอยสะบัดกวัดแกว่งตามไปด้วย ดูจากสภาพการสวมใส่อาภรณ์หุ้มกาย รู้ว่าเขาไม่เคยติดต่อกับบุคคลภายนอก

“คุณคงอยู่ที่นี่มานานแล้วสินะ”

หญิงสาวตั้งข้อสังเกตเพราะดูคล่องไปเสียทุกอย่าง เขามองหน้าสาวงามนิ่งๆ พลันตาวาวเรื่อเรืองขึ้น ราวกับมีแสงอะไรบางอย่างซุกซ่อนเอาไว้ภายใน

“ใช่ข้าอยู่ที่นี่ตั้งแต่เกิด ไม่ค่อยได้ออกไปข้างนอกชายป่า เจ้าคงเหนื่อยและหิวมากแล้ว เอาเถอะเจ้ากินไก่นี่เสีย”

กล่าวจบ มือใหญ่แข็งหยาบกร้านชูไก่ดิบๆ เหนือใบหน้า หญิงสาวตระหนกตกใจด้วยความหวาดผวา เมินหน้าหนี ไม่ต้องการที่จะเห็นเจ้าสัตว์ที่มีเรือนร่างปกคลุมไปด้วยขน เขาบ้าไปแล้วหรือ จะให้เธอกินไก่ดิบที่ไม่ผ่านขบวนการปิ้งย่าง

“คุณกินเนื้อไก่ดิบๆ หรือ”

ถามด้วยอาการกระอักกระอ่วนใจ และมีความรู้สึกว่าอาหารเก่าในท้องมันทำท่าจะขย้อนออกมาให้ล่วงพ้นจากลำคอระหง

“ใช่ ทำไมเจ้ากินไม่ได้หรือ”

ย้อนถามด้วยใบหน้าเรียบขรึม นารีเดาความคิดของผู้ชายคนนี้ไม่ออกว่าเขากำลังรู้สึกอย่างไรกับเธอ ผู้หญิงพลัดถิ่นเขาได้ให้ความช่วยเหลือเพื่อเห็นแก่มนุษยธรรม แต่ก็เข้าข้างตัวเองว่า คงไม่มีเรื่องร้ายแรงเกิดขึ้น หากว่าเขาจะทำร้ายเธอ ป่านนี้คงไม่ช่วยเหลือเอาไว้ จนต้องมานอนแหมบอยู่ในถ้ำแห่งนี้

“ฉันไม่เคยกิน ที่บ้านฉันนะ ก่อนจะกินต้องเอาไปย่างไฟให้สุกเสียก่อน”

“ไฟ!”

เขาดูเหมือนตกใจต่อคำว่าไฟ ดวงตาฉายโรจน์ ด้วยความตกใจสุดขีด ถ้าตาไม่ฝาดจนเกินไป เธอเห็นแววตาสีเหลืองเรืองขึ้นในดวงตาคู่นั้น เหมือนกับตาของสัตว์ร้ายกระหายเลือด เกิดอะไรขึ้น ทำไมเขาถึงมีอาการผิดปกติ ราวกับหวาดกลัวสุดชีวิต

“ไฟไงรู้จักไหม”

เธอแปลกใจต่อท่าทางของชายหน้าเหลี่ยม ทำไมเขามีอาการหวาดกลัว ท่าทางแปลกๆ ต่างจากคนอื่น บางทีอาจจะมีความลับอะไรบางอย่างซุกซ่อนเอาไว้ ซึ่งมันเป็นอันตรายต่อเธอก็ได้ นารีจ้องหน้าเข้มเขม็ง

“รู้ แต่ข้าไม่ชอบ”

ตอบเสียงดังกังวานก้องถ้ำ ขบกรามเป็นสันนูนขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด ในขณะเดียวกันนารีพยายามที่จะขยับตัวลุกขึ้นนั่ง แต่ไม่สำเร็จ รู้สึกร้าวไปทั้งตัว ราวกับว่ากระดูกข้างในมันได้หักเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ได้แต่นอนนิ่งๆเช่นเดิม

“อ้าว! อย่างนั้นคุณก็กินของดิบๆ น่ะสิ ระวังจะเป็นพยาธินะ”

หญิงสาวให้เหตุผลตามที่ได้รับรู้มาว่า การกินอาหารสุกๆดิบๆ เสี่ยงต่อการเป็นพยาธิชนิดต่างๆ อาจทำอันตรายจนถึงแก่ชีวิต แต่ดูเหมือนว่าเขาไม่สนใจ ไม่อยากรับรู้ต่อสิ่งที่เธอบอกเล่าด้วยความปรารถนาดี

ความคิดเห็น