ปนิตา / มุมลับ

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : แม่นะแม่

คำค้น : ปราบพยศบงการรัก, ผู้ปกครอง, เด็กในอุปการะ, ปนิตา

หมวดหมู่ : นิยาย อีโรติก

คนเข้าชมทั้งหมด : 330

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 01 ธ.ค. 2560 13:55 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
แม่นะแม่
แบบอักษร

            “แม่นะแม่ เขียนพินัยกรรมอย่างนี้ได้ยังไง จะยกมรดกให้ลูกทั้งที ทำไมต้องมีเงื่อนไขบ้า ๆ พวกนี้ด้วย คุณอาดูสิครับ จู่ ๆ ก็เอาภาระบ้าบออะไรก็ไม่รู้มาคล้องคอผม อย่างนี้มันยุติธรรมที่ไหนกัน มรดกของแม่ ส่งต่อมาให้ผมซึ่งเป็นลูกคนเดียวมันก็เป็นเรื่องถูกต้องแล้ว แต่ไอ้ที่ไม่ถูกก็คือ เงื่อนไขที่มันติดมาด้วยเนี่ย”

            ชายหนุ่มผู้รักอิสระ ถึงกับนั่งไม่ติดเก้าอี้ระเบิดเสียงหัวฟัดหัวเหวี่ยง หลังจากที่ทนายความได้อ่านเนื้อหาของพินัยกรรมจบ ก่อนจะหันกลับมาเสนอความคิดของตัวเอง ให้กับสุรยุทธ์ ทนายความประจำบ้านและที่ปรึกษาของบริษัท โคนเซอร์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) ฟังอีกครั้ง

            “คุณอาครับ คุณอาก็คิดเสียว่าไม่มีพินัยกรรมฉบับนี้สิครับ ฉีกทำลายมันไปเลย แล้วคุณอาก็ทำเรื่องโอนกรรมสิทธิ์ทุกอย่างให้มาเป็นของผม แค่นี้ก็จบแล้ว”

            “ผมทำอย่างนั้นไม่ได้หรอกครับคุณมหรรณพ ทำอย่างนั้นเท่ากับว่าผมทำผิดจรรยาบรรณของอาชีพ ผิดต่อตัวเอง ผิดต่อคุณจิตตาที่มีพระคุณกับผม และที่สำคัญคือมันผิดกฎหมายด้วย พินัยกรรมฉบับนี้มีผลบังคับตามกฎหมาย ตั้งแต่ที่คุณจิตตาถึงแก่ความตายแล้วครับ คุณอย่าทำให้ผมต้องลำบากใจเลย” สุรยุทธ์ตอบกลับทายาทคนเดียวของตระกูลโคนเซอร์

            ‘มหรรณพ โคนเซอร์’ หรือชื่อภาษาอังกฤษว่า ลูก้าร์ ทายาทหนึ่งเดียวของตระกูลโคนเซอร์ ที่เพิ่งจะเสียพ่อไปเมื่อปีที่แล้วด้วยโรคหัวใจ และต้องพบกับความสูญเสียอีกครั้งในเดือนที่แล้ว หลังจากที่แม่ของเขาประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์จนเสียชีวิต

            วันนี้เป็นกำหนดวันเปิดพินัยกรรม ตามที่คุณจิตตาแจ้งเอาไว้ต่อทนายความคนสนิท ว่าให้นัดเปิดอ่านพินัยกรรม หลังจากการเสียชีวิตของท่านหนึ่งเดือน

            “แต่คุณอาครับ” มหรรณพพยายามจะแย้ง และส่งสายตาขอความเห็นใจจากทนายความ ซึ่งเป็นที่พึ่งเดียวของเขาในตอนนี้

            “อันที่จริง ผมว่าการอุปการะนักศึกษาแค่คนเดียว มันแทบจะไม่สะเทือนทรัพย์สมบัติที่คุณได้ไปทั้งหมดเลยนะครับ และหนูบัวเธอก็เป็นเด็กน่ารัก เรียนดี ความประพฤติดี น่าสนับสนุนออก” สุรยุทธ์แสดงความคิดเห็น และพยายามพูดให้ชายหนุ่มยอมรับเงื่อนไขในพินัยกรรม

            “สนับสนุนด้วยการให้เรียนเท่าไหร่ก็ได้แล้วแต่เขาจะต้องการเนี่ยน่ะเหรอครับ แล้วถ้าเกิดว่าเขาต้องการจะเรียนไปตลอดชีวิตเลยล่ะ ผมไม่ต้องอุปการะเลี้ยงดูส่งเสียกันจนตายไปข้างหนึ่งเลยเหรอครับคุณอา”

            “แต่นั่นเป็นความประสงค์ของคุณจิตตา คุณแม่ของคุณเองนะครับ แต่ถึงยังไงผมก็คิดว่าหนูบัวเธอไม่ได้ต้องการจะเรียนถึงขนาดที่คุณกังวลหรอกครับ เท่าที่ผมได้รู้จัก ถึงแม้ว่าเธอจะติดห้าวไปสักนิด แต่ว่าเธอเป็นเด็กมีความคิด แล้วก็ออกจะเป็นคนขี้เกรงใจ ขี้สงสารเสียด้วยซ้ำ ผมเชื่อว่าเธอเองไม่ได้อยากทำตัวให้เป็นภาระของใครหรอกครับ”

            “ถ้าเป็นอย่างนั้นมันก็ดี แล้วตอนนี้เขาเรียนอยู่ปีอะไรแล้วครับ”

            “ปีสามครับ รู้สึกว่ากำลังสอบปลายภาคอยู่ด้วย จบเทอมนี้แล้วก็เหลืออีกแค่ปีเดียวก็จะจบปริญญาตรีแล้วครับ”

            “ก็ดี แล้วเวลาจ่ายค่าเทอม ค่ากินค่าอยู่อะไรนั่น จ่ายกันยังไงครับ”

            “ผมจะเป็นคนโอนเข้าบัญชีให้เธอทุกเดือนครับ ส่วนเรื่องค่าเทอม หนูบัวเธอก็จะแจ้งมาที่ผม ว่าเป็นเงินเท่าไหร่ แล้วผมก็จะโอนไปให้”

            “แล้วรอบนี้เขาแจ้งคุณอามาหรือยังละครับ”

            “ยังครับ น่าจะเป็นหลังจากสอบเสร็จแล้ว”

            “รอบนี้คุณอาไม่ต้องโอนไปนะครับ บอกให้เขามารับกับผมเอง”

            “เอาอย่างนั้นเหรอครับ” สุรยุทธ์ถามกลับเพื่อความมั่นใจอีกครั้ง เพราะตั้งแต่ไหนแต่ไรมาคุณจิตตานั้นใช้วิธีโอนเงินเข้าบัญชีให้กับเด็กในอุปการะมาโดยตลอด

            “ครับ อย่างนั้นละครับ” มหรรณพยกยิ้มมุมปาก แววตาเจ้าเล่ห์อย่างคนที่มีแผนการ

            “ถ้าคุณต้องการอย่างนั้น ผมก็จะแจ้งหนูบัวให้ครับ มีอะไรที่ต้องการให้ผมไปแจ้งเธออีกหรือเปล่าครับ”

            “ไม่มีแล้วครับ”

            “โอเค ถ้าอย่างนั้นจบเรื่องของหนูบัว มาที่เรื่องของบริษัทบ้าง คือผมว่าคุณควรจะต้องเข้าบริษัทบ้างนะครับ ตั้งแต่คุณจิตตาเสีย นี่ก็หนึ่งเดือนเต็มแล้ว ที่บริษัทไม่มีประธานและรองประธานเข้าไปดูแลงาน ถึงแม้ว่าผมจะคอยไปดูให้อยู่ แต่ก็ไม่ได้ทุกอย่างหรอกนะครับ ส่วนคุณณรงค์ฤทธิ์เขาก็ไม่ได้เป็นเจ้าของบริษัทเหมือนอย่างคุณ คืออย่าหาว่าผมสอนเลยนะคุณมหรรณพ ที่นั่นน่ะมันเป็นถังเงินของคุณ ผมว่าคุณควรจะเข้าไปดูแลเองนะครับ”

            สุรยุทธ์กำลังพูดถึงณรงค์ฤทธิ์ที่มีตำแหน่งผู้อำนวยการบริษัท ซึ่งทำหน้าที่แทนประธานและรองประธานอยู่ในขณะนี้

            เนื่องจากทุกวันนี้ ถึงแม้ว่าคุณจิตตา ที่อยู่ในตำแหน่งของประธานบริษัทจะได้เสียชีวิตไปแล้ว แต่ก็ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ในบริษัท เพราะผู้เป็นรองประธานอย่างมหรรณพทายาทหนึ่งเดียว ยังคงไม่ยอมเข้าไปบริหารจัดการงาน หรือทำทุกอย่างให้ถูกต้อง ตำแหน่งประธานบริษัทยังคงว่าง รอให้เขาไปเซ็นเอกสารขึ้นดำรงตำแหน่งอยู่

            “ลูก้าร์คะ ดามาแล้วค่ะ” เสียงแหลมใสดังขึ้นมาขัดจังหวะการพูดคุยระหว่างสองหนุ่มต่างวัย ก่อนที่จะปรากฎร่างเจ้าของเสียงเสียอีก “อุ๊ย! ขอโทษค่ะ ดาไม่รู้ว่าคุณมีแขกอยู่”

            ดารินเดินนวยนาดเข้าไปกอดแขนจุ๊บแก้มชายหนุ่มเจ้าของบ้าน อย่างไม่แคร์สายตาของผู้สูงอายุที่อยู่ในห้องนั้นด้วย

            ดาหรือดารินคือลูกสาวของณรงค์ฤทธิ์ หญิงสาวนักเรียนนอกที่เพิ่งจะเรียนจบกลับมาก่อนที่คุณจิตตาจะประสบอุบัติเหตุไม่กี่วัน มหรรณพและดารินรู้จักกันจากการแนะนำของณรงค์ฤทธิ์ ในวันที่พ่อลูกคู่นี้ไปร่วมงานศพของคุณจิตตาเมื่อเดือนที่แล้ว และในตอนนี้เธอก็กำลังเป็นคู่ควงให้กับทายาทหนึ่งเดียวของโคนเซอร์อยู่ด้วย

            “สวัสดีครับ คุณดาริน” สุรยุทธ์เอ่ยทักสาวสวยตามมารยาท จนดารินหันมาทำหน้าแปลกใจ ไม่คิดว่าผู้ใหญ่ตรงหน้าจะรู้จักเธอด้วย

            “อุ๊ย! รู้จักดาด้วยเหรอคะ?”

            “รู้จักสิครับ ใครจะไม่รู้จักสาวสังคมคนสวย ลูกสาวของคุณณรงค์ฤทธิ์” ประโยคของสุรยุทธ์ทำเอาหญิงสาวถึงกับยิ้มกว้างด้วยความภูมิใจ

            “เอาเป็นว่าผมจะเข้าบริษัทพรุ่งนี้แล้วกันนะครับคุณอา คุณอามีเรื่องอะไรจะคุยกับผมอีกหรือเปล่าครับ” มหรรณพไหว้ขอบคุณผู้สูงอายุอย่างคนมีมารยาท

            “ไม่มีแล้วครับ เชิญคุณมหรรณพตามสบาย ผมก็ต้องขอตัวกลับแล้วเหมือนกัน” สุรยุทธ์ขอตัวกลับ ก่อนจะหยิบเอกสารเก็บใส่กระเป๋าแล้วเดินถือออกไป ไม่รบกวนเวลาของสองหนุ่มสาว

            “ฮัดดดด..เช้ย! ฮัดดดด..เช้ย!” เสียงจามดังขึ้นติด ๆ กันจากนักศึกษาสาวที่กำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่ในห้องสมุด จนเพื่อนรักอย่างพิมพ์ลักษณ์ที่นั่งอ่านหนังสืออยู่ด้วยกันต้องหันมากระซิบถาม

            “ใครนินทาแกอยู่หรือเปล่าวะไอ้บัว อยู่ ๆ ก็จามขึ้นมา”

            “ฉันจะไปรู้ได้ยังไงวะแก ก็นั่งอยู่ด้วยกันตรงนี้ เอาเป็นว่าถ้ามีใครที่มันคิดไม่ดีกับฉันก็ขอให้มันจามไม่หยุดด้วยก็แล้วกันเจ้าประคู๊ณ ฮัดดดด...เช้ย!” นิลุบลพนมมือขึ้นไหว้ท่วมหัว บอกกล่าวต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ก่อนจะรู้สึกคันจมูกจนต้องจามออกมาอีกครั้ง

            “บัว..ถ้าแกจะจามขนาดนี้ ก็ออกไปจามต่อข้างนอกเถอะ ฉันไม่อยากอยู่เป็นเป้าสายตาคนทั้งห้องสมุดอย่างนี้ว่ะ” พิมพ์ลักษณ์กระซิบบอกเพื่อน พร้อมกับสอดส่ายสายตามองไปรอบ ๆ ตัว ซึ่งก็พบว่าคนทั้งห้องสมุดกำลังหันมามองพวกเธอทั้งสองคนอยู่ด้วยสายตาตำหนิอีกด้วย

            “เออ ไปดิ” นิลุบลมองตามเพื่อนสาวและคิดเห็นเช่นเดียวกัน ทั้งสองคนจึงได้เก็บหนังสือแล้วค่อย ๆ ย้ายตัวออกมาจากห้องสมุดอันเงียบสงบ

ความคิดเห็น