อัศวินสามสี

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

งิ้วบนโต๊ะอาหาร

ชื่อตอน : งิ้วบนโต๊ะอาหาร

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.3k

ความคิดเห็น : 7

ปรับปรุงล่าสุด : 28 พ.ย. 2560 19:15 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
งิ้วบนโต๊ะอาหาร
แบบอักษร

**ยามซวี (19.00-20.59)

ร่างบอบบางถูกปกคลุมด้วยชุดผ้าแพรสีชมพูอ่อนยาวกรอมพื้น เส้นผมสีดำสนิทเงางามปล่อยมัดหลวมๆ ด้วยผ้าสีขาว วงหน้าสามัญเกลี้ยงเกลาไร้เครื่องสำอางตกแต่งแลดูสะอาดสะอ้านสบายตา

จางซิ่นหนี่ว์เดินไปยังเรือนใหญ่อย่างไม่เร่งรีบ ทุกก้าวย่างของนางต่างเต็มไปด้วยความสม่ำเสมอและผ่อนคลายชมธรรมชาติคล้ายกำลังถ่วงเวลา ทุกห้าก้าวนางมักจะแวะชมต้นไม้ใบหญ้าหรือแม้แต่มดตัดหน้านางยังหยุดให้เดินผ่านก่อน

เมื่อเดินมาถึงเรือนใหญ่ พ่อบ้านซงที่ทำหน้าที่ไปตามนางนั้นเลิกม่านขึ้นเพื่อให้นางเข้าไปด้านใน กริยาที่เหมือนจะนอบน้อมแต่แฝงไปด้วยความแข็งกระด้างไม่เต็มใจ ซิ่นหนี่ว์สูดลมหายใจเข้าเรียกกำลังใจให้ตนเองเล็กน้อยแล้วจึงเดินเข้าไปด้านใน

ทันทีที่เข้ามาบรรยากาศที่เคยมีเสียงพูดคุยพลันเปลี่ยนเป็นเงียบสนิท ทุกสายตาต่างจดจ้องมายังนาง ทุกคนในที่นี้หามีผู้ใดจดจำจางซิ่นหนี่ว์ได้ไม่ ทั้งบรรดาพี่น้องที่มักไปก่อกวนกลั่นแกล้งนางที่เรือนเฟิงหลิงเมื่อสามเดือนก่อนหรือแม้กระทั่งตัวจางเพ่ยจวินเองก็ยังจำมิได้ หากไม่รู้มาก่อนว่าจางซิ่นหนี่ว์หายดีและกลับมายังจวนสกุลจางแล้วเขาคงต้องสงสัยเป็นแน่ว่าเด็กสาวเบื้องหน้านี้คือผู้ใด

"ซิ่นหนี่ว์คารวะท่านพ่อ คารวะฮูหยินใหญ่ คารวะฮูหยินรอง"

ด้านจางซิ่นหนี่ว์เมื่อรู้ตัวว่าตนเองตกเป็นเป้าสายตาจึงย่อตัวทำความเคารพจางเพ่ยจวินและฮูหยินทั้งสอง จากนั้นจึงเงยหน้าขึ้นไล่มองครอบครัวของจางซิ่นหนี่ว์ทีละคน

แต่เมื่อได้เห็นจางเพ่ยจวินอย่างเต็มตาแล้วก็อดรู้สึกตกตะลึงมิได้ แม้จางเพ่ยจวินจะอายุอานามเข้าเลขสี่แล้ว แต่ใบหน้ายังคงหล่อเหลาอ่อนเยาว์ยิ่งนัก หรือถ้าเป็นในศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดก็คงจะบอกว่าหน้าเด็ก บุตรของจางเพ่ยจวินล้วนมีเครื่องหน้าที่งดงามเมื่อเทียบกับบรรดาคนทั่วไป ทุกคนต่างมีเงาของจางเพ่ยจวินไม่มากก็น้อย

พอนึกถึงเรื่องหน้าตาและมารดาผู้เป็นปริศนาแล้วก็อยากรู้นักว่าชาติกำเนิดของจางซิ่นหนี่ว์ตัวจริงนั้นเป็นยังไง บิดามารดาเหล่านั้นยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ ตอนนี้อยู่ที่ใด

"เจ้าคือจางซิ่นหนี่ว์? " จางเพ่ยจวินถามขึ้นมาด้วยความที่ไม่อยากเชื่อสายตา เพื่อให้บุตรสาวได้ออกไปพบผู้คนแทนการเก็บเนื้อเก็บตัวอยู่แต่ในเรือนเล็กนั่น หลายปีมานี้เขาทั้งเสาะหาผู้ปรุงโอสถและยาวิเศษต่างๆ เพื่อมารักษาบุตรสาวคนนี้แต่กลับไม่ได้ผล แต่นี่... เพียงแค่สามเดือนเท่านั้น นางกลับหายขาดจากโรคประหลาด!

"เจ้าค่ะท่านพ่อ"

แววตาตื่นตะลึงมองซิ่นหนี่ว์ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า แม้ไม่งามเช่นแต่ก่อนแต่ก็มิได้น่าเกลียดน่ากลัวอันใดแล้ว

"มาแล้วก็รีบมานั่งเสีย ให้ผู้ใหญ่รอนานๆ มันไม่ดีมิรู้หรือ? " เสียงฮูหยินใหญ่เหลียงรุ่ยฮ่านดังขึ้นมาแทรกทำลายบรรยากาศ นางกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนแฝงการตักเตือนเล็กน้อย รอยยิ้มใจดีประดับบนใบหน้าที่แม้จะอายุเกือบสามสิบหนาวแต่ยังคงความอ่อนเยาว์งดงาม ท่วงท่ากริยาการนั่ง การวางตัวต่างๆ ล้วนไร้ที่ติสมกับเป็นฮูหยินใหญ่แห่งจวนแม่ทัพ

"ลูกเสียมารยาทแล้วที่ให้ทุกคนรอนาน โปรดทุกคนอภัย" ซิ่นหนี่ว์ย่อกายขออภัย น้ำเสียงที่ใช้และสายตาที่จ้องกดดันของฮูหยินใหญ่ทำให้นางรู้สึกอึดอัดจนต้องหลบสายตา

อันตราย... ความรู้สึกของเธอบอกว่าฮูหยินใหญ่อันตราย ตราบใดที่ยังไม่แข็งแกร่งและมีอำนาจต่อรองพอเธอจะต้องหลบเลี่ยงการพบเจอกับฮูหยินใหญ่ให้มากที่สุด

"เอาเถอะๆ รีบมานั่งเสีย จะได้เริ่มทานอาหารกันสักที"

ซิ่นหนี่ว์เดินตรงไปนั่งยังที่ว่างข้างคุณชายห้าจางหยางหมิงซึ่งอยู่ท้ายสุดฝั่งซ้ายมือของจางเพ่ยจวินทันที

.

.

.

บนโต๊ะอาหารประกอบด้วยจางเพ่ยจวินนั่งอยู่ที่หัวโต๊ะ ด้านขวามือเป็นฮูหยินใหญ่เหลียงรุ่ยฮ่าน ถัดมาเป็นคุณชายใหญ่จางหยวน คุณชายรองจางหยางเฉิน และคุณชายสี่จางหยางหมิง ตามลำดับ ด้านซ้ายมือจางเพ่ยจวินคือฮูหยินรองหลิวซีอิ๋ง คุณหนูสามจางหลินฮวา คุณหนูห้าจางจี้เสี่ย และจางซิ่นหนี่ว์

ทุกคนทานอาหารพลางพูดคุยสนทนากันไปด้วย ดูผิวเผินแล้วเป็นภาพครอบครัวที่แสนจะอบอุ่นและรื่นเริงธรรมดายิ่งนัก

จางหลินฮวาเหลือบมองฮูหยินรองและจางจี้เสี่ยทั้งสามคนยิ้มให้กันคล้ายส่งซิกอะไรบางอย่าง ฮูหยินรองจึงกล่าวออกมาว่า "อีกไม่กี่วันจะถึงงานเลี้ยงวันพระราชสมภพขององค์รัชทายาทแล้ว ไหนๆ ลูกหกก็กลับมาแถมยังหายดีอีกต่างหาก ให้ลูกหกไปด้วยดีหรือไม่เจ้าคะท่านพี่"

ซิ่นหนี่ว์ชะงักไปทันที อ้าวเฮ้ย ถามนางก่อนมั้ยว่าอยากไปหรือเปล่า!

"นั่นสิเจ้าคะท่านพ่อ เมื่อก่อนน้องหกก็เอาแต่เก็บตัวอยู่ในเรือนนี่เป็นโอกาสดีที่จะให้น้องหกได้เปิดหูเปิดตา ถือเป็นการประกาศให้ทุกคนเห็นด้วยว่าน้องหกไม่ได้อัปลักษณ์อย่างในข่าวลืออีกแล้ว" จางหลินฮวารีบสนับสนุนมารดาทันที

ซิ่นหนี่ว์หันไปมองจางเพ่ยจวิน ในความทรงจำนั้นท่านแม่ทัพผู้นี้ค่อนข้างจะรักหน้าตาตนเองเป็นที่สุด หลายครั้งที่มีงานเลี้ยงพบปะผู้คนหลังจากที่จางซิ่นหนี่ว์กลายเป็นอัปลักษณ์ เขาไม่เคยพานางไปด้วยแม้แต่งานเลี้ยงในจวนยังสั่งห้ามไม่ให้นางออกมาให้ผู้คนพบเห็นแม้เจ้าของร่างนี้จะขอร้องเพียงใดจนตัดสินใจขังตัวเองอยู่แต่ในเรือน

"อืม องค์รัชทายาททรงเชิญลูกหลานตระกูลจางทุกคนยังไงก็ต้องไป เจ้าก็ไม่ได้ร่วมงานเลี้ยงพบปะผู้คนหลายปีก็ถือเป็นการไปเปิดหูเปิดตาเสีย พ่อจะให้คนไปช่วยเจ้าแต่งตัว"

จางเพ่ยจวินมองไปยังจางซิ่นหนี่ว์ หลายปีมานี้เขาต้องถูกขุนนางต่างๆ นินทาลับหลังเรื่องของเด็กคนนี้ นี่ถือเป็นโอกาสดีที่จะให้พวกขุนนางบัดซบนั่นเห็นว่าบุตรสาวของเขาหายดีแล้ว

"เจ้าค่ะ"

ซิ่นหนี่ว์รับคำและกลับมานั่งทานอาหารเงียบๆ โดยไม่สนใจใคร อยากจะรีบกินแล้วรีบกลับเรือนไปให้เร็วที่สุดก่อนที่นางจะตบะแตกคว่ำจานใส่หัวจางจี้เสี่ย!

ตอนแรกก็คิดว่าใจตรงกันจะกินชิ้นเดียวกัน แต่นี่มันเหมือนรอว่านางจะหยิบชิ้นไหนแล้วฉวยไปต่อหน้าชัดๆ

ซิ่นหนี่ว์มองจานอาหารตรงหน้า สังเกตว่าจางจี้เสี่ยจะหลีกเลี่ยงอาหารที่เป็นผักและเต้าหู้ทรงเครื่อง (麻婆豆腐) มากที่สุดจึงใช้ตะเกียบยัดพริกเข้าไปในเนื้อเต้าหู้และคีบไปวางบนชามข้าวของจางจี้เสี่ยทันที

"พี่สาวห้า...ทานเต้าหู้ทรงเครื่องนี่สิเจ้าคะ รสดีทีเดียว ข้าได้ยินมาว่ามันมีสรรพคุณช่วยลดน้ำหนักด้วย" ซิ่นหนี่ว์ยิ้มให้จางจี้เสี่ยอย่างไร้เดียงสา ถ้าไม่เกลียดเต้าหู้ก็คงกินเผ็ดไม่ได้

ด้านจางจี้เสี่ยด้วยความที่นางหมั่นไส้ที่ซิ่นหนี่หายดีจึงพยายามคีบอาหารตัดหน้าตลอด

เฮอะ บังอาจมานั่งตรงหน้าช่างขัดหูขัดตานางยิ่งนักกินข้าวเปล่าไปเถอะ

"จริงรึ? " นางคีบเต้าหู้ทรงเครื่องชิ้นนั้นเข้าปากทันที

ทันใดนั้นใบหน้าของจางจี้เสี่ยเปลี่ยนเป็นขาวซีดและค่อยๆ แดงก่ำจนดำคล้ำคล้ายจะระเบิด เหงื่อเม็ดเล็กผุดตามไรผม น้ำตาคลอเบ้าฝืนทนกลืนเต้าหู้ลงแล้วรีบดื่มชาตามทันที

"พี่สาวห้า...ผักใบเขียวก็มีประโยชน์เจ้าคะ อันนี้ก็มีประโยชน์ อันนี้ด้วย นี่ด้วย อะ นี่ก็ด้วยเจ้าค่ะ ท่านต้องทานให้มากๆ นะเจ้าคะ ข้ากังวลเหลือเกินว่าถ้าท่านทานแต่เนื้อสัตว์และของที่มีแต่ไขมันสักวันคงอ้วนเป็นหมูแน่" แล้วสารพัดของมีประโยชน์สีเขียวนานาชนิดก็มารวมอยู่บนชานข้าวของจางจี้เสี่ยจนล้น

"อา..." จางจี้เสี่ยมองถ้วยข้าวของตนเองแล้วขมวดคิ้วแน่น นางเกลียดผัก! เกลียดเป็นที่สุด!

สีหน้ากระอักกระอ่วมเดี๋ยวซีดเดี๋ยวแดงด้วยความโกรธของจางจี้เสี่ยมันตลกจนทุกคนอยากจะหัวเราะสะใจออกมาดังๆ เสียจริง! แต่ด้วยความที่ต้องรักษาภาพพจน์ที่ดีต่อหน้าจางเพ่ยจวินจึงทำได้เพียงกลั้นขำและมองเป็นเพียงภาพพี่น้องห่วงใยกันเท่านั้น

"ลูกอิ่มแล้ว วันนี้เดินทางมาเหนื่อยขอตัวก่อนนะเจ้าคะ" ซิ่นหนี่ว์วางตะเกียบรีบขอตัวออกมาทันทีโดยไม่รอให้จางเพ่ยจวินได้ทันได้กล่าวอะไร


**

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น