อัศวินสามสี

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 8 :: เที่ยวชมหอประมูล

ชื่อตอน : ตอนที่ 8 :: เที่ยวชมหอประมูล

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.3k

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 29 พ.ค. 2562 17:31 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 8 :: เที่ยวชมหอประมูล
แบบอักษร

ตอนที่ 8 

เที่ยวชมหอประมูล 

 

      ความคึกคักยามค่ำคืนของตลาดในเมืองหลวงไม่แตกต่างจากยามกลางวันนัก สองข้างทางยังเต็มไปด้วยเหล่าพ่อค้าแม่ขายที่วางแผงลอยบ้างประปราย ส่วนที่แน่นขนัดไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาใดคงจะเป็นโรงเตี๊ยม หอคณิกาต่างๆ ที่เต็มไปด้วยนักเดินทางและผู้มาแสวงหาความสำราญรื่นเริงในยามค่ำคืน      

      ลึกเข้าไปด้านหลังตลาดในทางคดเคี้ยวซับซ้อนคล้ายเดินวนในเขาวงกต ความมืดมิดยามราตรีและความเงียบทำให้ถนนสายนี้ยิ่งทวีความวังเวงน่ากลัวขึ้นเป็นเท่าทวี 

      ร่างเงาสีขาวบางอย่างเคลื่อนผ่านด้วยความรวดเร็วจนเกิดเสียงลมวูบผ่าน อาภรณ์สีขาวล้วนยาวกล่อมพื้น ผิวที่ขาวแทบกลืนไปกับเนื้อผ้ายิ่งขับให้ดูคล้ายวิญญาณ ผมยาวสลวยสีดำสนิทสะท้อนแสงจันทร์เงางามลู่ไปตามแรงลม ใบหน้าสามัญจาการสวมหน้ากากหนังมนุษย์มองตรงไปยังเบื้องหน้าไม่มีความลังเลจนมาหยุดที่ตรอกแห่งหนึ่ง ริมฝีปากบางคลี่ยิ้มออกมาเล็กน้อยแล้วจึงเดินเข้าไป 

      "โห... นี่มันตรอกไดอาก้อนสาขาสองรึเปล่าวะ?" 

               ริมฝีปากเล็กเผยอุทานภาษาในโลกเดิมขึ้นมาอย่างแผ่วเบา ดวงตากลมโตเบิกกว้างกวาดมองสอดส่องไปทั่วอาณาบริเวณที่ปรากฏสู่สายตา ภาพผู้คนเดินขวักไขว่ไม่ว่าจะมาคนเดียวหรือหมู่คณะ ร้านรวงต่างๆ ที่สรรหาของแปลกประหลาดมาขายหรือของผิดกฎหมายมากมายที่วางขายอย่างไม่เกรงกลัวในที่แห่งนี้ช่างแตกต่างจากสภาพภายนอกก่อนจะเข้ามาราวหลุดไปอีกที่หนึ่ง 

               สองเท้าเล็กก้าวเข้าไป จุดประสงค์ของการมายังที่แห่งนี้คือการสำรวจตลาดเพื่อหาแนวทางเพิ่มทรัพยากรเงินในกระเป๋า! ในเมื่อนางไม่มีพลังอำนาจสิ่งที่จะอำนวยความสะดวกให้มากที่สุดก็คือเงิน ไม่ว่าจะยุคสมัยหรือโลกไหนการมีเงินก็เปรียบเสมือนมีอำนาจอยู่ในมือใช้เงินที่มีอยู่ซื้อสิ่งที่เรียกว่าอำนาจเพื่อตอบสนองความต้องการของตนเอง 

               ซิ่นหนี่ว์ตัดสินใจเดินชมสินค้าและกลยุทธ์การขายของแต่ละคน สิ่งที่นางสนใจพอจะรู้จักเป็นอย่างดีในโลกนี้ก็มีเพียงโอสถและสมุนไพร อีกสิ่งหนึ่งที่นางคาดว่าจะทำได้คือการออกแบบเครื่องประดับเนื่องจากความสามารถด้านการวาดภาพกับความรู้เรื่องแฟชั่นในชาติที่แล้ว 

  

               "ข้าอยากได้ดาบเล่มนั้น!" เสียงของเด็กสาวรุ่นราวคราวเดียวกันคนหนึ่งดังขึ้นด้านหน้าร้านขายอาวุธที่ซิ่นหนี่ว์กำลังเดินผ่านทำให้นางตัดสินใจที่จะหยุดดูก่อน 

      "ตอนนี้เรายังมีเงินไม่พอ รอให้กลับจากการนำโอสถไปขายก่อนเถอะ" ชายหนุ่มที่คาดว่าน่าจะเป็นพี่ชายกล่าวตอบ ดูจากการแต่งกายแล้วคนพี่ชายน่าจะเป็นผู้ปรุงโอสถส่วนคนน้องสาวกลับแต่งกายด้วยชุดทะมัดทะแมงคงจะเป็นสายยุทธ์ 

      "แต่ท่านพี่... กว่าจะกลับมาข้ากลัวว่าจะมีผู้อื่นมาซื้อมันไปก่อน" 

      "ก็ใครใช้ให้เจ้าจับจ่ายแทบจะทุกร้านที่เดินผ่านกันเล่า ท่านลุง พวกเราขอจองดาบเล่มนี้ไว้ได้ก่อนหรือไม่ เสร็จจากการนำโอสถไปขายแล้วจะรีบนำเงินมาจ่ายทันที" ชายหนุ่มที่เห็นความดื้อดึงในแววตาของน้องสาวจึงหันไปต่อรองกับเจ้าของร้านแทน 

      "ข้าจะขายให้ผู้ที่จ่ายชำระก่อนเท่านั้น ถ้าพวกเจ้าไม่มีเงินก็ไสหัวออกไปซะ อย่ามาเกะกะขวางทางเข้าออกลูกค้าคนอื่น!" ชายเจ้าของร้านตะคอกเสียงดังจนผู้คนรอบข้างเริ่มหันมามองดูแต่กลับไม่มีใครเข้ามาให้ความช่วยเหลือ 

      "ดาบเล่มนั้นราคาเท่าไหร่?" นางเดินเข้าไปและชี้ไปยังดาบเจ้าปัญหา 

      "โอ้... คุณหนูสนใจดาบเล่มนี้หรือ? ไม่แพงเลยเพียงแค่ยี่สิบตำลึงเงินเท่านั้น" ชายเจ้าของร้านขายดาบมองเด็กสาวผู้มาใหม่ยิ้มกะลิ้มกะเหลี่ย รูปร่างเล็กบอบบางเช่นนี้คงจะเป็นคุณหนูน้อยตระกูลไหนสักตระกูลที่ชอบผลาญเงินโดยการซื้อไปสะสมมากกว่าใช้งานจริงเป็นแน่ 

      "หืม เพิ่งรู้นะว่าแค่ดาบที่ตีหยาบๆ แลดูคุณภาพต่ำจะราคาสูงถึงเพียงนี้" นางยกดาบขึ้นมาพิจารณาใกล้ๆ แล้ววางลงอย่างแนบเนียนแสดงสีหน้าไม่พอใจต่อผลลัพธ์ที่ได้วางมาดเป็นผู้เชี่ยวชาญ หนักชิบ! พวกจอมยุทธ์หรือทหารเขาใช้ดาบที่หนักเป็นกิโลขนาดนี้ไปไล่ฟันศัตรูข้าศึกได้อย่างไร 

      เจ้าของร้านหน้าตึงขึ้นมาทันทีที่ได้ยิน ดาบนี้เป็นแค่ดาบคุณภาพต่ำจริงแต่ที่นี่เป็นตลาดมืดเราตั้งราคาตามที่พอใจ ถ้าอยากได้ก็ต้องย่อมจ่ายเท่านั้น 

       "ถึงจะตีหยาบๆ แต่คุณสมบัติของมันกลับทนทานไม่หักบิ่นง่าย เหมาะสำหรับคนที่มีพลังกำลังมากราคาย่อมค่อนข้างแพงเป็นธรรมดา” 

      "แค่ดาบธรรมดายังราคาสูงถึงเพียงนี้คงมิต้องกล่าวถึงอย่างอื่นแล้วกระมั้ง ข้าคงต้องไปซื้อร้านอื่นที่ถูกกว่าแล้วล่ะ" นางทำสีหน้าตัดใจและกำลังเดินจากไป 

      "สิบตำลึง!" เจ้าของร้านโพล่งออกมา 

      "หื้ม?" นางเอียงคอแสร้งทำหน้าไม่เข้าใจ 

      "ข้าขายให้เจ้าในราคาสิบตำลึง ถูกกว่านี้ไม่ได้แล้วแต่จะแถมมีดสั้นให้อีกหนึ่งเล่ม" 

      "อ่า ท่านลุงข้าไม่อยากเอาเปรียบท่านหรอกนะ ในเมื่อพวกเราไม่มีเงินพอจะจ่ายให้ท่านจึงเลือกซื้อร้านอื่นที่ถูกกว่าเป็นการดีแล้ว" 

      "ฮึ่ม! ไม่ต้องข้าลดให้แล้วนี่ไง" สุดท้ายชายเจ้าของร้านจึงตัดสินใจขายดาบและมีดสั้นให้นางในราคาเพียงสิบตำลึงเงิน ถ้าเขาไม่ยอมให้เดือนนี้คงขายไม่ได้เลยสักชิ้นเป็นแน่ 

               "ขอบคุณเจ้าค่ะ" 

               “นี่ของเจ้า” ซิ่นหนี่ว์ยื่นดาบที่ซื้อมาให้กับเด็กสาวคนนั้น เหตุที่นางยอมจ่ายสิบตำลึงเงินเพื่อดาบหนักๆ เล่มเดียวทั้งที่ไม่จำเป็นให้เด็กสาวคนนี้ก็แค่เพราะรู้สึกถูกชะตา 

               "ให้ข้าหรือ?" เด็กสาวชี้นิ้วเข้าหาตนเอง ไม่ได้รู้จักหรือมีบุญคุณต่อกันทำไมต้องยอมจ่ายเพื่อนาง 

               "ใช่ แลกกับการให้พวกเจ้าช่วยแนะนำร้านที่สามารถขายโอสถได้ในราคาสูง" ถ้าบอกว่าให้โดยไม่มีเหตุผลก็คงจะเป็นการดูถูกยังไงนางก็ต้องหลอมยามาขายอยู่แล้วสู้ให้สองคนนี้ช่วยย่อมรู้ที่ทางดีกว่า เพราะคนพี่บอกจะนำยาไปขายก็คงต้องรู้จักแหล่งหรือร้านดีๆ สักร้าน 

      "ทำไมถึงเลือกให้พวกข้าช่วย" คนพี่ชายถาม 

      "เพราะข้าได้ยินว่าพวกท่านจะนำโอสถไปขาย แล้วข้าเพิ่งมายังที่แห่งนี้ครั้งแรกยังไม่รู้จักทิศทางหรือกฎระเบียบเท่าใดนัก ถ้าได้คนนำทางคงจะดีไม่น้อย" นางกล่าวและนำมีดสั้นที่ได้ใส่เข้าไปในกำไลจักรพรรดิมังกรอย่างรวดเร็ว 

      "ท่านพี่ช่วยนางเถอะ แค่เดินเที่ยวชมคงไม่เป็นไรหรอก" 

      "แต่..." ชายหนุ่มอึกอัก เขาไม่ค่อยไว้วางใจ ถึงนางจะดูบริสุทธิ์ไร้เดียงสาแต่กลับกล้ามายังตลาดมืดโดยไร้คนคุ้มกันอย่างนี้ต้องมีวรยุทธ์สูงส่งเป็นแน่ เกิดนางหลอกหรือทำร้ายพวกเขาล่ะ 

      "ถ้าลำบากใจก็ไม่เป็นไร" 

      "ท่านพี่ช่วยนางเถอะนะเจ้าคะ" เด็กสาวเขย่าแขนพี่ชายอย่างออดอ้อน 

      "เฮ้อ...ก็ได้ๆ แต่พวกข้าต้องนำโอสถไปขายก่อน" คนพี่ถอนหายใจอย่างยอมแพ้ต่อลูกอ้อน มือหนายกขึ้นมาลูบศีรษะน้องสาวอย่างเอ็นดู 

          "ไม่มีปัญหา" 

               "ข้าชื่อฮว่านไป๋ฝู ส่วนนี่พี่ชายข้าชื่อฮว่านชางฮุ่ย แล้วเจ้าล่ะ" นางกล่าวแนะนำตนเองและพี่ชายอย่างกระตือรือร้นและห้าวหาญหาได้ยากนักในยุคที่หญิงเป็นรองชายเยี่ยงนี้ 

       ซิ่นหนี่ว์มองด้วยรอยยิ้มหวนให้นึกถึงชาติภพก่อน นิสัยและท่าทางห้าวเกินหญิงแบบนี้หากเป็นในศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดที่ทุกคนมีสิทธิและเสรีภาพเท่าเทียมกันคงกลายเป็นเจ้าแม่ตัวแสบประจำรุ่นแน่นอน 

               "ตระกูลฮว่านหรือ" 

               ตระกูลฮว่านในอดีตนั้นเป็นเพียงขุนนางชั้นผู้น้อยที่ไม่มีอำนาจทางการเมือง การทหารหรือได้รับความสนใจมากนักเนื่องจากในตระกูลไม่มีผู้ฝึกยุทธ์ที่แข็งแกร่ง กระทั่งผู้นำตระกูลฮว่านคนปัจจุบัน 'ฮว่านจือหรง' ผู้ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นคนซื่อตรง ไม่ป้อนคำหวานเพื่อเอาใจคนและจงรักภักดีรวมกับพลังยุทธ์ระดับเจ็ดขั้นกลางจนไต่เต้าขึ้นมาเป็นขุนนางขั้นสี่ทำให้พลิกสถานะตระกูลฮว่านให้มาแข็งแกร่งได้ในที่สุด 

               "ฮว่านจือหรง อ่า ข้าได้ยินมาว่าเขาเป็นผู้นำตระกูลที่เก่งกาจและแข็งแกร่งผู้หนึ่ง แต่ทำไมลูกหลายตระกูลฮว่านอย่างพวกท่านถึงมายืนต่อรองดาบเหล็กธรรมดาที่ตลาดมืดนี่ได้ล่ะ" นางกล่าวขึ้น สายตาเหลือบมองอาการของสองพี่น้อง 

               "แน่นอนว่าท่านพ่อของข้าเก่งที่สุดใช่ไหมเจ้าคะพี่ใหญ่ แล้วเราก็ไม่ได้ต่อรองเพียงแต่ระหว่างทางเจอของถูกใจเยอะจนมาเจอดาบนี่พอเปิดถุงดูอีกที... เงินก็เหลือไม่ถึงสิบตำลึงเงินไปแล้ว" ไป๋ฝูกล่าวตอบเสียงอ่อยคล้ายสำนึกผิดในตอนท้าย 

               รอยยิ้มบนใบหน้าและดวงตากลมโตสื่อถึงความภาคภูมิใจยามเอ่ยถึงบิดาในคราแรกหลุบมองลงต่ำไม่นานก็ตะหวัดกลับมาจ้องนางเขม่ง "แต่เจ้ายังไม่บอกชื่อเสียงเรียงนามตนเองเลยนะ" 

               นางชะงักไปนิด ลังเลว่าจะบอกชื่อจริงหรือชื่อปลอมดี "เรียกข้าว่าซิ่นหนี่ว์ก็แล้วกัน" 

               "ซิ่นหนี่ว์หรือ? เจ้าใช่บุตรสาวท่านแม่ทัพจางเพ่ยจวินที่เขาล่ำลือกันว่าอัปลัก... อุ๊ป--" ไป๋ฝูอุทานออกมาเสียงดังด้วยความแปลกใจจนชางฮุ่ยต้องเอามือมาปิดปากน้องสาวตัวดีของตนเองไว้เพราะเกรงว่าจะเป็นการเสียมารยาทและทำให้ตกเป็นเป้าสายตาผู้อื่น 

               "แล้วเจ้าคิดว่าอย่างไรล่ะ" ใช่ที่วิญญาณของนางคือจางซิ่นหนี่ว์ที่จากศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด ไม่ใช่คือวิญญาณของนางไม่ใช่จางซิ่นหนี่ว์ที่เป็นบุตรสาวบุญธรรมท่านแม่ทัพจางผู้นั้น 

               "ข้าคิดว่าไม่ใช่แน่นอน" ฮว่านไป๋ฝูทุบกำปั้นใส่ฝ่ามือตนเองยืนยันความคิดหนักแน่น  

               ซิ่นหนี่ว์เลิกคิ้วแปลกใจ “เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าไม่ใช่” 

               “ก็คุณหนูตระกูลมู่โพนทะนาไปทั่วว่า อัปลักษณ์ล่มเมืองกลับมาแล้ว แต่ใบหน้าก็ยังคงมีปานแดงน่างเกลียดเช่นเดิมไม่เปลี่ยน” 

               “แล้วเจ้าเชื่อหรือไม่” ซิ่นหนี่ว์ถามขึ้น  

               “เชื่อส่วนมิเชื่อส่วน ใครจะรู้...คำพูดของมู่เหม่ยลี่ หากไม่เป็นความจริงก็เป็นเพราะนางริษยาจนต้องปล่อยข่าวลือ” 

               ซิ่นหนี่ว์หลุดหัวเราะเมื่อได้ฟัง นางคิดว่าฮว่านไป๋ฝูผู้นี้คงไม่กินเส้นกับมู่เหม่ยลี่นัก ทำให้นางตัดสินใจบางอย่างได้ง่ายขึ้น “เช่นนั้นครั้งนี้เจ้าควรเชื่อนาง เพราะจางซิ่นหนี่ว์มีปานแดงอัปลักษณ์บนใบหน้าจริงๆ” 

               “แต่เจ้าบอกว่าตนเองคือจางซิ่นหนี่ว์ และเจ้าไม่มีปาน...” ฮว่านไป๋ฝูทำหน้าไม่เชื่อ แต่เมื่อหญิงสาวตรงหน้าจับมือนางไปสัมผัสตรงลำคอ จึงพบรอยต่อระหว่างผิวที่ไม่เสมอกัน นางเบิกตากว้าง 

               “หน้ากากหนังมนุษย์หรือ...” ฮว่านไป๋ฝูกระซิบถาม เมื่อซิ่นหนี่ว์พยักหน้ารับจึงหมดความสงสัย "แล้วเอ่อคือ... ข้าขอถามอะไรบางอย่างได้หรือไม่" 

      "ว่ามาสิ" 

      "เจ้าเคยอัปลักษณ์จริงๆหรือ เพราะดูจากตอนนี้ไม่เหมือนคนเคยอัปลักษณ์ราวอสูรกายอย่างในข่าวลือสักนิด" 

               ซิ่นหนี่ว์ตาโต ไม่คิดว่าสตรีตรงหน้าจะถามออกมาตรงๆ เช่นนี้แต่นั่นยิ่งทำให้นางรู้สึกถูกชะตามากยิ่งขึ้น นางหัวเราะออกมาเล็กน้อยก่อนตอบ 

      "ข้าเคยอัปลักษณ์จริง บังเอิญระหว่างเดินทางไปแคว้นจูเชว่เจอผู้ปรุงโอสถที่เก่งกาจและใจบุญท่านหนึ่งช่วยรักษาจนหายแต่ก็ เฮ้อ... ใบหน้านี้ไม่สามารถกลับมางดงามได้อีกแล้ว" มือบางยกขึ้นมาลูบไล้ใบหน้าที่สวมหน้ากากด้วยความเสียดาย 

      "เจ้าไม่ต้องเสียใจไป คนเราจะงามใช่งามที่ใบหน้าเพียงอย่างเดียว เนื้อแท้ภายในต่างหากที่จะวัดว่าใครงามที่สุด เอาล่ะ เรารีบนำโอสถไปขายดีกว่าจะได้มีเวลาพาเจ้าเดินชมตลาดมืดแห่งนี้นานขึ้น" ฮว่านชางฮุ่ยกล่าวปลอบใจ 

      เมื่อก่อนที่จะอัปลักษณ์นั้นเขาเคยได้ยินมาว่านางงดงามดุจเทพธิดาตัวน้อยๆ บอบบางราวกับกลีบบุปผาชาติใครเห็นเป็นอันได้รักใคร่เอ็นดู พอเรื่องราวกลับกลายเป็นแบบนี้คงยากที่จะทำใจ 

               "ขอบคุณ พวกท่านเป็นคนดีจริงๆ" 

               ฮว่านไป๋ฝูหันขวับมามองซิ่นหนี่ว์ รอยยิ้มของนางกว้างขึ้นทันที “แน่นอนว่าข้าเป็นคนดี” 

               ซิ่นหนี่ว์สนทนากับสองพี่น้องตระกูลฮว่านเพลินจนเดินมาถึงหน้าหอสูงแห่งหนึ่ง การก่อสร้างดูมั่นคงแข็งแรงคล้ายหอสังเกตการณ์ตามชายแดนแต่กว้างขวางมากกว่า มีผู้คุ้มกันของตลาดมืดที่เจ้าของสถานที่แห่งนี้จ้างมาเพื่อคุ้มกันโดยเฉพาะคอยยืนคุมอยู่รอบๆ 

      ป้ายด้านหน้าเขียนบ่งบอกว่าสถานที่แห่งนี้คือ 'หอประมูลเป่าชาง' ด้วยลายเส้นอักษรที่ทรงพลังทว่าแฝงไปด้วยความอ่อนช้อยงดงามคาดว่าผู้ที่เขียนสลักอักษรป้ายนี้ต้องมีพลังยุทธ์ขั้นเจ็ดขึ้นไป 

      "ต้องนำโอสถไปขายมิใช่หรือ ทำไมมาที่หอประมูลล่ะ" ซิ่นหนี่ว์เอ่ยถามขึ้นมาด้วยความสงสัย 

      "ถ้าเป็นเพียงโอสถหาง่ายระดับต่ำจนถึงระดับกลางก็คงขายที่ร้ายโอสถธรรมดาภายนอกได้ แต่ถ้าเป็นระดับสูงขึ้นไปการนำออกประมูลนั้นจะทำให้ได้ราคาดียิ่งกว่า เพราะต่อให้โอสถขั้นเดียวกันแต่ระดับต่างกันนิดเดียวก็มีมูลค่าต่างกันมหาศาลเลยล่ะ" ฮว่านชางฮุ่ยอธิบายให้ซิ่นหนี่ว์ฟังอย่างรวบรัด 

      "แสดงว่าถ้าโอสถนั้นหายากมากถึงแม้ระดับต่ำก็มีราคาสูงถึงขนาดต้องนำมาประมูลสินะ" 

      "ใช่ โอสถระดับกลางต้องหลอมโดยผู้ปรุงยาขั้นกลางขึ้นไปเท่านั้น แล้วถึงในแคว้นชิงหลงแห่งนี้จะมีผู้ปรุงยาขั้นกลางอยู่ค่อนข้างมากแต่ส่วนใหญ่ก็เป็นคนในสำนักศึกษามังกรเหินที่หยิ่งทระนงทั้งนั้น อีกอย่างใช่ว่าจะหลอมโอสถระดับกลางออกมาได้อย่าพร่ำเพื่อเสียเมื่อไหร่" 

      "อ้าว ก็ไหนบอกว่าผู้ปรุงยาขั้นกลางขึ้นไปสามารถหลอมได้แล้วไง" ตอนที่อยู่หมู่บ้านแสงจันทร์ที่นางเลื่อนระดับเข้าขั้นกลางครั้งแรกยังหลอมออกมาได้ครั้งละห้าเม็ดภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งเค่อด้วยซ้ำ ก็ไม่เห็นว่ามันจะยุ่งยากตรงไหน? 

      "ก็ใช่ แต่ผู้ปรุงยาขั้นกลางโอกาสสำเร็จมันแค่สามในสิบ ใช้พลังเยอะ ผลลัพธ์ยังได้แค่ครั้งละสองถึงสามเม็ดเท่านั้น เข้าใจหรือยัง" ฮว่านชางฮุ่ยหันไปถามหญิงสาวด้านข้างด้วยความเอ็นดู ถึงจะพบกันเพียงไม่นานแต่เขารู้สึกเหมือนได้น้องสาวช่างสงสัยเพิ่มมาอีกหนึ่งคนเสียแล้ว 

      "อือ เข้าใจแล้ว" ซิ่นหนี่ว์พยักหน้าอย่างเข้าใจตามที่กล่าว 

      ถ้าหลอมโอสถระดับสูงขึ้นไปแล้วนำมาประมูลยังที่แห่งนี้ก็สามารถหาเงินได้แล้วสินะ แต่ในเมื่อมันเป็นของหายากการนำออกมาทีละมากๆ หรือบ่อยครั้งจะทำให้มูลค่าของมันย่อมด้อยลง คงต้องหลอมระดับกลางหรือต่ำลงมาหน่อยแล้วกระจายออกขายตามร้านภายนอกด้วยทีนี้เราก็ไม่ต้องกังวลเรื่องเงินอีกต่อไป 

      ซิ่นหนี่ว์วางแผนการขายโอสถเพื่อเพิ่มเงินทุนในหัวอย่างรวดเร็ว เนื่องจากชาติภพก่อนถึงจะเป็นเด็กกำพร้าที่ต้องทำอะไรด้วยตนเองแต่เพราะมรดกที่พ่อแม่ทิ้งไว้ทำให้สามารถใช้ชีวิตได้อย่างเรียบง่ายและสุขสบายมาโดยตลอดจนทำให้ติดนิสัยขี้เกีย... แค่กๆ เรียกว่าประหยัดพลังงานดีกว่า อะไรที่ต้องใช้แรงเราจะไม่ทำมันเด็ดขาด 

     ฮว่านชางฮุ่ยยืนขวดกระเบื้องที่บรรจุโอสถให้เจ้าหน้าที่หอประมูลตรวจสอบ เพียงแค่เปิดฝากลิ่นยาลูกกลอนก็โชยออกมาบ่งบอกว่าเป็นโอสถจิตวิญญาณระดับกลางขั้นสูง ทางหอประมูลรับซื้อเม็ดละหนึ่งร้อยสิบตำลึงทองและบอกว่าจะนำออกประมูลภายในวันนี้ทันทีเพราะมีลูกค้าหลายท่านต้องการ 

      "เราสามารถเข้าชมการประมูลได้หรือไม่?" ซิ่นหนี่ว์หันไปถามสองพี่น้องตระกูลฮว่าน 

      หอประมูลเป็นแหล่งรวบรวมของแปลกและหายากที่ผู้คนต้องการ นางก็แค่อยากรู้ว่าคนในโลกนี้นิยมชมชอบสิ่งใด เผื่อนางมีของแปลกหรืออยากได้ของแปลกจะได้มาถูก 

      "ย่อมได้เพียงแต่ต้องค่าเข้าคนละสิบตำลึงทอง เจ้าอยากเข้าไปหรือ" 

      สิบตำลึงทองก็ไม่ถือว่าเกินกว่าที่คิดไว้เท่าไหร่ ไว้นางปรุงโอสถระดับสูงหน่อยแล้วค่อยมาเอาทุนคืนก็ยังไม่สาย 

      ซิ่นหนี่ว์พยักหน้าตอบ "ข้าไม่เคยเข้าหอประมูลมาก่อนจึงเพียงอยากเห็นว่าเป็นอย่างไร" 

      "ในเมื่อโอสถก็ขายเสร็จแล้วงั้นข้ากับพี่ใหญ่จะเข้าไปกับเจ้าด้วย ถือเป็นการทำตามสัญญาที่จะพาเที่ยวชม" 

       “ดี!” นางตอบและเดินนำหน้าเข้าไปทันที  

 

       ภายในโรงประมูลแห่งนี้ลักษณะคล้ายโรงละครมีทั้งหมดสามชั้น ด้านล่างเป็นเพียงโถงกว้างที่มีโต๊ะธรรมดาแต่ด้านบนกลับกั้นด้วยฉากไม้ดูหรูหรากว่ามากซึ่งมีไว้เพื่อรองรับคนรวยระดับคหบดีใหญ่ ขุนนางขั้นสูงหรือเชื้อพระวงศ์ขึ้นไปเท่านั้น ด้านหน้าตรงกลางเป็นเวทียกพื้นสูงทรงกลมขนาดเล็กสำหรับใช้จัดแสดงสินค้าที่นำออกประมูล มีสาวงามอายุอานามประมาณยี่สิบหนาวในชุดสีแดงสดกำลังกรีดกายด้วยท่วงท่างดงามนำเสนอสินค้าอยู่ 

      "คนเยอะยิ่งนักจะมีที่วางให้เราหรือ" ดวงตากลมโตของจางซิ่นหนี่ว์กวาดมองดูผู้คนที่จับจองที่นั่งเต็มด้านล่างแล้วจึงหันมาถามฮว่านไป๋ฝู 

      ฮว่านชางฮุ่ยมองไปยังรอบๆ หอประมูลเป่าชาง "ที่นี่มีการประมูลหลากหลายรายการ มีคนเข้าร่วมมากมายจึงค่อนข้างแออัด" 

      "งั้นเราไปด้านบนกันดีหรือไม่" ฮว่านไป๋ฝูเสนอขึ้นมา 

      ซิ่นหนี่ว์มองไปยังชั้นสองแล้วอดเลิกคิ้วสูงไม่ได้ "แต่ตรงบันไดมีผู้คุมขวางอยู่" 

      "เพียงหยิบจ่ายเพิ่มอีกสักเล็กน้อยก็ขึ้นไปได้แล้วน่า" ฮว่านไป๋ฝูหันมาขยิบตาให้อย่างซุกซนแล้วลากซิ่นหนี่ว์ไปยังบันไดทางขึ้นชั้นสองทันที ฮว่านชางฮุ่ยทอดถอนใจกับความเอาแต่ใจของน้องสาวแล้วจึงเดินตามหลังยื่นเงินในถุงส่งให้ผู้คุม 

      "อะไรกัน ด้านบนก็มิมีที่ว่างเลยหรือ เพ้ย! คนพวกนี้เงินทองมีมากกันนักหรือไรถึงได้เอามาผลาญขนาดนี้" ฮว่านไป๋ฝูบ่นออกมาอย่างหงุดหงิดหลังจากมองโดยรอบแล้วไม่พบที่ว่าง 

       แล้วตอนแรกมันใครวะที่ช็อปซะเงินหมด ซิ่นหนี่ว์ที่ได้ยินก็อดท้วงในใจไม่ได้ 

      "เอายังไงดีล่ะหนี่ว์เอ๋อร์" นางหันมาถามหญิงสาวด้านข้าง ขืนอยู่ไปก็มิมีที่นั่ง จะให้ตัดใจจากไปก็เสียดายเงิน 

      ยังไม่ทันทีซิ่นหนี่ว์จะได้ตอบออกไปอยู่ๆก็มีร่างของบุรุษในชุดองครักษ์เดินเข้ามาหาเสียก่อน ทั้งสามคนจ้องมองพิจารณาผู้มาเยือนด้วยความแปลกใจ จะบอกว่าเป็นคนของสองพี่น้องฮว่านก็มิน่าใช่เพราะคงต้องออกมาแต่ทีแรกและตระกูลขุนนางคงไม่ถึงขนาดมีองครักษ์ของวังหลวงอารักขาขนาดนี้ เขาก้มศีรษะทำความเคารพทั้งสามคนแล้วจะแจ้งจุดประสงค์ว่ามีคนเชิญพวกตนให้ไปร่วมโต๊ะด้วยสร้างความมึนงงสงสัยจนต้องมองหน้ากันเอง 

 

               ห่างออกไปไม่ไกลนัก ตั้งแต่ทั้งสามคนก้าวเข้ามาภายในโรงประมูลแห่งนี้ก็ตกอยู่ในสายตาของกลุ่มผู้มีฐานะสูงศักดิ์ซึ่งเป็นชายหนุ่มสองคนและหญิงสาวอีกหนึ่ง 

      "อา...สองคนนั่นคือบุตรของท่านขุนนางฮว่านจือหรงมิใช่หรือ ช่างซุกซนกันยิ่งนักถึงมายังที่แห่งนี้โดยไร้ผู้คุ้มกันได้" บุรุษหน้าตาหล่อเหลาในชุดสีเขียวดูสบายตาเรียบหรูและสูงส่งกล่าวขึ้นเรียกความสนใจจากผู้ร่วมโต๊ะอีกสองคนที่นั่งจิบชารอชมการประมูลได้อย่างดี 

      เขาคือองค์ชายแปดเฮ่อเหลียนเทียนเวิ่น องค์ชายที่กำเนิดจากเสียนเฟยที่หลังให้กำเนิดเขาไม่กี่วันก็สิ้นใจตายไป หวงกุ้ยเฟยจึงรับไปเลี้ยงด้วยเหตุว่าต้องการให้บุตรชายมีเพื่อนเล่นในวัยใกล้เคียงกัน 

      ด้วยใบหน้าขาวเรียวงาม คิ้วหนา ดวงตาคู่งามสีน้ำตาลที่สะท้อนความสนุกสนานอยู่เป็นนิจ จมูกโด่งสวย ริมฝีปากบางสีส้มที่คลี่ยิ้มอย่างคนอารมณ์ดี ประกอบกับรูปร่างสูงโปร่งท่าทีผ่อนคลายสบายตาทำให้องค์ชายเจ้าสำราญผู้นี้เป็นที่หมายปองของบรรดาสาวๆไม่น้อย 

               "ดูเหมือนจะหาที่ว่างไม่ได้นะเพคะ" เสียงไพเราะและอ่อนหวานของมู่เหม่ยลี่หญิงสาวหนึ่งเดียวกล่าวขึ้น เหตุที่นางสามารถมานั่งร่วมกับองค์ชายได้ก็เพราะบังเอิญเจอระหว่างทางที่ตลาด นางจึงไล่บรรดาผู้คุ้มกันกลับไป เหลือเพียงสาวใช้คนสนิทที่ติดตามมาเพื่อไม่ให้เป็นที่ครหาเท่านั้น 

               "แล้วคุณหนูชุดขาวผู้นั้นเป็นบุตรสาวตระกูลใดกัน ไยไม่เคยพบเห็นมาก่อน" ใบหน้างดงามของเฮ่อเหลียนเทียนเวิ่นยามเอ่ยถามไม่เจาะจงผู้ใดตอบ ดวงตาคู่นั้นที่จ้องมองไปยังร่างเล็กมีประกายบางอย่างแวบผ่าน 

           มู่เหม่ยลี่ไล่สายตามองตา เมื่อเห็นใบหน้าสามัญที่ไม่คุ้นตาก็ขมวดคิ้วน้อย “หม่อมฉันคิดว่าอาจเป็นสหายของทั้งคู่เพคะ” 

               "อา...ช่างเถอะ เชิญพวกเขามาร่วมโต๊ะกับเราได้หรือไม่พี่สาม" องค์ชายแปดเฮ่อเหลียนเทียนเวิ่นหันไปถามบุรุษหน้าตาหล่อเหลาคมเข้มในชุดสีดำเรียบหรู 

               "ตามใจเจ้าสิ" เสียงทุ่มทรงอำนาจเอ่ยออกมาอย่างไม่ใส่ใจนัก 

               ดวงตาสีอำพันแปลกตาเรียบเฉยเย็นชากวาดมองผ่านเพียงชั่วครู่ คิ้วดำเข้มพาดเฉียงรับกับดวงตาคู่คม จมูกโด่งสวยน่ามอง ริมฝีปากบางสีแดง ดวงหน้าหล่อเหลาคมเข้ม เส้นไหมสีดำเงางามถูกรวบด้านข้างทั้งสองไปไว้ด้านหลังด้วยผ้าสีดำทีเหลือปล่อยแผ่พริ้วสยาย ร่างสูงใหญ่สมส่วมดูงดงามสูงส่งจนน่าอิจฉาเอนกายพิงพนักวางตัวเย่อหยิ่งราวเทพเจ้า 

               นั่นเป็นเพราะชายผู้นี้คือองค์ชายสามเฮ่อเหลียนซิวหยางที่กำเนิดจากหวงกุ้ยเฟยผู้งดงามและเป็นที่รักยิ่งของฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน 

               เฮ่อเหลียนซิวหยางเหม่อมองไปยังการประมูลเบื้องล่าง มือเรียวยาวยกจอกชาเบญจมาศขึ้นจิบหาได้สนใจจะหันไปมองบุคคลผู้มาใหม่อีกสามหรือบทสนทนาไร้สาระที่กำลังสนทนากัน จนกระทั่งด้านล่างมีการนำบางอย่างซึ่งถูกคลุมไว้ด้วยผ้าสีดำทึบทำให้มิสามารถมองเห็นสิ่งที่อยู่ภายในได้ออกมาเรียกความสนใจจากคนได้เป็นอย่างดี 

               ของประมูลชิ้นสุดท้ายสำหรับวันนี้คือสิ่งที่เขาต้องการ... 

               ร่างบางในชุดสีแดงสดกรีดกรายวนโดยรอบ มือบางลูบไล้ผ้าที่ปิดคลุมบางสิ่งอย่างแผ่วเบา ดวงตาหวานเชื่อมช้อนมองไปยังเหล่าผู้ชม 

               "สินค้าพิเศษที่ทุกท่านรอคอย ชิ้นสุดท้ายสำหรับวันนี้..." 

               มือเรียวกระชากผ้าคลุมสีหม่นออก เผยให้เห็นขวดกระเบื้องลายครามเนื้อดีสำหรับใส่โอสถ 

               เมื่อเปิดฝาจุกออกและเทลงบนฝ่ามือ ปรากฏยาลูกกลอนสีขาวนวลยามกระทบแสงจะเปลี่ยนเป็นสีฟ้าอ่อนไหวส่งประกายระยิบระยับจำนวนหนึ่งเม็ด กลิ่นหอมหวนที่ระเหยออกมาชวนให้ความรู้สึกสดชื่นเย็นสบายคล้ายถูกชโลมด้วยสายน้ำ ร่างกายที่เหนื่อยล้าสะสมพลันตื่นตัวทันทีที่ได้กลิ่น 

               "โอสถวารีราชันย์ระดับกลาง! ทางโรงประมูลของเรารับซื้อจากผู้ปรุงโอสถปริศนาท่านหนึ่ง มีเพียงหนึ่งเม็ดเท่านั้น" 

               ทันทีที่กล่าวจบก็เรียกเสียงฮือฮาจากผู้คนภายในโรงประมูลได้อย่างล้นหลาม เหล่าขุนนางชั้นสูง คหบดีใหญ่ที่เอาแต่หลบในห้องรับรองส่วนตัวในคราแรกเริ่มเผยตัวออกมาจับจ้องและเตรียมพร้อมที่จะห้ำหันสู้ราคาเพื่อที่จะได้เป็นผู้ครอบครองโอสถล้ำค่าเม็ดนี้ 

               ต่อให้ตอนนี้ตนมีระดับพลังไม่ถึงขั้นแล้วอย่างไร ใช่ว่าวันข้างหน้าจะเท่าเดิมเสียเมื่อไหร่ แค่ให้ได้ครอบครองก็มีค่าเทียบเท่าสมบัติประจำตระกูลเลยทีเดียว 

               เพราะในโลกนี้ไม่มีใครไม่รู้จักโอสถวารีราชันย์ มันคล้ายกับโอสถจิตวิญญาณตรงที่สามารถเลื่อนระดับพลังยุทธ์เพิ่มขึ้นเพียงแต่เหมาะสำหรับผู้ฝึกยุทธ์ระดับแปดขึ้น ถ้าผู้ที่กินเข้าไประดับต่ำกว่านั้นร่างกายจะไม่สามารถรองรับพลังจนเกิดธาตุไฟแตกได้ 

               โอสถวารีราชันย์ระดับต่ำเพิ่มขึ้นหนึ่งระดับ ระดับกลางเลื่อนขึ้นสองระดับ ระดับสูงเลื่อนขึ้นสามระดับและโอสถสู่ราชันย์ทุกระดับสามารถกรุยทางให้ผู้ที่เส้นชีพจรติดขัดไม่สามารถเลื่อนระดับได้ให้กลับกลายเป็นสมบูรณ์ได้อย่างอัศจรรย์ 

               สูตรการหลอมโอสถวารีราชันย์นั้นหายากยิ่ง ผู้คนต่างกล่าวขานกันว่าสูตรต้นฉบับได้หายสาบสูญเหลือเพียงแค่ฉบับคัดลอกแค่สองฉบับเท่านั้น หนึ่งอยู่ในท้องพระคลังหลวงแคว้นจูเชว่ อีกหนึ่งอยู่ที่เผ่าจิ้งจอก 

               ไม่ต้องคาดเดาก็รู้ว่าซิ่นหนี่ว์ย่อมได้รับการถ่ายทอดมาจากท่านเฟิ่งหยูอย่างแน่นอน 

               ซิ่นหนี่ว์วางถ้วยชาในมือลงอย่างแผ่วเบา หลังจากถูกเชิญมาร่วมโต๊ะกับเหล่าองค์ชายอย่างงงๆ นางก็นั่งดื่มชาเงียบๆ พยายามทำตัวสงบเสงียมแม้จะถูกสายตาอาฆาตที่ส่งตรงมาจากมู่เหม่ยลี่เป็นระยะก็ไม่มีหวั่น จนกระทั่งของประมูลรายการสุดท้ายออกมา 

               นางเพ่งสายตาและความสนใจทั้งหมดไปยังยาลูกกลอนสีขางประกายฟ้าอ่อนนวลเนียนเม็ดนั้น จมูกสูดดมกลิ่นที่โชยออกมาสมองพยายามแยกแยะส่วนผสมต่างๆ  

               "นั่นคือโอสถวารีราชันย์จริงหรือ?" มู่เหม่ยลี่จ้องมองไปยังโอสถที่อยู่บนมือหญิงสาวบนเวทีอย่างโง่งม ถึงนางจะไม่ใช่ผู้ปรุงยาแต่ก็เคยได้ยินผู้ใหญ่ในตระกูลกล่าวถึงมาบ้างว่าเป็นยอดโอสถที่ผู้ฝึกยุทธ์ต่างเสาะแสวงหาเพื่อให้ได้มาครอบครอง ไม่คิดว่าการตามองค์ชายสามเฮ่อเหลียนซิวหยางมายังที่แห่งนี้จะทำให้นางมีโอกาสได้เห็นโอสถล้ำค่า 

               "เป็นโอสถวารีราชันย์จริง" ฮว่านชางฮุ่ยกล่าวขึ้น เนื่องจากเป็นศิษย์สายตรงของเจ้าสำนักผู้ปรุงโอสถทำให้เขามีโอกาสได้เห็นโอสถวารีราชันย์ที่ท่านอาจารย์หลอมขึ้นมาหนึ่งครั้งและโอสถเม็ดนี้ก็ลักษณะตรงตามที่เห็นมาทั้งสี ทั้งกลิ่น 

               "เจ้ามั่นใจ?" องค์ชายแปดเฮ่อเหลียนเทียนเวิ่นหันมาถาม  

               จากสายข่าววงในแจ้งว่าการประมูลครั้งนี้จะมีโอสถวารีราชันย์ระดับกลางเป็นสินค้าชิ้นพิเศษ เพราะหายากจึงทำให้ได้รับความสนใจเหล่าคณบดีใหญ่ ขุนนางขั้นสูงรวมทั้งเชื่อพระวงศ์ต้องการครอบครอง เหล่าผู้ปรุงโอสถต่างเข้ามาเพื่อพิสูจน์ว่าเป็นของจริงหรือไม่ และผู้ที่สามารถหลอมโอสถนี้ได้จะต้องมีสูตรโอสถในครอบครองหรือไม่ก็มีผู้อยู่เบื้องหลัง 

      "ขอรับ ทั้งรูป กลิ่น สี ตรงตามที่ตำราเขียนและท่านอาจารย์ที่สำนักเคยให้กระหม่อมเห็นทุกอย่าง แต่กระหม่อมยังไร้ความสามารถมิอาจบอกได้ว่าเป็นระดับใด" ฮว่านชางฮุ่ยกล่าวตอบตามที่รู้ ถ้าเขาหมั่นฝึกฝนจะเลื่อนระดับเป็นผู้ปรุงยาระดับสูงเมื่อไหร่ก็จะสามารถระบุได้ 

      ซินหนี่ว์หันไปมองชางฮุ่ยอย่างพิจารณา เป็นโอสถวารีราชันย์จริงตรงตามที่ชางฮุ่ยบอก เพียงแต่มิใช่ระดับกลางอย่างที่ทางหอประมูลกล่าวอ้างเป็นเพียงระดับต่ำเท่านั้น แต่ถึงจะเป็นระดับต่ำ ผลลัพธ์ที่ได้เมื่อกินเข้าไปก็ถือว่ายอดเยี่ยมอยู่ดี 

      ซิ่นหนี่ว์หาได้สนใจโอสถนั่นไม่ เพราะนางก็สามารถหลอมเองได้และในกำไลมิติที่หลอมเก็บไว้ก็มีมาก แต่สิ่งที่ทำให้นางสนใจใคร่รู้คือใครเป็นผู้หลอมมันขึ้นมาต่างหาก คนต้องเป็นผู้ปรุงยาระดับปรมจารย์เป็นแน่! คงดีไม่น้อยหากนางได้มีโอกาสพูดคุยเผื่อทำธุรกิจร่วมกัน 

       ตอนนี้ราคาของโอสถวารีราชันย์เพิ่มสูงถึงยี่สิบหีบแท่งทองเข้าไปแล้ว ก็ได้แต่สงสัย... 

      หนึ่งหีบแท่งทองเท่ากับสิบแท่งทอง 

      หนึ่งแท่งทองเท่ากับหนึ่งพันตำลึงทอง 

      หนึ่งตำลึงทองเท่ากับหนึ่งพันตำลังเงิน 

               พวกเขามาเพื่อประมูลโอสถวารีราชันย์กันมิใช่รึ เพียงแค่เอ่ยปากบอกราคาไปก็ไม่น่าจะมีใครกล้าสู้แล้วจะรอให้พุ่งสูงไปกี่สิบหีบกัน 

               ซิ่นหนี่ว์เหลือบมองยังองค์ชายทั้งสองที่ยังคงนิ่งเฉยไม่มีทีท่าว่าจะลงสนามแย่งชิงโอสถกับผู้ใดทั้งที่ดูสนใจขนาดนั้น และไม่รู้ว่านางจ้องมากเกินไปหรือกระไร นัยน์ตาสีอำพัลแปลกตาจึงได้ปรายตามามองจนนางต้องสะดุ้งหลบตาวูบเสมองไปยังบรรยากาศเบื้องหน้าแทน 

                มองนิดมองหน่อยก็ไม่ได้ ทำมาตวัดตาใส่ โถ่... 

               เมืองหลวงช่างคับแคบยิ่งนัก คนที่นางไม่อยากเจอที่สุดกลับได้เจอทันทีที่มาถึง เฮ่อเหลียนซิวหยาง...เขายังคงเป็นเช่นเดิมไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากครั้งสุดท้ายที่พบกันนัก มีเพียงระดับพลังยุทธ์เท่านั้นที่ดูจะเพิ่มขึ้นจากขั้นหกเป็นขั้นเจ็ด บ่งบอกว่าคนใช้โอสถวาราชันย์ที่นางเคยมอบให้เป็นของขวัญไปแล้ว... แต่ก็ยังมาประมูลโอสถชนิดนี้อีก 

               “สามสิบหีบแท่งทอง มีท่านใดต้องการที่จะเสนอราคามากกว่านี้หรือไม่เจ้าคะ?” ดวงตาแสนยั่วยวนกวาดมองไปทั่วเพื่อหาผู้ที่ต้องการลงเงินมากกว่านี้ 

               ผู้เสนอราคาสามสิบหีบแท่งทองนั้นเป็นชายชราตระกูลคหบดีใหญ่ แต่ถึงแม้จะร่ำรวยแค่ไหนจำนวนสามสิบหีบแท่งทองนี้ก็เกือบครึ่งหนึ่งของคลังตระกูลเข้าไปแล้ว ถ้ามากกว่านี้เขาคงสู้ไม่ไหวอีกแล้ว! 

               เฮ่อเหลียนเทียนเวิ่นหันไปมองยังญาติผู้พี่ของตนที่เพียงแค่ปรายตามอง รอยยิ้มปรากฏบนใบหน้างดงามทันที ร่างโปร่งบิดกายเล็กน้อยแล้วกระดิกนิ้วเรียกองครักษ์ด้านหลัง คนกระซิบสองสามคำก่อนองครักษ์คนนั้นจะผินกายไปทางเวที 

               “องค์ชายแปดเฮ่อเหลียนเทียนเวิ่น เสนอราคา ห้าสิบหีบแท่งทอง!” 

               สิ้นเสียงประกาศราคาทุกสายตาต่างหันเหมองมองอย่างพร้อมเพียงกันแทบจะในทันที ด้วยราคาที่พุ่งสูงถึงห้าสิบหีบแท่งทองนี้สามารถซื้อจวนหลังใหญ่สองสามหลังได้อย่างสบาย 

               “อ...เอ่อ มีท่านใดต้องการเสนอราคามากกว่านี้หรือไม่เจ้าคะ” ทันทีที่ตั้งสติได้ หญิงสาวผู้อยู่บนเวทีจึงกล่าวถาม สิ่งที่ได้รับกลับมามีเพียงความเงียบเท่านั้น 

               “โอสถวารีราชันย์ตกเป็นขององค์ชายแปดเฮ่อเหลียนเทียนเวิ่นเจ้าค่ะ” 

               เฮ่อเหลียนเทียนเวิ่นยกยิ้มราวกับจำนวนเงินที่เพิ่งเสียไปเป็นเพียงเศษโลหะไร้ค่าเพราะอย่างไรมันก็เป็นเงินของพี่สาม เขาสั่งองครักษ์ให้ไปจัดการเรื่องเงินและนำโอสถมาให้ภายในพริบตา ชายหนุ่มส่งมันให้ญาติผู้พี่ องค์ชายสามเฮ่อเหลียนซิวหยางเก็บใส่ในอกเสื้อแล้วลุกขึ้นเดินออกไปไม่สนใจใครทันที 

               “ในเมื่อทุกอย่างเรียบร้อยแล้วก็กลับกันเถอะ” องค์ชายแปดกล่าวออกมาแล้วลุกขึ้นด้วยท่าทีเกียจคร้านคล้ายแมวง่วงเดินตามพี่ชายตนไป 

               ซิ่นหนี่ว์ลุกขึ้นเดินตามหลังสองพี่น้องฮว่านซึ่งปิดท้ายด้วยมู่เหม่ยลี่จนกระทั่งถึงบันไดทางลงที่มีราวกั้นเตี้ยๆ ซิ่นหนี่ว์สังเกตเห็นเงาวูบไหวบนพื้นที่เป็นของนางและมู่เหม่ยลี่ที่อยู่ด้านหลังคล้ายจะเบียดเข้ามาชนทำให้นางสังหรณ์ใจ หญิงสาวเบี่ยงตัวหลบไปด้านข้างตามสัญชาตญาณ 

               “กรี๊ด!!” ไม่ทันคิดสิ่งใด ร่างของมู่เหม่ยลี่ที่อยู่ด้านหลังพุ่งผ่านนางลงไปทรุดตัวล้มกองแหมะอยู่พื้นด้านล่างสุดของขั้นบันได ซ้ำยังอยู่แทบเท้าองค์ชายแปดที่แอบชักเท้าถอยหลบไปสองก้าว 

               ซิ่นหนี่ว์เกาะราวบันไดยืนมองตาปริบๆ พยายามเกร็งมุมปากไม่ให้กระตุกยกขึ้นเป็นรอยยิ้ม 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}