อัศวินสามสี

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 7 :: งิ้วในจวน

ชื่อตอน : ตอนที่ 7 :: งิ้วในจวน

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.2k

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 29 พ.ค. 2562 17:28 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 7 :: งิ้วในจวน
แบบอักษร

ตอนที่ 7 

งิ้วในจวน  

 

      รถม้าวิ่งมาจอดที่หน้าจวนแม่ทัพทางฝั่งตะวันออกของเมือง ซิ่นหนี่ว์ก้าวลงอย่างแช่มช้า สายตามองสำรวจไปยังรอบๆ ภาพจวนใหญ่โตสวยงามปรากฏสู่สายตา ป้ายชื่อสลักด้วยไม้จันทร์แดงอย่างประณีต ผู้คุ้มกันสองคนที่ยืนปักหลักอยู่ด้านหน้าจวน 

      "เจ้าเป็นใคร" ชายคุ้มกันนำดาบมาขวางด้านหน้าถามเสียงเข้ม สายตาไล่สำรวจมองนางตั้งแต่หัวจรดเท้า 

      ซิ่นหนี่ว์กรอกตาขึ้นบนและถอนหายใจอย่างเบื่อหน่ายแล้วยื่นป้ายประจำตัวของจางซิ่นหนี่ว์ที่เฟิ่งหยูเก็บไว้ยื่นให้แก่ผู้คุ้มกัน 

      "คุณหนูหก!" ผู้คุ้มกันจ้องมองนางอย่างตื่นตะลึงและโง่งม 

      ภาพจางซิ่นหนี่ว์คนเก่าที่ทุกคนคุ้นเคยนั้นทั้งผอมแห้งทั้งอัปลักษณ์ แต่จางซิ่นหนี่ว์ที่ยืนอยู่ตรงหน้านี้กลับดูงดงามและ...บริสุทธิ์? ถึงจะมีตำหนิเป็นปานแดงบนใบหน้าซีกซ้ายแต่เรียกได้ว่าต่างจากเมื่อก่อนราวฟ้ากับเหวไม่แปลกเลยที่ผู้คุ้นกันประจำจวนทั้งสองจะจำไม่ได้และจ้องมองนางอย่างโง่งมเช่นนี้ 

      "ใช่ จะให้ข้าเข้าไปได้หรือยัง หรือคุณหนูผู้นี้ไม่สามารถกลับเข้าจวนของตนเองได้อีกแล้ว" ซิ่นหนี่ว์เลิกคิ้วถาม 

      เดินทางมาเหนื่อยๆ อากาศก็ร้อน แถมยังรบรากับพวกสติไม่ดีอีก นางอยากจะพักผ่อนเต็มทีแล้ว 

      "เชิญขอรับคุณหนู" ผู้คุ้มกันทั้งสองรีบเปิดประตูจวนเชิญนางเข้าไปด้านใน 

      ซิ่นหนี่ว์เดินผ่านเรือนน้อยใหญ่ที่ถูกประดับประดาด้วยเครื่องเรือนหรูหราตระการตามากมายบ่งบอกว่าตระกูลจางมั่งคั่งขนาดไหน สวนขนาดใหญ่ด้านหน้าถูกตกแต่งอย่างงดงามด้วยต้นเมเปิ้ลแดงและมู่ตานที่ออกดอกบานสะพรั่ง ระหว่างทางพบสาวใช้ที่ต่างจับกลุ่มแอบมองและซุบซิบนินทาพอนางเหลือบตาไปมองก็ก้มหน้าก้มตาหลบบ้างก็วิ่งออกไปแจ้งใครบางคน 

      จนกระทั่งเดินมาถึงทิวป่าไผ่สูงชะลูดสีเขียวสดที่เป็นทางเข้าเรือนหลังเล็กท้ายจวน เรือนที่แม่ทัพจางเพ่ยจวินยกให้คุณหนูหกจางซิ่นหนี่ว์ 

      เมื่อเดินผ่านเข้ามา จึงเห็นเรือนเล็กด้านข้างมีต้นจื่อเถิง*ขนาดใหญ่หนึ่งต้นที่แผ่กิ่งก้านสาขากินพื้นที่ด้านข้าง ความสวยงามดูร่มรื่นราวภาพวาดนี้ขัดต่อเรือนอื่นในจวนแม่ทัพที่แข็งแกร่งเป็นอย่างมาก แต่สภาพภายในเรือนกลับที่เต็มไปด้วยฝุ่นและหยากไย่ขาดการดูแลรักษามาในระยะเวลาหนึ่งทั้งที่ภายในจวนแม่ทัพต่างเต็มไปด้วยสาวใช้ บ่งบอกว่าจางซิ่นหนี่ว์ได้รับการเอาใจใส่จากผู้คนในจวนขนาดไหน 

      ข้าวของเครื่องใช้ภายในเรือนมีไม่มากนัก ส่วนมากเป็นเครื่องไม้ราคาถูก ของมีค่าหรือสินเดิมมารดานางก็ไม่มีเพราะจากความทรงจำจางซิ่นหนี่ว์เป็นเพียงบุตรบุญธรรมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าบิดามารดาที่แท้จริงของตนเป็นใคร เบี้ยรายเดือนก็ได้น้อยนิดแต่ด้วยความอับอายหน้าตาอัปลักษณ์ทำให้ไม่กล้าย่างเท้าออกจากเรือนตลอดเจ็ดปีทำให้นางมีเงินเก็บมากพอสมควร 

       สาวใช้ประจำตัวซิ่นหนี่ว์คนเก่ามีเพียงคนเดียวและได้เสียชีวิตระหว่างการเดินทางไปแล้วทำให้ไม่มีผู้อยู่ดูแลทำความสะอาดเรือน แต่ซิ่นหนี่ว์ก็ขึ้นชื่อว่าเป็นบุตรสาวสกุลจาง แม้จะเป็นเพียงบุตรบุญธรรมก็สมควรได้รับการดูแลที่ดีกว่านี้ ซิ่นหนี่ว์มองสภาพภายในเรือนหลังเล็กด้วยสายตาว่างเปล่าก่อนจะตัดสินใจปัดเศษใบไม้ตรงชานระเบียงออกและนั่งลงรอ  

 

               “เจ้าแน่ใจหรือว่าเป็นนาง” 

               “แน่เจ้าค่ะ นางเดินเข้ามาทางเรือนเล็กนี่และทหารยามหน้าจวนก็บอกว่านางแสดงป้ายยืนยันว่าเป็นคุณหนูหกจางซิ่นหนี่ว์ตัวจริง” 

               ไม่นานก็ได้ยินเสียงพูดคุยและเสียงฝีเท้าเร่งรีบของคนกลุ่มหนึ่งจากภายนอกกำลังมุ่งตรงมายังเรือนนี้ คาดว่าคงอยากมาเห็นหน้าและสร้างปัญหาให้นางมากกว่ามาดีแน่นอน  

               “เป็นไปไม่ได้ ไหนข่าวว่ารถม้าที่ใช้เดินทางของนางถูกปล้นกลางทางทุกคนล้วนถูกฆ่าตายหมด แล้วนางจะรอดกลับมาได้อย่างไร” 

               “รอดหรือไม่รอด คงต้องไปดูให้เห็นกับตาเท่านั้น” 

               ซิ่นหนี่ว์นิ่งฟังเรื่องราวการโต้ตอบกันมุมปากก็กระตุกขึ้นเป็นรอยยิ้ม นางลุกขึ้นช้าๆ ปัดฝุ่นที่กระโปร่งสองสามที ถึงเวลาแล้วละครฉากเล็กกำลังจะเริ่มขึ้นในไม่ช้า 

               เหล่าสตรีจำนวนห้าคนเดินเข้ามาในลานเล็ก พวกเขาหยุดชะงักการแสดงออกของทุกคนเปลี่ยนเป็นตะลึงโดยเฉพาะสตรีสองคนที่อยู่ด้านหน้าเมื่อเห็นร่างของหญิงสาวที่ยืนอยู่ตรงชานระเบียง 

      ฮูหยินรองหลิวซีอิ๋ง ตั้งสติได้เป็นคนแรก นางเค้นเสียงเอ่ยถามอย่างแปลกใจปนไม่อยากเชื่อสายตา "ลูกหก เป็นเจ้าจริงๆ หรือ?" 

               ซิ่นหนี่ว์หันไปเผชิญหน้า นางไล่สายตาสำรวจทุกคนคร่าวๆ ว่าใครเป็นใครก่อนลุกขึ้นทำความเคารพสตรีสองคนตรงหน้าตามสถานะ “หนี่ว์เอ๋อร์คารวะฮูหยินรองและพี่สาวห้าเจ้าค่ะ” 

               หลิวซีอิ๋งแม้จะอายุเกือบสี่สิบแล้วแต่นางก็ยังคงงดงามและมีเสน่ห์ นางมาจากตระกูลพ่อค้าที่ฐานะปานกลาง แต่เพราะความงามของนางต้องตาจางเพ่ยจวินจึงได้แต่งเข้ามาเป็นภรรยารอง “ร่างกายของเจ้า...” 

               “เป็นโชคดีที่รักษาพิษหายแล้วเจ้าค่ะ” ซิ่นหี่ว์เน้นย้ำคำว่าพิษเพื่อดูปฏิกิริยาของทั้งสอง 

               “เป็นไปได้เช่นไร ใครช่วยเหลือเจ้ารักษาพิ...โอ๊ย!” คุณหนูห้าจางจี้เสี่ยถามโพล่งขึ้นมา แต่ก่อนที่นางจะได้พูดอะไรมากกว่านั้นก็ถูกหยิกเข้าที่สีข้างจนต้องร้องออกมาด้วยความเจ็บ 

               หลิวซีอิ๋งไม่คิดว่าซิ่นหนี่ว์จะรอดชีวิตกลับมาและหายดี นางพูดไม่ออกไปชั่วขณะจ้องเขม็งไปที่หญิงสาวตรงหน้าที่ดูงดงามบริสุทธิ์ คิ้วเรียวโก่งสวยรับกับจมูกและดวงตาดอกท้อมีประกายตาราวกับทะเลดวงดาง ริมฝีบางอิ่มเล็กแดงก่ำดุจผิงกั่ว หลิวซีอิ๋งชะงักสายตาที่ปานแดงบนใบหน้าด้านซ้ายก่อนจะรีบเปลี่ยนสีหน้าเป็นยิ้มอย่างนุ่มนวลและพูดว่า “ดียิ่งที่สามารถรักษาได้ ทุกคนต่างกังวลใจกับเจ้านัก เป็นคนเป็นแท้ๆแต่รูปลักษณ์ราวกับศพ...เอาเถิด หนี่ว์เอ๋อร์ช่วยเล่าให้แม่ฟังได้หรือไม่ว่าเหตุการณ์เป็นเช่นไร” 

                หึ ถึงจะหายดีแล้วอย่างไร อัปลักษณ์ก็ยังคงเป็นอัปลักษณ์อยู่วันยังค่ำ 

               ซิ่นหนี่ว์ยิ้มเล็กน้อย “อย่างที่ฮูหยินรองทราบ หนี่ว์เอ๋อร์ได้เดินทางไปหาหมอเทวดาที่แคว้นจูเชว่ที่ระหว่างทางขบวนที่ถูกโจรป่าดักปล้น ฮูหยินรองและพี่สาวห้าทราบหรือไม่โจรกลุ่มนี้โหดร้ายยิ่งนัก นอกจากปล้นแล้วยังฆ่าทุกคนในขบวนเดินทางและไล่ล่าตามฆ่าหนี่ว์เอ๋อร์ราวกับถูกจ้างวานแต่เมื่อเห็นว่าหนี่ว์เอ๋อร์ตกลงไปยังหน้าผาที่ด้านล่างเป็นเหวลึกพวกมันจึงล่าถอย” 

                จางจี้เสี่ยหน้าซีดดูมีพิรุษผิดกับฮูหยินรองที่ยังคงสงบนิ่ง “แสดงว่าด้านล่างหุบเหวนั้นมีคนช่วยเจ้าไว้” 

               “เจ้าค่ะ เป็นผู้อาวุโสท่านหนึ่งที่ไม่ประสงค์ออกนาม” 

               “แล้วผู้อาวุโสท่านนั้นได้บอกหรือไม่ว่าเป็นโรคหรือพิษใด” 

               “ไม่เจ้าค่ะ” 

               หลิวซีอิ๋งถอนหายใจด้วยความโล่งอกและกล่าวขึ้นอีกครั้งว่า "อ่า เช่นนั้นก็พักผ่อนเถอะ" 

               ซิ่นหนี่ว์มองท่าทีการแสดงออกของหลิวซีอิ๋งและจางจี้เสี่ยแล้วได้แต่ยิ้มเยาะในใจ คนแม่เกิดมาพร้อมพรสวรรค์ในการแสดงเพื่อปกปิดตัวตนที่แท้จริงระดับสูง ต่อหน้าจางเพ่ยจวินนางจะเป็นอ่อนโยนและจิตใจดี แต่ลับหลังทั้งการกระทำและจิตใจของนางตรงข้ามทุกอย่าง ส่วนคนลูกอย่างจางจี้เสี่ยที่พยายามเลียนแบบมารดากลับยังคงเป็นเพียงแฮมเตอร์ติดจั่นที่เก็บอาการไม่ได้ 

               “หนี่ว์เอ๋อร์ก็อยากพักผ่อนเจ้าค่ะ แต่เรือนที่ไม่ได้อยู่มีเกือบปีนี้เต็มไปด้วยฝุ่นไม่มีคนรับใช้มาทำความสะอาดให้เลย จวนแม่ทัพเปลี่ยนกฏให้บุตรหลานต้องทำความสะอาดเรือนตนเองหรือเจ้าคะ หนี่ว์เอ๋อร์ควรไม่สอบถามกฏระเบียบกับท่านพ่อ” 

               “ย่อมไม่มีกฏเช่นนั้น เรื่องเล็กน้อยเพียงเท่านี้อย่าได้นำมันไปรบกวนท่านแม่ทัพ เดี๋ยวข้าจะให้บ่าวรับใช้เข้ามาทำความสะอาดให้เจ้า” หลิวซีอิ๋งรีบปฏิเสธไม่ให้ซิ่นหนี่ว์นำเรื่องไปฟ้องจางเพ่ยจวิน ตอนนี้นางเป็นฮูหยินเพียงคนเดียวให้จวนแม่ทัพแห่งนี้และตำแหน่งฮูหยินใหญ่ยังคงว่างอยู่เนื่องจากอดีตฮูหยินใหญ่เหลียงรุ่ยฮ่านนั้นเสียชีวิตไปเมื่อสามเดือนก่อนจากโรคประจำตัวแน่นอนว่าการจัดการทุกอย่างในเรือนย่อมเป็นหน้าที่หลิวซีอิ๋ง นางต้องทำตัวใจกว้างต่อบุตรทุกคนเข้าไว้ 

               ซิ่นหนี่ว์พยักหน้าเล็กน้อย “ขอบคุณฮูหยินรองเจ้าค่ะ” 

               นางเข้าใจสถานการณ์ตอนนี้ว่าไม่ควรกดดันและเรียกร้องมากเกินไป หากนางคาดคั้นตอนนี้เกรงว่ามันจะเป็นความพยายามที่เสียเปล่า นอกจากนี้นางยังไม่มีกำลังภายในที่จะใช้ปกป้องตนเองมากพอ ลำพังเพียงยาพิษในกำไลมิตินั้นเป็นพิษอย่างอ่อนที่ทำให้ร่างกายเกิดอาการชาเท่านั้น 

               ไว้นางค่อยหาโอกาศทวงคืนความสะดวกสบายอีกครั้ง และครั้งหน้าควรมีผู้ร่วมชมมากกว่านี้เพื่อที่พวกเขาจะได้ไม่มีโอกาสปฏิเสธหรือบ่ายเบี่ยง 

               "ท่านแม่ทัพคาดว่าจะกลับมาในยามอิ่ว(17.00-18.59) คงจะได้ร่วมโต๊ะทานอาหารพร้อมหน้ากันสักทีเจ้าก็เตรียมตัวไว้ด้วย" 

               มื้อที่มีเสือสิงห์กระทิงแรดมารวมตัวกันบนโต๊ะอย่างนี้คงไม่ได้ทานอาหารร่วมกันอย่างครอบครัวสุขสันต์แน่ หลิวซีอิ๋งคงอยากเห็นนางไปถูกบรรดาพี่น้องคนอื่นค่อนขอดจนเสียหน้าอีกตามเคย ซิ่นหนี่ว์ทำสีหน้าลำบากใจเล็กน้อยก่อนตอบรับเสียงแผ่ว

 

               ยามซวี (19.00-20.59) 

               ร่างบอบบางถูกปกคลุมด้วยชุดผ้าแพรสีชมพูอ่อนยาวกรอมพื้น เส้นผมสีดำสนิทเงางามปล่อยมัดหลวมๆด้วยผ้าสีขาว วงหน้างดงามเกลี้ยงเกลาไร้เครื่องสำอางตกแต่งแลดูสะอาดสะอ้านสบายตา 

               ซิ่นหนี่ว์เดินไปยังเรือนใหญ่อย่างไม่เร่งรีบ ทุกก้าวย่างของนางต่างเต็มไปด้วยความสม่ำเสมอและผ่อนคลายชมธรรมชาติคล้ายกำลังถ่วงเวลา ทุกห้าก้าวนางมักจะแวะชมต้นไม้ใบหญ้าหรือแม้แต่มดตัดหน้านางยังหยุดให้เดินผ่านก่อน 

               เมื่อเดินมาถึงเรือนใหญ่ พ่อบ้านซงที่ทำหน้าที่ไปตามนางนั้นเลิกม่านขึ้นเพื่อให้นางเข้าไปด้านใน กริยาที่เหมือนจะนอบน้อมแต่แฝงไปด้วยความแข็งกระด้างไม่เต็มใจ ซิ่นหนี่ว์สูดลมหายใจเข้าเรียกกำลังใจให้ตนเองเล็กน้อยแล้วจึงเดินเข้าไปด้านใน 

               ทันทีที่เข้ามาบรรยากาศที่เคยมีเสียงพูดคุยพลันเปลี่ยนเป็นเงียบสนิท ทุกสายตาต่างจดจ้องมายังนางคล้ายเป็นคนแปลกหน้า ทุกคนในที่นี้หามีผู้ใดจดจำจางซิ่นหนี่ว์ได้ไม่ ทั้งบรรดาพี่น้องที่มักไปก่อกวนกลั่นแกล้งนางที่เรือนท้ายจวนเมื่อสองปีก่อนเดินทางไปรักษาตัวหรือแม้กระทั่งตัวท่านแม่ทัพจางเพ่ยจวินเองก็ยังจำมิได้ หากไม่รู้มาก่อนว่าจางซิ่นหนี่ว์หายดีและกลับมายังจวนสกุลจางแล้วเขาคงต้องสงสัยเป็นแน่ว่าเด็กสาวเบื้องหน้านี้คือผู้ใด 

               "ซิ่นหนี่ว์คารวะท่านพ่อ คารวะฮูหยินรองเจ้าค่ะ" 

               ด้านซิ่นหนี่ว์เมื่อรู้ตัวว่าตนเองตกเป็นเป้าสายตาจึงย่อตัวทำความเคารพจางเพ่ยจวินและฮูหยินรอง จากนั้นจึงเงยหน้าขึ้นไล่มองครอบครัวของจางซิ่นหนี่ว์ลอบประเมินทีละคนในใจ 

               แม้จางเพ่ยจวินจะอายุอานามห้าสิบกว่าเข้าไปแล้ว แต่เขาก็ยังคงมีใบหน้าที่คมสันหล่อเหลายิ่งนักเมื่อรวมกับร่างกายที่แข็งแกร่งจากการฝึกทหารด้วยแล้วทำให้เขายิ่งดูอ่อนเยาว์กว่าอายุจริงอยู่มาก บุตรชายหญิงของจางเพ่ยจวินแต่ละคนล้วนมีเครื่องหน้าที่งดงามเมื่อเทียบกับบุตรขุนนางทั่วไป ทุกคนต่างมีเงาของจางเพ่ยจวินไม่มากก็น้อย 

               พอนึกถึงเรื่องหน้าตาและมารดาผู้เป็นปริศนาแล้วก็อยากรู้นักว่าชาติกำเนิดของจางซิ่นหนี่ว์ตัวจริงนั้นเป็นยังไง บิดามารดาเหล่านั้นยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ ตอนนี้อยู่ที่ใด 

               "เจ้าคือซิ่นหนี่ว์?" จางเพ่ยจวินถามขึ้นมาด้วยความที่ไม่อยากเชื่อสายตา  

               เด็กสาวตรงหน้ามีภาพลักษณ์ที่แตกต่างจากจางซิ่นหนี่ว์ในความทรงจำของเขามาก จางซิ่นหนี่ว์คนเก่านั้นอัปลักษณ์เสียจนเขาอับอาย อยากขับไล่ออกจากตระกูลแต่ก็ทำไม่ได้เพราะรับฝากจากคนผู้นั้นไว้ จำต้องขังไว้ในเรือนท้ายจวนไม่ให้ออกมาให้ผู้ใดพบเห็น แต่เมื่อสองปีก่อนนางมาขอเดินทางไปรักษาตัวจึงยิมยอมอนุญาตเสียเงินจ้างผู้คุ้มปลายแถวกันเล็กน้อย ไม่คาดว่าขบวนจะถูกโจรป่าดักปล้นไม่มีใครรอดชีวิตส่วนจางซิ่นหนี่ว์นั้นหายตัวไป ยามนั้นทั้งเครียดและกังวลใจเกรงว่าคนฝากจะมารับคืนแต่เมื่อนึกหาข้อแก้ตัวดีๆ เตรียมไว้ได้ก็พลันเปลี่ยนเป็นยินดี 

      "เจ้าค่ะท่านพ่อ" 

               แววตาตื่นตะลึงมองซิ่นหนี่ว์ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า จุดน่าเกลียดดูเหมือนจะมีเพียงปานแดงบนใบหน้าด้านซ้ายเท่านั้น แต่ผลดำขลับยาวสลวยของนางคลุมซ่อนมันไว้  

               จางเพ่ยจวินกระแอมไอทีหนึ่งปรับภาพลักษณ์ให้กลับมาสุขุมก่อนกล่าวขึ้น "มาแล้วก็รีบมานั่งเสีย”น้ำเสียงราบเรียบไม่แข็งกระด่างจนเกินไปแฝงการตักเตือนเล็กน้อย ท่วงท่ากริยาการนั่ง การวางตัวต่างๆ ล้วนไร้ที่ติสมกับเป็นแม่ทัพ 

               "ลูกเสียมารยาทแล้วที่ให้ทุกคนรอนาน โปรดทุกคนอภัย" ซิ่นหนี่ว์ย่อกายขออภัย 

               "เอาเถอะๆ รีบมานั่ง จะได้เริ่มทานอาหารกันสักที" 

               ซิ่นหนี่ว์เดินตรงไปนั่งยังที่ว่างข้างจางจี้เสี่ยซึ่งอยู่ท้ายสุดฝั่งซ้ายมือของจางเพ่ยจวินทันที 

               บนโต๊ะอาหารประกอบด้วยจางเพ่ยจวินนั่งอยู่ที่หัวโต๊ะ ด้านขวามือถัดมาเป็นคุณชายใหญ่จางหยวน คุณชายรองจางหยางเฉิน และคุณชายสี่จางหยางเจี่ยน ตามลำดับ ด้านซ้ายมือจางเพ่ยจวินคือฮูหยินรองหลิวซีอิ๋ง คุณหนูสามจางหลินฮวา คุณหนูห้าจางจี้เสี่ย และจางซิ่นหนี่ว์ 

               ในบรรดาคนในครอบครัวนี้ เหมือนจะมีเพียงคุณชายใหญ่จางหยวนและคุณชายสี่จางหยางเจี่ยนเท่านั้นที่ไม่เคยลงไม้ลงมือรังแกเจ้าของร่างคนเก่า ทว่าจางหยางเจี่ยนก็ไม่เคยคิดช่วยเหลือเช่นกัน 

               ทุกคนทานอาหารพลางพูดคุยสนทนากันไปด้วย ดูผิวเผินแล้วเป็นภาพครอบครัวที่แสนจะอบอุ่นและรื่นเริงธรรมดายิ่งนัก 

               จางหลินฮวาเหลือบมองฮูหยินรองและจางจี้เสี่ยทั้งสามคนยิ้มให้กันคล้ายนัดแนะอะไรบางอย่าง ฮูหยินรองจึงกล่าวออกมาว่า "อีกไม่กี่วันจะถึงงานเลี้ยงวันพระราชสมภพขององค์รัชทายาทแล้ว ไหนๆ ลูกหกก็กลับมาแถมยังหายดีอีกต่างหาก ให้ลูกหกไปด้วยดีหรือไม่เจ้าคะท่านพี่" 

               ซิ่นหนี่ว์ชะงักไปทันที อ้าวเฮ้ย ถามนางก่อนมั้ยว่าอยากไปหรือเปล่า! 

               "นั่นสิเจ้าคะท่านพ่อ เมื่อก่อนน้องหกก็เอาแต่เก็บตัวอยู่ในเรือนนี่เป็นโอกาสดีที่จะให้น้องหกได้เปิดหูเปิดตา ถือเป็นการประกาศให้ทุกคนเห็นด้วยว่าน้องหกไม่ได้อัปลักษณ์อย่างในข่าวลืออีกแล้ว" จางหลินฮวายิ้มอย่างนุ่มนวลและรีบสนับสนุนทันที 

               จางหลินฮวาเป็นบุตรสาวภรรยาเอกที่เสียชวิตเมื่อสามปีก่อนของจางเพ่ยจวิน ตอนนี้นางอายุสิบหกปี แม้จะไม่มีมารดาคอยเป็นเสาหลักแล้วแต่ด้วยชาติกำเนิด ความสามารถผู้ฝึกยุทธ์ระดับชั้นก่อชีวิตขั้นกลางและภาพลักษณ์ที่ดูงดงามราวเทพธิดาของนางแล้วค่อนข้างมีน้ำหนักในใจของจางเพ่ยจวินมากทีเดียว 

               ซิ่นหนี่ว์มองจางหลินฮวาก่อนเบือนไปมองจางเพ่ยจวิน ในความทรงจำนั้นท่านแม่ทัพผู้นี้ค่อนข้างจะรักหน้าตาตนเองเป็นที่สุด หลายครั้งที่มีงานเลี้ยงพบปะผู้คนหลังจากที่จางซิ่นหนี่ว์กลายเป็นอัปลักษณ์ เขาไม่เคยพานางไปด้วยแม้แต่งานเลี้ยงในจวนยังสั่งห้ามไม่ให้นางออกมาให้ผู้คนพบเห็นแม้เจ้าของร่างนี้จะขอร้องเพียงใด จนในที่สุดก็ขังนางไว้ในเรือนท้านจวน 

               "อืม องค์รัชทายาททรงเชิญลูกหลานตระกูลจางทุกคนยังไงก็ต้องไป เจ้าก็ไม่ได้ร่วมงานเลี้ยงพบปะผู้คนหลายปีก็ถือเป็นการไปเปิดหูเปิดตาเสีย พ่อจะให้คนไปช่วยเจ้าแต่งตัว" 

               จางเพ่ยจวินมองไปยังจางซิ่นหนี่ว์ หลายปีมานี้เขาต้องถูกขุนนางต่างๆ นินทาลับหลังเรื่องของเด็กคนนี้ นี่ถือเป็นโอกาสดีที่จะให้พวกขุนนางบัดซบนั่นเห็นว่าบุตรสาวของเขาหายดีแล้ว 

               "เจ้าค่ะ" 

               ซิ่นหนี่ว์รับคำและกลับมานั่งทานอาหารเงียบๆ โดยไม่สนใจใคร อยากจะรีบกินแล้วรีบกลับเรือนไปให้เร็วที่สุดก่อนที่นางจะตบะแตกคว่ำจานใส่หัวจางจี้เสี่ย! 

               ตอนแรกก็คิดว่าใจตรงกันจะกินชิ้นเดียวกัน แต่นี่มันเหมือนรอว่านางจะหยิบชิ้นไหนแล้วฉวยไปต่อหน้าชัดๆ 

               ซิ่นหนี่ว์มองจานอาหารตรงหน้า สังเกตว่าจางจี้เสี่ยจะหลีกเลี่ยงอาหารที่เป็นผักและเต้าหู้ทรงเครื่องมากที่สุดจึงใช้ตะเกียบยัดพริกเข้าไปในเนื้อเต้าหู้และคีบไปวางบนชามข้าวของจางจี้เสี่ยทันที 

               "พี่สาวห้า...ทานเต้าหู้ทรงเครื่องนี่สิเจ้าคะ รสดีทีเดียว ข้าได้ยินมาว่ามันมีสรรพคุณช่วยลดน้ำหนักด้วย" ซิ่นหนี่ว์ยิ้มให้จางจี้เสี่ยอย่างไร้เดียงสา ถ้าไม่เกลียดเต้าหู้ก็คงกินเผ็ดไม่ได้ 

               ด้านจางจี้เสี่ยด้วยความที่นางหมั่นไส้ที่ซิ่นหนี่หายดีจึงพยายามคีบอาหารตัดหน้าตลอด เฮอะ บังอาจมานั่งตรงหน้าช่างขัดหูขัดตานางยิ่งนักกินข้าวเปล่าไปเถอะ 

               "จริงรึ?" นิสัยที่แก้ไม่หายของจางจิ้เสี่ยคงจะเป็นการที่นางซื่อบื้อและเชื่อคนง่าย นางจึงคีบเต้าหู้ทรงเครื่องชิ้นนั้นเข้าปากทันที 

               ทันใดนั้นใบหน้าของจางจี้เสี่ยเปลี่ยนเป็นขาวซีดและค่อยๆ แดงก่ำจนดำคล้ำคล้ายจะระเบิด เหงื่อเม็ดเล็กผุดตามไรผม น้ำตาคลอเบ้าฝืนทนกลืนเต้าหู้ลงแล้วรีบดื่มชาตามทันที 

               "พี่สาวห้า...ผักใบเขียวก็มีประโยชน์เจ้าคะ อันนี้ก็มีประโยชน์ อันนี้ด้วย นี่ด้วย อะ นี่ก็ด้วยเจ้าค่ะ ท่านต้องทานให้มากๆ นะเจ้าคะ ข้ากังวลเหลือเกินว่าถ้าท่านทานแต่เนื้อสัตว์และของที่มีแต่ไขมันสักวันคงอ้วนเป็นหมูแน่" แล้วสารพัดของมีประโยชน์สีเขียวนานาชนิดก็มารวมอยู่บนชานข้าวของจางจี้เสี่ยจนล้น 

               ซิ่นหนี่ว์คีบสารพัดผักใส่ถ้วยข้าวจางจี้เสี่ย แววตาเป็นประกายสั่นระริกด้วยความสนุกสนาน พยายามกลั้นริมฝีปากไม่ให้ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเต็มที่ 

               พี่สาวห้า รับรองว่าวันนี้ท่านจะต้องเต็มอิ่มความรักที่น้องสาวผู้นี้มอบให้จนเอียนเลยล่ะ 

               "อา..." จางจี้เสี่ยมองถ้วยข้าวของตนเองแล้วขมวดคิ้วแน่น นางเกลียดผัก เกลียดเป็นที่สุด! 

               สีหน้ากระอักกระอ่วมเดี๋ยวซีดเดี๋ยวแดงด้วยความโกรธของจางจี้เสี่ยมันตลกจนเหล่าพี่น้องชายหญิงทุกคนอยากจะหัวเราะออกมาดังๆ ผิดกับฮูหยินรองที่ถลึงตาใส่ซิ่นหนี่ว์กับจางเพ่ยจวินที่เพียงเหลือบมอง แต่ด้วยความที่ต้องรักษาภาพพจน์ที่ดีต่อหน้าจางเพ่ยจวินจึงทำได้เพียงกลั้นขำจนหน้าแดงและมองเป็นเพียงการหยอกล้อกันเท่านั้น 

          "ลูกอิ่มแล้ว วันนี้เดินทางมาเหน็ดเหนื่อยขอตัวก่อนเจ้าคะ" ซิ่นหนี่ว์ทานไปอีกสองสามคำก่อนวางตะเกียบรีบขอตัวออกมาทันทีโดยไม่รอให้จางเพ่ยจวินหรือใครได้ทันได้กล่าวอะไร 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}