อัศวินสามสี

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 6 :: เส้นทางสู่ควาามวุ่นวาย

ชื่อตอน : ตอนที่ 6 :: เส้นทางสู่ควาามวุ่นวาย

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.2k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 29 พ.ค. 2562 17:25 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 6 :: เส้นทางสู่ควาามวุ่นวาย
แบบอักษร

ตอนที่ 6 

เส้นทางสู่ความวุ่นวาย  

  

       "ฮ่าฮ่า ข้าละสะใจจริงๆ พวกเจ้าเห็นสีหน้าของเจ้าแก่ฮุ่ยเจินในตอนที่รู้ว่าตนเองกำลังจะแพ้ไหม ฮ่าๆ” 

      นับเป็นเวลาหนึ่งชั่วยามแล้วหลังจากที่นางกลับมายังหมู่บ้านแสงจันทร์ เฟิ่งหยู...ปีศาจจิ้งจอกเฒ่าตนนี้เอาแต่นั่งหัวเราะเสียงดังๆ ด้วยความลำพองใจจนน้ำตาไหลซึ่งขัดกับภาพลักษณ์ปราชญ์ผู้ทรงภูมิแห่งเผ่าจิ้งจอกยามออกไปด้านนอกยิ่งนัก! นั่นทำให้นางรู้ว่า แท้จริงแล้วฮุ่ยเจินคือผู้ชนะการแข่งขันปรุงโอสถมาสามปีติดต่อกัน ด้วยนิสัยที่ชอบพูดจายั่วยุส่อเสียดจนทำให้ผู้อื่นเสียสมาธิระหว่างการแข่งของเขาไปกระตุกต่อมความโทสะของเฟิ่งหยูเข้า  

      เหตุผลที่เขาต้องการให้นางเป็นผู้ชนะ เพราะแค่ต้องการหักหน้าฮุ่ยเจินให้อับอายกลางงานเท่านั้น! แต่เพราะเฟิ่งหยูเป็นปีศาจ ส่วนฮุ่ยเจินเป็นเพียงมนุษย์ที่โชคดีมีเส้นปราณผู้ปรุงยา หากจะลงแข่งเองก็จะเป็นการรังแกกันเกินไปเฟิ่งหยูจึงต้องรับศิษย์ที่เป็นมนุษย์สักคนเพื่อมาเป็นตัวแทนสั่นสอนคน 

          "ท่านอาจารย์ ถ้าท่านยังคงหัวเราะไม่หยุดเช่นนี้ ข้าเกรงว่าสันกรามท่านจะค้างจนหุบปากไม่ได้อีกนานเป็นแน่" หมายความว่าถ้าท่านยังไม่หยุดส่งเสียงหัวเราะน่าเกลียดนี้ ข้าจะหาอะไรมาอุดปากให้ท่านหุบไม่ลงไปอีกนาน! 

      "ศิษย์รัก นี่เจ้ากำลังข่มขู่อาจารย์ใช่หรือไม่" 

      "ท่านเข้าใจผิดแล้ว ศิษย์เพียงเตือนด้วยความปรารถนาดีต่างหาก จะกล้าขู่ท่านได้เยี่ยงไร" รอยยิ้มหวานเชื่อมคลายล่อลวงให้ติดกับ 

               "อ่า ข้าคงจะตีความผิดไปเองสินะ" 

               ใช่แล้ว ศิษย์ของท่านผู้นี้ช่างไร้เดียงสายิ่งนัก ไม่มีท่างที่จะกล้าคิดข่มขู่อาจารย์อย่างท่านแน่นอนเจ้าค่ะ! 

               "ย่อมเป็นเช่นนั้น" เมื่อเห็นว่าเฟิ่งหยูมีท่าทีคล้อยตาม นางจึงถอดถอนใจออกมาด้วยความโล่งอก แต่เมื่อนึกเรื่องสำคัญบางอย่างได้ ดวงตาคู่สวยจึงเหลือบมองเฟิ่งหยูด้วยความลังเลชั่วครู่ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นมุ่งมั่นยามตัดสินใจกล่าวมันออกมา “ท่านอาจารย์ ข้าคิดว่า…ข้าจะกลับไปที่สกุลจาง” 

     เฟิ่งหยูที่กำลังส่งเสียงหัวเราะหยุดชะงักไป ท่าทีกลับมานิ่งขรึม คิ้วหนาขมวดเข้าหากันเล็กน้อยก่อนจะคลายออก "เฮ้อ ข้าคิดไว้แล้วว่าสักวันเจ้าจะต้องกลับไป อยู่ที่นี่มาสองปีแล้วสินะ...เวลาช่างผ่านไปเร็วยิ่งนัก เอาเถิด ข้าจึงได้เตรียมของขวัญไว้ให้ล่วงหน้าแล้ว" 

     ของขวัญ... หวังว่าคงไม่ใช่อะไรแปลกๆ หรอกนะ  

     เฟิ่งหยูหายเข้าไปในห้องสักพักจึงกลับออกมา ในมือเขากล่องไม้จันทร์แดงหอมขนาดเล็กติดมาด้วย เขานั่งลงตรงข้ามแล้วจึงดันกล่องไม้มาตรงหน้านาง “เปิดดูสิ” 

       มือบางเอื้อมไปยกกล่องไม้ขึ้นมา นิ้วเรียวลูบไล้ลวดลายดอกมู่ตานบนฝาก่อนจะเปิดออกปรากฏกำไลข้อมือลักษณะเป็นตัวมังกรเกล็ดสีเงินมันเลื่อมประกายระยิบระยับ ตัวกำไลเป็นมังกรตัวเล็กๆ ลวดลายละเอียดที่ไม่สามารถระบุได้ว่าทำมาจากอะไร พอจ้องมองไปยังตาสีแดงยังส่วนหัวกลับให้ความรู้สึกเหมือนกับว่ามันมีชีวิตจริงๆ 

     "นี่คือกำไลจักรพรรดิมังกร อาจารย์ได้มันมาจากสหายผู้หนึ่งในช่วงที่ออกท่องเที่ยวไปทั่วยุทธภพ" เฟิ่งหยูส่งกำไลมาให้นาง 

     "อ่า... งดงามเหลือเกิน" ซิ่นหนี่ว์จ้องมองตาเป็นประกาย ดูก็รู้ว่าของหายาก! 

     "ด้านในเปรียบเสมือนมิติแห่งหนึ่ง เพียงเจ้าตั้งจิตก็สามารถมองเห็นได้ และถ้ามีระดับพลังยุทธ์ขั้นสิบขึ้นไปก็สามารถนำกายหยาบเข้าไปด้วยได้ อาจารย์ให้เจ้าเอาไว้ใช้เก็บของจำเป็นเวลาเดินทางจะได้ไม่ลำบาก หยดเลือดลงที่บนปากมังกรเพื่อทำสัญญาเป็นเจ้าของมันซะ " เฟิ่งหยูเอ่ยด้วยเสียงอ่อนโยน 

      ซิ่นหนี่ว์ทำตามที่เฟิ่งหยูบอก ทันทีที่เลือดหยดลงบนปากมังกรก็กลายเป็นแสงหายไปอย่างรวดเร็ว นางจึงลองตั้งจิตเข้าไปก็พบว่าข้างในเป็นพื้นที่โลงกว้างประมาณยี่สิบตารางเมตร ภายในนั้นมีเตาหลอมโอสถและชั้นหนังสือเก่าอีกหนึ่ง 

      "อีกสองวันจะมีคนในหมู่บ้านจะนำสมุนไพรลงไปขายที่เมืองฉางซา เจ้าก็เดินทางไปพร้อมพวกเขาเสียจะได้ไม่เหงานัก" 

      "ศิษย์ทราบแล้ว ขอบพระคุณเจ้าค่ะท่านอาจารย์ ความช่วยเหลือและความรู้ที่ได้รับในครั้งนี้ศิษย์จะจดจำไปชั่วชีวิต" ซิ่นหนี่ว์ก้มหัวคำนับเฟิ่งหยู ผู้มีพระคุณและอาจารย์คนแรกในโลกนี้ของนาง แม้จะเป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ แต่เฟิ่งหยูและทุกคนในเผ่าจิ้งจอกต่างก็ดีกับนางมาก ถึงแม้คำอธิบายก่อนตายในโลกนั้นจะไม่ได้พานางไปหาคุณพ่อกับคุณแม่อย่างที่หวัง แต่อย่างน้อยที่นี่ก็เปรียบเสมือนบ้าน ทุกคนก็เปรียบเสมือนครอบครัวของนาง 

      

      รุ่งเช้าวันออกเดินทาง หลังจากล่ำลาอาจารย์เฟิ่งหยู ต้าหลาง ท่านเฟยเซียนเรียบร้อยแล้ว เฟิ่งหยูจึงพาซิ่นหนี่ว์มาแนะนำกับกลุ่มชาวบ้านที่เดินทางเข้ามาเพื่อรับสมุนไพรไปขายในเมือง และฝากฝังให้นางเดินทางไปด้วย ซึ่งชาวบ้านต่างก็ยินดี 

      ในกลุ่มนั้นประกอบด้วยชายวัยกลางคนเป็นผู้คุ้มกันสามคน หญิงสองที่คาดว่าจะเป็นผู้ปรุงโอสถที่เดินทางมาดูสมุนไพรด้วยตนเอง และเด็กรับใช้ชายอายุราวสิบสองหนาวอีกสองคนซึ่งตามมาช่วยแบกหาม 

      จากหมู่บ้านแสงจันทร์ออกมายังเมืองหน้าด่านฉางซาใช้เวลากว่าหนึ่งวันเพราะขบวนผู้นำสมุนไพรลงมาขายมีหลายคนและสินค้าเยอะ การเดินทางแม้จะเจอทางลาดชัน ผ่านป่ารกครึ้มแต่ก็ถือว่าเป็นไปอย่างราบรื่น พอใกล้ถึงทางออกจากป่าซิ่นหนี่ว์จึงขอแยกตัวออกมาก่อนเพราะนางต้องเปิดของขวัญที่ท่านเฟยเซียนย้ำนักหนาว่าห้ามให้ผู้ใดเห็นเป็นอันเด็ดขาด 

               ซิ่นหนี่ว์ตั้งจิตเข้าไปในมิติก็พบกับกล่องไม้เล็กๆ ที่ถูกห่อด้วยผ้าไหมสีม่วงอ่อนวางมุมข้างชั้นหนังสือจึงกำหนดจิตแล้วนำมันออกมา มือบางแกะผ้าที่ผูกปมอย่างสวยงามออกเปิดฝากล่องอย่างเบามือของในกล่องก็ปรากฏสู่สายตา 

               นี่มัน... หน้ากากหนังมนุษย์! ในศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดเคยแต่อ่านเจอในนิยายไม่คิดว่าจะได้สัมผัสของจริง 

               "มันน่าสยองมากกว่าสนุกอีกนะ ทำมาจากหนังคนจริงรึเปล่าเนี่ย รู้แล้วว่าทำไมท่านเฟยเซียนถึงได้ย้ำนักหนาว่าให้เก็บไว้ใช้เมื่อยามจำเป็นเท่านั้น" ท่านเฟยเซียนชื่นชอบหน้ากากเสียจริง ของที่หญิงสาวให้มาล้วนแต่เป็นหน้ากากแปลกๆ สายตาจ้องมองหน้ากากในกล่องอย่างขลาดเขลาพลางคิดย้อนไปถึงคำพูดของเฟยเซียนในวันที่เรียกนางไปพบ 

               'ข้าให้เจ้า' มือเรียวยืนกล่องไม้มาตรงหน้านาง 

      'อะไรหรือเจ้าคะ?' คิ้วโก่งสวยขมวดเป็นปม นัยน์ตาหงส์มองกล่องไม้ตรงหน้าสลับกับผู้ให้ 

      'ของเล่นที่น่าจะทำให้เจ้าสนุก ไว้เปิดหลังออกจากป่าเท่านั้น ข้ารับรองว่าเห็นแล้วเจ้าจะต้องชอบเป็นแน่' นางอุตส่าห์ไปเฟ้นหาด้วยความลำบากเพื่อเป็นของขวัญให้ผู้ที่เปรียบเสมือนน้องสาว บุตรสาวคนนี้เชียวนะ เพราะฉะนั้นจะไม่ชอบไม่ได้! 

      ‘และจำไว้ห้ามให้ผู้ใดรู้เห็นเด็ดขาด...’ 

               ซิ่นหนี่ว์คิดแล้วก็เก็บหน้ากากหนังมนุษย์ใส่ไว้ในกล่องเช่นเดิม นางคิดว่าเมื่อกลับไปยังเมืองหลวงคงมีโอกาสได้ใช้จริงๆ เพราะภาพลักษณ์คุณหนูตระกูลใหญ่คงทำอะไรไม่สะดวกนัก รอยยิ้มไม่คล้ายยิ้มปรากฏบนใบหน้า มือเรียวเล็กยกขึ้นลูบไล้ระหว่างคิ้วด้วยความเคยชินแล้วจึงมุ่งหน้ากลับสู่เมืองหลวงทันที 

 

               เสียงพูดคุยของผู้คน ความคึกคักวุ่นวายของตลาดในเมืองหลวงอันรุ่งเรืองและดูมีวัฒนธรรม ตัวเมืองนี้กว้างขวางมาก ทิวทัศน์สองข้างทางตามเต็มไปด้วยร้านรวง พื้นที่การพาณิชย์ จวนใหญ่โตมากมายละลานตาไปหมด 

               หลังจากใช้เวลากว่าห้าวันเช่ารถม้าเพื่อเดินทางจากเมืองเป่ยโจว ซิ่นหนี่ว์ก็มาถึงเมืองหลวงในช่วงยามซื่อ(09.00 - 10.59) จึงตัดสินใจที่จะแวะพักหาอะไรทานสักเล็กน้อย เธอถือว่ากองทัพต้องเดินด้วยท้อง เพราะไม่อาจคาดเดาได้ว่าอะไรรอเธออยู่ที่จวนตระกูลจาง เติมพลังให้มีเรี่ยวแรงไว้ก่อนเป็นดีที่สุด เดินชมคร่าวๆ ซิ่นหนี่ว์จึงตัดสินใจเลือกโรงเตี๊ยมที่ดูเป็นที่นิยมที่สุด 

     ทันทีที่ก้าวเท้าเข้าไปในโรงเตี๊ยม กลิ่นหอมของอาหารลอยมาแตะจมูกทันที การตกแต่งสวยงามสบายตา ซิ่นหนี่ว์กวาดสายตามองสำรวจรอบๆ แล้วเห็นว่าภายในร้านยังพอมีโต๊ะว่างอยู่จึงตัดสินใจเข้าไป เสี่ยวเอ้อที่ยืนอยู่ด้านหน้ารีบเข้ามาทำหน้าที่ต้อนรับนางทันที 

               “คุณหนูท่านนี้ไม่ทราบว่าต้องการห้องพักหรือมาทานอาหารขอรับ” 

               “ทานอาหาร” ซิ่นหนี่ว์หันไปมองโดยรอบก็พบว่าด้านล่างเต็มไปด้วยผู้คน “ขอโต๊ะชั้นบนแล้วเอาอาหารขึ้นชื่อมาสักสามอย่าง ข้าวหนึ่งถ้วยและชาดอกเบญจมาศ” นางจึงตัดสินใจเลือกชั้นบนที่ค่อนข้างเป็นส่วนตัวแล้วสั่งอาหารสองสามอย่างชาชั้นดีอีกหนึ่งชุด 

               โต๊ะที่เสี่ยวเอ้อแนะนำซิ่นหนี่ว์นั้นอยู่ชั้นสองริมระเบียงที่สามารถมองเห็นบรรยากาศโดยรวมทั้งภายในและภายนอกโรงเตี๊ยมได้ เพียงไม่นานนักอาหารที่สั่งก็เริ่มลำเลียงมาไว้บนโต๊ะอย่างรวดเร็วพร้อมชุดน้ำชาชั้นดีลายดอยเหมยสีแดงสด ซิ่นหนี่ว์จึงลงมือทานอย่างรวดเร็วด้วยความหิวโหยเพื่อชดเชยเวลาเดินทางที่ต้องกินแต่หมั่นโถแข็งๆ และชาจืดชืดยิ่งกว่าน้ำล้างเท้า 

               แต่ทานอาหารไปได้สักพักหูแว่วได้ยินเสียงโวยวายดังมาจากด้านล่างของโรงเตี๊ยม ซิ่นหนี่ว์ก้มลงไปมองจึงเห็นสตรีร่างท้วมในชุดสาวใช้ต่อว่าเถ้าแก่และเสี่ยวเอ้อต้อนรับอยู่ ด้านหลังมีสตรีในชุดผ้าแพร อาภรณ์สีชมพูขับให้ผิวขาวละเอียดเปล่งประกาย ใบหน้าน่ารักอ่อนหวานส่งสายตาราวกำลังมองมดปลวกไปยังเถ้าแก่และเสี่ยวเอ้อของโรงเตี๊ยม ผู้คนที่กำลังนั่งพูดคุย ทานอาหารอยู่ภายในต่างเงียบเสียงหันเหความสนใจไปยังผู้มาเยือน 

               "คุณหนูของข้าต้องการที่นั่งริมระเบียงเพื่อทานอาหารเดี๋ยวนี้!" นางยืนเท้าเอวใช้เสียงแหลมๆ ของตนตะคอกใส่เถ้าแก่จนต้องหลับตาด้วยความตกใจสีหน้าเหยเก 

               “อภัยด้วยจริงๆ ขอรับ ที่ริมระเบียงเต็มหมดแล้ว เรียนคุณหนูโปรดรอ..." 

               "ไม่ว่างเจ้าก็ต้องทำให้ว่าง ไปไล่มันออกซะ!" นางไม่ยอมแพ้ ใช้พลังช้างสารผลักเถ้าแก่จนถอยไปชนเสี่ยวเอ้อที่อยู่ด้านหลังล้มไปด้วยกัน ทั้งสองคนรีบกุลีกุจอลุกขึ้นก้มหัวให้ปลกๆ แล้วเถ้าแก่จึงใช้ให้เสี่ยวเอ้อไปหาที่ว่างอย่างร้อนรน 

               ซิ่นหนี่ว์ขมวดคิ้วมองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้านล่างด้วยความไม่ชอบใจ ในโลกเก่าของนาง ทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกัน ใครมาก่อนก็ต้องได้ก่อนไม่ใช่มายืนเต้นแร้งเต้นกาเป็นคนไม่มีการศึกษาเวลาไม่ได้ดั่งใจแบบนี้ 

               ในหัวพยายามเค้นความทรงจำค้นหาว่าจางซิ่นหนี่ว์คนเก่ารู้จักสองนายบ่าวนิสัยแย่ผู้นี้หรือไม่ ภาวนาขอให้ไม่รู้จัก แต่ถ้ารู้จักก็อย่าให้มีความสัมพันธ์ที่เสี่ยงต่อการดำเนินชีวิตของนาง 

               ภาพความทรงจำอันเลือนลางผุดขึ้นมาทันที ที่แท้สองนายบ่าวที่เอะอะโวยวายอยู่ด้านหน้าโรงเตี๊ยมคือคุณหนูตระกูลเสนาบดีฝ่ายซ้าย มู่เหม่ยลี่กับสาวใช้คนสนิทนั่นเอง 

               จากความทรงจำนั้นฉากหน้าตระกูลมู่และตระกูลจางมีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน มู่เหม่ยลี่นั้นด้วยความที่เป็นบุตรสาวคนเล็กของฮูหยินใหญ่จึงถูกเลี้ยงดูแบบตามใจ อยากได้อะไรก็ต้องได้ ใช้อำนาจบิดามารดาข่มเหงรังแก เหยียดหยามผู้อื่นหรือแม้แต่กับบ่าวในจวน และมู่เหม่ยลี่กับคุณหนูสามจางหลินฮวามักร่วมมือกันกลั่นแกล้ง ค่อยตอกย้ำ ปล่อยข่าวเรื่องความอัปลักษณ์ทำให้จางซิ่นหนี่ว์อับอายจนไม่กล้าออกไปด้านนอกอยู่เรื่อยมา 

               "นึกว่าใคร ที่แท้ก็โจทย์เก่าของเจ้าของร่างนี่เอง" ซิ่นหนี่ว์พึมพำแผ่วเบา มองลงไปยังการแสดงปาหี่เบื้องล่าง แววตาฉายแววสนุกสนาน คนอย่างมู่เหม่ยลี่ถึงจะไร้สมอง เอาแต่ใจแบบเด็กๆ แต่ก็ไม่เคยมีเจตนาทำร้ายใครถึงชีวิต 

               "อะ เอ่อ... คือ..." เถ้าแก่โรงเตี๊ยมทำหน้าจะร้องไห้ออกมา 

      ช่างโชคร้ายยิ่งนัก ทำไมเขาต้องมาเจอคุณหนูมู่ด้วย 

               มู่เหม่ยลี่กวาดสายตาไปยังพื้นที่ริมระเบียงพลันเห็นสตรีร่างเล็กบอบบางในอารมณ์สีหม่นไร้ลวดลาย ใบหน้าครึ่งหนึ่งขาวเนียนนั้นไร้เครื่องประทินโฉมแต่กลับมองดูบริสุทธิ์งดงามสบายตา แต่อีกครึ่งถูกบดปังด้วยปานแดงฉานดูน่ากลัว สายตามองมายังนางด้วยแววตาคล้ายขบขัน 

               มันเป็นใคร! กล้าดียังไงมาใช้สายตาแบบนั้นจ้องมองข้า 

               "ข้าต้องการโต๊ะตรงนั้น" นางชี้ไปยังโต๊ะที่ซิ่นหนี่ว์นั่งอยู่ เจตนาบอกชัดเจนว่านางต้องการนั่งทานอาหารตรงนั้นและต้องได้ 

               "แต่ตรงนั้นมีคนนั่งอยู่ก่อนแล้ว เกรงว่าคงจะ..." 

               "ยังไม่รีบไปจัดเตรียมโต๊ะอีก หรือจะให้ตระกูลมู่สักปิดโรงเตี๊ยมเล็กๆ นี่ซะ" มู่เหม่ยลี่กล่าวข่มขู่ สายตาจ้องกดดันไปที่เถ้าแก่ 

               "ขะ... ขอรับ" เถ้าแก่โรงเตี๊ยมก้มหัว รีบเดินไปยังโต๊ะของซิ่นหนี่ว์ทันที 

 

               "แม่นางน้อยท่านนี้ ไม่ทราบว่าจะเสียเวลาย้ายโต๊ะสักครู่ได้หรือไม่ขอรับ บังเอิญโต๊ะตรงนี้คุณหนูมู่ได้จองไว้ล่วงหน้าแล้วเสี่ยวเอ้อใหม่ไม่รู้ความจึงพาท่านมานั่งตรงนี้" เถ้าแก่โรงเตี๊ยมพยายามพูดชักจูงส่งสายตาขอร้องมาให้ ดูจากลักษณะแล้วคงไม่น่ายากนักหากจะให้เด็กสาวผู้นี้ย้ายโต๊ะ 

       ซิ่นหนี่ว์เมื่อได้ฟังประโยคนั้น นางกรอกตามองบนทันที ย้ายโต๊ะหรือ จองล่วงหน้าหรือ เพ้ย! ไม่ใช่ว่าเพราะยัยคุณหนูนั่นต้องการนั่งตรงนี้ ไม่ใช่เพราะว่ากลัวจะถูกปิดหรอกหรือจึงให้เธอไปนั่งที่อื่น 

               "แล้วถ้าข้าไม่ไปล่ะ" เอ่ยถาม ริมฝีปากคลี่ยิ้มแต่ไปไม่ถึงดวงตา มือบางคีบอาหารขึ้นมาทานต่อไม่สนใจหันไปมอง 

               เถ้าแกเหงื่อตก เขามองไปยังเสื้อผ้าที่เด็กสาวสวมใส่แล้วกล่าวออกมาว่า "ทางโรงเตี๊ยมเรายินดีลดค่าอาหารให้ครึ่งหนึ่งเพื่อชดเชยควา..." 

               "ข้ามีเงินจ่ายเต็มราคา ต่อให้สั่งของขึ้นชื่อมาอีกเจ็ดอย่างข้าก็มีปัญญาจ่าย" ยังไม่ทันกล่าวจบนางจึงแทรกขึ้นมา 

               "โธ่... แม่นาง ถือว่าสงสารชายชราผู้นี้เถอะ ไม่งั้นคุณหนูมู่ต้องสั่งปิดที่นี่แน่" เถ้าแก่แทบจะลงไปคุกเข่าเพื่อขอร้องให้นางย้ายโต๊ะ... 

               ซิ่นหนี่ว์วางตะเกียบลงก่อนถอนหายใจออกมาด้วยความเบื่อหน่ายติดไม่พอใจเล็กน้อย เอาเถอะ นางไม่ได้เป็นคนดีแต่ก็ไม่ได้ใจร้ายขนาดคนแก่มาขอร้องแล้วจะไม่ใจอ่อน “ได้ ย้ายก็ย้าย” 

               “ขอบคุณแม่นาง ขอบคุณมาก!” 

               "นี่! เมื่อไหร่จะได้โต๊ะคุณหนูของข้ายืนรอนานแล้วนะ อยากให้โดยปิดจริงๆ ใช่ไหม" สาวใช้ของมู่เหม่ยลี่เดินขึ้นมา สายตาเหยียดหยามไล่มองซิ่นหนี่ว์ตั้งแต่หัวจรดปลายเท้า 

               “อ่า ขออภัยที่ให้รอ แม่นางท่านนี้จะย้า...” 

               "หึ สภาพเยี่ยงขอทานมากินอาหารหรู จะมีเงินจ่ายสักอีแปะหรือเปล่าก็ไม่รู้" 

               “!!!” 

               "ขอทาน?" ซิ่นหนี่ว์เลิกคิ้วขึ้นถามเสียงสูงพลางก้มลงมองสภาพตนเอง 

เสื้อผ้าเนื้อหยาบสีหม่น ผมดำยาวยุ่งเหยิงปิดหน้าตาเล็กน้อย... แค่นี้กลายเป็นขอทานเลยรึ 

               "นอกจากจะเป็นขอทานแล้วยังหูหนวกอีกด้วยรึ น่าสมเพชจริงๆ" สาวใช้คนสนิทของมู่เหม่ยลี่จีบปากจีบคอกล่าว น้ำเสียงของนางเต็มไปด้วยความดูถูกดูแคลนซิ่นหนี่ว์อย่างเปิดเผย   

               "หึหึ" มุมปากของซิ่นหนี่ว์บิดโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้มไม่คล้ายยิ้มขณะยกถ้วยชาขึ้นจิบเบาๆ สายตาทอดมองยังเบื้องหน้าไม่เจาะจงที่จุดใด 

               "เจ้าหัวเราะอันใด" สาวใช้ของมู่เหม่ยลี่ชะงักไปเล็กน้อยทันทีที่เห็นซิ่นหนี่ว์หัวเราะออกมา 

               ซิ่นหนี่ว์ไม่ตอบแต่กลับใช้สายตาแบบเดียวกันไล่มองสาวใช้ของมู่เหม่ยลี่ หน้ากลมขาววอก แก้มแดง ปากแดงอย่างนี้ อืม...เข้าใจแล้ว "เจ้าอยู่คณะไหนหรือ?" 

               นางถามออกมา ดวงตากลมโตใสซื่อเปล่งประกายระยิบระยับ 

               "เจ้ากล่าวเหลวไหลอะไรอยู่" 

               "อ้าว ก็พวกเจ้ากำลังแสดงงิ้วกันอยู่มิใช่หรือ ดูสิ แต่งหน้าทาปากซะแดงอย่างกับตูด เอ้ย! ก้นลิง ข้าก็คิดว่าพวกเจ้ามาแสดงงิ้วให้ดูหน่ะสิ" ซิ่นหนี่ว์แสร้งถอนหายใจออกมาอย่างเสียดาย 

               “นี่เจ้าหาว่าข้า...” 

               "เกิดอะไรขึ้น" เสียงหวานดังแทรก มู่เหม่ยลี่ก้าวขึ้นมาหยุดอยู่ตรงหน้าเธอ 

               "คะ คุณหนู" สาวใช้รีบย่อทำความเคารพแล้วหลีกทางให้ “สตรีผู้นี้กล่าวว่าท่านเป็นนางงิ้วเจ้าค่ะ” 

               มู่เหม่ยลี่ได้ยินเช่นนั้นก็พาลมีโทสะ นางเชิดหน้าขึ้น "ทำไมเจ้ายังอยู่อีก ไม่ได้ยินที่ข้ากล่าวหรือว่าจะนั่งทานอาหารที่โต๊ะนี้" 

               "อืม ได้ยิน แล้วอย่างไร?" ซิ่นหนี่ว์พยักหน้าอย่างเข้าใจง่ายแต่กลับโยนคำถามให้เหม่ยลี่ เดิมนางคิดจะยอมย้ายโต๊ะแต่ตอนนี้นางเปลี่ยนใจแล้ว 

               "เจ้า! เจ้า!..." สาวใช้มู่เหม่ยลี่ยกมือชี้นิ้วมาที่นาง ใบหน้าขาววอกพลันเปลี่ยนเป็นดำแดงสลับกันไปมา 

               "ข้า จางซิ่นหนี่ว์อย่างไรเล่า" ซิ่นหนี่ว์มองเมินสาวใช้ หันไปแนะนำตัวกับมู่เหม่ยลี่แทน เชิดหน้าขึ้นเหมือนที่อีกฝ่ายททำอวดปานแดงข้างแก้ม 

               "โอ้... ข้ากำลังสงสัยอยู่เชียวว่าใครมาแย่งโต๊ะประจำของข้า ที่แท้ก็คุณหนูหกแห่งจวนแม่ทัพจาง อัปลักษณ์ประจำเมืองนี่เอง" เสียงของนางดังไปทั่วโรงเตี๊ยมจนสายตามากมายมองมายังซิ่นหนี่ว์ด้วยความสงสัยและงุนงงเกี่ยวกับเหตุการณ์วุ่นวายนี้ 

               จางซิ่นหนี่ว์เป็นที่รู้จักจากข่าวลือในเรื่องความอัปลักษณ์ขนาดที่ว่าสาวใช้หรือหญิงชราวัยเจ็ดสิบยังงดงามกว่ามากนัก ใบหน้าและร่างกายต่างเต็มไปด้วยเส้นเลือดปูดโปนแลดูน่าเกลียดน่ากลัวยิ่งกว่าอสูรกายนับว่าห่างไกลจากความเป็นมนุษย์ แล้วเหตุใดสภาพของนางถึงได้เปลี่ยนไปขนาดนี้? นั่นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่ผู้คนส่วนใหญ่จะจำนางไม่ได้ 

       แต่ยิ่งผู้คนให้ความสนใจใคร่รู้มากเท่าไหร่มู่เหมายลี่ยิ่งเพิ่มระดับเสียงและความหยิ่งยโสขึ้นอีก "ข้าได้ยินว่าเจ้าเดินทางไปรักษายังแคว้นจูเชว่เมื่อช่วงวสันตฤดูปีที่แล้ว อา...เวลาเพียงปีเดียวผู้ปรุงโอสถท่านใดกันช่างเก่งกาจยิ่งนักที่เปลี่ยนจากอสูรกายอัปลักษณ์ให้เป็นมนุษย์ได้" 

      สายตาของนางมองไปยังจางซิ่นหนี่ว์ หวังอยากจะเห็นนังอัปลักษณ์ตัวสั่นด้วยความเดือดดาลและอับอาย แต่กลับผิดคลาด นางไม่คิดว่าจางซิ่นหนี่ว์จะยังคงนั่งจิบชาอย่างสบายใจ ดวงตาฉายแววขบขัน ริมฝีปากปรากฏรอยยิ้มเยาะอย่างไม่จริงใจ     

      "นังอัปลักษณ์ เจ้ายิ้มอันใด" 

      "ข้ากำลังจิตนาการว่าตนเองเป็นหมอด้านจิตวิทยาที่กำลังนั่งฟังคนไข้ตัวน้อยที่แสนโง่งมสติไม่สมประกอบพล่ามอยู่" นางกล่าวด้วยน้ำเสียงเนิบช้าทว่าชัดเจนทุกถ้วยคำ ที่ภพเดิมนางเคยอ่านหนังสือเล่นหนึ่งที่เกี่ยวกับลักษณะพฤติกรรมและการรักษาผู้ป่วยทางจิต ไม่ว่าคนไข้จะพูดพล่ามอะไรจิตแพทย์ต้องเป็นผู้รับฟังที่ดี ยิ้มรับและมีส่วนร่วมโดยการซักถาม 

  

      "เจ้าหาว่าข้าบ้า?!" ใบหน้าของมู่เหม่ยลี่ถูกฉาบไปด้วยสีแดงด้วยความโกรธ แม้จะไม่เข้าใจคำว่าจิตวิทยา แต่ก็คาดเดาได้ว่านังอัปลักษณ์นี่กำลังด่านางอยู่ 

      มือบางที่แฝงไปด้วยพลังยุทธ์เงื้อมขึ้นมาเพื่อจะทุบตีสั่งสอนสตรีตรงหน้า ให้มันรู้ซะบ้างว่าไม่ควรมาทำท่าทางผยองใส่คนอย่างนาง 

      จางซิ่นหนี่ว์เมื่อเห็นว่ามู่เหม่ยลี่เงื้อมือขึ้นจะตบตน สัญชาตญาณป้องกันตัวสั่งให้ขยับโต๊ะมาขวางด้านหน้าและถอยหลังยกขาขึ้นถีบทำให้ขอบโต๊ะกระแทกเข้าช่วงท้องมู่เหม่ยลี่อย่างจังจนหงายท้องล้มลงไปนอนโอดครวญอยู่บนพื้น 

      "ว๊าย! คุณหนู/โอ๊ย..." สาวใช้และมู่เหม่ยลี่ร้องออกมาพร้อมกันเสียงดัง มือที่เงื้อมขึ้นจะตบนางเปลี่ยนเป็นกุมท้องแทน ใบหน้าเล็กน่ารักพลันเปลี่ยนขาวซีดสลับเขียวคล้ำ ฟันขาวขบเม้นริมฝีปากกลั้นความเจ็บปวด สายตาเคียดแค้นส่งตรงมายังจางซิ่นหนี่ว์มีน้ำตาปรอยแลดูน่าสงสารยิ่งนัก 

      "เจ้ารังแกคุณหนูของข้า!" สาวใช้ของมู่เหม่ยลี่ชี้หน้าและวิ่งตรงเข้ามาหมายมาดได้ทุบตีสักครั้งเพื่อแก้แค้นให้คุณหนูของตน 

      ซิ่นหนี่ว์ลุกขึ้นเบี่ยงตัวหลบทำให้สาวใช้พลาดเป้าพุ่งเข้าชนกับโต๊ะอาหารของนางจนล้มระเนระนาด ทั้งตัวเต็มไปด้วยเศษอาหารและเศษกระเบื้องบาดลึกจนเลือดไหลนองพื้น 

      "อา... ขออภัยๆ ข้ากำลังจะลุกกลับจวนพอดี ใครจะคิดล่ะว่าเจ้าจะสะดุดล้มมายังโต๊ะโดยไม่ทันตั้งตัว ข้าก็ช่วยรับไว้ไม่ทันสิ" ยกมือขึ้นทาบอกน้ำเสียงตกใจและสีหน้าสำนึกผิดแสดงออกมาอย่างเสแสร้ง 

      “โอ๊ย! เจ็บ ฮือออ คุณหนู... คุณหนูช่วยบ่าวด้วยเจ้าค่ะ ฮือ” สาวใช้ที่เนื้อตัวเต็มไปด้วยเศษอาหารและเลือดดูสกปรกมอมแมมคลานเข้าไปหามู่เหม่ยลี่ มืออวบหมายเอื้อมไปจับชายผ้าของมู่เหม่ยลี่แต่กลับถูกปัดออกอย่างแรง 

      “กรี๊ดดด! สกปรกอย่ามาแตะต้องข้า พวกเจ้า พวกคนชั้นต่ำ! คอยดูเถอะข้าใช้ให้ท่านพ่อมาจักการพวกเจ้าให้หมด รวมถึงโรงเตี๊ยมเฮงซวยนี่ด้วย! กรี๊ดดด” มู่เหม่ยลี่กรี๊ดร้องออกมาอย่างขาดสติ ไม่สนใจว่าการกระทำสิ้นคิดนี้จะทำให้กระกูลตนเป็นที่อับอายมากแค่ไหน 

      ผู้คนที่อยู่ภายในโรงเตี๊ยมส่งเสียงหัวเราะครื้นออกมาอย่างไม่เกรงใจกับสภาพสองนายบ่าวตระกูลมู่ ยิ่งด้วยพฤติกรรมของมู่เหม่ยลี่ที่รู้กันดีนั้นทำให้ไม่มีใครเหลือบแลให้ความช่วยเหลือแม้แต่นิด 

     "หึ" มู่เหม่ยลี่ผู้นี้ใช้แต่อำนาจบิดาข่งเหงผู้อื่นกระทำตนเป็นเด็กๆ ร้ายอย่างเปิดเผยไม่รู้จักเก็บอารมณ์เอาเสียเลย ซิ่นหนี่ว์หยิบถุงเงินออกมาจากมิติในกำไลและโยนไปให้เถ้าแก่โรงเตี๊ยมที่รีบเอื้อมมือออกมารับอย่างลนลาน 

      เถ้าแก่เปิดถุงดู ดวงตาลุกวาวขึ้นมาทันทีที่เห็นจำนวนเงินภายใน ซึ่งเงินในถุงนั่นมีค่ามากกว่าอาหารที่เพิ่งทานไปเกือบสามเท่า “นี่ นี่มัน...” 

      “รวมค่าเสียหายด้วยทั้งหมดด้วย” 

      “ขะ ขอบพระคุณมากขอรับ” เถ้าแก่ก้มหัวให้ปลกๆ แล้วรีบร้อนเก็บถุงเงินซุกเข้าอกเสื้ออย่างรวดเร็ว ในความโชคร้ายนั้นยังมีโชคดีเมื่อนึกถึงเงินในถุงที่ได้มา หักจากค่าอาหารและถ้วยชามที่แตกแล้วยังเหลืออีกมาก 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}