อัศวินสามสี

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

เส้นทางสู่ความวุ่นวาย

ชื่อตอน : เส้นทางสู่ความวุ่นวาย

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.5k

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 28 พ.ย. 2560 18:53 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
เส้นทางสู่ความวุ่นวาย
แบบอักษร

เส้นทางสู่ความวุ่นวาย

"ฮ่าๆ ๆ ข้าละสะใจจริงๆ พวกเจ้าเห็นสีหน้าของเจ้าแก่ฮุ่ยเจินในตอนที่รู้ว่าตนเองกำลังจะแพ้ไหม ฮ่าๆ "  

นับเป็นเวลาสองชั่วยามแล้วหลังจากที่นางกลับมายังกระท่อมของเฟิ่งหยู เฒ่าจิ้งจอกผู้นี้เอาแต่นั่งหัวเราะออกมาดังๆ ด้วยความลำพองใจจนน้ำตาไหลซึ่งขัดกับภาพลักษณ์ปราชญ์ผู้ทรงภูมิแห่งเผ่าจิ้งจอกยามออกไปด้านนอกยิ่งนัก! และนั่นทำให้นางรู้ว่า แท้จริงแล้วฮุ่ยเจินคือผู้ชนะการแข่งขันปรุงโอสถมาสามปีติดต่อกัน ด้วยนิสัยที่ชอบพูดจายั่วยุส่อเสียดจนทำให้ผู้อื่นเสียสมาธิระหว่างการแข่งของเขาไปกระตุกต่อมความโทสะของเฟิ่งหยูเข้า เหตุผลที่เขาต้องการให้นางเป็นผู้ชนะ เพราะแค่ต้องการหักหน้าฮุ่ยเจินให้อับอายกลางงานเท่านั้น!

"ท่านอาจารย์ ถ้าท่านยังคงหัวเราะไม่หยุดเช่นนี้ ข้าเกรงว่าสันกรามท่านจะค้างจนหุบปากไม่ได้อีกนานเป็นแน่" หมายความว่าถ้าท่านยังไม่หยุดส่งเสียงหัวเราะน่าเกลียดนี้ ข้าจะหาอะไรมาอุดปากให้ท่านหุบไม่ลงไปอีกนาน!

"ศิษย์รัก นี่เจ้ากำลังข่มขู่อาจารย์ใช่หรือไม่" 

"ท่านเข้าใจผิดแล้ว ศิษย์เพียงเตือนด้วยความปรารถนาดีต่างหาก จะกล้าขู่ท่านได้เยี่ยงไร" รอยยิ้มหวานเชื่อมคลายล่อลวงให้ติดกับ  

"อ่า ข้าคงจะตีความผิดไปเองสินะ" ใช่แล้ว ศิษย์ของเขาผู้นี้ช่างไร้เดียงสายิ่งนัก ไม่มีท่างที่จะคิดข่มขู่เขาอย่างแน่นอน  

"ย่อมเป็นเช่นนั้น" เมื่อเห็นว่าเฟิ่งหยูมีท่าทีคล้อยตาม นางจึงถอดถอนใจออกมาด้วยความโล่งอก แต่เมื่อนึกเรื่องสำคัญบางอย่างได้ ดวงตาคู่สวยจึงเหลือบมองเฟิ่งหยูด้วยความลังเลชั่วครู่ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นมุ่งมั่นยามตัดสินใจกล่าวมันออกมา  

“ท่านอาจารย์ ข้าคิดว่า…ข้าจะกลับไปยังสกุลจาง” เฟิ่งหยูที่กำลังส่งเสียงหัวเราะหยุดชะงักไป ท่าทีกลับมานิ่งขรึม คิ้วหนาขมวดเข้าหากันเล็กน้อยก่อนจะคลายออก 

"เฮ้อ...ข้าคิดไว้แล้วว่าสักวันเจ้าจะต้องกลับไป เวลาช่างผ่านไปเร็วยิ่งนัก ข้าจึงได้เตรียมของขวัญไว้ให้ล่วงหน้าแล้ว"  

ของขวัญ... หวังว่าคงไม่ใช่อะไรแปลกๆ หรอกนะ  

เฟิ่งหยูหายเข้าไปในห้องสักพักจึงกลับออกมา ในมือเขากล่องไม้จันทร์แดงหอมขนาดเล็กติดมาด้วย เขานั่งลงตรงข้ามแล้วจึงดันกล่องไม้มาตรงหน้านาง 

 “เปิดดูสิ” 

 มือบางเอื้อมไปยกกล่องไม้ขึ้นมา นิ้วเรียวลูบไล้ลวดลายดอกมู่ตานบนฝาก่อนจะเปิดออกปรากฏกำไลข้อมือลักษณะเป็นตัวมังกรเกล็ดสีเงินมันเลื่อมประกายระยิบระยับ ตัวกำไลเป็นมังกรตัวเล็กๆ ลวดลายละเอียดที่ไม่สามารถระบุได้ว่าทำมาจากอะไร พอจ้องมองไปยังตาสีแดงยังส่วนหัวกลับให้ความรู้สึกเหมือนกับว่ามันมีชีวิตจริงๆ 

 "นี่คือกำไลจักรพรรดิมังกร อาจารย์ได้มันมาจากสหายผู้หนึ่งในช่วงที่ออกท่องเที่ยวไปทั่วยุทธภพ" เฟิ่งหยูส่งกำไลมาให้นาง 

"อ่า... งดงามเหลือเกิน" ซิ่นหนี่ว์จ้องมองตาเป็นประกาย ดูก็รู้ว่าของหายาก! 

 "ด้านในเปรียบเสมือนมิติแห่งหนึ่ง เพียงเจ้าตั้งจิตก็สามารถมองเห็นได้ และถ้ามีระดับพลังยุทธ์ขั้นสิบขึ้นไปก็สามารถนำกายหยาบเข้าไปด้วยได้ อาจารย์ให้เจ้าเอาไว้ใช้เก็บของจำเป็นเวลาเดินทางจะได้ไม่ลำบาก หยดเลือดลงที่บนปากมังกรเพื่อทำสัญญาเป็นเจ้าของมันซะ" เฟิ่งหยูเอ่ยด้วยเสียงอ่อนโยน ซิ่นหนี่ว์ทำตามที่เฟิ่งหยูบอก ทันทีที่เลือดหยดลงบนปากมังกรก็กลายเป็นแสงหายไปอย่างรวดเร็ว 

นางจึงลองตั้งจิตเข้าไปก็พบว่าข้างในเป็นพื้นที่โลงกว้างประมาณยี่สิบตารางเมตร ภายในนั้นมีเตาหลอมโอสถและชั้นหนังสือเก่าอีกหนึ่ง  

"อีกสองวันจะมีคนมารับซื้อสมุนไพรไปขายที่เมืองหน้าด่าน เจ้าก็เดินทางไปพร้อมพวกเขาเสียจะได้ไม่หลง"  

"ศิษย์ทราบแล้ว ขอบพระคุณเจ้าค่ะท่านอาจารย์ ความช่วยเหลือและความรู้ที่ได้รับในครั้งนี้ศิษย์จะจดจำไปชั่วชีวิต" ซิ่นหนี่ว์ก้มหัวคำนับเฟิ่งหยู ผู้มีพระคุณและอาจารย์คนแรกในโลกนี้ของนาง 

แม้จะเป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ แต่เฟิ่งหยูและทุกคนในเผ่าจิ้งจอกต่างก็ดีกับนางมาก ถึงแม้คำอธิบายก่อนตายในโลกนั้นจะไม่ได้พานางไปหาคุณพ่อกับคุณแม่อย่างที่หวัง แต่อย่างน้อยที่นี่ก็เปรียบเสมือนบ้าน ทุกคนก็เปรียบเสมือนครอบครัวของนาง

 . 

 .

 . 

 รุ่งเช้าวันออกเดินทาง หลังจากล่ำลาอาจารย์เฟิ่งหยู ต้าหลาง ท่านเฟยเซียนเรียบร้อยแล้ว เฟิ่งหยูจึงพาซิ่นหนี่ว์มาแนะนำกับกลุ่มชาวบ้านที่เดินทางเข้ามาเพื่อรับสมุนไพรไปขายในเมือง และฝากฝังให้นางเดินทางไปด้วย ซึ่งชาวบ้านต่างก็ยินดี ในกลุ่มนั้นประกอบด้วยชายวัยกลางคนเป็นผู้คุ้มกันสามคน หญิงสองที่คาดว่าจะเป็นผู้ปรุงโอสถที่เดินทางมาดูสมุนไพรด้วยตนเอง และเด็กรับใช้ชายอายุราวสิบสองหนาวอีกสองคนซึ่งตามมาช่วยแบกหาม  

จากหมู่บ้านแสงจันทร์ออกมายังเมืองหน้าด่านเป่ยโจวใช้เวลากว่าหนึ่งวัน การเดินทางแม้จะเจอทางลาดชัน ผ่านป่ารกครึ้มแต่ก็ถือว่าเป็นไปอย่างราบรื่น พอใกล้ถึงทางออกจากป่าซิ่นหนี่ว์จึงขอแยกตัวออกมาก่อนเพราะนางต้องเปิดของขวัญที่ท่านเฟยเซียนย้ำนักหนาว่าให้เปิดใช้ก่อนออกจากป่าและห้ามให้ผู้ใดเห็นเป็นอันเด็ดขาด  

ซิ่นหนี่ว์ตั้งจิตเข้าไปในมิติก็พบกับกล่องไม้เล็กๆ ที่ถูกห่อด้วยผ้าไหมสีม่วงอ่อนวางมุมข้างชั้นหนังสือจึงกำหนดจิตแล้วนำมันออกมา มือบางแกะผ้าที่ผูกปมอย่างสวยงามออกเปิดฝากล่องอย่างเบามือของในกล่องก็ปรากฏสู่สายตา 

 นี่มัน... หน้ากากหนังมนุษย์! 

ในศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดเคยแต่อ่านเจอในนิยายไม่คิดว่าจะได้สัมผัสของจริง "มันน่าสยองมากกว่าสนุกอีกนะ ทำมาจากหนังคนจริงรึเปล่าเนี่ย ทำไมท่านเฟยเซียนถึงได้ย้ำนักหนาว่าต้องใช้ก่อนออกจากป่าด้วย" 

สายตาจ้องมองหน้ากากในกล่องอย่างขลาดเขลาพลางคิดย้อนไปถึงคำพูดของท่านเฟยเซียนในวันที่เรียกนางไปพบ 

  'ข้าให้เจ้า' มือเรียวยืนกล่องไม้มาตรงหน้านาง 

  'อะไรหรือเจ้าคะ? ' คิ้วโก่งสวยขมวดเป็นปม นัยน์ตาหงส์มองกล่องไม้ตรงหน้าสลับกับผู้ให้ 

  'ของเล่นที่น่าจะทำให้เจ้าสนุก ไว้เปิดก่อนออกจากป่าเท่านั้นนะ ข้ารับรองว่าเห็นแล้วเจ้าจะต้องชอบเป็นแน่' นางอุตส่าห์ไปเฟ้นหาด้วยความลำบากเพื่อเป็นของขวัญให้ผู้ที่เปรียบเสมือนน้องสาวคนนี้เชียวนะ เพราะฉะนั้นจะไม่ชอบไม่ได้!

‘เมื่อเปิดแล้วเจ้าต้องใช้ และจำไว้ห้ามให้ใครรู้เด็ดขาด...’

เฮ้อ...ใส่ก็ใส่วะ!  

ซิ่นหนี่ว์คิดแล้วยกหน้ากากหนังมนุษย์ขึ้นสวมใส่ จากใบหน้าราวธิดาสวรรค์พลันกลายเป็นจืดชืดธรรมดาสามัญไร้ความดึงดูดในพริบตา  

"รู้สึกแปลกๆ แฮะ" รอยยิ้มไม่คล้ายยิ้มปรากฏบนใบหน้าสามัญ มือเรียวเล็กยกขึ้นลูบไล้ใบหน้าเพื่อสำรวจ เมื่อคิดว่าเรียบร้อยดีแล้วจึงมุ่งหน้าเข้าสู่เมืองทันที



แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น