อัศวินสามสี

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 5 :: งานแข่งขันประจำปี

ชื่อตอน : ตอนที่ 5 :: งานแข่งขันประจำปี

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.6k

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 29 พ.ค. 2562 17:22 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 5 :: งานแข่งขันประจำปี
แบบอักษร

ตอนที่ 5 

งานแข่งขันประจำปี  

 

           ใจกลางลานโล่งกว้างของเมืองฉางซายามนี้มีเหล่าจิ้งจอกที่แปลงกายเป็นชาวบ้านธรรมดาและนักเดินทางต่างถิ่นอยู่เนืองแน่นทำให้บรรยากาศโดยรอบคึกคักเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นงานเทศกาลประจำปีของเมืองและมีการจัดการแข่งขันต่างๆ ในช่วงกลางวัน อย่างเช่นการแข่งขันตอบปัญหาเชาว์ การแข่งขันปรุงโอสถ โดยมีรางวัลเป็นสมุนไพร ของหายาก เงินอีกจำนวนหนึ่ง แต่ที่ทำให้ได้รับความสนใจมากเป็นพิเศษคือการประมูลโอสถที่ชนะเลิศในการแข่งขันปรุงโอสถต่างหาก 

               สถานที่จัดการแข่งขันปรุงโอสถในครั้งนี้คือลานกว้างกลางตลาดซึ่งถูกล้อมด้วยเชือกกั้นแบ่งพื้นที่เป็นบล็อกตามจำนวนผู้ที่ผ่านรอบคัดเลือก เตาหลอมและอุปกรณ์ทุกอย่างรวมถึงสมุนไพรถูกตระเตรียมไว้เป็นอย่างดีโดยมีชายชุดดำซึ่งเป็นทหารของทางการยืนคุ้มเพื่อป้องกันการสับเปลี่ยนสมุนไพร การโกง หรือเรื่องทะเลาะวิวาทที่อาจเกิดขึ้น กลิ่นสมุนไพรเล็กน้อยบางชนิดลอยตามสายลมเข้าจมูกกระตุ้นความรู้สึกและจิตวิญญาณเหล่าผู้ปรุงยาให้ตื่นตัวขึ้น 

               เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าดังขึ้นทางฝั่งขวามือของลานแข็งขัน ทุกคนที่อยู่ในบริเวณจึงหันไปมอง ชายรูปร่างสูงโปร่งทว่าดูงดงามแข็งแกร่งในอาภรณ์สีดำขลิบเงินไร้ลวดลายจึงปรากฏตัวขึ้น นัยน์ตาสีนิลเฉี่ยวคมกลาดมองไปโดยรอบ จมูกโด่งเป็นสันสวย ริมฝีปากบางเรียบตรงไม่ปรากฏรอยยิ้ม ใบหน้าคมสันดูดุดันทำให้บรรยากาศพลันเปลี่ยนเป็นเงียบกริบและกดดันไปโดยปริยาย เขาคือเหวินหลาง นายอำเภอประจำเมืองฉางซา 

               เมื่อเห็นว่าใครเป็นผู้นำ สายตาสงสัยของทุกคนจึงเปลี่ยนเป็นสายตาแห่งความเคารพ 

               เหวินหลางเดินไปแท่นที่นั่งที่ถูกจัดเตรียมไว้ ท่าทางการวางตัวและกลิ่นอายพลังยุทธ์ที่แผ่ออกมาแสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งยากที่จะต่อกรด้วยตามคุณสมบัติการเป็นผู้นำอย่างแท้จริง ด้านหลังมีผู้ติดตามสองคนเปรียบเสมือนมือขวาและมือซ้ายยืนขนามข้างด้านหลัง 

               แม้ว่ามนุษย์ที่เป็นนักเดินทางจะมาจากที่ไหนหรือมีตำแหน่งสูงส่งเพียงใดเมื่อมาอยู่ในอาณาเขตเมืองฉางซาในวันเทศกาลต่อหน้าเหวินหลางแล้ว พวกเขาไม่กล้าแสดงท่าทางใดๆ ที่เป็นการหาเรื่องใส่ตนเลย 

               ชายวัยกลางคนซึ่งมีเคราสีดำก้าวออกมาจากฝูงชน เขาคือชงหยวน หนึ่งในผู้อาวุโสของเผ่าจิ้งจอกที่แฝงกายเป็นมนุษย์ลงมาทำการค้าขาย ชงหยวนหมุนกายไปกุมมือตัวและโค้งหันคำนับเหวินหลางซึ่งพยักหน้าเบาๆ เชิงให้เริ่มพิธีได้ 

               ชงหยวนลูบเคราของเขาด้วยใบหน้ายิ้มเล็กน้อย รอยยิ้มนั้นเป็นรอยยิ้มพอดีๆ ชวนให้ผู้คนที่ได้มองรู้สึกผ่อนคลายจากความกดดันได้มากทีเดียว 

               "พี่น้องทุกท่าน ในที่สุดก็ถึงเวลาเสียที ขอให้ผู้เข้าแข่งขันทั้งหลายประจำตำแหน่งตามหมายเลขที่ได้รับ การแข่งขันกำลังจะเริ่มขึ้น" เสียงห้าวที่แฝงด้วยพลังยุทธ์ดังขึ้น ส่งผลให้ผู้ที่ยืนล้อมพื้นที่กลับมาสู่ความสงบ ทุกสายตาจับจ้องไปยังร่างของชงหยวนด้วยความลุ้นระทึก 

               เพื่อไม่ให้เกิดความวุ่นวาย ทุกคนที่เข้าร่วมการแข่งขันจะได้รับแผ่นป้าย บนแผ่นป้ายจะสลักหมายเลขตามจำนวนแท่นหลอมที่ถูกเตรียมไว้ ใครได้รับหมายเลขอะไรก็ให้ไปประจำตำแหน่งยังจุดนั้น 

               "การแข่งขันมีกติกาเหมือนทุกปีคือ หลอมโอสถชนิดเดียวกันภายในระยะเวลาสองเค่อ ผู้ที่ทำเวลาได้ดีที่สุด ระดับสรรพคุณโอสถสูงสุดจะถือว่าเป็นผู้ชนะ ขอให้ทุกท่านจงโชคดี!" 

               สิ้นเสียงของชงหยวน ชายหนุ่มคนหนึ่งนำบางสิ่งที่มีลักษณะคล้ายนาฬิกาทรายออกมาหมุนพลิกกลับด้าน และวางมันไว้บนแท่นหินตรงกลางหน้าทุกคน 

               เมื่อการแข่งขันเริ่มขึ้น ผู้เข้าร่วมการแข่งขันต่างหยิบสมุนไพรทั้งสามชนิดที่เตรียมไว้ขึ้นมาตรวจสอบและเริ่มสกัดสิ่งเจือปน สมุนไพรเหล่านี้เป็นสมุนไพรสำหรับหลอมโอสถจิตวิญญาณ 

               ทุกคนต่างมุ่งมั่นสกัดสมุนไพรกันอย่างรวดเร็ว จะมีก็เพียงดรุณีน้อยนางหนึ่งซึ่งสวมชุดสีขาวหม่น ใบหน้าทั้งหมดถูกปิดบังไว้ด้วยหน้ากากจิ้งจอกสีขาวสลับแดงเข้าชุดที่ดูอายุน้อยที่สุดในงานนี้ 

               นางหยิบสมุนไพรขึ้นมาพิจารณาอย่างเอื่อยๆ ท่าทีเฉื่อยชาเหมือนไม่เต็มใจที่จะมาแข่งสร้างความขัดใจให้คนที่ส่งเสียงเชียร์เป็นอย่างมาก 

               "นังหนูนั่นจะอืดอาดไปถึงไหน คนอื่นเขาสกัดจนเริ่มหลอมกันหมดแล้ว" 

                “อ่า... นั่นสิ อย่างนี้ต้องแพ้แน่ๆ” 

                “ใช่ๆ” 

               "ฮะๆๆ ดูทำหน้าเข้าสิ ไม่มีอารมณ์ร่วมเอาเสียเลย" เฟิ่งหยูเบือนสายตาไปมองยังบุคคลที่เป็นเจ้าของหัวข้อสนทนา เมื่อเห็นท่าทางที่ไม่เข้ากับบรรยากาศคึกคักรอบๆ ก็อดที่จะหัวเราะออกมาไม่ได้ 

               “เป็นเพราะท่านแกล้งพี่สาวให้หลอมโอสมจนดึกดื่นแล้วยังต้องตื่นไปเก็บสมุนไพรในป่าตั้งแต่เช้ามืดนั่นแหละ พอเวลาแข่งเลยดีไร้เรี่ยวแรงแบบนี้” ต้าหลางเมื่อได้เห็นสีหน้าสนุกเหมือนกำลังได้ชมการแสดงหายากยิ่งของอาจารย์ก็อดที่จะไปยังพี่สาวอย่างเห็นใจไม่ได้ 

 

               "นังหนูท่าทางไม่คุ้นเลย คงมาแข่งปีนี้เป็นครั้งแรกสินะ" ชายชราหนึ่งในผู้เข้าแข่งขันที่อยู่ด้านข้างถามอย่างแสร้งชวนคุย 

               "ท่าทางอ่อนแอปวกเปียกแบบนี้คงไม่ไหวหรอกมั้ง เป็นสตรีควรร่ำเรียนวาดภาพ ร่ายรำ ดีดพิณ ไว้คอยปรนนิบัติสามีเวลาออกเรือนดีกว่า" เขาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงยั่วยุ 

               เด็กสาวเพียงถอนหายใจ เหลือบตาไปมองอย่างไร้อารมณ์และหันกลับมาสนใจสมุนไพรในมือต่อ ง่วงนอน ไม่มีอารมณ์จะพูดกับใครทั้งนั้น! เมื่อคืนถูกเฟิ่งหยูสั่งให้คัดแยกสมุนไพรสำหรับที่จะไปขายในเมืองจนเกือบเช้า 

               'หึหึ ใจเย็นกว่าที่คิดแฮะ' ชายชราคิดอย่างยอมรับเมื่อเห็นเด็กสาวไม่มีปฏิกิริยาตอบกลับ เพราะการยั่วยุคู่แข่งขันให้โมโหขาดสติจนเสียสมาธิ ถือเป็นกลยุทธ์อย่างหนึ่งของเขาเหมือนกัน 

               ภายนอกที่ทุกคนเห็นคือร่างบางเริ่มสกัดสิ่งเจือปนในสมุนไพรด้วยท่าทางเอื่อยๆ โดยไม่สนใจจะตอบโต้แต่อย่างใด แต่เพราะผมด้านหน้าที่ยาวจนบดบังดวงตาทำให้ไม่อาจรู้ได้ว่านางนั้น แอบหลับ! 

               หลังจากใช้เวลาไม่ถึงอึดใจการสกัดสิ่งเจือปนในสมุนไพรก็เสร็จสิ้น ขั้นต่อไปคือการหลอมรวมสมุนไพรทั้งสามชนิดเข้าด้วยกัน หลักสำคัญของขั้นตอนนี้อยู่ที่การควบคุมพลังธาตุไฟที่ใช้หลอม ถ้าไฟแรงไปสมุนไพรก็ไหม้ ถ้าไฟอ่อนไปสรรพคุณของสมุนไพรก็จะเจือจางลง เพราะฉะนั้นอุณหภูมิไฟที่พอเหมาะพอดีเท่านั้นจึงจะทำให้โอสถที่ออกมามีระดับสรรพคุณที่เต็มเปี่ยม 

               ในระยะเวลาสามเดือนที่อยู่กับท่านเฟิ่งหยู เธอฝึกใช้ธาตุไฟเพื่อหลอมโอสถหลายชนิดด้วย หนึ่งในนั้นก็คือโอสถจิตวิญญาณที่ใช้ในการแข่งนี้ เพราะโอสถจิตวิญญาณเป็นโอสถที่เหมาะสำหรับผู้ฝึกยุทธ์ระดับหนึ่งถึงเจ็ด เนื่องจากโอสถนี้จะกลายเป็นพลังที่ปะทุออกมาช่วยให้สามารถทะลวงผ่านไปอีกระดับได้จึงเป็นที่ต้องการของผู้ที่ระดับต่ำๆ แต่ขั้นตอนการหลอมโอสถจิตวิญญาณให้ได้รับดับสูงสักเม็ดนั้นไม่ง่ายนักจึงทำให้มันกลายเป็นโอสถล้ำค่า 

               ใช้เวลาไม่นานโอสถจิตวิญญาณสีเหลืองอำพันจำนวนสองเม็ดก็ลอยออกมาจากเตาหลอม ซิ่นหนี่ว์ยื่นมือออกไปรับแล้วเก็บใส่ขวดกระเบื้องไว้อย่างดี ผู้คนต่างมองด้วยความตกตะลึง เด็กสาวผู้นี้หลอมโอสถเสร็จเป็นคนแรกซึ่งรวมกับท่าทางเอื่อยเฉื่อยในตอนแรกแล้วใช้เวลาไปไม่ถึงหนึ่งเค่อด้วยซ้ำ 

               "ฮึ่ม! เสร็จคนแรกใช่ว่าจะออกมาดี" ชายชราด้านข้างเมื่อเห็นเด็กสาวหลอมเสร็จเป็นคนแรกก็อดที่จะจ้องมองอย่างโง่งมมิได้ก่อนจะแปรเปลี่ยนเยาะเย้ย เป็นโอสถจิตวิญญาณใช้เวลาในการหลอมอย่างน้อยสองเค่อ 

               เฮอะ! อย่างดีคงได้ระดับต่ำ ไม่มีทางที่สรรพคุณโอสถของเด็กสาวผู้นั้นจะเป็นระดับกลางได้แน่ ระดับสูงยิ่งไม่ต้องพูดถึง 

               เมื่อเก็บโอสถเรียบร้อยดีแล้วเด็กสาวจึงหันกายไปทางชายชราที่พูดจาก่อกวนนางตั้งแต่เริ่มการแข่งขัน ริมฝีปากใต้ผ้าคลุมขยับเล็กน้อยก่อนเสียงหวานใสดังระฆังแก้วจะเอ่ยออกมาว่า 

               "พูดมาก หนวกหูจริง" 

               “!!!”  

 

               ดวงสุริยันแห่งวสันต์ฤดูส่องแสงเจิดจ้าเหนือศีรษะ หลายผู้คนที่ส่งเสียงเชียร์วุ่นวายในคราแรกต่างเงียบลงจนได้ยินเสียงใบไม้ปลิว หลายคนมองนาฬิกาทรายที่เม็ดทรายละเอียดด้านบนไหลลงมาด้านล่างเจียนจะหมดสลับกับหันไปมองผู้เข้าแข่งขันที่เหลืออยู่ด้วยความลุ้นระทึก 

               ซิ่นหนี่ว์นั่งรออยู่บริเวณพื้นที่สำหรับผู้แข่งขัน ด้านข้างมีโต๊ะวางชุดน้ำชาดอกเบญจมาส ของว่าง และผลไม้รสเปรี้ยวที่ต้าหลางรีบนำมาให้กินกันหลับโอสถที่หลอมถูกเก็บไว้ในขวดและวางไว้บนโต๊ะเพื่อป้องกันการฉ้อโกงหรือสับเปลี่ยน 

               ยิ่งเวลากระชั้นชิดเข้ามามากเท่าไหร่ ผู้แข่งขันที่ยังหลอมโอสถไม่สำเร็จก็ยิ่งกระวนกระวายมากขึ้นเท่านั้นและในที่สุด จำนวนเม็ดทรายที่เหลืออยู่น้อยนิดในนาฬิกาด้านบนก็หมดลง... 

               "หมดเวลา!!" เสียงที่แฝงไปด้วยพลังของชงหยวนดังขึ้นอีกครั้ง 

               ผู้แข่งขันบางคนที่หลอมโอสถไม่สำเร็จแสดงสีหน้าเสียดายออกมาอย่างปิดไม่มิด จากผู้เข้าแข่งขันกว่าสิบคนตอนนี้เหลือผู้ผ่านเข้ารอบเพียงแค่สามคนเท่านั้น คนแรกชิวหย่งฉือ เป็นชายหนุ่มนักเดินทางรูปร่างสูงโปร่ง แต่งกายด้วยชุดผ้าไหนเนื้อดีสีเขียวลายไผ่ลู่ลม สองฮุ่ยเจิน เขาคือชายชราที่หลอมโอสถอยู่ด้านข้างและพยายามพูดจายั่วยุเธอ ฮุ่ยเจินนั้นหลอมโอสถสำเร็จหลังจากเธอไม่นานนักถือว่าเป็นคนเก่งกาจมากเลยทีเดียว 

      "ใครจะเป็นผู้เริ่มรับการตรวจสอบคนแรก" ซิ่นหนี่ว์เพียงเลิกคิ้วยกชาขึ้นจิบ สำหรับเธอจะก่อนหรือหลังก็มีค่าไม่ต่างกันนัก ถ้าพวกเขาอยากรับการตรวจสอบก่อนเธอก็จะให้โอกาสพวกเขาได้โอ้อวดสรรพคุณโอสถที่หลอมให้เต็มที่ 

      ผู้ตรวจสอบและตัดสินโอสถในครั้งนี้คือผู้อาวุโสระดับสูงของเผ่าที่ซิ่นหนี่ว์ไม่รู้จัก เธอไม่รู้ว่าภายใต้ใบหน้าอ่อนเยาว์ดูไม่น่าเชื่อถือนั้นอายุที่แท้จริงของเขากี่พันปีแล้ว และผู้ปรุงโอสถระดับปรมจารย์ขึ้นไปเท่านั้นที่สามารถตรวจสอบระดับโอสถได้อย่างแม่นยำ 

       "ข้าเอง" ฮุ่ยเจินก้าวออกมาเป็นคนแรกและยื่นขวดโอสถให้ผู้อาวุโสที่เขาคิดว่าเป็นเพียงเด็กหนุ่มตรงหน้า 

               ฮุ่ยเจินเป็นผู้ปรุงโอสถระดับกลางอีกแค่นิดเดียวเขาก็จะบรรลุระดับสูงแล้วรวมกับประสบการณ์การหลอมโอสถมาตลอดชีวิต เพราะฉะนั้นเขาจึงค่อนข้างมั่นใจว่าโอสถที่เขาหลอมออกมานั้นน่าจะมีสรรพคุณระดับกลางถึงระดับสูงเป็นแน่ 

               "โอสถจิตวิญญาณระดับกลาง" ดวงตาสีน้ำตาลคู่สวยของผู้อาวุโสเผ่าจิ้งจอกจ้องมองไปยังโอสถเม็ดนั้นชั่วครู่ก่อนจะกล่าวออก 

               ฮุ่ยเจินยิ้มอย่างยินดี เขายืดอกออกมาด้วยความภาคภูมิใจ นี่เป็นระดับและเวลาที่เร็วที่สุดเท่าที่เขาใช้หลอมมา นัยน์ตายโสกวาดมองไปทั่วก่อนจะมาหยุดที่ซิ่นหนี่ว์ แต่พอเห็นเด็กสาวไม่แสดงท่าทีตื่นตกใจซ้ำยังคงจิบชาด้วยความผ่อนคลาย สีหน้าของเขาพลันเปลี่ยนเป็นเรียบตึง 

               หึ คงทำเป็นนิ่งเฉยกลบเกลื่อนสินะ 

               "คนต่อไป" ชิวหย่งฉือส่งโอสถให้ผู้อาวุโสตรงหน้า เขาไม่ใช่คนที่จะมองคนเพียงภายนอกจึงคิดว่าคนผู้นี้ต้องมีอะไรดีสักอย่างถึงได้ขึ้นเป็นผู้อาวุโสและรับหน้าที่ตรวจสอบโอสถในการแข่งขัน 

               “ระดับต่ำ” 

               "อ่า...น่าเสียดาย สงสัยข้าคงไม่เหมาะกับการเป็นผู้ปรุงจริงๆสินะ" ถึงจะกล่าวว่าเสียดาย แต่สีหน้าของเขากลับระบายยิ้มบางเบาออกมาอย่างไม่ทุกข์ร้อน ใครๆก็บอกว่าเขามีพรสวรรค์ของผู้ฝึกยุทธ์มากกว่าผู้ปรุงโอสถจึงไม่คาดหวังที่จะชนะตั้งแต่แรก 

               ซิ่นหนี่ว์ลุกขึ้นก่อนจะส่งโอสถให้ผู้อาวุโส เขาชะงักไปนิดหน่อยยามเห็นนางแล้วจึงรับขวดไป เมื่อเทออกมา โอสถจิตวิญญาณสีเหลืองอำพันแวววาวกลิ้งอยู่บนฝ่ามือ ผู้อาวุโสหันมามองนางอีกรอบแล้วประกาศออกมา “โอสถจิตวิญญาณระดับสูง” 

               “โกง! พวกเจ้ารวมหัวกันโกง” ฮุ่ยเจินซึ่งยืนอยู่ข้างๆ เห็นเหตุการณ์ทั้งหมด ความรู้สึกบอกเขาว่าแบบนี้ไม่ดีแน่จึงตัดสินใจตะโกนออกมา 

               “หือ…อะไรที่ทำให้ท่านคิดว่าข้ากับนางรวมหัวกันโกง” ผู้อาวุโสของเผ่าหันไปถามฮุ่ยเจิน ใบหน้าของเขายังมีรอยยิ้มประดับอยู่แม้ว่าจะถูกกล่าวหาก็ตาม 

               “ข้าเห็นพวกเจ้าสองสบตากัน เจ้าอาจจะรู้จักหรือเป็นพวกเดียวกันก็ได้” ฮุ่ยเจินเถียงออกมาอย่างไม่ยอมแพ้ 

               ซิ่นหนี่ว์ได้ยินคำพูดของฮุ่ยเจินก็อดแค่นหัวเราะในลำคอออกมาไม่ได้ ตาแก่นี่แพ้แล้วไม่ยอมรับความจริงชัดๆแค่มองตากันก็หาว่ารู้จักกัน เป็นพวกเดียวกัน 

               “งั้นให้ข้าตรวจสอบให้มั้ยล่ะ?” 

               ทุกสายตาต่างเบือนไปยังต้นเสียงปริศนา ไม่นานนักก็มีชายชราผู้มีผมสีขาว เคราสีขาวที่ยาวมาถึงหน้าอกแถมยังแต่งกายด้วยชุดสีขาวไร้ลวดลายก้าวออกมาจากฝูงชน เขาคือเจียนหมิงปรมาจารย์โอสถแห่งสำนักศึกษามังกรเหิน ซึ่งสำนักนี้อยู่ในเทือกเขาห่างจากเมืองฉางซาและหมู่บ้านแสงจันทร์ไม่ถึงสิบลี้ ผู้ปรุงยาต่างรู้จักและเคยได้ยินชื่อเสียงของเขาเป็นอย่างดีเพราะความสามารถในการประเมินโอสถของเขานั้นนับว่าสูงมาก ดังนั้นตราบใดที่โอสถถูกประเมินโดยเขาย่อมไม่มีใครครหาเรื่องผลลัพธ์อย่างแน่นอน 

      เขาแฝงตัวกับฝูงชนเพื่อดูการหลอมโอสถนี้ตั้งแต่แรกแล้วเพื่อเฟ้นหาผู้มีความสามารถไปเป็นศิษย์ของสำนักถ้าไม่มีใครเข้าตาก็จากไปอย่างเงียบๆ ไม่คาดคิดว่าจะต้องแสดงตัวเพื่อตัดสินการแข่งขันนี้ 

      ผู้ประเมินประจำการแข่งขันส่งโอสถในมือให้ปรมจารย์โอสถเจียนหมิง ชายชรารับไปมองดูและนำมันขึ้นมาสูดดมเล็กน้อย สายตาที่เคยราบเรียบเปลี่ยนเป็นตกตะลึง ดวงตาเบิกกว้างขึ้น 

      "นี่มัน... เจ้าเป็นคนหลอมโอสถจิตวิญญาณเม็ดนี้งั้นรึ?" ปรมาจารย์โอสถเจียนหมิงตวัดสายตามาจ้องซิ่นหนี่ว์ด้วยความตื่นเต้น ยาโถว*ผู้นี้ดูแล้วอายุยังน้อยนักแต่กลับมีพรสวรรค์ขนาดนี้ อัจฉริยะ! นี่มันอัจฉริยะฉัดๆ 

      นางยิ้ม "เจ้าค่ะ" 

      ปรมาจารย์โอสถเจียนหมิงลูบเคราสีขาวของตนเองและพยักหน้า รอยยิ้มพึงพอใจปรากฏบนใบหน้าค่อนข้างชัดเจน บรรยากาศรอบตัวเขาพลันดูมีชีวิตชีวาขึ้นทันตา 

      "โอสถจิตวิญญาณระดับสูง ข้าขอประกาศว่ายาโถวผู้นี้เป็นผู้ชนะ!" 

      หลังจากปรมาจารย์โอสถกล่าวจบ เขาจึงส่งคืนโอสถให้แก่ซิ่นหนี่ว์ และในขณะเดียวกันเสียงกล่าวชมเชยจากผู้ชมรอบข้างดังอืออึงไปทั่ว 

               ฮุ่ยเจินจ้องมองไปที่เด็กสาวอย่างโง่งมและคับแค้น เป็นไปได้อย่างไรที่เด็กอย่างนางจะหลอมโอสถขั้นสูงได้ แต่ในเมื่อปรมาจารย์โอสถแห่งสำนักศึกษามังกรเหินเป็นผู้ยืนยันด้วยตนเอง เขาจึงต้องจำใจยอมรับความพ่ายแพ้ 

      "ยินดีกับเจ้าด้วย" ชิวหย่งฉือกล่าวยินดีกับนางด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม เขาไม่ค่อยชอบในฮุ่ยเจินเท่าไรจึงยินดีที่เด็กสาวคนนี้เป็นผู้ชนะ 

               ซิ่นหนี่ว์แกล้งเมินเฉยต่อสายตาคับแค้นใจของฮุ่ยเจินแล้วหันไปตอบรับคำยินดีกับชิวหย่งฉือ 

               "เฮ้อ… กะจะหลอมแค่ระดับกลางแท้ๆกลับพลั้งมือเป็นระดับสูงไปซะได้" เสียงใสกล่าวกับตนเองแต่จงใจให้ใครบางคนได้ยิน 

               ใบหน้าครึ่งบนที่ปราศจากหน้าผ้าคลุมหันมาทางฮุ่ยเจิน ดวงตาหงส์ปรายตามองแล้วแสระยิ้มให้โดยไม่มีใครทันสังเกต ร่างบอบบางของเด็กสาวก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย 

--------------------- 

*ยาโถว = คำใช้เรียกเด็กสาว 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}