ดอกเสลาบานเช้า

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : เพื่อนเก่า

คำค้น : นิยาย ทหาร ตำรวจ คนในเครื่องแบบ รักโรแมนติก คอมมาดี้

หมวดหมู่ : นิยาย ตลก,คอมเมดี้

คนเข้าชมทั้งหมด : 286

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 08 ก.ย. 2563 10:05 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
เพื่อนเก่า
แบบอักษร

ในระหว่างทางที่พชรขับรถมาส่งบัวธิดาก็นิ่งเงียบมาตลอดทางเพราะความปวดท้องที่หนักขึ้นเรื่อยๆ 

“ผมว่าคุณดูแย่ๆ นะ กลับบ้านก่อนดีไหม หรือว่าจะแวะอนามัยดี” 

“ฉันไม่ได้เป็นอะไรมาก กินข้าวไม่ตรงเวลาก็จะเป็นแบบนี้แหล่ะ ถ้าได้กินยาเดี๋ยวก็หาย” 

พชรสั่นศีรษะไปมาให้กับความดื้อของเธอ 

“จอดรถก่อน” 

บัวธิดาใช้มือป้องปากไว้ในขณะที่สั่งเขา พชรรีบตบไฟเลี้ยวเพื่อเข้าข้างทาง แต่รถยังไม่ทันจะจอดสนิทดีหญิงสาวก็รีบเปิดประตู และปล่อยอาเจียนออกมาจนหมดไส้หมดพุงพชรรู้สึกเป็นห่วงเธอมาก เขารีบควานหากระดาษทิชชู่และน้ำเปล่าที่มีอยู่ในรถและวิ่งอ้อมมาทางฝั่งเธอเพื่อคอยลูบหลัง และให้ดื่มน้ำเพื่อกลั้วคอ 

“เป็นไงบ้างคุณ ให้ผมพาไปอนามัยนะ” 

หญิงสาวสายศีรษะทันที จนพชรถอนหายใจให้กับความดื้อของเธอ 

“ทำไมถึงได้ดื้อด้านขนาดนี้ ถ้าเป็นน้องเป็นนุ่งจะจับตีให้ก้นลายเลยเชียว” 

“โอ๊ย บ่นขนาดนี้มาเป็นพ่อฉันเลยดีไหม กระโดดข้ามคำว่าพี่ไปเถอะ” 

น้ำเสียงตวาดใส่บ่งบอกถึงอาการหงุดหงิดของเธอ 

“ป่วยแล้วยังปากดี” 

พชรใช้นิ้วชี้แตะไปที่ปลายจมูกของเธออย่างเอ็นดู พร้อมกับมีเสียงหัวเราะออกมาในขณะที่พูด 

“พาฉันไปส่งที่อำเภอเถอะ ฉันทำหนังสือรายงานนายอำเภอค้างไว้” 

หญิงสาวพูดในเชิงอ้อนวอน 

“ก็ได้ครับ แต่หลังจากที่คุณไปหาหมอเสร็จแล้วนะ” 

เมื่อพูดจบพชรก็เลี้ยวรถเข้าไปจอดหน้าอนามัยในทันที 

“ฉันบอกแล้วไงว่าไม่มาอนามัย” 

“ไม่ทันแล้วล่ะน้องสาวเพราะถึงอนามัยแล้ว” 

เมื่อพูดจบพชรก็ดับเครื่องและเดินลงมาเปิดประตูอีกข้างเพื่อประคองหญิงสาวลงจากรถ แต่เธอยังคงมีท่าทีที่ดื้อดึง 

“ถ้าไม่ลงดีๆ ผมอุ้มเลยนะจะบอกให้” 

เมื่อได้ยินเสียงขู่เช่นนั้นหญิงสาวจึงยอมเดินลงจากรถแต่โดยดี ในขณะนั้นเขาก็ได้ช่วยประคองเธอเดินไปด้วย แต่เมื่อบัวธิดาเห็นสายตาของชาวบ้านที่ต่างก็มองมาและยิ้มให้เธอจึงใช้วิธีกระทุ้งแขนของตัวเองเพื่อเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าให้พชรปล่อยมือของตัวเองที่กำลังประคองแขนของเธออยู่ 

ในขณะที่กำลังนั่งรอหมอเรียก ชาวบ้านที่เห็นต่างก็แวะเวียนกันเข้ามาถามไถ่และทักทาย ถึงอาการเจ็บป่วย แต่สิ่งที่ทำให้ชาวบ้านรู้สึกชุ่มชื่นเบิกบานใจก็เห็นจะเป็นเพราะชายหนุ่มที่แต่งชุดลายพรางนั่งเฝ้าดูแลอยู่ข้างๆ ไม่ห่างไปไหน แล้วแบบนี้จะปฏิเสธชาวบ้านได้อย่างไร ว่าไม่ได้คิดอะไรกันจริงๆ บัวธิดาเริ่มรู้สึกอึดอัด ที่ชาวบ้านมีสายตามองเธอเช่นนั้น แต่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไรได้เพราะทุกคนต่างก็มีหน้าที่และหน้าที่ของเธอก็หนีไม่พ้นที่ต้องให้พชรมาเป็นส่วนหนึ่ง 

“ก็แค่เป็นโรคกระเพาะ ถ้ากินข้าวให้ตรงเวลา ปัญหาแบบนี้มันคงไม่เกิด เอ๊ะหรือว่าเธอหาเรื่องที่จะไม่อยากทำงาน คงจะเช้าชามเย็นชามสินะ” 

เมื่อหมอสาวที่พึ่งถอดสเตสโทสโคปหรือหูฟังของแพทย์ที่ใช้สำหรับฟังการเต้นของหัวใจ ออกจากหู หลังจากที่ตรวจเสร็จ เธอก็พูดจากระทบกระทั่งบัวธิดาด้วยน้ำเสียงที่เยือกเย็นและชวนหาเรื่อง 

“ปากพล่อยสิ้นดี นี่ถามจริงเถอะตอนเธอเรียนหมอเขาไม่ได้อบรมมารยาทการพูดคุยกับคนไข้หรือไง” 

เรื่องของการไม่ยอมใครปล่อยให้เป็นหน้าที่ของบัวธิดา เธอไม่เคยอ่อนข้อให้ใครอยู่แล้ว เมื่อแรงมาก็แรงไป ถึงแม้ว่าเรี่ยวแรงจะแทบไม่มีในขณะที่พูดก็ตาม หมอสาวแสยะยิ้มและยักไหล่ให้ก่อนที่จะพูดต่อ 

“ฉันก็เลือกเป็นคนๆ ไปนะ ทั้งตำบลก็คงจะมีแค่เธอคนเดียวที่ฉันจะใช้วาจาแบบนี้ด้วย” 

“เลือกปฏิบัติ สองมาตรฐาน แบบนี้ฉันฟ้องดีไหม” 

หมอสาวเบ้ปากให้ หลังจากที่บัวธิดาพูดขู่เธอออกไป 

“เชิญ....ไอ้เรื่องขี้ฟ้องนี่มันเป็นสันดานของเธออยู่แล้วนี่” 

หมอสาวพูดในขณะที่มือนั้นจดจ่อกับการเขียนใบสั่งยาไปด้วย 

“นี่ขุดกันขึ้นมาถึงสันดานเลยหรอ เธอไม่เคยเปลี่ยนเลยจริงๆ ” 

บัวธิดาเริ่มมีอาการโมโหที่หมอสาวพูดถึงเรื่องสันดานขึ้นมามันเป็นคำพูดที่ดูหนักมากสำหรับเธอในเมื่อเธอรู้สึกว่าหมอพูดจาไม่ให้เกียรติกันเช่นนี้ เธอจึงพูดคำหนักขึ้นมาบ้าง 

“เห็นหายหน้าหายตาไปตั้งนาน ฉันก็คิดว่าเธอหนีตารางแทนพ่อเสียอีก” 

บัวธิดาพูดเสียงเรียบ แต่คำพูดนี้มันเหมือนมีดคมทิ่มแทงลงเข้าไปในหัวใจของหมอ 

“มันจะมากไปแล้วนะ พ่อเธอทำตัวเองต่างหากจะมาโทษพ่อฉันได้ไง” 

หมอสาวพูดเสียงดังพร้อมกับใส่อารมณ์เธอกระแทกใบสั่งยาลงบนโต๊ะก่อนที่พยาบาลจะหยิบออกไป และก็เป็นช่วงที่พชรเปิดประตูเข้ามาสวนกับพยาบาลที่กำลังเดินออกไปพอดี 

“เอ่อ...ขอโทษนะครับคนป่วยเป็นไงบ้าง” 

“ยังไม่ตาย...เอ่อ ฉันหมายถึงว่าไม่ได้เป็นอะไรมาก” 

พชรถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลทว่าคุณหมอยังคงมีอารมณ์ค้างกับคำพูดของบัวธิดาในชั่วครู่ ถึงพูด 

ออกไปในขณะที่ยังไม่ได้หันไปมองหน้าคนถาม แต่เมื่อคนถามเดินเข้ามาใกล้ๆ จึงทำให้อารมณ์ที่เกรี้ยวกราดเมื่อสักครู่หายไปในพริบตา 

“พี่พด….ใช่พี่พดจริงๆ ด้วย” 

เมื่อเห็นพชรเพียงเท่านั้นเธอก็รีบกระโดดเข้ามาเกาะแขนด้วยความดีใจ ทำให้บัวธิดาที่นั่งอยู่บนเตียงรู้สึกสงสัยขึ้นมาทันที 

“เอ้า...น้องบุ่ยบุ๊ย ของพี่” 

ชายหนุ่มพูดพร้อมกับใช้มือยีไปที่ผมของหญิงสาวอย่างเอ็นดู และก่อนที่เขาจะพูดต่อ เขาก็หันไปเห็นบัวธิดากำลังเบ้ปากให้ทั้งสองอยู่ พชรจึงรีบหลบตาและหันมาคุยกับหมอต่อ 

“ไหนว่าไปเป็นหมออยู่ที่กรุงเทพ แล้วทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ได้” 

“จริงๆ ภัสก็ไม่อยากมาหรอกค่ะแต่ดวงคงดีเลยได้มาในที่ที่ไม่อยากมา” 

ในขณะที่ทั้งสองกำลังคุยกันอยู่บัวธิดาก็เดินลงจากเตียงอย่างหน้าตาเฉย 

“เชิญคุยกันตามสบายนะ คนไข้รออยู่ข้างนอกเพียบเลย ฉันไปก่อนล่ะ” 

หญิงสาวพูดในขณะที่กำลังเดินออกจากห้องไป 

“อ่าว ปลัดรอผมด้วยสิครับ” 

พชรหันหลังไปเรียกเธอให้หยุด ก่อนที่จะหันกลับมาร่ำลาคุณหมออีกครั้งหนึ่ง 

“ไว้ว่างๆ ค่อยคุยกันนะภัสพี่ต้องไปส่งปลัดที่อำเภอ” 

“พี่พดกับปลัดบัวเป็นแฟนกันหรอคะ” 

“ตอนนี้ยังไม่ใช่” 

“งั้นคงต้องใช้คำว่าคู่จิ้นสินะ เพราะได้ยินชาวบ้านพูดกันให้แซดว่าเหมาะสมกันดี” 

พชรไม่ได้พูดตอบโต้อะไรเขาเพียงแค่ส่งยิ้มให้หมอสาวก่อนที่จะเดินออกจากห้องตรวจไปด้วยความรีบร้อน 

แพทย์หญิงนภัสรพี หรือ หมอภัส ซึ่งเธอมีฉายาในกลุ่มเพื่อนในคณะว่า บุ่ยบุ๊ย เนื่องจากเวลาเธอพูดจากับเพื่อนๆ ชอบทำเสียงเล็กๆ จุ๊บจิ๊บๆ พูดเหมือนนกกระจิบนกกระจาบ น้ำเพชร น้องสาวของพชรที่เรียนอยู่คณะเดียวกันจึงตั้งฉายานี้ให้กับเธอ ตอนที่นภัสรพีเรียนอยู่ที่กรุงเทพนั้นเธอสนิทกับน้องสาวของพชรมาก ถึงขนาดไปนอนเล่น หรือทำอาหารรับประทานกันที่บ้านอยู่เป็นประจำจึงทำให้สนิทกับพชรไปโดยปริยาย ก่อนที่เธอจะเรียนจบแพทย์ พชรได้ย้ายมาปฎิบัติหน้าที่ได้ปีกว่าๆ ซึ่งเป็นช่วงที่เธอฝึกงานอยู่ในโรงพยาบาลที่กรุงเทพเช่นกัน เธอพึ่งมีคำสั่งให้ย้ายมาประจำอยู่ที่อนามัยบ้านไร่ใหญ่เพียงสองเดือนกว่าเท่านั้น เมื่อสักครู่ที่เธอพูดว่าไม่ได้อยากย้ายมาอยู่ที่บ้านเกิดของตัวเองนั้นเป็นเรื่องจริง เพราะ นภัสรพี ก็มีเรื่องราวที่เจ็บปวดไม่น้อยไปกว่าบัวธิดา ทั้งสองคนนี้ตอนสมัยเด็กๆ เคยเป็นเพื่อนกัน ทั้งสองเรียนโรงเรียนเดียวกันจนจบมัธยมปลายก่อนที่จะแยกย้ายกันไปตามวิถีชีวิตของตัวเอง และก็ไม่เคยคิดว่าจะได้มาเจอกันอีก จากเพื่อนที่เคยรู้จักกันในอดีตกลายเป็นคนที่เกลียดกันในปัจจุบัน เพียงเพราะปัญหาของครอบครัวเธอทั้งสองคน 

“ผมคิดว่าคุณกับน้องภัสน่าจะรู้จักกันใช่ไหม” 

“เคยรู้จักเฉยๆ” 

“สายตาคุณสองคนเวลามองกันมันดูแปลกๆ” 

บัวธิดานั่งรถหน้ามุ่ยตลอดทางในขณะที่พชรกำลังขับรถเข้าไปส่งที่อำเภอ 

“ฉันลืมบอกไปว่าหมอภัสเป็นลูกสาวของกำนันเดชเคยเป็นเพื่อนห้องเดียวกันสมัยเรียนอยู่ที่โรงเรียนมัธยม” 

บัวธิดาบอกเขาเสียงเรียบ ซึ่งภายในใจของเธอก็อยากรู้เช่นกันว่าพชรกับนภัสภีรู้จักกันได้อย่างไร แต่เธอก็ไม่กล้าถามเขา ส่วนชายหนุ่มเมื่อรู้ความจริงว่านภัสรพีเป็นลูกสาวของกำนันอภิเดช ก็ทำให้เขาตกใจไม่ใช่น้อย ถึงจะรู้จักกันมานานแต่ไม่เคยได้ถามถึงเรื่องครอบครัว เพราะดูเหมือว่าหญิงสาวเองนั้นจะไม่ค่อยให้ความสำคัญ ซึ่งเขารู้แต่เพียงว่านภัสรพีพื้นเพเดิมเป็นคนในพื้นที่นี้แต่ไม่เคยทราบถึงเรื่องของบิดาเพราะเธอเองก็บอกแต่เพียงว่าอาศัยอยู่กับมารดาที่กรุงเทพมหานครแต่ก็เป็นเรื่องน่าแปลกที่เธอไม่เคยพูดถึงบิดาให้ใครฟังเลย 

“เซอร์ไพรส์ ยกกำลังสิบ ผมไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าภัสเป็นลูกสาวของกำนันเดช” 

พชรพูดเสียงเรียบในขณะที่บัวธิดาได้แต่ส่ายศีรษะไปมาเท่านั้นก่อนที่เธอจะเล่าความหลังให้ชายหนุ่มฟัง 

“คุณเชื่อไหมว่าฉันกับหมอภัส เคยนัดตบกันหลังโรงเรียนตอนอยู่ ม.4” 

“จริงหรอ ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าคุณจะเป็นคนแบบนั้น” 

ชายหนุ่มพูดพร้อมกับแสดงอาการตกใจเล็กน้อย 

“อะไรนะ พูดแบบนี้เหมือนฉันเป็นคนผิดงั้นสิ ไม่คิดจะถามหาเหตุผลหน่อยหรอ” 

บัวธิดากอดอกแน่นในขณะพูดน้ำเสียงค่อนข้างจะแผดดัง 

“โอเค...ถามก็ได้ สรุปเรื่องราวมันเป็นอย่างไรครับ” 

“ยายภัสแย่งแฟนฉัน แถมยังเอามาควงกันให้เห็นต่อหน้าต่อตา ฉันหมั่นไส้ก็เลยแอบเอารายงานที่นางส่งแล้วมาขยำทิ้งลงถังขยะเลยทำให้ติด ร. เพราะไม่ได้ส่งรายงานพอยายภัสรู้ว่าเป็นฝีมือฉันก็ไม่พอใจพยายามหาเรื่องฉันต่างๆ นานา ไม่เว้นแต่ละวัน ฉันอยากจบเรื่องนี้ก็เลยนัดตบกันหลังโรงเรียน และให้ข้อตกลงกันท่ามกลางเพื่อนๆ ที่มาเป็นพยาน ว่าหลังจากวันนี้ไปเราจะไม่ยุ่งเกี่ยวกันอีก” 

“สรุปว่าใครชนะหลังจากที่ตบกันแล้ว” 

พชรหันมาถาม 

“บอบช้ำพอๆ กันทั้งคู่ ดีนะที่สมัยก่อนไม่มีการอัดคลิป เรื่องก็เลยไม่รู้ถึงหูอาจารย์และพ่อแม่” 

พชรสั่นศีรษะไปมาด้วยความระอา 

“ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าคุณกับน้องภัสจะมีเรื่องราวกันมาก่อน” 

“ตอนเป็นเด็กวีรกรรมฉันเยอะจะตาย พอโตมาถึงคิดได้ว่าสิ่งที่ทำลงไปมัน เป็นสิ่งที่ไม่ดี และก็ไม่ได้ก่อประโยชน์อะไรให้กับชีวิตตัวเองได้เลย คิดแล้วอายตัวเองสิ้นดี ไม่รู้ทำลงไปได้ไง” 

“คนเราก็เป็นแบบนี้แหล่ะชอบคิดได้หลังจากที่ตัวเองได้ทำเรื่องที่ผิดพลาดลงไปแล้ว และก็ต้องมานั่งเสียใจกันภายหลังเพราะความไม่รู้จักคิด” 

ชายหนุ่มพูดเสียงเรียบโดยที่ไม่ได้หันมาสังเกตเห็นแววตาเขียวปัดของหญิงสาวที่ส่งให้ 

“บางทีฉันว่าคุณรับฟังเฉยๆ ก็ได้นะ ไม่ต้องขยี้ให้เละไปมากกว่านี้” 

คำพูดของบัวธิดาทำให้พชรแอบขำอยู่ภายในใจ 

“ผมคิดว่าคุณกับภัสโตพอและมีหน้าที่การงานที่ดีแล้วควรที่จะอภัยให้กันและหันกลับมาเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันได้ใหม่” 

“ชาตินี้คงไม่มีทาง เพราะครอบครัวฉันต้องพังพินาศเพราะครอบครัวนั้นครอบครัวเดียว” 

บัวธิดามีสายตาที่อาฆาต 

“ผมคิดว่าคุณน่าจะแยกแยะระว่างพ่อกับลูกนะ เพราะดูๆ แล้วภัสก็ไม่ได้ยินดีที่จะย้ายกลับมาสักเท่าไหร่” 

“ถ้าจะคิดแบบนั้นก็แล้วแต่คุณ” 

บัวธิดาหันไปบอกบอกเขาเสียงเรียบ พชรถอนหายใจเล็กน้อยก่อนที่จะพูดตัดบท 

“คุณจะกลับไปพักผ่อนต่อที่บ้านไหม” 

“ไปส่งฉันที่อำเภอก่อนค่ะมีงานที่ต้องทำให้เสร็จ” 

“หายปวดท้องแล้วหรอ” 

ชายหนุ่มหันมาถามด้วยความเป็นห่วง” 

“กินยาไปแล้วก็รู้สึกดีขึ้นมาก” 

เมื่อเลิกงานกลับมาถึงบ้านหญิงสาวที่ทั้งหนื่อยกายกับเรื่องงาน และหมดแรงเพราะอาการป่วยของตัวเอง ความอ่อนเพลียจึงทำให้เธอทิ้งตัวลงนอนทั้งชุดข้าราชการ กระทั่งรู้สึกตัวอีกทีตอนที่แสงแดดส่องกระทบตา พร้อมกับเสียงตะโกนเรียกมาจากทางหน้าบ้าน 

“ปลัด...ปลัดบัวตื่นหรือยังจ๊ะ” 

หญิงสาวรีบเด้งตัวขึ้นมาจากที่นอนด้วยความตกใจที่ตัวเองนอนทั้งชุดทำงานโดยที่ไม่ได้อาบน้ำอาบท่าตั้งแต่เมื่อวานเย็น จากนั้นจึงโผล่หน้าออกไปทางหน้าต่างเพื่อดูว่าใครมาเรียก 

“มีอะไรหรอจ๊ะน้า” 

“ปลัดบัว แต่งตัวไปทำงานแต่เช้าตรู่เลยนะ” 

หญิงสาวเลิกคิ้วสูงเมื่อได้ยินเสียงคนมาเรียกพูดเช่นนั้น เธอกระพริบตาสองสามที และคิดในใจว่าน้าคงจะลืมว่าวันนี้เป็นวันเสาร์ ก่อนที่จะถามความประสงค์ออกไป 

“มีเรื่องอะไรหรอคะถึงได้มาเรียกแต่เช้า” 

“ก็เรื่องลูกชายน้าที่ถูกตำรวจจับไปเมื่อวานนี้ไง” 

เมื่อได้ยินเช่นนั้นเธอก็นิ่งนึกอยู่ชั่วครู่ 

“อ๋อ...หนุ่มกับก้อง น่ะหรอคะ” 

“เจ้าก้องน่ะลูกชายน้า แต่เจ้าหนุ่มมันเป็นเด็กแถวๆ บ้านพ่อแม่มันไม่ค่อยจะสนใจดูแล แต่คิดว่าน่าจะหายไปด้วยกันนั่นแหล่ะ” 

“ถ้าอย่างนั้นน้าไปรอที่บ้านก่อน เดี๋ยวหนูจะไปหาป้องที่บ้าน คิดว่าน่าจะได้รายละเอียดอะไรบ้าง” 

“ได้จ้าๆ” 

มารดาของก้องปั่นจักรยานกลับไปที่บ้านตามที่บัวธิดาบอกด้วยความร้อนใจที่เป็นห่วงลูก บัวธิดาถอนหายใจแรงในขณะที่กำลังปลดกระดุมเสื้อออกเพื่อเตรียมตัวอาบน้ำท่าให้ตาแจ้ง ร่างกายของเธอดูอิดโรย หลังจากที่เมื่อวานเหนื่อยมาทั้งวัน คิดว่าวันนี้จะได้นอนพักเอาแรงให้เต็มที่เนื่องจากเป็นวันหยุด แต่กลับมีงานเข้าแต่เช้าตรู่ เมื่ออาบน้ำแต่งตัวในชุดอยู่บ้านธรรมดาๆ เสร็จบัวธิดาก็คว้ารถมอเตอร์ไซค์เกียร์ออโต้ของเมยานี ออกจากรั้วบ้านในทันที 

“ป้องอยู่ไหมจ๊ะน้าย้อย” 

หญิงสาวเอิ้นถามหญิงวัยกลางคนในขณะที่ตัวนั้นยังค่อมอยู่บนรถมอเตอร์ไซค์ 

“มันยังไม่ตื่นหรอก ปลัดมีเรื่องอะไรกับมัน” 

นางย้อยตอบกลับมาอย่างห้วนๆ ในขณะที่มือนั้นกำลังสะลัดเสื้อยืดสีหม่นแขวนบนราวไม้ไผ่ที่พาดยาวอยู่หน้าบ้าน 

“คือหนูแค่อยากจะมาถามป้องเฉยๆ จ้า ว่าเห็นก้องกับหนุ่มบ้างไหม เพราะตั้งแต่ถูกประกันตัวออกมาเมื่อวานทั้งสองคนยังไม่กลับบ้านเลยจ้า” 

“โอ๊ย...มันไม่รู้เรื่องหรอก ตั้งแต่เกิดเรื่องขึ้นมันก็หมกตัวอยู่แต่ในบ้าน ปลัดไปถามคนอื่นเถอะ” 

ท่าทางของนางย้อยบัวธิดามองออกว่านางคงจะกำลังปกป้องลูกชายตัวเองอยู่เนื่องจากกลัวว่าป้องจะถูกหมายหัวจากทางการเรื่องการพัวพันกับทั้งสองคนนั้น เมื่อปลัดสาวเห็นว่าตัวเองกำลังถูกกีดกันไม่ให้พบป้องเธอจึงเดินลงจากรถมอเตอร์ไซค์และเดินเข้ามาหานางย้อยใกล้ๆ เพื่ออธิบายให้เข้าใจ ว่ามารดาของก้องนั้นมีความเป็นห่วงลูกชายของตัวเองมาก ด้วยหัวอกคนเป็นแม่เหมือนกันนางย้อยจึงยอม ขึ้นไปเรียกป้องให้ออกมาพบกับเธอ แต่ป้องก็ไม่รู้เช่นกันว่าทั้งสองคนนั้นอยู่ที่ไหน เขาจึงแนะนำให้บัวธิดาไปถามพีระ เพราะคิดว่าเขาน่าจะเป็นคนพาทั้งสองคนนั้นไป 

“พี่พีระน่าจะรู้ครับ” 

“ถ้าอย่างนั้นป้องช่วยโทรหาพีระ แล้วถามให้พี่หน่อยได้ไหม” 

เมื่อบัวธิดาพูดจบ ป้องก็มีสีหน้ากังวลขึ้นมาเล็กน้อย ก่อนที่จะพูดกับบัวธิดาเสียงแผ่ว 

“คือว่า...โทรศัพท์ผมเงินหมด โทรออกไม่ได้แล้วครับ” 

ปลัดสาวถอนหายใจแผ่วเบา เธอไม่อยากใช้โทรศัพท์ของตัวเองโทรไปหาพีระ เพราะไม่ต้องการที่จะให้มีการเชื่อมความสัมพันธ์ใดๆ กันอีกทั้งสิ้น แต่แล้วเธอก็ต้องยอมยื่นโทรศัพท์ของตัวเองให้ป้องไป เพราะด้วยการทำหน้าที่นั้นสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด 

“ครับพี่ ป้องพูดนะครับ” 

“มีอะไรหรือป้อง” 

“คือ...พี่รู้ไหมครับว่าตอนนี้ก้องกับหนุ่มอยู่ที่ไหน” 

“พี่พาไปอยู่ในที่ที่ปลอดภัยแล้วล่ะไม่ต้องเป็นห่วง” 

“คือ ผมอยากจะรู้ว่ามันอยู่ที่ไหนพี่ช่วยบอกหน่อยได้ไหมครับ” 

“ไม่ได้หรอกเพราะมันสองคนสั่งไว้ว่าไม่ให้พี่บอกกับใคร” 

“เอ่อ แต่ว่า...” 

ป้องพูดตะกุกตะกัก สายตาหันมามองที่บัวธิดาอยู่ตลอดเวลา หญิงสาวเห็นว่า 

ไม่ได้ความสักทีจึงต้องดึงโทรศัพท์จากป้องมาพูดเอง 

“นี่ฉันปลัดบัวเองนะพีระ” 

“ไม่ต้องบอกเราก็จำเสียงเธอได้” 

“นายพาเด็กสองคนนั้นไปไว้ที่ไหนบอกฉันมาเดี๋ยวนี้” 

ปลัดสาวทำเสียงแข็งขึงขังบ่งบอกให้ปลายสายรับรู้ว่าเธอกำลังแสดงถึงอำนาจที่ตัวเองมีอยู่ 

“เธอพูดเหมือนอย่างกับว่าเราเป็นวายร้ายอย่างนั้น” 

“ก็แล้วมันไม่ใช่หรือไง” 

“เราไม่ใช่” 

พีระตอบกลับเสียงเรียบ 

“นายบอกฉันมาเถอะรู้ไหมว่าแม่ของก้องเป็นห่วงลูกมากจนกินไม่ได้นอนไม่หลับแล้ว หรือว่านายทำอะไรเด็กสองคนนั้น” 

“เฮ้อ...เราไม่ได้ทำอะไรเด็กทั้งนั้นแหล่ะบัว เราเพียงแค่ช่วยพาเขาไปในที่ที่เขารู้สึกสบายใจเท่านั้นเอง” 

“แล้วมันที่ไหนล่ะบอกฉันมาเดี๋ยวนี้” 

น้ำเสียงของบัวธิดาฟังดูห้วน จนปลายสายคิดว่าเธอนั้นไม่มีเยื่อใยดีๆ ให้กันอีกต่อไปแล้วจริงๆ 

“ก็ได้...เดี๋ยวเราจะแชร์โลเคชั่นที่จุดนัดพบไปให้ มาพบกันที่จุดนี้แล้วเดี๋ยวเราจะนำทางเธอไปเอง” 

“ก็แค่นี้แหล่ะ” 

“ที่ยอมบอกเป็นเพราะว่าเราจะพิสูจน์ให้บัวเห็นนะว่าเราไม่ใช่วายร้ายอย่างที่คิด” 

เมื่อหญิงสาวฟังคำสุดท้ายของพีระจบเธอก็กดสายวางไปในทันที 

“ขอบใจมากนะป้อง หมดธุระแล้วพี่ไปก่อน” 

“เดี๋ยวก่อนปลัดให้ผมไปด้วยนะ” 

“ไม่ต้องไปเลย อยู่บ้านนี่แหล่ะ” 

มารดาของป้องที่ยืนฟังทุกอย่างอยู่ใกล้ๆ พูดเสียงดุใส่ลูกชายตัวเอง จนทำให้เขาสลด 

“ไม่ต้องไปหรอกป้อง แค่บอกทางไปบ้านก้องให้พี่รู้ก็พอ” 

“ครับ” 

บัวธิดารู้สึกหวั่นใจ หากจะไปหาพีระตามที่นัดหมายไว้เพียงลำพัง ถึงแม้ว่าจะมีแม่ของก้องไปด้วยก็ตาม เธอจึงตัดสินใจโทรหาพชรให้ไปด้วยกัน เพื่อความรู้สึกที่อุ่นใจและปลอดภัยกว่า 

 

ความคิดเห็น