อัศวินสามสี

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 4 :: มีบุพเพ แต่ไร้วาสนา

ชื่อตอน : ตอนที่ 4 :: มีบุพเพ แต่ไร้วาสนา

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.7k

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 29 พ.ค. 2562 17:19 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 4 :: มีบุพเพ แต่ไร้วาสนา
แบบอักษร

ตอนที่ 4 

มีบุพเพ แต่ไร้วาสนา 

 

               ซิ่นหนี่ว์เข้าไปช่วยพยุงร่างของชายหนุ่มมานั่งพิงยังโคนต้นไม้ใหญ่ จากนั้นจึงล่วงหยิบขวดหยกสีขาวดำออกมาจากในแขนเสื้อ เพราะต้องเข้าป่าเก็บสมุนไพร บางครั้งนางจึงมักโดนสัตว์มีพิษกัดหรือต้นไม้มีพิษบางชนิด แม้จะระวังตนเองมากเท่าไหร่แต่ก็ยังถูกพิษของพวกมันเข้าโดยไม่ทันตั้งตัว โอสถถอนพิษสารพัดประโยชน์ที่นางปรุงไว้ในที่สุดก็มีโอกาสได้ใช้กับผู้อื่นเสียที 

               “ถอดเสื้อออก” เด็กสาวเอ่ยสั่งเสียงเรียบ ซึ่งคนปฏิบัติตามแต่โดยดีทำให้นางพอใจไม่น้อย 

               บาดแผลยาวจากอกขวาขึ้นไปถึงหัวไหล่ แม้จะเกิดขึ้นไม่นาน แต่เนื้อบริเวณนั้นกลับเริ่มเน่าเพราะพิษที่แฝงอยู่ จำเป็นต้องกินยาถอนพิษและตัดเนื้อนั้นทิ้ง ซิ่นหนี่ว์เปิดขวดหยกสีขาวเทเม็ดยาสีชมพูสดใสออกมาป้อนใส่ปากเฮ่อเหลียนซิวหยาง “ยาถอนพิษ...” 

               จะเปิดปากปฏิเสธ เม็ดยาก็ถูกดันเข้ามาในปาก ละลายลงคอไปทันที “เจ้า...!” 

               ซิ่นหนี่ว์ไม่สนใจท่าทีขัดเคืองไม่พอใจของเขา นางมองหาบางอย่างเพื่อใช้ตัดเนื้อเน่าทิ้ง จนสายตาไปหยุดอยู่ที่มีดสั้นที่เสียบคาบนต้นไม้จนคว้าดึงมันมาทันที 

               หยิบกระบอกน้ำไม้ไผ่ออกมาถือไว้ในมือก่อนส่งพลังธาตุไฟต้มจนน้ำข้างในเดือดแล้วใช้มีดแช่เพื่อทำความสะอาด ไม่รู้ว่าจะใช้ได้หรือไม่ แต่ในกรณีที่อุปกรณ์ขาดแคลนเช่นนี้ มีอะไรก็สมควรใช้ไป 

               มือบางถือมีดอย่างมั่นคง เฉือนเนื้อเน่าที่เป็นสีดำทิ้งเผยให้เห็นเนื้อสีแดงด้านใน จากนั้นใช้ผ้าที่สะอาดที่สุด ชุบน้ำเช็ดทำความสะอาดรอบๆ ปากแผล หันไปลื้นค้นสมุนไพรในตะกร้าชั่วครู่ เมื่อได้สิ่งที่ต้องการจึงนำมาบดแล้วโป๊ะบนแผล จัดการพันด้วยเศษผ้าที่ถูกฉีกเป็นทางยาวจนคล้ายมัมมี่ 

               “เรียบร้อย” ซิ่นหนี่ว์กล่าวขึ้น นางถอยหลังออกมายิ้มภูมิใจกับผลงาน 

               ความแสบจากน้ำสมุนไพรทำให้เฮ่อเหลียนซิวหยางขมวดคิ้ว เหงื่อตก จากนั้นจึงลองแตะบนบาดแผลดู แล้วเงยหน้าขึ้นมองเด็กสาวที่ยังสวมหน้ากากจิ้งจอก ตอนแรกเขาคิดว่านางเพียงโอ้อวดไปเรื่อย ไม่คิดว่าจะเป็นผู้ปรุงยาชั้นยอด ตัวตนเช่นนี้ล้วนแต่เป็นที่หมายปองของผู้คน และเด็กสาวผู้นี้เป็นเขาที่พบเจ้านาง! 

               “เจ้ามีนามว่าอะไร” เฮ่อเหลียนซิวหยางถามขึ้น  

               “ซิ่นหนี่ว์” 

               “แล้วไยต้องสวมหน้ากากปิดบังใบหน้า” 

               “เพราะข้าอัปลักษณ์” เพราะไม่มีแหตุให้ต้องปิดบัง นางจึงตอบไปตามความจริง 

               “อย่างนั้นรึ” เฮ่อเหลียนซิวหยางไม่เชื่อนัก นางเป็นผู้ปรุงโอสถระดับสูง อาจารย์ของนางย่อมเก่งกาจมากเป็นแน่นอน เหตุใดจึงรักษาใบหน้าของนางมิได้ ต้องเป็นเพราะนางไม่ต้องการเปิดเผยใบหน้ากับเขา คิดได้เช่นนั้น...เฮ่ออเหลียนซิวหยางจึงไม่คาดคั้นเอาคำตอบอีก 

               “องค์ชาย!” องครักษ์สองคนพุ่งออกมาทางไหนก็มิอาจทราบได้ ทั้งคู่คุกเข่าตรงหน้าเฮ่อเหลียนซิวหยาง ยิ่งเห็นสีหน้านายเหนือหัวไม่ดี ทั้งสองก็ยิ่งกังวลใจ “กระหม่อมไร้ความสามารถมิอาจปกป้ององค์ชาย โปรดทรงลงโทษด้วยพ่ะย่ะค่ะ” 

               เฮ่อเหลียนซิวหยางลุกขึ้น โบกมืออย่างไม่ใส่ใจ “พวกเจ้ามีเงินหนึ่งพันตำลึงทองมาหรือไม่” 

               ทั้งสององครักษ์มองสบตากันอย่างแปลกใจ ก่อนจะตอบผู้เป็นนาย “ไม่มีพ่ะย่ะค่ะ” หนึ่งพันตำลึงทองมิใช่น้อยๆ พวกเขาเป็นเพียงองครักษ์ขององค์ชายสามไฉนจะมีเงินมากขนาดนั้น 

               เฮ่อเหลียนซิวหยางหันมาหาซิ่นหนี่ว์แล้วกล่าวขึ้น “ตอนนี้ข้าไม่มีเงินถึงหนึ่งพันตำลึงทอง เจ้าสามารถติดตามกลับไปยังเมืองหลวงเพื่อรับเงินที่ตำหนักองค์ชายสามแห่งชิงหลงได้” 

               ซิ่นหนี่ว์ครุ่นคิด ก่อนสายหน้าปฏิเสธ “ไม่เอา ข้ารับเงินที่นี่ที่เดียวเท่านั้น... พรุ่งนี้เวลานี้ท่านค่อยนำเงินมาจ่าย หากท่านไม่มา ข้าจะนำป้ายหยกของท่านไปจำนำแล้วป่าวประกาศว่าองค์ชายสามมารักษาแล้วชิงไม่จ่ายเงิน” 

               “เช่นนั้นก็ได้ พรุ่งนี้ข้าจะนำเงินมาให้เจ้าด้วยตนเอง” ชายหนุ่มยอมล่าถอยเมื่อเด็กสาวปฏิเสธไม่ติดตามไปเมืองหลวง ไว้พรุ่งนี้เขาจะมาเกลี่ยกล่อมนางอีกครั้ง “อีกอย่าง...นามของข้าคือซิวหยาง เฮ่อเหลียนซิวหยาง” 

                

               หนึ่งเดือนก่อนที่งานเทศกาลประจำปีของเมืองฉางซาจะวนมาบรรจบอีกครั้ง ซิ่นหนี่ว์สามารถเลื่อนระดับกลายเป็นผู้ปรุงยาขั้นปรมาจารย์อย่างที่เฟิ่งหยูตั้งเป้าไว้ แต่กว่าจะมาถึงตรงนี้ จิ้งจอกเฒ่าทั้งดุด่านางไปไม่รู้เท่าไหร่ 

               “ดีที่เจ้าสามารถเลื่อนเป็นผู้ปรุงยาขั้นปรมาจารย์ได้ภายในสองปี หากไม่เช่นนั้นเกรงว่าข้าคงต้องหาศิษย์สืบทอดคนใหม่” เฟิ่งหยูกล่าวขึ้น สายตาที่มองมายังนางคล้ายเอือมระอาเต็มทน 

               “หากไม่ใช่ข้า ใครจะทนฟังท่านบ่นทุกวันได้” ซิ่นหนี่ว์เอียงหน้าตอบ อยู่ด้วยกันมาถึงสองปี ความเกรงใจที่มีย่อมน้อยลง พอๆ กับที่รู้นิสัยใจคอของกันและกัน แม้บางวันทะเลาะฟาดฝีปากกันบ้างเล็กน้อย แต่ก็เต็มไปด้วยความรักทั้งสิ้น 

               “หึ แล้วพวกมนุษย์มีผู้ปรุงยาคนใดเข้าสู่ขั้นจิตวิญญาณเช่นข้าหรือไม่ ฉะนั้นถือเป็นโชคดีของเจ้าที่ได้คำนับข้าเป็นอาจารย์” 

               “เจ้าค่ะ เป็นโชคดีของศิษย์จริงๆ” ซิ่นหนี่ว์ไม่ปฏิเสธความจริงในข้อนี้ ระดับของนางถือเป็นขั้นเดียวอาจารย์ในสำนักศึกษาด้วยซ้ำและมีโอกาสที่จะพัฒนาเลื่อนสูงขึ้นไปอีก 

               เฟิ่งหยูเคี่ยวยาในเตา ก่อนจะเหลือบสายตาขึ้นมามองซิ่นหนี่ว์ เมื่อเห็นว่าเด็กสาวในวันนี้แต่งกายงดงามกว่าปกติจึงเอ่ยถามขึ้น “จะไปเจอบุรุษผู้นั้นอีกแล้วรึ” 

               “...” ซิ่นหนี่ว์ยิ้ม ไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ นางหยิบหน้ากากจิ้งจอกขึ้นมาสวมเช่นเคยเมื่อต้องไปพบเจอเขา 

               เฟิ่งหยูมองตามหลังซิ่นหนี่ว์อย่างอดห่วงมิได้ แต่เขาก็ไม่มีสิทธิ์ไปห้ามปรามเมื่อมันเป็นความต้องการของนาง ได้แต่หวังว่าสวรรค์จะไม่ใจร้ายกับนางนัก 

 

               “พี่สาวจะไปไหนหรือ” 

               “วันนี้จะมาเล่นด้วยกันหรือไม่” 

               “เมื่อไหร่พี่สาวจะเล่านิทานเรื่องนั้นต่อ” 

               ซิ่นหนี่ว์ที่กำลังจะเดินลัดเลาะไปยังเขาหลังหมู่บ้านถูกกลุ่มลูกหมาตัวน้อยวิ่งเข้ามาล้อมรอบ นางยิ้มอย่างบิดเบี้ยวมองเจ้าพวกเด็กเหลือขอทีละคน ตั้งแต่เมื่อนางเกิดเบื่อการปรุงยาจึงคิดหนีเฟิ่งหยูมาเล่นกับเด็กพวกนี้ ทั้งสอนหนังสือ ทั้งเล่านิทาน แม้นางจะอัปลักษณ์ก็ไม่เคยรังเกียจ จนบัดนี้สนิทสนมกลายเป็นสหายต่างวัย เหล่าเด็กน้อยก็เดินตามนางต้อยๆ คล้ายหัวโจกขึ้นไปทุกที 

               “วันนี้คงไม่ได้ ข้ามีเรื่องต้องทำมากมาย” กล่าวพลางถอนหายใจอย่างเงียบงัน 

               “เมื่อวานท่านก็พูดเช่นนี้ แล้วก็หายไปยังเขาหลังหมู่บ้านทั้งวัน” 

               “ใช่ๆ พวกข้ารอท่านอยู่นานก็ไม่เห็นมา จนแม่ข้ามาเรียกกลับบ้าน” 

               ซิ่นหนี่ว์เม้มปากอย่างรู้สึกผิด เมื่อวานนางปล่อยให้เด็กพวกนี้รอจริง “เอาล่ะ ข้าขอโทษๆ ครั้งหน้าจะมาเล่านิทานให้พวกเจ้าฟังจนจบเรื่องแน่นอน ส่วนวันนี้ข้ามีเรื่องสำคัญจริงๆ พวกเจ้าไปเล่นกันเองก่อนเถิด” 

               “ฮึ เช่นนั้นก็ได้” 

               “ครั้งหน้าท่านต้องมาแน่นะ”  

               เมื่อเด็กชายคนสุดท้ายวิ่งไปยังลานกว้าง ซิ่นหนี่ว์จึงหมุนตัวหันหลังตรงไปยังภูเขาตามจุดประสงค์แรกเริ่มทันที เดินตัวปลิวเข้าสู่ป่าทึบราวกับเป็นสวนหลังบ้าน อืม...จะว่าไปมันก็เป็นสวนหลังบ้านจริงๆ เมื่ออยู่ด้านหลังหมู่บ้านแสงจันทร์  

               สองข้างทางเต็มไปด้วยต้นไม้ ยิ่งเดินเข้าไปต้นไม้ยิ่งสูงใหญ่ แดดมิอาจส่องถึงเมื่อมีแมกไม้บดบัง เสริมความน่ากลัวเป็นเท่าตัวเมื่อเดินจากฝั่งนี้ แต่คนที่มาจากอีกฝั่งหนึ่งเส้นทางคงไม่น่ากลัวนัก 

               เดินไม่นานก็มาถึงต้นไม้ใหญ่ต้นเดิม ตรงนั้นมีชายหนุ่มผู้หนึ่งยืนอยู่เช่นทุกครั้งที่นางเข้ามา องค์ชายสามเฮ่อเหลียนซิวหยาง...ผ่านมาแล้วกว่าสามเดือนนับตั้งแต่ความช่วยเหลือครั้งนั้น คนก็มาดักรอเจออีกหลายหน จนภายหลังเป็นการนัดเจอโดยสมัครใจของนางเอง แรกเริ่มคนมาตามตื้อเพื่อให้นางไปเป็นผู้ปรุงยาส่วนตัวของเขา แต่ซิ่นหนี่ว์ก็ปฏิเสธแบบเด็ดขาดไปทุกครั้ง จนนางคิดว่าเขาถอดใจ ชายหนุ่มก็กลับมาอีกครั้ง แต่ครานี้มิมีการเอ่ยถึงเรื่องผู้ปรุงยาอีก ทั้งสองมักจะใช้เวลาพูดคุยเรื่องทั่วไปจนนางนับเขาเป็นสหายผู้หนึ่ง  

               ทุกครั้งที่พบเจอกัน ซิ่นหนี่ว์ยังคงสวมหน้ากากจิ้งจอกไม่เคยเปิดเผยใบหน้าให้ชายหนุ่มได้พบเห็น นางไม่รู้ว่าเขาจะคิดเช่นไรเมื่อได้เห็นใบหน้านี้ 

               “ซิวหยาง” ซิ่นหนี่ว์เอ่ยเรียกเมื่อเดินไปหยุดอยู่ด้านหลัง คนหันมาส่งยิ้มให้จนนางต้องยิ้มตาม 

               “เจ้ามาช้า” เฮ่อเหลียนซิวหยางกล่าวขึ้นพลางก้าวเข้าหยุดอยู่ตรงหน้าเด็กสาว แม้จะไม่เห็นใบหน้าแต่ก็รับรู้ได้ว่านางกำลังส่งยิ้มให้เขาอยู่เป็นแน่ “เปิ่นหวางรอเจ้าจนอาหารที่เตรียมมาเย็นชืดหมดแล้ว”  

               เขาผู้เป็นองค์ชายมิเคยต้องมารอผู้ใดเช่นนี้ แต่เพราะตัวตนผู้ปรุงยาของนางจึงยอมอดทนมาตลอด 

               “ทำให้องค์ชายผู้สูงศักดิ์ต้องรอเช่นนี้ มีโทษถึงตายหรือไม่เจ้าคะ” ซิ่นหนี่ว์เอ่ยอย่างหยอกเย้า 

               “อย่ามัวแต่กล่าวไร้สาระ รีบมากินอาหารก่อนที่จะถูกเททิ้ง” เฮ่อเหลียนซิวหยางดึงซิ่นหนี่ว์ให้นั่งลงเคียงข้างกัน อาหารมากมายที่ถูกจัดเตรียมไว้อย่างดี แม้นางจะบอกหลายครั้งว่ามิต้องเตรียมมา แต่คนก็ยังนำมาให้ นี่เขาเห็นนางเป็นคนเห็นแก่กินขนาดนั้นเลยหรือ 

               แม้ในใจจะมีคำพูดมากมาย แต่นางก็ยังคงคีบอาหารใส่ปากไม่ให้ผู้นำมาเสียน้ำใจ 

               เฮ่อเหลียนซิวหยางมองเด็กสาวที่กินอาหารอย่างอารมณ์ดี ทุกการกระทำล้วนดูใกล้ชิดสนิทสนมกว่าแต่ก่อน แสดงให้เห็นว่านางเริ่มใจอ่อนให้เขาแล้ว จึงกล่าวเริ่มต้นบทสนทนา “วันพรุ่งเปิ่นหวางต้องกลับเมืองหลวง” 

               ซิ่นหนี่ว์ชะงักตะเกียบในมือเล็กน้อย นางตอบรับ “อืม” คำเดียวแล้วกินต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น 

               “เปิ่นหวางบอกว่าพรุ่งนี้จะกลับเมืองหลวง และอาจมมาพบเจ้าไม่ได้อีกแล้ว” เฮ่อเหลียนซิวหยางขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าเด็กสาวไม่มีปฏิกิริยามากเท่าที่คิดไว้ “เจ้าจะไม่กล่าวอะไรหน่อยหรือ” 

               “อ้อ งั้นโชคดี” นางวางแผนไว้ว่าหลังเสร็จสิ้นเรื่องที่นี่จะกลับเมืองหลวงพร้อมกันให้คนประหลาดใจเล่น ไม่คาดคิดว่าเขาต้องเดินทางกลับไปก่อน เช่นนี้จึงต้องเปลี่ยนแผนตามไปทีหลัง 

               “เจ้าไม่คิดเปลี่ยนใจกลับไปเมืองหลวงกับเปิ่นหวางจริงหรือ... อยู่ที่นั่นไม่มีอะไรต้องกลัว เจ้าจะเป็นผู้ปรุงยาเพียงคนเดียวของเปิ่นหวาง มีหน้ามีตา มีทรัพย์สินเงินทองมากมาย อยากได้อะไรเปิ่นหวางสามารถหามาให้ได้ทุกอย่าง เปิ่นหวางสามารถปกป้องเจ้าได้หากมีใครคิดรังแก ขอเพียงเจ้าตกลง” 

               กึก 

               นี่เขายังไม่คิดถอดใจที่จะพานางไปเป็นผู้ปรุงยาประจำตัวอีกหรือ? 

               ซิ่นหนี่ว์วางตะเกียบลง เด็กสาวกรอกตามองบนอย่างเอือมระอา “ข้าสามารถหลอมยาให้ท่านได้ แต่นั่นก็ล้วนขึ้นอยู่กับความพอใจ แต่หากให้จะไปเป็นผู้ปรุงยาประจำตัวที่ต้องคอยรับคำสั่งนั้น คงต้องขอปฏิเสธ” 

               ซิ่นหนี่ว์มองเข้าไปในแววตาของเฮ่อเหลียนซิวหยาง ในใจรู้สึกหนักอึ้ง ริมฝีปากที่ประดับไปด้วยรอยยิ้มเม้มแน่นขึ้น สำหรับชายหนุ่มตรงหน้าแล้ว จุดประสงค์ที่ทำดีกับนางมาตลอดมิใช่เพราะเห็นเป็นสหายอย่างที่เข้าใจ ทว่าเป็นเพราะตัวตนผู้ปรุงยาของนาง 

               ที่แท้เป็นเช่นนี้เอง... 

               “และหากหม่อมฉันต้องการสิ่งใด ล้วนต้องไคว่คว้ามาด้วยความสามารถของตนเอง มิบังอาจรบกวนองค์ชายหรอกเพคะ” ซิ่นหนี่ว์ส่ายหน้ากล่าวยิ้มๆ อย่างไม่ถือเป็นจริงเป็นจัง  

               เฮ่อเหลียนซิวหยางสูดลมหายใจ เก็บความรู้สึกในดวงตาก่อนจะเปลี่ยนเรื่อง เมื่อหัวข้อผู้ปรุงยาดูจะทำให้เด็กสาวอารมณ์ไม่ดี จนพาลโกรธเคืองเขา “เอาเถิด เช่นนั้นก็ไม่เป็นไร เปิ่นหวางไม่ฝืนใจเจ้าแล้ว” 

               “อืม” ซิ่นหนี่ว์พยักหน้ารับ 

               “ใบหน้าที่แท้จริงของเจ้า...แม้แต่ยามที่ต้องแยกจากก็ไม่คิดจะให้เปิ่นหวางเห็นเลยหรือ” เฮ่อเหลียนซิวหยางเอ่ยถามหยั่งเชิง ตลอดสามเดือนเขาเห็นเพียงหน้ากากจิ้งจอก ไม่อาจรับรู้ได้เลยว่าภายใต้หน้ากากนั้นนางแสดงสีหน้าอย่างไรเมื่ออยู่กับเขา 

               เด็กสาวอดหลุบสายตาลงไม่ได้ “คบเป็นสหายล้วนดูที่นิสัยใจคอ ไยต้องคาดหวังกับรูปลักษณ์”  

               “ซิ่นหนี่ว์...” น้ำเสียงทุ้มต่ำเนิบช้าเอ่ยเรียก “เปิ่นหวางไม่เคยรังเกียจแม้จะอัปลักษณ์เพียงใด” 

               “ท่านยังไม่เคยเห็นก็พูดได้ หากข้าเปิดออกมาไม่คร้านจะวิ่งหนี” 

               “เช่นนั้นก็ถอดหน้ากากออกสิ จะได้รู้ว่าเปิ่นหวางจะวิ่งหนีหรือไม่” เฮ่อเหลียนซิวหยางเอ่ย นัยน์ตาสีอำพันแฝงแววท้าทาย 

               มือหนาเอือมมาคว้าจับหน้ากากเพื่อจะถอดออก ซิ่นหนี่ว์รีบจับรั้งข้อมือเขาไว้ แม้นางจะเคยพูดว่าไม่สนใจรูปลักษณ์ภายนอก ไม่สนสายตาผู้อื่นว่าจะมองนางอัปลักษณ์เพียงก็ไม่เก็บมาใส่ใจ แต่พอเอาเข้าจริงก็แอบคาดหวัง ยิ่งเมื่อคนที่นางนับเป็นสหายความคาดหวังที่จะให้เขายอมรับก็มีมากขึ้น 

               ซิ่นหนี่ว์กำข้อมือของเฮ่อเหลียนซิวหยางแน่นจนชายหนุ่มรับรู้ถึงความกังวลที่ส่งมา  

               “ท่านจะไม่รังเกียจจริงๆหรือ” เอ่ยถามพลางมองสบแววตาสีอำพันงดงาม 

               “ไม่มีวัน” เฮ่อเหลียนซิวหยางเอ่ยเสียงหนักแน่น 

               ซิ่นหนี่ว์ยอมปล่อยข้อมือ เปิดโอกาสให้ชายหนุ่มถอดหน้ากากที่เป็นอุปสรรคขว้างกั้นใบหน้า เมื่อไร้สิ่งกีดขวาง ใบหน้าเปลื่อยเปล่าที่ซีกหนึ่งมีปานแดงดุจเปลวเพลิงจึงปรากฏสู่สายตา เฮ่อเหลียนซิวหยางตกใจจนผงะถอนออกไปเล็กน้อย หน้ากากในมือพลันล่วงหล่น แต่เมื่อเห็นสายตาแกมผิดหวังของเด็กสาวจึงเปลี่ยนท่าทีให้กลับมาเป็นปกติอย่างรวดเร็ว 

               “รังเกียจหรือ...อัปลักษณ์มากใช่หรือไม่” ซิ่นหนี่ว์เอ่ยถามเสียงเรียบ ทุกความคาดหวังของนางถูกการแสดงออกของชายหนุ่มซัดกระแทกหายไปหมด สายตารังเกียจหวาดกลัวนั้น แม้จะเพียวเสี้ยววินาทีเดียวก็รับรู้ถึงมันได้ 

               เฮ่อเหลียนซิวหยางยืนมือออกมา เขาลังเลอยู่ชั่วครู่ก่อนตัดสินใจวางลงบนศีรษะทุย ลูบเบาๆ สองทีก่อนเก็บมือกลับ “จะรังเกียจไม่ได้เช่นไร ไม่มีอะไรให้น่ารังเกียจเลยสักนิด” 

               ท่าทีของเฮ่อเหลียนซิวหยางเปลี่ยนไปเล็กน้อย จากใกล้ชิดกลับถอยห่าง เลี่ยงไม่สบตาเช่นทุกครั้ง แม้จะไม่ได้เมินเฉยต่อกันมากนัก แต่สำหรับซิ่นหนี่ว์ที่สังเกตความรู้สึกของชายหนุ่มมาตลอดย่อมมองออกเป็นธรรมดา 

               “จริงหรือ” 

               เฮ่อเหลียนซิวหยางรู้สึกละอายใจเล็กน้อย แต่ก็ยังฝืนพยักหน้าออกไป 

               โกหก! คำนี้เกือบหลุดออกจากปาก แต่ซิ่นหนี่ว์สะกดกลั้นมันไว้ได้  

               เมื่อเห็นสีหน้าไม่เชื่อของเด็กสาวก็อยากจะพูดอะไรสักอย่างเพื่อปลอบใจนาง แต่สุดท้ายแล้วก็ไม่มีคำใด เฮ่อเหลียนซิวหยางจึงถอนหายใจออกมาอย่างจำนน เขายอมรับว่าเผลอตกใจและรังเกียจปานบนใบหน้านั้น แต่หากใครได้มาเห็นครั้งแรกก็ต้องรู้สึกและแสดงออกเช่นเดียวกัน แต่เขามิได้รังเกียจนาง หากพบเจอกันอีกครั้ง เวลานั้นคงทำให้คุ้นชินและยอมรับไปเอง  

               “ท่านกลับไปก่อนเถิด” ซิ่นหนี่ว์ก้มลงเก็บหน้ากากที่ถูกปล่อยทิ้งขว้าง ปัดฝุ่นเล็กน้อย เสร็จแล้วจึงสวมลงบนใบหน้าอีกครั้ง 

               “ทำไม เจ้า...โกรธหรือ”  

               “ไม่” ไม่ได้โกรธ แต่มันเป็นความรู้สึกหน่วงๆ ในอกจากการคาดหวังแล้วไม่ได้อย่างที่หวัง เด็กสาวหยิบขวดหยกออกมายื่นให้  

               เฮ่อเหลียนซิวหยางรับหยกมาเปิดดู เม็ดยาสีขาวประกายฟ้าเพียงเม็ดเดียวก็ทำเขาเบิกตาโพล่ง “วารีราชันย์...” 

               โอสถวารีราชันย์ระดับต่ำที่นางฝึกหลอมครั้งแรก สรรพคุณด้อยกว่าทั่วไปอยู่สองส่วน “ถือเป็นของขวัญจากลา ท่านกลับไปแล้วคงไม่ได้พบกันอีก” คำนับอีกฝ่ายก่อนหันหลังเดินจากไปทันที 

               “เดี๋ยว-“เฮ่อเหลียนซิวหยางไม่อาจรั้งไว้เมื่อเด็กสาวเดินไปไกลริบ เขาเก็บขวดโอสถล้ำค่าไว้อย่างดี ก่อนหมุนตัวจากไป 

               ซิ่นหนี่ว์หันกลับไปมองตามแผ่นหลังเฮ่อเหลียนซิวหยาง ดวงตาของนางแดงระเรื่อแลดูน่าสงสารยิ่งนัก ยิ่งเห็นว่าชายหนุ่มจากไปแล้วก็แค่นหัวเราะออกมาอย่างเย็นชา คนอัปลักษณ์ไม่ว่ายังไงก็อัปลักษณ์อยู่ดี ควรจะเอาเวลาที่ใช้ไปกับเรื่องไร้สาระเช่นนี้ฝึกฝนตนเองดีกว่า คิดได้ดังนั้น...เด็กสาวหลุบเปลือกตาลง หัวใจที่เคยรู้สึกเผลอไผลไปชั่วขณะหนึ่งกลับมาสงบราบเรียบอีกครั้ง 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}