อัศวินสามสี

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 3 :: บทเพลงชี้แนะ

ชื่อตอน : ตอนที่ 3 :: บทเพลงชี้แนะ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 3k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 29 พ.ค. 2562 17:14 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 3 :: บทเพลงชี้แนะ
แบบอักษร

ตอนที่ 3 

บทเพลงชี้แนะ 

 

               เมิ่งเซียนเริ่มบรรเลงผีผา นิ้วมือเรียวบางพริ้วไหวเกิดเป็นท่วงท่าสง่างาม ทำนองเสนาะหูเริ่มแว่วดังตามจังหวะ เกิดเป็นบทเพลงไพเราะจับใจ แสดงถึงฝีมือบรรเลงผีผาอันยอดเยี่ยม ยากนักที่จะหาผู้เทียบเทียมได้

               เมิ่งเซียนเป็นนางโลมแห่งหอสราญรมณ์ ขายศิลปะมิขายเรือนร่าง แม้เมืองฉางซาแห่งนี้จะไม่ได้เจริญรุ่งเรืองเท่าเมืองหลวง แต่ก็เป็นเมืองหน้าด่านที่มีผู้เยี่ยมยุทธ์จากหลายแคว้นต่างเดินทางสัญจรผ่านไปมา ทั้งยังเป็นเมืองที่ใกล้กับสำนักศึกษามังกรเหิน ที่เหล่าองค์ชายและบุตรหลานของขุนนางระดับสูงเดินทางมาเข้าศึกษา นั่นเป็นเหตุให้เมื่อสองปีก่อนนางได้พบกับเฮ่อเหลียนซิวหยาง องค์ชายสามแห่งแคว้นชินหลง

               หญิงสาวทอดสายตาไปยังชั้นสอง องค์ชายผู้นั้นยังคงนั่งอยู่ที่โต๊ะเดิมเช่นเดียวกับทุกครั้ง ชายหนุ่มหลับตาฟังดนตรีที่นางบรรเลง แต่กลับมิเคยชายตามองผู้บรรเลงเลยสักครั้ง แตกต่างจากบุรุษทุกคนที่เข้ามาเพื่อชมโฉมของนาง

               บทเพลงของเมิ่งเซียนซ่อนความเสน่หาอาลัย ผู้ได้ฟังราวกลับถูกชักนำสู่ภวังค์เสน่หา อบอวลไปด้วยกลิ่นอายแห่งความลุ่มหลง หญิงสาวหลายคนพากันก้มหน้าสะเทิ้นอาย มีชายหนุ่มอีกไม่น้อยที่ในใจเกิดความรุ่มร้อน เฮ่อเหลียนซิวหยางยังคงมีสีหน้าเป็นปกติ

               กระทั่งการบรรเลงดนตรีสิ้นสุดลง... หลายคนที่ถูกบทเพลงดึงเข้าสู่ภวังค์จึงได้รู้สึกตัวขึ้นมา

               “แม่นางเมิ่งเซียนนับเป็นสตรีที่มีความสามารถเป็นอันดับหนึ่งของฉางซา เสียงผีผาของนางไม่ธรรมดาจริงๆ” บุรุษผู้หนึ่งที่ห่างออกไปไม่ไกลนักกล่าวขึ้น

               “ข้าว่าฝีมือของนางดีกว่าสตรีในเมืองหลวงหลายคนเสียอีก”

               “ไม่นานคงมีขุนนางใหญ่ไถ่ตัวออกไปเป็นแน่”

               “ใช่แล้ว น่าเสียดายนักที่นางเป็นนางโลม”

               “นางโลมแล้วอย่างไร นางขายศิลปะ มิได้ขายเรือนร่างเสียหน่อย” บุรุษอีกผู้หนึ่งทักท้วง

               เสียงเอ่ยชื่นชมดังขึ้นมิขาดปาก เมิ่งเซียนยิ้มรับอย่างเบิกบานใจ นางมั่นใจว่าคืนนี้บรรเลงได้ดีกว่าที่ผ่านมา

               เฟยเซียนเห็นสายตาบุรุษจับจ้องไปยังเมิ่งเซียนอย่างหลงไหลเทิดทูลก็หมดความอดทัน กล่าวขึ้นมาด้วยเสียงไม่เบานัก “ก็แค่ดีดบรรเลงดนตรีไม่กี่ที ไม่เห็นจะมีอะไรน่าสนใจเลย”

               ได้ฟังเช่นนั้น ผู้คนต่างหันมามองเป็นตาเดียว แต่เฟยเซียนหาได้สนใจไม่

               “ท่านอิจฉาบุตรสาวตนเองหรือ” ซิ่นหนี่ว์เอนตัวกระซิบถาม

               “นางมิใช่บุตรสาวข้า!” เฟยเซียนเอ่ยเสียงรอดไรฟัน “แค่บรรเลงดนตรี น้องสาวข้าฝีมือเหนือกว่านางเป็นร้อยเท่า”

               เมิ่งเซียนไล่สายตาสำรวจเฟยเซียน สตรีตรงหน้าสวมหน้ากากยักษ์สีขาวแต่มิอาจปิดบังรัศมีความงดงามที่มีได้ อาภรณ์สีแดงไร้ลวดลายแนบไปกับเรือนร่างดูเย้ายวน ให้ความรู้สึกคล้ายมองตนเองอยู่หลายส่วน นางได้ยินถ้อยคำที่สตรีผู้นี้กล่าวอย่างชัดเจน แม้จะไม่พอใจ แต่ใบหน้าก็ยังคงมีรอยยิ้มไม่ถือสา

               “หากบทเพลงของเมิ่งเซียนมิถูกใจท่านต้องขออภัยด้วย” เมิ่งเซียนแสดงสีหน้าเศร้าสร้อยชวนให้ผู้คนอยากขึ้นไปปลอบโยน นางกดสายตาลงมามองเฟยเซียนถามพร้อมรอยยิ้ม “เช่นนั้นรบกวนท่านช่วยชี้แนะเมิ่งเซียนสักหนึ่งบทเพลงได้หรือไม่”

               ซิ่นหนี่ว์ขมวดคิ้วมุ่น ก่อนจะนึกได้ว่าท่ายเฟยเซียนนั้นเป็นปีศาจจิ้งจอกอายุหลายร้อยปี แม้จะไม่เคยเห็นความสามารถของคนมาก่อน แต่นางมั่นใจว่าจะต้องเก่งกาจกว่าเมิ่งเซียนมากนัก

               “ชี้แนะเจ้า แค่ฝีมือน้องสาวของข้าก็เพียงพอ” เฟยเซียนกว่าพร้อมดันหลังซิ่นหนี่ว์ออกไปด้านหน้า

               “ห๊า! ข้าหรือ” ซิ่นหนี่ว์หันไปถามเสียงหลง พวกท่านไม่พอใจกันจนท้าประลองกันแล้วทำไมความซวยถึงมาที่ข้าล่ะ

               “ใช่ เจ้านั่นแหละน้องพี่” เฟยเซียนตบไหล่ซิ่นหนี่ว์เบาๆ เป็นการให้กำลังใจ แล้วกระซิบ “เจ้าทำให้ข้าโมโหที่เอาแต่ว่านางเป็นบุตรสาวของข้า เช่นนั้นก็ลองไปเล่นกับบุตรสาวข้าดูสิ”

               ซิ่นหนี่ว์ได้แต่ร้องไห้ในใจ นางคงเล่นมากไปสินะท่านเฟยเซียนถึงได้เอาคืนกันเช่นนี้

               เด็กสาวขึ้นไปบนเวที แม้ร่างกายบอบบางจะยังไม่โตเต็มวัย แต่อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ที่นางสวมใส่กลับตัดกับม่านสีแดงด้านหลังดูโดดเด่นอย่างเห็นได้ชัด รวมกับหน้ากากลายจิ้งจอกสีขาวแดง ราวกับเซียนจิ้งจอกน้อยจากสวรรค์ที่ลงมาเที่ยวเล่นยังโลกมนุษย์

               “คุณหนูอยากจะแสดงอะไร” เมิ่งเซียนถามขึ้น นางมั่นใจว่าต่อให้เด็กสาวผู้นี้แสดงอะไร ก็มิอาจเทียบฝีมือการแสดงผีผาของนางได้ หากบอกว่านางเป็นที่สอง คงไม่มีใครกล้ากล่าวว่าตนเป็นที่หนึ่ง

               “กู่ฉิน”

                ร่างของจางซิ่นหนี่ว์มีความสามารถเป็นเลิศ ผ่านการฝึกฝนอย่างยากลำบากมายาวนาน เพราะข่าวลือถึงความอัปลักษณ์จึงเก็บตัวอยู่ในเรือน ร่ำเรียนทุกอย่างด้วยตนเอง ไม่ว่าจะเป็นร่ายรำ หมาก อักษร พิณ ภาพ และกาพย์กลอนจนกลายเป็นอัจฉริยบุคคลที่ยากจะหาผู้ใดเทียบ และความสามารถของร่างล้วนส่งต่อหลอมรวมมายังนางทั้งสิ้น

               “ไปนำกู่ฉินเจ็ดสายมา” เมิ่งเซียนหันไปสั่งเด็กรับใช้ด้านหลัง

               คราแรกซิ่นหนี่ว์จะเลือกผีผาเช่นเดียวกัน แต่เพื่อความมั่นใจที่เพิ่มขึ้นจึงเปลี่ยนใจในวินาทีสุดท้ายมาเลือกกู่ฉิน เพราะในโลกเก่านางก็รำเรียนเคครื่องดนตรีชนิดนี้มาเช่นเดียวกันและมีใจรักอยู่เป็นทุนเดิม จนกลายเป็นสิ่งที่นางทำได้ดีที่สุดในโลกนั้น

               กู่ฉินเจ็ดสายทั้งสองถูกยกออกมาวางลงบนโต๊ะ ซิ่นหนี่ว์นั่งลงเชื่องช้าด้วยท่วงท่าสง่างามเช่นเดียวกับเมิ่งเซียน ผู้คนในหอแห่งนี้ต่างจับจ้องอยู่ที่หญิงสาวทั้งสอง

               “เริ่ม” เมิ่งเซียนกล่าวขึ้น หญิงสาวก็กดสายพิณทันที ท่วงทำนองเสนาะโสตแว่วดังจากปลายนิ้ว

               ไม่ว่าใครต่างก็เข้าใจเป็นอย่างดี การประลองเช่นนี้ต้องรีบช่วงชิงความได้เปรียบ หากเสียโอกาสไปเพียงเล็กน้อยจะถูกเสียงพิณของผู้อื่นกลบได้ ถึงเวลานั้นเพลงก็จะไม่เป็นเพลง เมิ่งเซียนตระหนักดีในข้อได้เปรียบนี้ ดังนั้นนางจึงเริ่มต้นอย่างรวดเร็ว

               ซิ่นหนี่ว์หันไปมองเฟยเซียนครู่หนึ่ง เมื่อเห็นหญิงสาวพยักหน้าให้ นิ้วมือเรียวบางทั้งสิบจึงวางที่สายพิณ ก่อนจะสะกิดปลายนิ้วแผ่วเบา ท่วงทำนองทุ้มต่ำพลันดังขึ้น แต่กลับสามารถสะกดผู้คนทั้งหลายให้นิ่งงันได้ทั้งหมด

               เมิ่งเซียนชะงักไปชั่วครู่เมื่อถูกรบกวน หญิงสาวขบเม้มริมฝีปากแน่นขณะสะกิดปลายนิ้วอีกครั้ง ท่วงทำนองผันเปลี่ยน เสียงกู่ฉินไล่สูงขึ้น ขัดกับจังหวะทุ้มต่ำของฝ่ายตรงข้ามในบัดดล

               ซิ่นหนี่ว์จึงเริ่มไต่ระดับสูงขึ้นจนสามารถประสานทำนองพร้อมเมิ่งเซียนได้อย่างรวดเร็ว ปลายนิ้วของนางเคลื่อนไหวไม่หยุด พยายามตัดทำลายจังหวะดนตรีของอีกฝ่าย กระทั่งเสียงกู่ฉินของนางกรีดแหลมราวกับสายฟ้า

               เมิ่งเซียนหยุดชะงักนิ้วมืออีกครั้ง มองซิ่นหนี่ว์อย่างไม่เชื่อสายตา คิดจะขยับปลายนิ้วอีกครั้งแต่ก็ไม่อาจทำได้ เสียงเพลงของเด็กสาวตรงหน้ารัวเร็วและแหลมสูงเกินกว่าที่จะสามารถแทรกเข้าไปได้ นางพยายามอยู่นานพักใหญ่จนใบหน้าซีดขาว ถึงได้วางมือลงอย่างจำใจยอมแพ้

               เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายยอมแต่โดยดี บทเพลงของซิ่นหนี่ว์จึงเปลี่ยนเป็นช้าลง และเปลี่ยนเพลงไปโดยไม่มีใครคาดคิด ไม่รู้ว่าอะไรดลใจให้นางบรรเลงบทเพลงซิงเยว่เสิ่นฮว่า ซิ่นหนี่ว์ไม่เหมือนจางซิ่นหนี่ว์ในโลกนี้ที่ร่ำเรียนมาตั้งแต่เล็กเป็นสิบปี นางเริ่มเรียนกู่ฉินเมื่อตอนอายุสิบห้าหลังเสียบิดามารดาในโลกเดิม ความรู้สึกครั้งนั้นราวกับว่ามีผู้สอนนางเล่นกู่ฉินในบทเพลงซิงเยว่เสิ่นฮว่า มิใช่นางที่ริเริ่มสนใจด้วยตนเอง

               เสียงดนตรีนั้นขึ้นอยู่กับจิตใจผู้บรรเลง บทเพลงนี้จึงแฝงความเศร้าโศก ความคิดถึงคนึงหาจนเลื่อนลอยไปชั่วขณะ

           ‘พันปีจากนี้เจ้าจะไปอยู่ที่ใด 

           รอบข้างจะมีทัศนียภาพเช่นไร 

           เรื่องราวของเราแม้ว่ามันจะไม่สวยงาม 

           แต่ก็ยากนักที่จะลืม 

           หากครานั้นข้ามีความกล้าที่จะร่วมเป็นตาพร้อมกับเจ้า 

           ความรักของเราจะมีจุดจบเช่นเดิมหรือไม่ 

           เจ้าจะมีล้านถ้อยพันคำให้แก่ข้า 

           หรือจะฝังกลบอยู่ในความฝันอันเงียบสงบ’ 

               เมื่อบรรเลงจนจบในท่วงทำนองในช่วงสุดท้าย ซิ่นหนี่ว์จึงถอนมือออกจากกู่ฉินช้าๆ ก่อนจะเหลือบมองเมิ่งเซียน หญิงสาวมองซิ่นหนี่ว์อยู่ก่อนแล้วเช่นกัน นางยิ้มเล็กน้อยแล้วกล่าวขึ้น “ข้าแพ้แล้ว ขอบคุณคุณหนูที่ช่วยชี้แนะ”

               ซิ่นหนี่ว์ลุกขึ้นก่อนพยักหน้ารับ นางเดินลงไปหาเฟยเซียนที่ยืนรออยู่ด้านล่าง

               “คุณหนูฝีมือบรรเลงกู่ฉินยอดเยี่ยมนัก เมิ่งเซียนของทราบนามท่านได้หรือไม่”

               .”น้องสาวของข้าไม่ชอบเป็นจุดสนใจนัก เกรงว่าคงไม่สามารถเอ่ยนามได้” เฟยเซียนเป็นผู้ตอบปฏิเสธ ก่อนฉุดรั้งข้อมือซิ่นหนี่ว์ให้เดินตามออกไปจากที่แห่งนี้

               ผู้คนจึงรับรู้เพียงว่ามียอดพิณที่ปรากฏตัวขึ้นในงานเทศกาลของฉางซาอีกผู้หนึ่งแต่ไม่นานก็ลืมเลือนกันไป

 

               บนชั้นสองของหอสราญรมณ์มิได้มีเพียงองค์ชายสามเฮ่อเหลียนซิวหยางเท่านั้น อีกห้องถัดไปไม่ไกลนักก็มีองค์ชายผู้สูงศักดิ์อีกคนที่มาหาความสำราญจากเสียงเพลง เขาคือองค์ชายสี่เฮ่อเหลียนจินหลง

               ชายหนุ่มผุดลุกขึ้นยืนทันทีที่ทำนองแรกของบทเพลงเริ่มขึ้น ราวระเบียงที่ถูกจับแน่นจนแทบแหลกคามือ สายตาจ้องเขม็งมองเด็กสาวผู้บรรเลงบทเพลงในหน้ากากจิ้งจอกอย่างไม่เชื่อสายตา แม้แต่เฉินอี้ผู้เป็นสหายยังต้องแปลกใจ

               เป็นนางใช่หรือไม่... นางที่เขาเฝ้ารอมาตลอดสามปี!

               บทเพลงซิงเยว่เสิ่นฮว่า ท่วงทำนองเป็นเอกลักษณ์เช่นนี้บรรเลงอยู่ในห้วงคำนึงของเขานับพันรอบ ดวงตาของชายหนุ่มเต็มไปด้วยความรู้สึกหลากหลายที่ท่วมท้นจนยากที่จะข่มกลั้น มีความคิดมากมายอยู่ในหัวของเขา จนกระทั่งเพลงจบลง ร่างสูงหยัดตรง เขาคิดจะก้าวเท้าออกไปจับร่างบางที่เคยนั่งบรรเลงพิณอยู่มาพิสูจน์หาความจริง แต่เฉินอี้ที่อยู่ด้านหลังกลับดึงรั้งไว้เสียก่อน

               “จินหลง...” เฉินอี้เห็นเฮ่อเหลียนจินหลงเสียอาการจึงอดเป็นห่วงไม่ได้ เพราะคนเคยเป็นเช่นนี้เมื่อสามปีก่อน แล้วองค์ชายผู้เคยเป็นถึงอัจฉริยะแห่งแคว้นก็ไม่อาจเลื่อนระดับพลังยุทธ์ได้อีก

               เฮ่อเหลียนจินหลงสะบัดมือของสหายออกก่อนจะรีบตามซิ่นหนี่ว์ออกไป แต่ผู้คนที่ชุมนุมกันหน้าหอสราญรมณ์นั้นแน่นขนัด กว่าจะฝ่าฝูงชนออกมาได้แผ่นหลังของเด็กสาวที่เคยอยู่ไกลๆ กลับหายไปอย่างไร้ร่องรอย

               “อยู่ๆ ก็รีบออกมา มีอะไรหรือไม่” เฉินอี้ที่วิ่งตามมาเอ่ยถามขึ้น

               ทว่า... เฮ่อเหลียนจินหลงยังคงนิ่งเฉย

               “องค์ชายสี่”

               “ไม่มีอะไร กลับสำนักกันเถิด” เฮ่อเหลียนจินหลงไม่ปล่อยให้เฉินอี้ถามต่อ ชายหนุ่มหมุนตัวกลับไปอีกทางทันที นัยน์ตาของเขาทอประกายคมกล้าขึ้น

               ไม่มีประโยชน์ที่จะตามต่อเมื่อมีผู้ไม่ต้องการให้เขาเจอนางในยามนี้ อย่างน้อยก็ได้รับรู้ว่าเวลานี้เราทั้งสองได้มาอยู่ในโลกเดียวกันอีกครั้ง เขารอนางมาแล้วสามปี รออีกหน่อยจะเป็นไรไป...

               เฟยเซียนหันกลับไปมองด้านหลัง เมื่อเห็นว่าผู้ติดตามล่าถอยไปแล้วจึงยกยิ้มเจ้าเล่ห์ขึ้นมา ไม่มีใครสามารถมองผ่านมนต์ลวงตาจิ้งจอกของนางมาได้หากมิได้รับอนุญาต หญิงสาวหัวเราะในลำคออย่างซุกซนจนซิ่นหนี่ว์หันมามอง นางจึงลากเด็กสาวไปดูอย่างอื่นรอบเมืองแทน เมื่อถึงเวลากลับข้าวของต่างเต็มไม้เต็มมือทั้งคู่จนถือแทบไม่ไหว

 

               กาลเวลาผันผ่าน ฤดูกาลแปรเปลี่ยนหมุนเวียน

               เวลาล่วงเลยมาหนึ่งปีกว่าตั้งแต่ซิ่นหนี่ว์ลืมตาตื่นขึ้นมายังหมู่บ้านแสงจันทร์ บัดนี้ซิ่นหนี่ว์อายุสิบสี่หนาว ร่างกายเติบโตขึ้นมากเดิมมากนัก อาจเป็นเพราะได้รับการบำรุงรักษาอย่างดี พิษในกายถูกขับออกจนสิ้นเผยผิวพรรณผ่องใสนวลเนียนราวหยกเนื้อดี คงไว้เพียงปานบนใบหน้าที่ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็ไม่หายไปเสียที

               เด็กสาวมนุษย์ผู้สวมหน้ากากจิ้งจอกแต่งกายด้วยเสื้อผ้าทะมัดทะแม่งเหมาะแก่การเดินป่า บนหลังแบกตะกร้าสานโตกลายเป็นภาพคุ้นตาของเหล่าชาวปีศาจจิ้งจอก พวกเขาต่างรับรู้ว่านางเป็นศิษย์ของเฟิ่งหยูจึงค่อนข้างเป็นที่สนใจในคราแรก ใครใช้ให้ตาแก่ผู้นั้นเรื่องมากเลือกลูกศิษย์ตามความพอใจกันเล่า! ขนาดต้าหลางอยู่ด้วยกันมานานยังไม่สอนอะไรมากไปกว่าโอสถขั้นพื้นฐานเลย

               ซิ่นหนี่ว์กระชับตะกร้าบนหลัง ตั้งเป้าหมายว่าวันนี้ต้องเก็บสมุนไพรหายากให้ได้จนเต็ม นางเดินผ่านต้าหลางและเหล่าสหายของเขาที่กำลังเรียนหนังสือ เด็กชายโบกให้เช่นทุกวัน ซิ่นหนี่ว์จึงโบกมือตอบก่อนจะเดินลัดเลาะไปยังภูเขาด้านหลังหมู่บ้าน

               เพราะหมู่บ้านแสงจันทร์อยู่ไมไกลจากสำนักศึกษามังกรเหินมากนัก ซิ่นหนี่ว์จึงไม่เดินเข้าป่าลึกจนเกินไป เพื่อเลี่ยงการพบเจอกับศิษย์ของสำนักที่ออกมาฝึกฝนหรือทำภารกิจต่างๆ ซึ่งมีหลายครั้งที่นางบังเอิญได้ยินเสียงพูดคุยหรือเสียงฝีเท้าของพวกเขา เด็กสาวจะรีบหลบเลี้ยวไปทางอื่นทันที และหวังว่าวันนี้จะไม่โชคร้ายนัก

               ตังถั่งเช่า เจียวกู่หลาน แปะก๊วย และสมุนไพรอื่นๆ อีกมากมายถูกโยนใส่ตะกร้าโดยไม่ต้องเหลียวมองก็ลงอย่างแม่นยำ ใช้เวลาไม่นานตะกร้าใบใหญ่ก็ถูกเติมด้วยสมุนไพรจนเต็ม

               ซิ่นหนี่ว์เดินไปนั่งพักที่โค่นต้นไม่ใหญ่ กิ่งก้านสาขาของมันแผ่ขยายปกคลุมจนแสงอาทิตย์ไม่อาจลอดผ่าน สร้างร่มเงารมรื่นให้แก่ผู้พักพิงชั่วคราวได้เป็นอย่างดี เด็กสาววางตะกร้าไว้ข้างตัว ก่อนรื้อค้นหมั่นโถลูกโตมากัดกินและกระบอกน้ำไม้ไผ่ออกมาดื่ม เมื่อเติมเต็มท้องด้วยเสบียงที่นำมาเสร็จสิ้นจึงเอนหลังพิงลำต้น สวมหน้ากากกลับเช่นเดิมหลับตาลงหวังพักงีบสักครู่หนึ่ง

               สวบสาบ

               ซิ่นหนี่ว์ลืมตาขึ้นทันทีเมื่อได้ยินเสียงลากเท้าเหยียบใบไม้ นางลากตะกร้าและพาร่างตนเองไปหลบหลังต้นไม้อีกฝั่ง เสียงฝีเท้ายังคงตรงมาที่ต้นไม้ที่นางหลบอยู่ ไม่แน่ว่าคนอาจต้องการพักพิงที่นี่เช่นเดียวกัน เด็กสาวขมวดคิ้วมุ่นอย่างคิดไม่ตก หากนางผละออกไปตอนนี้ต้องถูกจับได้อย่างแน่นอน กระทั่งเสียงฝีเท้าดังห่างไปเพียงห้าก้าวคนกลับหยุดชะงัก

               ปึก!

               เสียงมีดบินปักลงยังเนื้อไม้เมื่อนางโผล่หัวออกไปมองทำเอาซิ่นหนี่ว์แทบหยุดหายใจ ใบมีดนั้นห่างจากใบหน้าของนางไม่ถึงหนึ่งฉื่อด้วยซ้ำ!

               เฮ่อเหลียนซิวหยางมองเด็กสาวในหน้ากากจิ้งจอกที่ค่อยๆ ออกมาจากหลังต้นไม้ที่ใช้กำบัง คับคล้ายคับคลาว่าเคยพบเจอที่ใด ชายหนุ่มหรี่ตามองอย่างระมัดระวัง เมื่อเห็นว่านางมิใช่ผู้ฝึกยุทธ์และไร้จิตสังหารที่จะทำอันตรายเขาได้จึงวางใจขึ้นเล็กน้อย

               “เจ้าเป็นใคร” เฮ่อเหลียนซิวหยางเอ่ยถามขึ้น แม้น้ำเสียงที่ใช้จะหนักแน่นเพียงใด แต่ก็สามารถฟังออกว่าเขากำลังบาดเจ็บสาหัส

               ซิ่นหนี่ว์สังเกตเห็นว่าชายหนุ่มตรงหน้า อาภรณ์ของเขาเต็มไปด้วยเลือด อาจเป็นทั้งเลือดของเขาเองและเลือดของศัตรูที่ถูกเขาสังหาร แม้ในใจจะหวาดกลัวเพียงใด แต่นางก็เก็บอาการเอ่ยตอบเสียงแผ่วในที่สุด

               “ปะ เป็น คนเก็บสมุนไพร”

               เฮ่อเหลียนซิวหยางมองตะกร้าที่ล้มอยู่ข้างๆ นาง สมุนไพรภายในหกกระจายออกมาให้เห็นช่วยยืนยันว่ามิได้โกหก นางอาจเป็นชาวบ้านเมืองฉางซาที่เข้ามาเก็บสมุนไพรในป่าแห่งนี้

               “เจ้าเป็นหมอยา?”

               ซิ่นหนี่ว์พยักหน้า

               “เช่นนั้นรักษาแผลนี้ได้หรือไม่”

               เฮ่อเหลียนซิวหยางดึงผ้าตรงหน้าอกออก เผยให้เห็นรอยแผลจากกระบี่เป็นทางยาว เนื้อบริเวณปากแผลเป็นสีดำคล้ำ ซิ่นหนี่ว์มองแวบเดียวก็รู้ว่าเป็นพิษ แค่แผลจากกระบี่ธรรมดาก็สาหัสพอแล้ว แต่นี่เป็นกระบี่เคลือบพิษ นางไม่รู้ว่าชายหนุ่มผู้นี้ฝืนทนมาได้อย่างไร

               “หากมีเงินจ่าย ข้าก็สามารถรักษาได้ทุกอย่าง” ซิ่นหนี่ว์ต่อรอง แม้จะกระทันหันไปนิดและเป็นการรักษา ‘คน’ ครั้งแรก แต่นางมั่นใจว่าตนสามารถรักษาได้อย่างแน่นอน อีกอย่าง...คนผู้นี้ก็ไม่แน่ชัดว่าดีหรือเลว หากจะขูดรีดค่ารักษาเสียมากหน่อยคงไม่เสียหาย

               เฮ่อเหลียนซิวหยางแปลกใจ แต่เมื่อคิดว่านางคงไม่อาจรักษาได้จริงดั่งปากว่า เพียงแค่ต้องการเงินเท่านั้น จึงพยักหน้าตอบรับ

               “หนึ่งพันตำลึงทอง ไม่มีการต่อรองใดๆ ทั้งสิ้น”

               ราคาราวกับรีดไถ ฝีมือจะเท่าราคาหรือไม่มิอาจทราบได้ สถานการณ์ของเฮ่อเหลียนซิวหยางตอนนี้นอกเสียจากว่าคนของเขาจะมาช่วยได้ทันเวลา ไม่เช่นนั้นคงถูกพิษจากบาดแผลกัดกินจนเสียพลังยุทธ์ยากเกินกว่าจะรักษา หากจะให้หวังลมๆ แล้งๆ กับคนที่ยังมาไม่ถึง เขาเลือกที่ตายเอาดาบหน้าเสียดีกว่า ไม่แน่เด็กสาวผู้นี้อาจจะรักษาเขาได้แต่ถ้าไม่ ก็แค่สังหารนางทิ้งเสีย

               “ตกลง” ป้ายหยกรูปทรงมังกรสีเขียวถูกส่งไปยังซิ่นหนี่ว์ เมื่อเห็นเด็กสาวพลิกสำรวจมันไปมาจึงเอ่ยอธิบาย “นี่คือป้ายหยกประจำตัวของข้า เป็นหลักประกันว่าเจ้าจะได้รับเงินหนึ่งพันตำลึงทองอย่างแน่นอน”

               “เช่นนั้นก็ดี” ซิ่นหนี่ว์เก็บป้ายหยกเข้าอกเสื้อ รอยยิ้มกว้างปรากฏขึ้นภายใต้หน้ากาก  

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น