อัศวินสามสี

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 2 :: กลายเป็นศิษย์อาจารย์

ชื่อตอน : ตอนที่ 2 :: กลายเป็นศิษย์อาจารย์

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.4k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 29 พ.ค. 2562 17:11 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 2 :: กลายเป็นศิษย์อาจารย์
แบบอักษร

ตอนที่ 2 

กลายเป็นศิษย์อาจารย์ 

 

 

               คล้ายว่าถูกทั้งโลกกลั่นแกล้ง...

               เมื่อการแช่สมุนไพรยังคงวนเวียนไปไม่มีวันจบสิ้นในความคิดของซิ่นหนี่ว์ ยามนางถามเฟิ่งหยู ชายชราก็เอาแต่บอกว่า ‘สมุนไพรและตัวยาวิเศษที่ใช้ถอนพิษนี้ยังรวบรวมไม่ครบดี คงต้องรออีกหลายวัน’ จนนางแทบอยากกระชากคอเข้ามาเขย่าแล้วตะโกนถามว่า ‘เฒ่าเจ้าเล่ห์อย่างท่านหาสมุนไพรไม่ได้จริงๆ หน่ะหรือ!

               แต่มันก็เป็นเพียงแค่ความคิดเมื่อความจริงนางได้แต่ทำตามโดยไม่ปริปากบ่น

               เมื่อความเจ็บปวดเริ่มลุกลาน วิธีหนีของนางจึงเป็นการคิดเพ้อไร้สาระเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ ไม่ก็ตัดพ้อทุกสรรพสิ่งไปเรื่อยเปือย อย่างเช่นเวลานี้ ในนิยายข้ามภพเมื่อนางเอกถอนพิษในบ่อสมุนไพร ทำไมเขาทำกันเพียงครั้งเดียว มากสุดก็ไม่เกินสามครั้ง ร่างกายก็กลับมาบริสุทธิ์ผุดผ่องเหมือนเกิดใหม่ แล้วทำไมนางถึงต้องแช่ถึงสามสิบครั้ง มากกว่าตั้งสิบเท่า! จะกล่าวว่าชีวิตจริงมิอาจเอาไปเทียบกับนิยาย เป็นเฟิ่งหยูที่ตั้งใจกลั่นแกล้งนาง หรือเป็นความซวยของนางเองก็มิอาจทราบได้

               ระหว่างการรักษาพิษนั้น เฟิ่งหยูก็เริ่มสอนซิ่นหนี่ว์เกี่ยวกับสมุนไพรควบคู่ไปด้วย และเด็กสาวก็ไม่ทำให้ผิดหวัง นางหัวทึบ ความจำสั้นสมอย่างที่กล่าวอ้าง ให้จดจำสมุนไพรวันยี่สิบชนิดก็ใช้เวลาไปครึ่งวัน แล้วเมื่อจำของวันนี้ได้ ของเมื่อก็ลืมหมดสิ้น เฟิ่งหยูจึงเปลี่ยนวิธีการให้นางคัดลอกลงกระดาษแทน สมุนไพรทุกชนิดที่ชายชรารู้จักถูกซิ่นหนี่ว์คัดลอกทุกวันเพื่อส่งวันละฉบับ จนกระทั่งนางสามารถจดจำพวกมันได้ทั้งหมดก็เสียเวลาไปกว่าสามเดือน เมื่อรวมกับหนึ่งเดือนแรกที่ใช้รักษาตัวแล้ว สี่เดือนที่ผ่านมาซิ่นหนี่ว์ไม่มีโอกาสได้แตะเตาหลอมยาเลยสักครั้ง แค่จำสมุนไพรยังใช้เวลาไปสามเดือน ขั้นตอนหลอมยาคงไม่ใช้เวลาไปครึ่งปีเลยหรือ

               

      แสงสว่างจากดวงตะวันเล็ดลอดเข้ามาภายในกระท่อมไม้หลังหนึ่งซึ่งอยู่ห่างจากหลังอื่นประมาณครึ่งลี้ ภายในปรากฏภาพหนึ่งปีศาจจิ้งจอก หนึ่งเด็กชาย และหนึ่งดรุณีน้อยยังไม่พ้นวัยปักปิ่นนั่งล้อมวงท่ามกลางเศษซากเตาหลอมโอสถที่แตกละเอียดและสมุนไพรหกเกลื่อนกลาด 

      เวลาผ่านไปแล้วครึ่งปี เย็นนี้จะเป็นวันงานประจำปีของเมืองฉางซา และเป็นอย่างที่เฟิ่งหยูคาดไว้ เวลาเพียงสองเดือนก่อนงานประจำปีมิอาจสอนให้ซิ่นหนี่ว์กลายเป็นผู้ปรุงยาได้

      สิ่งที่สำเร็จลุล่วงมีเพียงการเปลี่ยนผีให้กลายเป็นมนุษย์เดินดินได้ ร่างกายที่เคยผ่ายผอมแห้งกร้านกลับมามีเนื้อหนัง ผิวขาวเรียบเนียนกระจ่างใสละเอียดลออตาเต็งตึงดูฉ่ำน้ำ คิ้วสีดำสนิทโก่งสวยราวคันศร จมูกเล็กเชิดรั้นรับกับวงคิ้วงาม ปากอิ่มแดงระเรื่อราวกับผลอิงเถา ดวงตาหวานกลมโตปลายหางตาเชิดขึ้นเล็กน้อยคล้ายนัยน์ตาหงส์ล้อมกรอบด้วยแพขนตายาวดำสนิท องค์ประกอบทุกอย่างบนใบหน้านี้ล้วนลงตัวราวสวรรค์สร้าง... แต่น่าเสียดายที่กลับมีตำหนิเป็นปานแดงราวเปลวเพลิงที่ใบหน้าซีกซ้ายยาวลงมาประมาณ 1 ชุ่น 

               เป็นสตรีไม่ว่าผู้ใดหากมีตำหนิเล็กน้อยก็ถูกจัดอยู่ในพวกอัปลักษณ์แล้ว ยิ่งมีตำหนิบนใบหน้าเช่นนี้เกรงว่าจะหาใครแต่งด้วยคงยาก แต่ซิ่นหนี่ว์ไม่ได้สนใจเรื่องหยุมหยิมพวกนั้น นางสนใจเพียงแต่จะมีชีวิตอยู่เช่นไร ในเมื่อคนภพนี้หลงรูปโฉม ดีเสียอีกที่มีปานบนใบหน้า เป็นการพิสูจน์ไปในตัวว่ารักจะรักนางจริง ไม่มองเพียงรูปลักษณ์ภายนอก เพราะต่อให้รูปโฉมงดงามเพียงใด แก่ไปผิวหนังก็เหี่ยวย่นหมดความงามอยู่ดี!  

               แต่เฟิ่งหยูบอกว่ามันไม่ใช่ปาน และอาจเป็นอาคมของเผ่าปีศาจ  

               จากความทรงจำ จางซิ่นหนี่ว์ไม่เคยมีศัตรูที่ไหนนอกจากคนในตระกูลจาง และไม่เคยพบเจอปีศาจหรือมารตนใดนอกนอกจากเฟิ่งหยู ตระกูลจางก็ไม่มีใครที่เกี่ยวข้องกับปีศาจ การที่ร่างนี้จะโดนอาคมจึงเป็นไปได้ยาก แต่เมื่อเฟิ่งหยูที่เป็นปีศาจยืนยันด้วยตนเองว่าเป็นอาคมของปีศาจนางจึงจำต้องเชื่อโดยไม่มีเงื่อนไข 

 

               ห้องหลอมยา 

               ก่อนหน้านี้ เฟิ่งหยูนำศิลาธาตุมาให้ซิ่นหนี่ว์ทดสอบ ปรากฏว่านางมีเส้นปราณผู้ปรุงยาและธาตุคู่ไม้ไฟ ราวกับสวรรค์ตั้งใจประทานพรให้เพื่อชดเชยความโชคร้ายที่เคยได้รับ 

               ร่างกายของคนในภพนี้นอกจากจะมีเส้นชีพจรแล้วยังมีเส้นปราณ ผู้คนส่วนใหญ่เกิดมาสามารถฝึกปรือพลังยุทธ์และพลังธาตุตามระดับพรสวรรค์ของสายเลือด แต่ก็มีกฏแปลกประหลาดอย่างผู้ฝึกยุทธ์ไม่สามารถเป็นผู้ปรุงยา เช่นเดียวกับผู้ปรุงยาที่ไม่สามารถฝึกยุทธ์ได้ โอกาสที่ภายในหนึ่งคนจะสามารถฝึกทั้งสองสายไปพร้อมกันก็มี แต่โอกาสสำเร็จนั้นยากยิ่ง ผู้คนจึงเลือกฝึกเพียงอย่างใดอย่างหนึ่งแล้วแต่เส้นปราณยุทธ์หรือปราณผู้ปรุงยาจะมากกว่ากัน 

               ทั่วทั้งยุทธภพนี้ ปัจจุบันฝึกสองสายพร้อมกันสำเร็จยังไม่เคยปรากฏให้เห็น  

               ในช่วงที่ทำการรักษาพิษหนอนเพลิงนิลนั้น เฟิ่งหยูกล่าวกับเธอว่า 'เจ้ามีธาตุคู่ไม้ไฟที่หาได้ยากอย่างผู้ที่มีพรสวรรค์การเป็นนักปรุงยาควรมี แต่ถ้าเจ้ามีพรแสวงรวมกับมีอาจารย์ที่แสนจะเก่งกาจอย่างข้าแล้ว ตำแหน่งผู้ปรุงยาอันดับหนึ่งของแคว้นชิงหลงต้องเป็นของเจ้าอย่างแน่นอน ฮ่าๆๆ' 

               ครั้งแรกที่ได้ฟังประโยคโอ้อวดตนของเฟิ่งหยู นางถึงกันประท้วงในใจทันควันเลยว่า โม้’ แต่ภายหลังก็ต้องยอมรับ... 

               เฟิ่งหยูนั้นเป็นผู้ปรุงยาประจำเผาจิ้งจอกสวรรค์ระดับปรมาจารย์ขั้นสูงธาตุไฟไม้จึงสอนวิธีการควบคุมธาตุไฟในร่างกาย การดึงธาตุไฟออกมาใช้ประโยชน์ในการต่อสู้ตามวิถีของปีศาจ แต่ด้วยความแตกต่างของร่างกายมนุษย์กับปีศาจการเรียนการสอนหลักสูตรการต่อสู้นี้จึงไม่ประสบความสำเร็จนัก ทั้งคู่จึงตกลงกลับมาเรียนหลักสูตรวิธีการปลูกสมุนไพร ฝึกแยกแยะชนิดและสรรพคุณของสมุนไพรต่างๆ แทน 

               ส่วนธาตุไม้นั้นเธอไปฝึกกับเฟยเซียน ปีศาจจิ้งจอกสาวผู้งดงามแต่อายุไม่น้อยประจำหมู่บ้านแสงจันทร์ ซึ่งเฟิ่งหยูแนะนำแกมบังคับให้ไปคำนับขอเฟยเซียนให้มาเป็นผู้สอนธาตุไม้ให้ได้ นางจึงต้องไปวนเวียนตามตื้อจนจิ้งจอกสาวยอมในที่สุดแม้จะไม่ค่อยเข้าใจนัก ก็ในเมื่อจิ้งจอกเฒ่าก็มีธาตุไม้ แต่กลับต้องการให้ผู้อื่นสอนนางแทน  

               จนกระทั่งภายหลังที่นางรู้ว่าเฟิ่งหยูต้องการให้นางพบเจอสหายที่เป็นสตรีพูดคุยกันได้ 

 

               มือบางเอื้อมไปหยิบสมุนไพรที่ผ่านการสกัดสิ่งเจือปนออกแล้วเตรียมไว้สำหรับการทดลองหลอมโอสถใส่ลงในเตาหลอม สมาธิทั้งหมดจดจ่ออยู่กับกระบวนการตรงหน้าอย่างไม่วอกแวก 

      "ศิษย์ข้า... ข้ารู้สึกว่ากลิ่นและสีของโอสถที่เจ้ากำลังหลอมมันแปลกๆ" เฟิ่งหยูทำหน้าครุ่นคิด คิ้วหนาขมวดเป็นปมแน่น 

       แปลกหรือ... แต่นางมั่นใจว่าใส่ส่วนผสมตามสูตรเป๊ะๆ เลยนะ จมูกฟุดฟิดสูดดมกลิ่นพิสูจน์ กลิ่นก็ปกติ สีก็... เอ่อ อาจจะออกจางกว่าตัวอย่างนิดหน่อยเอง... รวมๆแล้วต่างไม่มากก็ถือว่ายังปกติอยู่ 

      “ข้าว่ามันก็กลิ่นปกติเหมือนที่ท่านหลอมให้เป็นแบบอย่าง ท่านอาจจะได้กลิ่นสมุนไพรผสมกลิ่นตัวของต้าหลางเลยรู้สึกว่ามันแปลกไปก็ได้” ซิ่นหนี่ว์กล่าวตอบ มือบางเรียวเล็กถ่ายเทพลังธาตุไฟเข้าไปในเตาหลอมเพื่อเร่งอุณหภูมิให้สูงขึ้นพอทีจะทำให้สมุนไพรต่างๆ หลอมละลายเป็นเนื้อเดียวกัน 

      "พี่สาว วันนี้ข้ายังไม่ได้ขยับตัวไปไหนจะมีกลิ่นตัวได้เยี่ยงไร" ต้าหลางหน้าตาเหรอหรา ปากน้อยนั้นหุบๆ อ้าๆ ก่อนจะรีบเอ่ยปฏิเสธออกมา 

      ทั้งที่เขาก็นั่งอยู่ตรงนี้ทั้งวันไม่ได้ออกไปวิ่งเล่นให้สักนิด ยามเช้าก็อาบน้ำจนหอมฟุ้งซิ่นหนี่ว์เจี่ยเจียมาว่าเขาตัวเหม็นได้ยังไง 

      "นั่งเฉยๆ ก็ทำให้มีกลิ่นได้เหมือนกันนั่นแหละ แบคทีเรียที่กระจายตัวอยู่ในอากาศอาจลอยเข้าไปเกาะติดเสื้อผ้าและผิวหนัง ยิ่งเจ้านั่งนิ่งไม่ขยับเขยื้อนมันก็จะเกาะอยู่อย่างนั้นแล้วค่อยๆละลายผสมกับเหงื่อจนมีกลิ่นตัวไง" เอ่ยตอบตรรกะแปลกๆ พลางยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ โดยไม่สนว่าผู้ฟังนั้นจะเข้าใจไปด้วยหรือไม่ 

      เจ้าเด็กนี่มาคอยนั่งลุ้นว่านางจะหลอมยาสำเร็จเมื่อไหร่ จะเตาเตาหลอมระเบิดอีกหรือไม่ จนไม่ได้ลุกไปไหนตั้งแต่เช้าแล้วทั้งที่เวลาปกติจะหายหัวไปไม่เห็นแม้แต่เงา 

       ไม่รู้รึไงว่าเวลามีคนมานั่งจ้องนานๆ มันกดดัน! 

      ซิ่นหนี่ว์พยายามเลิกสนใจ สมาธิกลับมาจดจ่อกับการหลอมยาอีกครั้ง แม้พื้นฐานสมุนไพรของเธอจะเรียนรู้ได้เครบและทฤษฎีการจดจำสูตรยาแน่นขนาดไหนแต่เมื่อเทียบกับภาคปฏิบัติในการลงมือหลอมแล้วยิ่งกว่าไม่ได้เรื่อง เนื่องจากวันนี้นางพลาดทำเตาหลอมระเบิดไปแล้วสองใบ ครั้งนี้ต้องไม่พลาด ต้องทำให้สำเร็จให้ได้ อีกแค่นิดเดียวเท่านั้น! 

       เปรี๊ยะ!! 

      “อ๊ะ..." เสียงร้าวของเตาหลอมทำให้ซิ่นหนี่ว์อุทานออกมาอย่างแผ่วเบาและบังคับใจที่เต็นรัวให้สงบนิ่งที่สุดและควบคุมไฟในมือให้เบาลงจนค่อยๆ ดับลง ในที่สุดก็ปรากฏโอสถสีชมพูอ่อนส่งกลิ่นสมุนไพรจางๆ ลอยออกมา 

        สำเร็จ! ซิ่นหนี่ว์มองยาลูกกลอนในมืออย่างภูมิใจ 

      "อืม โอสถเพิ่มพลังระดับกลาง ไม่เลวเลยทีเดียว หากแต่หักลบกับเตาหลอมที่เสียไปสองใบก่อนหน้าแล้วถือว่าฝีมือยังไม่ถึงขั้น" เฟิ่งหยูเอ่ยส่ายหัวน้อยๆ มองเม็ดยาลูกกลอนในมือซิ่นหนี่ว์ด้วยสายตาและน้ำเสียงที่ทำเอาคนฟังอยากหาอะไรปาใส่หน้า 

               "ซิ่นหนี่ว์เจี่ยเจียช่างเก่งกาจยิ่งนัก ข้าฝึกหลอมมาเป็นปียังได้แค่โอสถระดับต่ำทุกชนิดอยู่เลย" ต้าหลางขยับเข้ามาใกล้ ดวงตาที่จับจ้องไปยังโอรสในมือซิ่นหนี่ว์เป็นประกาย 

               "เจ้าเด็กขี้เกียจ! เพราะมัวแต่อู้แอบหนีไปเที่ยวเล่น ฝีมือจึงไม่พัฒนาเสียที" เฟิ่งหยูใช้พัดในมือเคาะไปที่หัวของต้าหลางไม่เบานักหนึ่งทีจนเจ้าเด็กแสบต้องคลานมาหลบด้านหลังนาง 

               "อูย... เจ็บนะขอรับ" มือเล็กลูบหัวตัวเองปอยๆ ปรากฏน้ำใสปริ่มอยู่ที่ปรายหางตา 

               "ต่อไปนี้เจ้าต้องฝึกหลอมยาทั้งหลายให้ได้มากที่สุด รวมถึงยาพิษและวิธีถอนพิษต่างๆ ที่ข้ารู้จักเท่าที่ภายในเวลาหนึ่งปีก่อนงานเทศกาลปีหน้าจะมาถึง ไม่ใช่เพื่อต้องการให้เจ้าชนะการแข่งขันเท่านั้น แต่ข้าอยากให้เจ้าเรียนรู้ไว้เผื่อภายภาคหน้ามันอาจจะมีประโยชน์กับเจ้า ยุทธภพกว้างใหญ่ล้วนเต็มไปด้วยผู้คนหลากหลายรูปแบบ เจ้าไม่สามารถเป็นผู้ฝึกยุทธ์ ไม่มีความสามารถที่จะเรียนรู้การต่อสู้ที่ใช้ป้องกันตัวได้ แต่วิชาแพทย์เหล่านี้จะสามารถช่วยเจ้าให้เอาตัวรอดได้" เฟิ่งหยูกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจังและยกมือของเขาลูบศีรษะซิ่นหนี่ว์อย่างอ่อนโยน 

               ซิ่นหนี่ว์รู้สึกอุ่นวาบในหัวใจ นานแค่ไหนแล้วนะที่ไม่มีใครมาคอยเป็นห่วงนางด้วยความจริงใจ ตั้งแต่สูญเสียพ่อแม่เด็กสาวก็ต้องอยู่คนเดียว ทำทุกอย่างด้วยตนเองมาโดยตลอด 

               "ศิษย์ทราบแล้ว ขอท่านโปรดวางใจศิษย์จะตั้งใจศึกษาเก็บเกี่ยวความรู้จากท่านให้มากที่สุด ขอบคุณท่านอาจารย์ที่คอยชี้แนะ" ซิ่นหนี่ว์ก้มศีรษะคำนับอย่างนอบน้อม 

               "ดี! ฮ่าๆๆ" เฟิ่งหยูหัวเราะออกมาในขณะที่ถอนมือของเขากลับคืน น้ำเสียงเต็มไปด้วยความปลาบปลื้ม เขามั่นใจยิ่งว่าศิษย์ผู้นี้เป็นคนดี เขาย่อมที่จะสนับสนุนช่วยเหลือให้นางประสบความสำเร็จ 

               “แต่เย็นนี้ ศิษย์ขอออกไปผ่อนคลายด้วยการเที่ยวงานเทศกาลประจำปีในเมืองกับท่านเฟยเซียนนะเจ้าคะ” ซิ่นหนี่ว์เอียงคอถามพร้อมกระพริบตาปริบๆ พยายามทำตัวให้ดูน่ารักแม้จะไม่ได้ผลก็ตาม 

               “เอาเถิด เห็นแก่ที่เจ้าตั้งใจเล่าเรียนอาจารย์อนุญาต” 

               “ข้าขอไปด้ว-“  

               “เจ้าไปไม่ได้” เฟิ่งหยูปฏิเสธทันควันไม่รอให้ต้าหยางกล่าวจบ เด็กชายหน้ามุ้ยลงทันที  

               ซิ่นหนี่ว์เห็นดังนั้นจึงกล่าวว่า “ไว้พี่สาวจะซื้อขนมมาฝากแล้วกัน” ท่าทางหม่นหมองจึงดีขึ้น 

 

               ผืนป่าหนาทึบและแมกไม้ดอกเหมยที่ผลิบานยามค่ำคืนโอบล้อมโดยรอบหุบเขาราวภาพฝัน เสียงร้องประสานของเรไรดังขับกล่อมให้ทุกสรรพสิ่งในผืนป่าแห่งนี้ให้จมลงสู่ห้วงนิทราอันยาวนาน ซิ่นหนี่ว์นัดกับท่านเฟยเซียนที่หน้าหมู่บ้าน เมื่อไปถึงก็พบว่าอีกฝ่ายมารออยู่ก่อนแล้ว นางจึงรีบเร่งฝีเท้าวิ่งไปทันที 

               “ขออภัยที่มาช้าเจ้าค่ะ”  

               “ไม่หรอก ข้าก็เพิ่งมารอไม่นาน” เฟยเซียนกล่าวอย่างไม่ใส่ใจนัก นางส่งหน้ากากจิ้งจอกให้ซิ่นหนี่ว์ ก่อนจะสวมของตนเองเช่นกัน “นี่ของเจ้า” 

               นางกับท่านเฟยเซียนตกลงที่จะสวมหน้ากากปิดบังใบหน้าก่อนเข้าเมือง เฟยเซียนปิดบังใบหน้าเพราะงดงามเกินไป เสน่ห์ของปีศาจจิ้งจอกนั่นมิอาจดูเบาได้ ส่วนซิ่นหนี่ว์นางปิดบังใบหน้าเพราะอัปลักษณ์เกินไป ในยามปกตินางคงเปิดเผยใบหน้านี้ แต่ยามนี้เกรงว่าจะทำให้ผู้คนตกใจและวุ่นวายจนอดเที่ยว 

               ซิ่นหนี่ว์สังเกตว่าหน้ากากของท่านเฟยเซียนเป็นลายยักษ์ทั่วไปมิใช่จิ้งจอกเช่นของนางจึงถามขึ้น “เราไม่ใส่เหมือนกันหรือ” 

               “ข้าเป็นปีศาจจิ้งจอกมาชั่วชีวิตแล้ว ขอเป็นอย่างอื่นบ้างเถอะ” 

               ซิ่นหนี่ว์พยักหน้าเข้าใจ นางสวมหน้ากากทันที ก่อนทั้งสองจะพากันลอดผ่านค่ายกลของหมู่บ้านแสงจันทร์ออกไป 

 

               เมืองฉางซาในวันปกติที่ครึกครื้นจากนักเดินทาง พ่อค้า จอมยุทธ์สัญจรที่แวะเวียนเข้ามา ในวันนี้กลับมากกว่าปกติเป็นเท่าตัว บ้านเรือนริมทาง ร้านค้า โรงเตี๊ยมต่างประดับประดาด้วยโคมไฟหลายสีสัน ข้าวของมากมายถูกนำออกมาวางขายละลานตา เสียงพูดคุยดังเซ็งแซ่สลับกับเสียงดนตรีที่มาจากทั่วทุกสารทิศ มีหลายคนที่สวมหน้ากากรูปสัตว์ต่างๆ ซิ่นหนี่ว์และเฟยเซียนจึงดูกลมกลืนไปกับผู้คน 

               “รู้สึกว่าปีนี้จะมีคนมามากกว่าปีก่อนเสียอีก” เฟยเซียนกล่าวขึ้นหลังจากที่นางกว่าสายตามองดู “ร้านค้าก็เยอะกว่าปีก่อน” 

               “ท่านเฟยเซียนเคยมาเมื่อปีก่อนแล้วหรือเจ้าคะ” ซิ่นหนี่ว์ถามขึ้น 

               “ข้ามาทุกปีนั่นแหละ” เฟยเซียนตอบขณะยื่นถึงหูลู่ที่เพิ่งซื้อให้ซิ่นหนี่ว์หนึ่งไม้ “อีกอย่าง ตอนนี้ข้าเป็นเจี่ยเจี่ย ส่วนเจ้า...เป็นน้องสาวของข้า เลิกเรียกท่านเฟยเซียนสักทีเถอะ” 

               “เจ้าค่ะเจี่ยเจี่ย”  

               “ดีมาก! เอาล่ะ เราไปดูการแสดงตรงโน้นกัน ข้าสงสัยว่าทำไมผู้คนถึงได้ไปยืนออกันเยอะนัก” กล่าวจบ จิ้งจอกสาวก็ตรงไปทันที ซิ่นหนี่ว์เลื่อนหน้ากากขึ้นเล็กน้อย กัดถังหูลู่ในมือไปคำหนึ่งแล้วเลือนลงมาปิดเช่นเดิมก่อนจะเดินตามไป 

               ทั้งสองคนแทรกเข้าไปจนอยู่แถวหน้า ตรงหน้ามีเวทีทรงกลมด้านหลังประดับด้วยม่านสีแดงโปร่งให้เห็นเงาเพียงเลือนลาง ตรงกลางเวทีมีเบาะรองนั่งสำหรับผู้ทำการแสดง 

               ไม่นาน หญิงสาวผู้หนึ่งอายุราวสิบเจ็ดหนาวออกมาจากหลังม่าน ในอ้อมแขนมีผีผาห้าสาย ดวงหน้างดงามสะกดสายตา ดวงตาจิ้งจอกปลายหางชี้ขึ้น หว่างคิ้วถูกวาดกลีบท้อและริมฝีปากอวบอิ่มที่ถูกแต่งแต้มสีชาด นางสวมอาภรณ์สีแดงสดปักลายดอกพลับพลึบสีดำดูลึกลับแฝงความยั่วยวนอย่างร้ายกาจ มองแล้วให้ความรู้สึกคล้ายใครบางคนถึงเจ็ดส่วน 

               ซิ่นหนี่ว์มองหญิงสาวบนเวทีแล้วหันกลับมามองเฟยเซียน จากนั้นก็หันกลับไปมองหญิงสาวบนเวทีแล้วหันกลับมามองเฟยเซียนอีกครั้ง เอนกายเข้าไปใกล้พลางกระซิบถาม “ท่านเฟยเซียน หญิงสาวผู้นั้นเป็นลูกของท่าหรือไม่” 

               “สามีข้ายังไม่มี จะมีลูกได้อย่างไร ไม่ใช่แน่นอน!” เฟยเซียนกระซิบตอบ สายตามองสตรีบนเวทีอย่างไม่ชอบใจนัก ใครเล่าจะชอบคนที่เหมือนตนเองราวกับส่องกระจก กริยาท่าทางเช่นนั้นนางที่เป็นปีศาจจิ้งจอกทำถือเป็นเรื่องปกติ แต่เมื่อเจอสตรีมนุษย์ที่ทำเช่นนั้นแล้วมันอยากลุกไปตะปบหน้าสักสองสามที 

               “เมิ่งเซียนขอมอบเพลงนี้แก่ทุกท่าน” เสียงหวานเอื้อนเอ่ย ก่อนจะเริ่มบรรเลงผีผาในอ้อมแขน 

               “แต่นางคล้ายท่านมากเลยนะ” แม้แต่ชื่อยังคล้ายกันเลย ซิ่นหนี่ว์หันไปถามอีกครั้งเพื่อความมั่นใจ “แน่ใจหรือว่ามิใช่ลูก-“ 

               คำถามเป็นอันต้องชะงักเมื่อนางหันไปเจอเฟยเซียนที่ตระหวัดสายตามองมา ซิ่นหนี่ว์จึงหันไปสนใจฟังดนตรีอย่างสงบเสงี่ยม 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}