อัศวินสามสี

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนทีี่ 1 :: ลืมตาบนโลกใบใหม่

ชื่อตอน : ตอนทีี่ 1 :: ลืมตาบนโลกใบใหม่

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 4.4k

ความคิดเห็น : 4

ปรับปรุงล่าสุด : 29 พ.ค. 2562 17:09 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนทีี่ 1 :: ลืมตาบนโลกใบใหม่
แบบอักษร

ตอนที่ 1 

ลืมตาบนโลกใบใหม่  

 

        'อ่า... เจ็บ! ความรู้สึกเจ็บเหมือนกระดูกหักทั้งตัวนี่มันคืออะไรกัน เธอจมน้ำตายไปแล้วไม่ใช่หรือ ทำไมยังรู้สึกทรมานอยู่อีกนะ' 

         ซิ่นหนี่ว์พยายามฝืนเปิดเปลือกตาขึ้น กระพริบตาถี่ๆ อย่างมึนงง หูได้ยินเสียงเหมือนภาชนะกระเบื้องกระทบไม้แผ่วเบา จมูกได้กลิ่นสมุนไพรจางๆ ลอยคละคลุ้งในอากาศ แสงสว่างเล็ดลอดผ่านม่านตา พลันปรากฏภาพเพดานไม้ซอมซ่อลักษณะเหมือนกระท่อมมีหยากไย่เกาะติดประปราย กวาดตามองไปโดยรอบเห็นเครื่องเรือนไม้แบบยุคสมัยเก่าไม่กี่ชิ้นที่คาดว่าน่าจะผ่านการใช้งานมาอย่างโชกโชน 

               ขยับร่างกายจะลุกขึ้นกลับพบว่าหนักอึ้งไร้เรี่ยวแรงจนแทบเหมือนคนเป็นอัมพาต แต่ความเจ็บปวดที่รุมเร้าเข้ามาทำให้รู้ว่ามันยังมีความรู้สึกอยู่ ซิ่นหนี่ว์พยายามขยับนิ้วมือที่เหน็บชาจนค่อยๆ มีความรู้สึก 

        "ฟื้นแล้ว!! ท่านอาจารย์ขอรับ พี่สาวฟื้นแล้ว" ซิ่นหนี่ว์หันไปมองยังต้นเสียงที่ดังขึ้นด้านข้าง 

        เด็กชายอายุราวเจ็ดถึงแปดขวบ ผมสีดำยาวถูกมัดรวบไปด้านหลัง แต่งกายด้วยชุดจีนโบราณแปลกตา เสื้อผ้าเนื้อหยาบแต่สภาพดีดูสะอาดสะอ้าน ดวงตาสีน้ำตาลไร้เดียงสาจ้องมองมายังหญิงสาวบนเตียงตาไม่กระพริบ ดวงหน้าเล็กประดับด้วยรอยยิ้มกว้างเจิดจ้าราวกลับพบเจอของเล่นถูกใจ 

               ซิ่นหนี่ว์คิดว่าตนเองกำลังประสบปัญหาใหญ่ เมื่อเธอไม่สามารถรับรู้สภาพแวดล้อมได้ว่ากำลังอยู่ที่ไหน! 

        เธอเบือนสายตากลับมานอนจ้องเพดานนิ่งชั่วครู่จึงตัดสินใจพยายามฝืนความเจ็บปวดยันตัวเพื่อลุกขึ้นนั่งอีกครั้ง แต่ร่างกายกลับไม่ฟังคำสั่งอ่อนเพลียไร้เรี่ยวแรงจะทรงตัวจนต้องหลับตาถอนหายใจออกมาอย่างแรงด้วยความหงุดหงิด 

         “พี่สาวท่านบาดเจ็บหนัก อย่าเพิ่งฝืนลุกขึ้นเลยเดี๋ยวอาการจะยิ่งทรุดลง” เด็กชายกล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด ในใจนึกสงสารพี่สาวตรงหน้ายิ่งนัก 

        "ที่นี่... ที่ไหน แล้วฉันมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง" นี่เธอยังไม่ตายอีกเหรอ? เมื่อลุกขึ้นไม่ได้ คิดอะไรก็ไม่ออก ซิ่นหนี่ว์จึงตัดสินใจหันไปถามที่ที่เธออยู่กับเด็กชายแทน เธอคิดว่าตนเองน่าจะถูกกระแสน้ำพลัดมาแถบชานเมือง เพราะแถวที่เธออยู่ต่างเต็มไปด้วยตึกราบ้านช่องสูงใหญ่ไม่มีใครนึกปลูกกระท่อมแน่ 

        “ที่นี่คือหมู่บ้านแสงจันทร์ขอรับ” เด็กชายตอบแล้วส่งยิ้มเจิดจ้ามาให้นางอีกที

        “หมู่บ้าน... แสงจันทร์?” ซิ่นหนี่ว์ขมวดคิ้วแน่นขบคิดเรียบเรียงเรื่องราวที่เกิดขึ้นแต่ความรู้สึกปวดจี๊ดแทรกเข้ามาอย่างกะทันหันจนต้องยกมือขึ้นมากุมศีรษะ เปลือกตาปิดแน่นมีน้ำใสซึมอยู่หางตา ฟันขาวขบริมฝีปากอย่างอดกลั้นความเจ็บปวด

         “พี่สาว! ท่านปวดศีรษะหรือ?” เสียงร้องถามด้วยความตกใจของเด็กชายดังขึ้นหลังจากที่เขาเห็นพี่สาวยังมือขึ้นกุมศีรษะแสดงสีหน้าเจ็บปวดทรมานออกมา

         “พี่สาว! พี่สาว...”

         ซิ่นหนี่ว์ได้ยินเสียงของเด็กชายเรียก แต่ทว่าความเจ็บปวดที่ได้รับกลับมีมากจนเกือบพรากเอาสติที่มีอยู่น้อยนิดให้ดับวูบลงไปอีกครั้ง

               พลันภาพต่างๆ มากมายกลับพรั่งพรูเข้ามาในหัวราวกับเขื่อนแตก ผู้คนแต่งกายด้วยเสื้อผ้ารุ่มร่ามสีสันสดใส บ้านเรือนโบราณแปลกตามากมายแต่กลับงดงามให้ความรู้สึกคล้ายมีมนต์ขลัง มีผู้ใช้วรยุทธ์กำลังภายในอย่างในหนังที่เคยดู โอสถล้ำค่าและสมุนไพรหลากหลายชนิดที่เธอไม่รู้จัก ภาพเหล่าเด็กหญิงชายที่กลั่นแกล้งเด็กหญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งจนร้องไห้ ภาพที่เด็กหญิงคนนั้นขังตัวเองอยู่ในห้องปิดทึบไร้แสงสว่าง เรื่องราวเกี่ยวกับโลกนี้และความทรงจำของใครบางคนตั้งแต่เล็กจนถึงวินาทีสุดท้ายของชีวิต... 

         เมื่อภาพความทรงจำสิ้นสุดลงความเจ็ดปวดบริเวณศีรษะจึงทุเลาลงไปด้วย 

        สรุปได้ว่าเธอถูกโจรชั่วพวกนั้นตีหัวแล้วถ่วงน้ำจนตาย แทนที่วิญญาณจะได้ไปนรกหรือสวรรค์กลับหลุดมาอยู่ในโลกประหลาดนี่ และร่างที่วิญญาณเธอเข้ามาแทนที่นั้นมีชื่อว่า จางซิ่นหนี่ว์ เป็นบุตรีบุญธรรมคนที่หกของท่านแม่ทัพแห่งแคว้นชิงหลง--จางเพ่ยจวิน 

        คนสกุลจางต่างขึ้นชื่อว่าเป็นผู้เยี่ยมยุทธ์ รูปโฉมงดงามรวมถึงจางซิ่นหนี่ว์ที่ถึงแม้จะเป็นเพียงบุตรบุญธรรมแต่ผู้คนต่างลงความเห็นกันว่าคงงามล่มเมืองกว่าพี่น้องในตระกูล เวลาผ่านทุกอย่างกลับผิดคาด เมื่อนางเติบโตขึ้นจากใบหน้าที่เคยเรียบเนียนกลับซูบตอบปรากฏปานสีแดงเข้มคล้ายเปลวเพลิงขึ้นที่ขมับข้างซ้ายไล่ลงมายังลำคอ รอบดวงตาดำคล้ำลึกโหล ริมฝีปากแห้งซีดแตกลอกอย่างคนป่วยหนัก ผิวกายที่เคยขาวกระจ่างแห้งกร้านกระด่ำกระด่างไม่หลงเหลือสภาพดี ร่ายกายผายผอมเล็กลีบเหมือนไม้เสียบผีเกรงว่าโดนลมนิดหน่อยคงปลิวไปตาม ทั้งตัวมีเส้นเลือดปูดบวมให้ความรู้สึกเหมือนน่าเกลียดน่ากลัวชวนคลื่นเหียน จากว่าที่หญิงงามล่มเมืองกลับถูกจำจดในนามอัปลักษณ์ล่มเมืองแทน! 

        จางซิ่นหนี่ว์ทนความอับอายไม่ไหว จึงขออนุญาตบิดาบุญธรรมออกจากจวนเดินทางไปยังแคว้นจูเชว่เพื่อตามหาหมอมารผู้ขึ้นชื่อลือชาว่าต่อให้โรคร้ายแรงแค่ไหน บาดแผลสาหัสเกินเยียวยาเท่าไหร่ก็สามารถรักษาได้หายเป็นปลิดทิ้ง แต่ที่จางซิ่นหนี่ว์คนเก่าไม่รู้คือหมอมารที่นางกำลังตามหานั้น เป็นเพียงเรื่องหลอกลวงที่ฮูหยินรองและคุณหนูห้าจางจี้เสี่ยแต่งขึ้นมา และระหว่างการเดินทางเกิดพบกลุ่มโจรป่าดักปล้นจึงเกิดเหตุปะทะกัน คนคุ้มกันที่นำมาเพียงน้อยนิดก็ถูกฆ่าตายจนหมดสิ้น เด็กสาวจึงตัดสินใจวิ่งหนีเข้ามาในป่า แต่ก็มิอาจหนีความตายพ้นเมื่อนางพลัดตกหน้าผาสุดท้ายก็ดับอนาจ! 

               ซิ่นหนี่ว์คิดว่าเธอกับเด็กสาวผู้นี้คงเป็นที่รักของเทพแห่งความซวยเช่นเดียว

               จางซิ่นหนี่ว์ตัวจริงนั้นได้ตายไปแล้ว แต่เพราะเหตุใดมิอาจทราบได้ วิญญาณซิ่นหนี่ว์ที่เป็นเพียงนักเรียนธรรมดาจากศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดจึงบังเอิญเข้ามาครอบครองร่างกายนี้และฟื้นคืนชีพขึ้นมา

               ซิ่นหนี่ว์ใช้เวลาเพียงไม่นานก็จัดการทำความเข้าใจกับความทรงจำของเจ้าของร่างและยอมรับตัวตนใหม่ อาจจะดูเหมือนเห็นแก่ตัวที่ฉกฉวยชิงร่างผู้อื่นมาใช้ชีวิตต่อ แต่ในเมื่อสวรรค์มอบโอกาสให้มีชีวิตอีกครั้ง งั้นต่อไปนี้เธอก็คือจางซิ่นหนี่ว์ ทุกสิ่งอย่าง ทุกความรู้สึกของจางซิ่นหนี่ว์ก็คือของเธอ รวมทั้งความโกรธแค้น ความอยุติธรรมนี้ด้วย

 

        “ท่านอาจารย์เร็วสิขอรับ พี่สาวอาการทรุดหนักแล้ว” 

        “ก็รีบอยู่นี่ไง ให้เร็วกว่านี้ยาที่ปรุงมาก็หกหมดพอดี” 

         เสียงเด็กชายที่เงียบหายไปก็ดังขึ้นอีกครั้งตามมาด้วยเสียงทุ้มแต่ฟังดูอบอุ่นเรียกความสนใจจนต้องหันไปมอง 

        "ฟื้นแล้วรึ เจ้ายังอ่อนเพลียอยู่มาก ดื่มโอสถในถ้วยนี้ให้หมดแล้วนอนพักอีกสักหน่อยเถอะ" ชายชรารูปร่างสูงโปร่งเดินเข้ามาข้างในก่อนจะหยุดยืนอยู่ข้างๆ เตียง เสียงทุ้มนุ่มแลดูอ่อนโยนกล่าวกับซิ่นหนี่ว์เมื่อเห็นว่าไม่ได้สลบอย่างที่เด็กชายบอก 

         ซิ่นหนี่ว์ไม่ตอบแต่กลับไล่สายตาสำรวจผู้มาใหม่ตั้งแต่หัวจรดเท้า คนตรงหน้าเป็นชายชราอายุราวเจ็ดสิบ แต่งกายเหมือนปราชญ์ผู้ทรงภูมิด้วยชุดผ้าไหมเนื้อดีสีขาวล้วน วงหน้ามีรอยเหี่ยวย่นตามวัยแต่ดวงตาคมกล้าแลเจ้าเล่ห์ร้ายกาจ เคราสีขาวยาวถึงหน้าอกเข้ากับเส้นผมสีขาวประกายเงินที่ถูกมัดรวบไว้อย่างเรียบร้อย บนศีรษะปรากฏ...หู! ใช่หู ลักษณะคล้ายหูจิ้งจอกสีขาวกระดิกไปมาชวนให้นึกถึงการ์ตูนโปรดเรื่องหนึ่ง 

          นี่พ่อของอินุยาฉะเวอร์ชั่นเรียลป่ะเนี่ย? 

         "คะ คุณ... เอ่อ ท่านเป็นคนช่วยข้าหรือ แล้วที่นี่ที่ไหน" ซิ่นหนี่ว์เบี่ยงสายตาจากหูจิ้งจอกก่อนที่ความอยากสัมผัสดูสักครั้งจะเข้าครอบงำจิตใจ ปรับเปลี่ยนการพูดให้เหมือนคนในโลกนี้ เพราะจากความทรงจำของเจ้าของร่างก็พอจะสรุปได้ว่าโลกนี้คงเป็นมิติคู่ขนานหรือสักภพที่คล้ายราชวงศ์โบราณของจีนเป็นแน่ 

               “ดื่มยาให้หมดแล้วข้าจะตอบคำถามของเจ้า” เขาเอ่ยพลางส่งถ้วยยามาให้ 

       ซิ่นหนี่ว์พยุงตัวลุกขึ้นนั่งโดยมีเด็กชายช่วยจึงสามารถนั่งได้สำเร็จ มือที่กำลังเอื้อมไปรับถ้วยยาแต่ถูกเด็กชายด้านข้างฉวยตัดหน้าไปเสียก่อน 

               "พี่สาว ท่านยังไม่ค่อยมีแรง ให้ข้าป้อนดีกว่านะ" พูดพร้อมฉีกยิ้มกว้างไปถึงนัยน์ตา มือเล็กตักยาในถ้วยจ่อปากเพื่อป้อนให้เธอ ป้อนก็ดีเพราะเธอก็กลัวจะทำถ้วยยาหกใส่ตัวเองเหมือนกัน... ซิ่นหนี่ว์พยักหน้ารับยอมให้เด็กชายป้อนแต่โดยดีจนหมดถ้วย 

        "ขอบคุณผู้มีพระคุณ เอ่อ ท่าน... " ใบหน้าอัปลักษณ์ของจางซิ่นหนี่ว์เหรอหรา นึกได้ว่าเธอเอาแต่จ้องมองหูจิ้งจอกที่แสนยั่วยวนและเฝ้าถามว่าตัวเองอยู่ที่ไหนไม่ได้นึกจะสนใจถามชื่อแซ่ของคนที่ช่วยชีวิตเธอเลยสักนิด 

       "ข้ามีนามว่าเฟิ่งหยู ส่วนเจ้าเด็กนี่เป็นลูกศิษย์ของข้ามีนามว่าต้าหลาง" ชายหนุ่มเอ่ยกลั้วหัวเราะเสียงดังอย่างรู้ทันจึงกล่าวแนะนำตนเองและลูกศิษย์เสร็จสรรพ 

        "ทำไมข้าถึงมาอยู่ที่นี่ได้ แล้วที่นี่คือที่ไหนกัน?" ซิ่นหนี่ว์เอ่ยถามเรื่องที่สงสัย ต่อให้มั่นใจว่ามาอยู่ในโลกประหลาดแน่แล้วแต่เธอก็ไม่สามารถระบุได้ว่าตอนนี้อยู่แคว้นใด 

      เฟิ่งหยูแย้มยิ้มใจดี ก่อนจะอธิบายให้เธอฟังอย่างใจเย็นว่า "ที่นี่คือหมู่บ้านแสงจันทร์ อยู่ทางทิศตะวันตกของแคว้นชิงหลง เมื่อสามวันก่อนข้ากับต้าหลางไปเก็บสมุนไพรที่หุบเขาหลังหมู่บ้าน บังเอิญพบเจ้านอนสลบอยู่คาดว่าคงตกลงมาจากผาด้านบนแล้วโดนกระแสน้ำพัดจนลอยมาติดที่โขดหิน จึงช่วยกันลากมารักษาที่นี่แหละ" ลากมา... ถ้ายัยเด็กนี่ไม่ตายเพราะตกผาอาจจะตายเพราะถูกลากมาก็ได้ 

         “แล้ว... หูนั่นของจริงหรือ” ซิ่นหนี่ว์เอ่ยเสียงแผ่วเหลือบมองหูจิ้งจอกของเฟิ่งหยูเป็นระยะ

         “ก็จริงหน่ะสิ ข้าเป็นปีศาจจิ้งจอกและที่นี่ก็คือหมู่บ้านแสงจันทร์ของเผ่าจิ้งจอกที่อยู่ระหว่างป่าหมอกมายากับแคว้นชิงหลง”

        "ปีศาจจิ้งจอก...” ปีศาจจิ้งจอกตัวเป็นๆเลย...พ่อของอินุยาฉะจริงๆสินะ ไม่ๆ นี่ไม่ใช่เวลาที่จะมาคิดเรื่องไร้สาระ แต่จากความทรงจำภพนี้มิมีปีศาจหรือสัตว์อสูรเหมือนที่เธอเคยอ่านไม่ใช่หรือ จากตำราที่จางซิ่นหนี่ว์คนเก่าอ่านก็ว่าเทพเซียน ปีศาจ หรือมารเป็นเพียงตำนานที่ไม่เคยมีใครพบเห็น ขนาดสัตว์อสูรยังสามารถพบเจอได้ยาก ซึ่งที่อยู่ของมันคือป่าหมอกมายาชั้นใน จึงยากนักที่คนจะเสาะหาหรือล่าพวกมันมา เพราะสัตว์อสูรแม้จะมีระดับเดียวกับมนุษย์ แต่พลังของมันกลับมากกว่าเป็นขั้นหนึ่ง 

               “สิ่งที่มิเคยเห็นใช่ว่าจะไม่มีจริง สามภพมีกฏมิข้องเกี่ยว เหล่าปีศาจก็ทำได้เพียงแอบซ่อนตัวอยู่อีกภพที่มนุษย์ไม่สามมารถก้าวเข้ามาได้ บ้างก็อาศัยปะปนกลมกลืนจนมนุษย์ไม่สามารถแยกออก” เฟิ่งหยูเอ่ยออกมาราวกับรู้ว่าซิ่นหนี่ว์กำลังคิดอะไร

               หมายความว่าปีศาจสามารถไปยังภพมนุษย์ได้ แต่มนุษย์กลับไม่สามารถไปยังภพปีศาจได้ “แต่ข้าเป็นมนุษย์...”

               ไม่เพียงนางที่แปลกใจ เขาเองยังสงสัยเช่นกันว่านางที่เป็นมนุษย์มา ณ ที่แห่งนี้ได้เช่นไร “เจ้าที่เป็นมนุษย์สามารถเข้ามาได้ คงเป็นโชคชะตา”

               เรื่องใดที่หาเหตุผลมารองรับไม่ได้ก็ล้วนเป็นเรื่องของโชคชะตาทั้งสิ้น ซิ่นหนี่ว์พยักหน้าเข้าใจก่อนเปลี่ยนเรื่อง “ท่านเป็นหมอหรือเจ้าคะ"

               ร่างที่ตกหน้าผาแถมยังถูกน้ำซัดกระทบหินไปมาสมควรจะเต็มไปด้วยบาดแผลฉกรร อวัยวะฉีกขาดจนเสียชีวิตต่อให้วิญญาณใหม่มาสิงร่างก็ไม่อาจฟื้นคืน แต่ดูจากตอนนี้แล้วร่างกายของเธอนับว่าไม่สาหัสเท่าที่คิด คงได้รับการรักษาไปแล้วก่อนหน้าที่เธอจะฟื้น

        "ใช่แล้วพี่สาว! ท่านอาจารย์ของข้าเก่งที่สุดเลยนะ แล้วท่านอาจารย์จะขับพิษในร่างให้ท่านด้วย" ต้าหลางพูดอวดด้วยความภูมิใจ

        "พิษหรือ?" ซิ่นหนี่ว์ได้แต่ทำหน้างง ในความทรงจำร่างนี้ไม่เคยรู้ว่าตัวเองโดนพิษ เพราะตั้งแต่เก็บตัวอยู่ในเรือนก็มีสาวใช้คนสนิทของเจ้าของร่างคนเก่าเป็นผู้ทำอาหารให้จะบอกว่าสาวใช้ผู้นั้นเป็นคนวางยาก็ไม่น่าจะเป็นไปได้ ผู้ปรุงโอสถที่จางเพ่ยจวินเชิญมาก็บอกแค่ว่าเป็นโรคประหลาดไม่มีทางรักษาหาย

        "จากที่ตรวจดูพบว่าในร่างของเจ้ามีพิษหนอนเพลิงนิล คาดว่าน่าจะได้รับพิษมามากกว่าห้าปีแล้ว ร่างกายจึงอ่อนแอ ผายผอมซีดเซียว เส้นเลือดปูดบวมเหมือนหนอนชอนไชไปทั่วร่างแลดูน่าขยะแขยงเช่นนี้" มองไปตามแขนขาหรือสัมผัสใบหน้าก็จริงอย่างที่ท่านเฟิ่งหยูกล่าว

        "ท่านสามารถรักษาให้หายขาดได้จริงหรือ?" ซิ่นหนี่ว์ถามขึ้นอย่างแปลกใจ ในเมื่อโอสถล้ำค่าของผู้ปรุงโอสถของแคว้นชิงหลงยังทำได้เพียงยับยั้งไม่ให้กำเริบหนักเท่านั้น 

        "หึ แค่พิษกระจอกนี่ไม่คณามือข้าหรอก ถ้าเจ้าคิดว่าทนทรมานช่วงเวลาที่พิษถูกขับออกได้ ข้าก็จะรักษาให้ แต่มีเงื่อนไขสองข้อ" ท่านเฟิ่งหยูทำเสียงขึ้นจมูก นัยน์ตาฉายแววเจ้าเล่ห์เสี้ยววินาทีก่อนจะหายไป แต่เธอเห็น! 

        "เงื่อนไขอะไรหรือเจ้าคะ" ซิ่นหนี่ว์หรี่ตามองอย่างระแวง 

        "ข้อแรก เจ้าต้องคำนับข้าเป็นอาจารย์ ข้อสอง อีกครึ่งปีจะมีงานเทศกาลประจำปีของพวกมนุษย์ที่เมืองฉางซา เป็นหนึ่งในเมืองหน้าด่านของแคว้นชิงหลง จะมีนักเดินทางมากมายสัญจรไปมาและเยี่ยมชมงานนี้ ในงานจะมีจัดการแข่งขันมากมาย ข้าอยากให้เจ้าลงแข่งสาขาผู้ปรุงยา" สายตาจริงจังจ้องมองมายังเธออย่างกดดันให้ตอบรับ 

               ถ้าถือเป็นการตอบแทนที่ท่านเฟิ่งหยูช่วยชีวิตและช่วยรักษาพิษให้แล้ว แค่ลงแข่งปรุงโอสถยังน้อยไปด้วยซ้ำ แต่... 

               "ข้าปรุงยาไม่เป็น..." 

               "เรื่องนั้นไม่ต้องเป็นห่วง หากเจ้าไม่สมองหมูเกินไป ข้าสามารถสอนให้เจ้ากลายเป็นผู้ปรุงยาขั้นปรมจารย์ได้ภายในห้าเดือนอย่างแน่นอน” 

               “แต่บังเอิญว่าข้าเป็นพวกสมองช้าและโง่งม หากเรียนรู้ได้ไม่ทันการแข่งขันล่ะเจ้าคะ” 

               “หึ เจ้าก็ต้องอยู่ที่นี่เพื่อลงประลองปีถัดไปยังไงล่ะ ใช่ว่างานจะจัดปีเดียวเสียเมื่อไหร่ ข้าไม่รีบ” 

               “เช่นนั้นก็ได้เจ้าค่ะ” 

               “เป็นอันว่าเจ้าตกลง ต้าหลางเป็นพยาน ระหว่างนี้ก็รักษาบาดแผลให้หายก่อนแล้วค่อยทำการถอนพิษขั้นต่อไป" จิ้งจอกเฒ่าเจ้าเล่ห์เอ่ยรวบรัด 

               ซิ่นหนี่ว์พยักหน้าเห็นด้วยก่อนล้มตัวลงนอน ความเจ็บปวดจากบาดแผลที่โดนหินขูดกระแทกเริ่มอาการระบบพร้อมความอ่อนล้าที่เข้าจู่โจมจนหลับไป 

      ค่ำคืนกลางหุบเขาในวสันต์ฤดู แสงจันทร์ทรงวงแหวนไร้ดวงดารามาแข่งขันสาดส่องลงมายังหมู่บ้านแสงจันทร์อันลึกลับให้งดงามแปลกตาอย่างน่าพิศวง เส้นชะตาของเด็กสาวต่างภพเริ่มเคลื่อนไหวเมื่อมันได้กลับเข้าสู่ครรลองที่ควรจะเป็น 

 

               หนึ่งเดือนกับการรักษาบาดแผลภายนอก ซิ่นหนี่ว์รู้สึกว่าตนเองคล้ายคนป่วยอัมพาตที่ผ่านการผ่าตัดเปลี่ยนกระดูกใหม่และต้องทำกายภาพบำบัดเพื่อให้สามารถกลับมาเดินได้เป็นปกติ แม้บาดแผลจะหายแต่พิษในร่างกลับยังคงเดิม เมื่อเฟิ่งหยูและซิ่นหนี่ว์ตกลงกันว่าจะทำการรักษาร่างกายนี้ทีละขั้นตอน เพราะหากรักษาพร้อมกันก็เกรงว่านางจะทนพิษบาดแผลไม่ไหว 

               ยามนี้จึงถึงเวลาของการถอนพิษในร่าง ซิ่นหนี่ว์นั่งอยู่ในอ่างสมุนไพรที่เฟิ่งหยูจัดเตรียมไว้ ร่างกายผอมบางของเด็กสาวแช่อยู่ในนั้นทั้งตัว มีแค่ส่วนหัวเท่านั้นที่โผล่พ้นน้ำ อาการเจ็บปวดรุนแรงเหมือนโดนเข็มจำนวนนับไม่ถ้วนทิ่มแทงเข้ามาในกระดูกทั่วทั้งร่าง วิ่งพล่านไปมาราวกลับกำลังหาทางออก นี่ถ้ามิได้มีความตั้งใจอย่างแรงกล้าที่จะมีชีวิตอยู่ต่อคงหมดสติเพราะความเจ็บปวดแล้วจมน้ำตายอีกรอบไปแล้ว 

               มือทั้งสองข้างจับที่ขอบอ่าง กำแน่นจนขึ้นข้อขาว 

               น้ำในอ่างถูกเปลี่ยนเป็นสีดำอย่างรวดเร็ว ทั้งยังส่งกลิ่นเหม็นชวนคลื่นเหี้ยน บ่งบอกว่าพิษในร่างของจางซิ่นหนี่ว์มีปริมาณมากเพียงใด หากปล่อยไว้นานกว่านี้เกรงว่านางอาจจะตายเพราะพิษที่ไม่ได้รับการรักษานี้ 

               “เจ็บปวดทรมานมากสินะ” เฟิ่งหยูเดินเข้ามาพร้อมถ้วยยาในมือ เขาวางถ้วยยาไว้บนโต๊ะ สังเกตสีน้ำในอ่างที่ถูกเปลี่ยนแล้วกล่าวขึ้นก่อนเดินออกไป “ขึ้นมาพักดื่มยานี่ก่อน วันพรุ่งค่อยแช่อีกครั้ง” 

               ซิ่นหนี่ว์ลุกจากอ่างน้ำเมื่อเฟิ่งหยูออกไปแล้วก่อนก้มสำรวจตนเอง ชุดสีขาวที่นางสามไว้เปลี่ยนเป็นดำเมี่ยม นางรีบถอดมันออกแล้วไปล้างตัวยังอ่างน้ำอีกใบหนึ่งจึงสวมชุดใหม่ หยิบยาขึ้นมาดื่มหมดในรอบเดียวแล้วออกไปหาเฟิ่งหยูที่รออยู่ด้านนอก 

               “ต้องแช่สมุนไพรอีกกี่ครั้งถึงจะหายเจ้าคะ” 

               “ไม่มาก...” เฟิ่งหยูเหลือบตาขึ้นมามองเล็กน้อย เมื่อเห็นเด็กสาวทำหน้าโล่งใจจึงพูดต่อ “เพียงแช่ทุกวันอีกหนึ่งเดือนก็หายแล้ว” 

               ซิ่นหนี่ว์โล่งใจไม่ทันไรแทบสำลักลมหายใจตนเอง แช่ทุกวันเป็นเวลาหนึ่งเดือน มิใช่ว่านางต้องทนทรมานไปอีกสามสิบครั้งหรือ นี่มันไม่มากตรงกัน! 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น