อัศวินสามสี

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

จิ้งจอกเฒ่าแห่งหมู่บ้านแสงจันทร์

ชื่อตอน : จิ้งจอกเฒ่าแห่งหมู่บ้านแสงจันทร์

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.8k

ความคิดเห็น : 4

ปรับปรุงล่าสุด : 23 พ.ย. 2560 22:35 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
จิ้งจอกเฒ่าแห่งหมู่บ้านแสงจันทร์
แบบอักษร

จิ้งจอกเฒ่าแห่งหมู่บ้านแสงจันทร์


ณ อีกห่วงเวลาและมิติหนึ่ง 

'อ่า... เจ็บ! ความรู้สึกเจ็บเหมือนกระดูกหักทั้งตัวนี่มันคืออะไร เธอจมน้ำตายไปแล้วไม่ใช่เหรอทำไมยังรู้สึกทรมานอยู่อีกนะ' ซิ่นหนี่ว์พยายามฝืนเปิดเปลือกตาขึ้นกระพริบตาถี่ๆ อย่างมึนงง หูได้ยินเสียงเหมือนภาชนะกระเบื้องกระทบไม้แผ่วเบา จมูกได้กลิ่นสมุนไพรจางๆ ลอยคลุ้งในอากาศ แสงสว่างเล็ดลอดผ่านม่านตาพลันปรากฏภาพเพดานไม้ซอมซ่อลักษณะเหมือนกระท่อมมีหยากไย่เกาะติดประปราย กวาดตามองไปโดยรอบเห็นเครื่องเรือนไม้แบบยุคสมัยเก่าไม่กี่ชิ้นที่คาดว่าน่าจะผ่านการใช้งานมาอย่างโชกโชน ขยับร่างกายจะลุกขึ้นกลับพบว่าหนักอึ้งไร้เรี่ยวแรงจนแทบเหมือนคนเป็นอัมพาตแต่ความเจ็บปวดที่รุมเร้าเข้ามาทำให้รู้ว่ามันยังมีความรู้สึกอยู่ ซิ่นหนี่ว์พยายามขยับนิ้วมือที่เหน็บชาจนค่อยๆ มีความรู้สึก 

"ฟื้นแล้ว!! ท่านอาจารย์ขอรับ พี่สาวฟื้นแล้ว" ซิ่นหนี่ว์หันไปมองยังต้นเสียงที่ดังขึ้นด้านข้าง เด็กชายอายุราวสิบขวบ ผมสีดำยาวถูกมัดรวบไปด้านหลัง แต่งกายแปลกตาด้วยเสื้อผ้าเนื้อหยาบแต่สภาพดีดูสะอาดสะอ้าน ดวงตาสีน้ำตาลไร้เดียงสาจ้องมองมายังเธอตาไม่กระพริบ ดวงหน้าเล็กประดับด้วยรอยยิ้มกว้างเจิดจ้าราวกลับพบเจอของเล่นถูกใจ 

ซิ่นหนี่ว์เบือนสายตากลับมานอนจ้องเพดานนิ่งชั่วครู่จึงตัดสินใจพยายามฝืนความเจ็บปวดยันตัวเพื่อลุกขึ้นนั่งอีกครั้ง แต่ร่างกายกลับไม่ฟังคำสั่งอ่อนเพลียไร้เรี่ยวแรงจะทรงตัวจนต้องหลับตาถอนหายใจออกมาอย่างแรงด้วยความหงุดหงิด 

“พี่สาวท่านบาดเจ็บหนัก อย่าเพิ่งฝืนลุกขึ้นเลยเดี๋ยวอาการจะยิ่งทรุดลง” เด็กชายกล่าวด้วยสีหน้า น้ำเสียงเคร่งเครียด ในใจนึกสงสารพี่สาวตรงหน้ายิ่งนัก 

"ที่นี่... ที่ไหน แล้วฉันมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง" นี่เรายังไม่ตายอีกเหรอเนี่ย... เมื่อลุกขึ้นไม่ได้ คิดอะไรก็ไม่ออก ซิ่นหนี่ว์จึงตัดสินใจหันไปถามที่ที่เธออยู่กับเด็กชายแทน เธอคิดว่าตนเองน่าจะถูกกระแสน้ำพลัดมาแถบชานเมือง เพราะแถวที่เธออยู่ต่างเต็มไปด้วยตึกราบ้านช่องสูงใหญ่ไม่มีใครนึกปลูกกระท่อมแน่ 

“ที่นี่คือหมู่บ้านแสงจันทร์ขอรับ” เด็กชายตอบแล้วส่งยิ้มเจิดจ้ามาให้นางอีกที 

“หมู่บ้าน... แสงจันทร์?” ซิ่นหนี่ว์ขมวดคิ้วแน่นขบคิดเรียบเรียงเรื่องราวที่เกิดขึ้นแต่ความรู้สึกปวดจี๊ดแทรกเข้ามาอย่างกะทันหันจนต้องยกมือขึ้นมากุมศีรษะ เปลือกตาปิดแน่นมีน้ำใสซึมอยู่หางตา ฟันขาวขบริมฝีปากอย่างอดกลั้นความเจ็บปวด 

“พี่สาว! ท่านปวดหัวหรือ? ” เสียงร้องถามด้วยความตกใจของเด็กชายดังขึ้นหลังจากที่เขาเห็นพี่สาวยังมือขึ้นกุมศีรษะแสดงสีหน้าเจ็บปวดทรมานออกมา 

“พี่สาว! พี่สาว...” ซิ่นหนี่ว์ได้ยินเสียงของเด็กชายเรียกแต่ความเจ็บปวดที่ได้รับกลับมีมากจนพรากเอาสติที่มีอยู่น้อยนิดให้ดับวูบลงไป 

พลันภาพต่างๆ มากมายกลับพรั่งพรูเข้ามาในหัวราวกับเขื่อนแตก ผู้คนแต่งกายด้วยเสื้อผ้ารุ่มร่ามสีสันสดใส บ้านเรือนโบราณแปลกตามากมายแต่กลับงดงามให้ความรู้สึกคล้ายมีมนต์ขลัง มีผู้ใช้วรยุทธ์กำลังภายในอย่างในหนังที่เคยดู โอสถล้ำค่าและสมุนไพรหลากหลายชนิดที่เธอไม่รู้จัก ภาพเหล่าเด็กหญิงชายที่กลั่นแกล้งเด็กหญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งจนร้องไห้ ภาพที่เด็กหญิงคนนั้นขังตัวเองอยู่ในห้องปิดทึบไร้แสงสว่าง เรื่องราวเกี่ยวกับโลกนี้และความทรงจำของใครบางคนตั้งแต่เล็กจนถึงวินาทีสุดท้ายของชีวิต... เมื่อภาพความทรงจำสิ้นสุดลงความเจ็ดปวดบริเวณศีรษะจึงทุเลาลงไปด้วย 

สรุปได้ว่าเธอถูกโจรชั่วพวกนั้นตีหัวแล้วถ่วงน้ำจนตาย แทนที่วิญญาณจะได้ไปนรกหรือสวรรค์กลับหลุดมาอยู่ในโลกประหลาดนี่ และร่างที่วิญญาณเธอเข้ามาแทนที่นั้นมีชื่อว่า จางซิ่นหนี่ว์ เป็นบุตรีบุญธรรมคนที่หกของท่านแม่ทัพจางเพ่ยจวิน คนสกุลจางต่างขึ้นชื่อว่าเป็นผู้เยี่ยมยุทธ์ รูปโฉมงดงามรวมถึงจางซิ่นหนี่ว์ที่ถึงแม้จะเป็นเพียงบุตรบุญธรรมแต่ผู้คนต่างลงความเห็นกันว่าคงงามล่มเมืองกว่าพี่น้องในตระกูล เวลาผ่านทุกอย่างกลับผิดคาดเมื่อนางเติบโตขึ้นจากใบหน้าที่เคยเรียบเนียนกลับซูบตอบเหี่ยวย่น รอบดวงตาดำคล้ำลึกโหล ริมฝีปากแห้งซีดแตกลอกอย่างคนป่วยหนัก ผิวกายที่เคยขาวกระจ่างแห้งกร้านกระด่ำกระด่างไม่หลงเหลือสภาพดี ร่ายกายผายผอมเล็กลีบเหมือนไม้เสียบผีเกรงว่าโดนลมนิดหน่อยคงปลิวไปตาม ทั้งตัวมีเส้นเลือดปูดบวมให้ความรู้สึกเหมือนน่าเกลียดน่ากลัวชวนคลื่นเหียน จากว่าที่หญิงงามล่มเมืองกลับถูกจำจดในนามอัปลักษณ์ล่มเมืองแทน! จางซิ่นหนี่ว์ทนความอับอายไม่ไหวจึงออกจากจวนเดินทางไปยังแคว้นจูเชว่เพื่อตามหาหมอมารผู้ขึ้นชื่อลือชาว่าต่อให้โรคร้ายแรงแค่ไหน บาดแผลสาหัสเกินเยียวยาเท่าไหร่ก็สามารถรักษาได้หายเป็นปลิดทิ้งถึงแม้ว่าโอกาสการพบหมอมารนั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้ แต่ระหว่างการเดินทางเกิดพบกลุ่มโจรป่าดักปล้นจึงเกิดเหตุปะทะกัน คนคุ้มกันที่นำมาเพียงน้อยนิดก็ถูกฆ่าตายหมดจึงวิ่งหนีเข้ามาในป่าจนพลัดตกหน้าผาสุดท้ายก็ดับอนาจ! 

*ในเมื่อสวรรค์มอบโอกาสให้มีชีวิตอีกครั้ง งั้นต่อไปนี้ฉันก็ต้องสวมรอยเป็นเธอสินะจางซิ่นหนี่ว์...* 


. . . 


“ท่านอาจารย์เร็วสิขอรับ พี่สาวอาการทรุดหนักแล้ว” “ก็รีบอยู่นี่ไง ให้เร็วกว่านี้ยาที่ปรุงมาก็หกหมดพอดี” เสียงเด็กชายที่เงียบหายไปก็ดังขึ้นอีกครั้งตามมาด้วยเสียงทุ้มแต่ฟังดูอบอุ่นเรียกความสนใจจนต้องหันไปมอง 

"ฟื้นแล้วรึ เจ้ายังอ่อนเพลียอยู่มาก ดื่มโอสถในถ้วยนี้ให้หมดแล้วนอนพักอีกสักหน่อยเถอะ" 

ชายสูงวัยทว่ารูปร่างสูงโปร่งเดินเข้ามาข้างในก่อนจะหยุดยืนอยู่ข้างๆ เตียง เสียงทุ้มนุ่มแลดูอ่อนโยนกล่าวกับซิ่นหนี่ว์เมื่อเห็นว่าไม่ได้สลบอย่างที่ลูกศิษย์เขาบอก ซิ่นหนี่ว์ไม่ตอบแต่กลับไล่สายตาสำรวจผู้มาใหม่ตั้งแต่หัวจรดเท้า 

เขาเป็นชายสูงวัยอายุราวสี่สิบปีแต่งกายเหมือนปราชญ์ผู้ทรงภูมิด้วยชุดผ้าไหมเนื้อดีสีขาวล้วน วงหน้ายังคงหลงเหลือเคล้าของความหล่อเหล่า ดวงตาคมกล้าสีสนิม เส้นผมสีขาวประกายเงินปล่อยสยายเต็มแผ่นหลัง บนศีรษะปรากฏ...หู! ใช่หู ลักษณะคล้ายหูจิ้งจอกสีขาวกระดิกไปมาชวนให้นึกถึงการ์ตูนโปรดเรื่องหนึ่ง 

นี่พ่อของอินุยาฉะเวอร์ชั่นเรียลป่ะเนี่ย*?* 

"คะ คุณ... เอ่อ ท่านเป็นคนช่วยข้าหรือ แล้วที่นี่ที่ไหน" ซิ่นหนี่ว์รีบเบี่ยงสายตาจากหูจิ้งจอกก่อนที่ความอยากสัมผัสดูสักครั้งจะเข้าครอบงำจิตใจและปรับเปลี่ยนการพูดให้เหมือนคนในโลกนี้ 

เพราะจากความทรงจำของเจ้าของร่างก็พอจะสรุปได้ว่าโลกนี้คงเป็นมิติคู่ขนานหรือสักภพที่คล้ายราชวงศ์โบราณของจีนเป็นแน่ 

ซิ่นหนี่ว์พยุงตัวลุกขึ้นนั่งโดยมีเด็กชายช่วยจึงสามารถนั่งได้สำเร็จ มือที่กำลังเอื้อมไปรับถ้วยยาแต่ถูกเด็กชายด้านข้างฉวยตัดหน้าไปเสียก่อน 

"พี่สาว ท่านยังไม่ค่อยมีแรง ให้ข้าป้อนดีกว่านะ" พูดพร้อมฉีกยิ้มกว้างไปถึงนัยน์ตา มือเล็กตักยาในถ้วยจ่อปากเพื่อป้อนให้เธอ *ป้อนก็ดีเพราะเธอก็กลัวจะทำถ้วยยาหกใส่ตัวเองเหมือนกัน...*ซิ่นหนี่ว์พยักหน้ารับยอมให้เด็กชายป้อนแต่โดยดีจนหมดถ้วย 

"ขอบคุณผู้อาวุโส เอ่อ ท่าน... " ใบหน้าอัปลักษณ์ของจางซิ่นหนี่ว์เหรอหรา นึกได้ว่าเธอเอาแต่จ้องมองหูจิ้งจอกที่แสนยั่วยวนและเฝ้าถามว่าตัวเองอยู่ที่ไหนไม่ได้นึกจะสนใจถามชื่อแซ่ของคนที่ช่วยชีวิตเธอเลยสักนิด 

"ฮะฮาฮ่า ข้าชื่อเฟิ่งหยู ส่วนเจ้าเด็กนี่เป็นลูกศิษย์ของข้าชื่อต้าหลาง" ชายสูงวัยเอ่ยกลั้วหัวเราะเสียงดังอย่างรู้ทันจึงกล่าวแนะนำตนเองและลูกศิษย์เสร็จสรรพ 

"ทำไมข้าถึงมาอยู่ที่นี่ได้ แล้วที่นี่คือที่ไหนกัน? " ซิ่นหนี่ว์เอ่ยถามเรื่องที่สงสัย ต่อให้มั่นใจว่ามาอยู่ในโลกประหลาดแน่แล้วแต่เธอก็ไม่สามารถระบุได้ว่าตอนนี้อยู่แคว้นใด เฟิ่งหยูแย้มยิ้มใจดี ก่อนจะอธิบายให้เธอฟังอย่างใจเย็นว่า 

"ที่นี่คือหมู่บ้านแสงจันทร์ อยู่ทางทิศตะวันตกของแคว้นชิงหลง เมื่อสามวันก่อนข้ากับต้าหลางไปเก็บสมุนไพรที่หุบเขาหลังหมู่บ้านพบเจ้านอนสลบคาดว่าคงตกลงมาจากผาด้านบนแล้วโดนกระแสน้ำพัดจนลอยมาติดที่โขดหินจึงช่วยกันลากมารักษาที่นี่แหละ" 

*ลากมา...*ถ้ายัยเด็กนี่ไม่ตายเพราะตกผาอาจจะตายเพราะถูกลากมาก็ได้ 

“แล้ว... หูนั่นของจริงหรือ” ซิ่นหนี่ว์เอ่ยเสียงแผ่วเหลือบมองหูจิ้งจอกของเฟิ่งหยูเป็นระยะ 

“ก็จริงหน่ะสิ ข้าเป็นปีศาจจิ้งจอกและที่นี่ก็คือหมู่บ้านแสงจันทร์ของเผ่าจิ้งจอกที่อยู่ระหว่างป่ามายากับแคว้นชิงหลง” 

"ปีศาจจิ้งจอก...” ปีศาจจิ้งจอกตัวเป็นๆ เลย...พ่อของอินุยาฉะจริงๆ สินะ**ไม่ๆ นี่ไม่ใช่เวลาที่จะมาคิดเรื่องไร้สาระ“ท่านเป็นผู้ปรุงโอสถหรือเจ้าคะ" ซิ่นหนี่ว์สะบัดความคิดไร้สาระทิ้งแล้วถามขึ้นอีกครั้ง ร่างที่ตกหน้าผาแถมยังถูกน้ำซัดกระทบหินไปมาคงจะสาหัสน่าดู 

"ใช่แล้วพี่สาว! ท่านอาจารย์ของข้าเก่งที่สุดเลยนะ แล้วท่านอาจารย์จะขับพิษในร่างให้ท่านด้วย" ต้าหลางพูดอวดด้วยความภูมิใจ 

"พิษหรือ? " ซิ่นหนี่ว์ได้แต่ทำหน้างง ในความทรงจำร่างนี้ไม่เคยรู้ว่าตัวเองโดนพิษ เพราะตั้งแต่เก็บตัวอยู่ในเรือนก็มีสาวใช้คนสนิทของเจ้าของร่างคนเก่าเป็นผู้ทำอาหารให้จะบอกว่าสาวใช้ผู้นั้นเป็นคนวางยาก็ไม่น่าจะเป็นไปได้ ผู้ปรุงโอสถที่จางเพ่ยจวินเชิญมาก็บอกแค่ว่าเป็นโรคประหลาดไม่มีทางรักษาหาย 

"จากที่ตรวจดูพบว่าในร่างของเจ้ามีพิษหนอนเพลิงนิลคิดว่าน่าจะได้รับพิษมากกว่าห้าปีแล้ว ร่างกายจึงอ่อนแอ ผายผอมซีดเซียว เส้นเลือดปูดบวมเหมือนหนอนชอนไชไปทั่วร่างแลดูน่ากลัวแบบนี้" มองไปตามแขนขาหรือสัมผัสใบหน้าก็จริงอย่างที่ท่านเฟิ่งหยูกล่าว 

"ท่านสามารถรักษาให้หายขาดได้จริงหรือ? " ซิ่นหนี่ว์ถามขึ้นอย่างแปลกใจ ในเมื่อโอสถล้ำค่าของผู้ปรุงโอสถของแคว้นชิงหลงยังทำได้เพียงยับยั้งชั่วคราวเท่านั้น 

"หึ แค่พิษกระจอกนี่ไม่คณามือข้าหรอก ถ้าเจ้าคิดว่าทนทรมานช่วงเวลาที่พิษถูกขับออกได้ ข้าก็จะรักษาให้ แต่มีเงื่อนไขสองข้อ" ท่านเฟิ่งหยูทำเสียงขึ้นจมูก นัยน์ตาฉายแววเจ้าเล่ห์เสี้ยววินาทีก่อนจะหายไป แต่เธอเห็น! 

"เงื่อนไขอะไร" ซิ่นหนี่ว์หรี่ตามองอย่างระแวง 

"ข้อแรก เจ้าต้องคำนับข้าเป็นอาจารย์ ข้อสอง อีกสามเดือนจะถึงงานประจำปีของหมู่บ้านที่จะมีนักเดินทางที่เป็นมนุษย์มาเข้าร่วม ข้าอยากให้เจ้าลงแข่งสาขาผู้ปรุงโอสถ" สายตาจริงจังจ้องมองมายังเธออย่างกดดันให้ตอบรับ ถ้าถือเป็นการตอบแทนที่ท่านเฟิ่งหยูช่วยชีวิตและช่วยรักษาพิษให้แล้ว แค่ลงแข่งปรุงโอสถยังน้อยไปด้วยซ้ำ แต่... 

"ข้าปรุงยาไม่เป็น..." 

"เรื่องนั้นไม่ต้องเป็นห่วง ข้าสามารถสอนให้เจ้ากลายเป็นผู้ปรุงโอสถขั้นปรมจารย์ได้ภายในสามเดือนนี้อย่างแน่นอน เป็นอันว่าเจ้าตกลง ต้าหลางเป็นพยาน" ยังไม่ทันที่เธอพูดจบประโยคดี จิ้งจอกเฒ่าเจ้าเล่ห์ผู้นี้ก็รวบรัดตัดตอนพูดเองเออเองเสร็จสรรพ เพ้ย! แล้วเธอไปตอบตกลงตอนไหนกัน ถึงจะคิดแต่ยังไม่ทันจะได้อ้าปากพูดมันออกมาด้วยซ้ำ 

"ได้ขอรับท่านอาจารย์! " ต้าหลางตอบรับอย่างแข็งขัน

อ่า ท่านพ่อของอินุยาฉะช่างเก่งกาจเรื่องพูดเองเออเองยิ่งนัก*!*

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น