อัศวินสามสี

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

เด็กสาวผู้อยู่บนเส้นทางแห่งความซวย

ชื่อตอน : เด็กสาวผู้อยู่บนเส้นทางแห่งความซวย

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 4.1k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 23 พ.ย. 2560 22:25 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
เด็กสาวผู้อยู่บนเส้นทางแห่งความซวย
แบบอักษร

เด็กสาวผู้อยู่บนเส้นทางแห่งความซวย


หมู่เมฆสีเทาหม่นเบื้องบนรวมกลุ่มกันอย่างหนาแน่นจนมืดครึ้มทำให้แสงตะวันมิอาจส่องลงมายังพื้นดินด้านล่างสายฝนยังคงตกโปรยปรายอย่างต่อเนื่องไม่มีทีท่าว่าจะทุเลาเสียงฟ้าคำรามและแสงจากอัสนีบาตรผ่าลงมาราวกับเทพเจ้าพิโรธ

กลิ่นน้ำมันดิน กลิ่นเลือดและควันไฟยังลอยคลุ้งอยู่ในอากาศแม้สายฝนจะช่วยดับเพลิงไปแล้วก็ตามแต่กลับไม่เหลือเคล้าของจวนพยัคฆ์หมอกของรองแม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นไป๋หูอีกต่อไป มีเพียงศพบรรดาคนรับใช้ ทหารองครักษ์ และเหล่านักฆ่าชุดดำที่คาดว่าจะถูกคัดสรรมาเพื่อสังหารผู้ที่อยู่ในจวนหลังนี้โดยเฉพาะเกลื่อนกลาดทั่วอาณาบริเวณ ซากปรักหักพังที่ถูกเผาไหม้จนดำเป็นต่อตะโกเหลือเป็นเครื่องยืนยันว่าที่ตรงนี้เคยมีจวนใหญ่หลังหนึ่งมาก่อน

บุรุษหนุ่มเหม่อมองภาพเบื้องหน้าด้วยความร้าวราน นัยน์ตาสีนิลกาลไหววูบอย่างเจ็บปวดชั่วครู่แปรเปลี่ยนเป็นแข็งกร้าว อาภรณ์ที่สวมใส่ทั้งใบหน้าคมคายนั้นได้สายฝนช่วยชะล้างเขม่าและคราบเลือดจนหมดไปในอ้อมแขนมีหนึ่งร่างของเด็กชายวัยเก้าขวบและหนึ่งร่างบางของหญิงสาวผู้มีใบหน้างามล่มเมืองที่ร้องไห้จนสลบไปตั้งแต่รู้ว่ามิอาจช่วยบุตรตัวน้อยวัยแรกเกิดได้ทัน

“หึ นี่คือสิ่งที่ข้าได้ตอบแทนอย่างนั้นหรือ...” ปกป้องคนอื่นได้ แต่ครอบครัวตนเองกลับปกป้องไว้ไม่ได้น้ำเสียงแค่นหัวเราะอย่างเย้ยยันในตนเอง

“ในเวลานี้พวกเจ้าไม่ควรอยู่ที่นี่” น้ำเสียงที่ฟังดูร้อนรนเคร่งเครียดดังมาจากบุรุษร่างโปร่งในอาภรณ์สีน้ำเงินเข้มดูสูงศักดิ์ หลังจากที่ทราบเรื่องว่าผู้เป็นรองแม่ทัพใหญ่พ่วงด้วยตำแหน่งเพื่อนสนิทของตนถูกลอบสังหารทั้งตระกูล

“ท่านอ๋อง...” ดวงตาสีดำสนิทเลื่อนไปมองยังผู้มาใหม่

“สถานการณ์ตอนนี้ย้ำแย่นักต่อให้เจ้าดันทุรังไปก็คงไม่มีอะไรดีขึ้น ละทิ้งศักดิ์ศรีทำตนเป็นหินที่จมลงไปในทะเลแล้วค่อยกลับมาเมื่อพร้อมจะดีกว่าเพื่อครอบครัวของเจ้าและตัวเจ้าเอง แล้วเราจะคอยช่วยอีกแรง”

ร่างแกร่งสงบนิ่งจนยากที่จะคาดเดาอารมณ์ ดวงตาสีดำสนิทจ้องมองไปยังภรรยาและบุตรชายด้วยก่อนจะเบือนไปยังซากจวนในใจหวังให้ยังคงมีเถ้ากระดูกของบุตรสาวด้วยความอาดูรแต่แล้วกลับเปลี่ยนเป็นประกายวาวโรจน์ มือแกร่งด้านขวากำกระบี่แน่นจนขึ้นข้อพลังปราณสายดำระดับเจ็ดขั้นสูงที่ปล่อยออกมาพลันเปลี่ยนบรรยากาศโดยรอบให้เย็นสะท้านชวนหายใจติดขัด

เขาสาบานว่าตามล่าเด็ดหัวพวกมันทุกคนมาเซ่นวิญญาณบุตรสาวตนให้ได้**!**

.

.

.

ยามค่ำคืนของนครที่ไม่เคยหลับใหล ท่ามกลางแสงสีและไฟจราจรที่ส่องสว่าง คืนที่จันทร์เหลือเพียงเสี้ยวและม่านหมอกบดบังแสงดาว..

ร่างบอบบางของหญิงสาวใบหน้าสวยหวานในชุดนักเรียนของโรงเรียนเอกชนชื่อดังแห่งหนึ่งกำลังเดินจ้ำอ้าวอยู่บนทางเท้าเพื่อกลับบ้านซึ่งเป็นอพาร์ตเมนต์สูงห้าชั้นติดแม่น้ำสายใหญ่กั้นสองฝั่งเมืองที่อยู่ห่างจากโรงเรียนไม่มากนัก

ดวงหน้าขาวซีดจากอากาศหนาวเย็น ริมฝีปากบางเม้มเป็นเส้นตรง จมูกเล็กโด่งรั้นแดงก่ำ ดวงตาสีดำสนิทเป็นประกายคล้ายแสงดาวระยิบระยับมีแววขุ่นมัวอยู่ภายในมองมุ่งตรงไปยังความวุ่นวายเบื้องหน้า ทุกก้าวที่เดินจะทิ้งร่องรอยคราบน้ำสีดำส่งกลิ่นเหม็นชวนอ้วก ในใจก่นด่าสาปแช่งทุกสรรพสิ่งที่ทำให้เธอต้องมาตกอยู่ในสภาพนี้ตั้งแต่กระเป๋าเงินหายจนต้องเดินกลับ ระหว่างทางก็เจอพวกขี้เมาขับรถเฉียวเป็นเหตุให้เธอต้องกระโดดหลบจนตกท่อและยังสายตาผู้คนที่แอบมองแล้วชี้ชวนให้กันดูเหมือนเป็นตัวประหลาดนี่อีก

*นี่เธอหายใจเอาละอองอุกบาตรที่พุ่งชนดวงอาทิตย์จนเป็นผงเข้าไปรึไงถึงได้ซวยขนาดนี้...*ร่างบางถอนหายใจให้กับความเพ้อเจ้อของตนเองแล้วตั้งหน้าตั้งตาเดินต่อไป

ซิ่นหนี่ว์เป็นเด็กสาวเมืองกรุงธรรมดา มีชีวิตประจำวันที่แสนเรียบง่ายเหมือนเด็กสาววัยรุ่นทั่วไปที่ต้องตื่นเช้าไปเรียน กลางวันเม้ามอยกับเพื่อนฝูง ตกเย็นก็กลับบ้าน แต่เพราะอุบัติเหตุเครื่องบินตกทำให้เธอต้องสูญเสียพ่อและแม่ไปพร้อมกันตอนอายุสิบห้าปี มีญาติทั้งฝ่ายพ่อกับแม่หลายคนที่ต้องการรับเลี้ยงเธอเพื่อหวังเงินทองสมบัติที่พ่อแม่สร้างไว้ให้เธอ ซิ่นหนี่ว์จึงปฏิเสธเหล่าญาติทั้งหลายแล้วนำเงินมาซื้อห้องเช่าในอพาร์ตเมนต์เล็กๆ แยกตัวอยู่คนเดียวอย่างสงบแทน

"ใครว่าเรียนสบาย ลองมาเป็นเด็กม.ปลายที่ต้องสอบเอ็นทรานซ์ดูมั้งดิ" ซิ่นหนี่ว์เดินพึมพำเข้าไปในอพาร์ตเมนต์ที่เงียบสนิท ผนังสีหม่นเต็มไปด้วยคราบสกปรกที่เจ้าของบอกจะทาสีใหม่ตั้งแต่สองปีที่แล้วและแสงจากหลอดไฟนีออนสีเหลืองสลัวตามทางเดินที่เว้นระยะห่างจนไม่แน่ใจว่าประหยัดหรืองกกันแน่ให้ความรู้สึกเหมือนหลุดเข้าไปในหนังสยองขวัญที่มีผีผู้หญิงผมยาวชุดขาวคลานดักอยู่ปลายทาง

หือ... เมื่อเช้าจำได้ว่าเราล็อคห้องดีแล้วหนิ

มือที่กำลังไขกุญแจห้องหยุดชะงักเพราะประตูที่มั่นใจว่าล็อคดีแล้วเมื่อเช้ากลับไม่ได้ล็อคอย่างที่คิด

ซิ่นหนี่ว์แนบหูกับประตูเพื่อฟังเสียงด้านในแต่เมื่อไม่ได้ยินเสียงใดๆ จึงเปิดและผลักเข้าไปช้าๆ ภาพข้าวของในห้องกระจัดกระจายเต็มพื้นแบบนี้... โจรขึ้นห้องชัวร์เลยมองดูลิ้นชักที่ถูกรื้อออกมาค้นหาของมีค่าตู้ต่างๆ ที่ถูกเปิดอ้าทิ้งไว้ ดูท่ามันจะเข้ามานานแล้ว

มือบางหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเพื่อโทรแจ้งเจ้าหน้าที่ สายตามองสำรวจไปรอบห้องอย่างระแวดระวังพลางเดินไปยังระเบียงห้องที่มีผ้าม่านสีทึบปลิวสะบัดไปตามแรงลม

พลั่ก!!

ของแข็งหนักๆ ฟาดมาทางด้านหลังตรงท้ายทอยอย่างแรงจนมือถือหลุดมือร่วง ร่างกายล้มลงบนพื้นตามแรงโน้มถ่วง ความรู้สึกมึนงงและเจ็บปวดแผ่กระจายไปทั่วศีรษะจนแทบหมดสติไปในวินาทีนั้น

ภาพสุดท้ายที่มองเห็นคือชายสองคนที่สวมหมวกโม่งคลุมศีรษะคาดว่าเป็นโจรแน่ๆ หนึ่งในพวกชั่วนั่นถือมีด อีกคนถือไม้เบสบอลที่ใช้ตีหัวเธอ! อยากจะหนีแต่ทว่าสติของเธอมันเลือนลางเกินกว่าที่จะทำแบบนั้นได้แต่พยายามเบิกตาเพื่อมองจดจำลักษณะพวกมันให้ได้มากที่สุดเผื่อเธอรอดจะได้แจ้งความจับพวกมันได้และทุกอย่างก็ดับวูบลงไปในที่สุด

.

.

.

เจ็บ..! อึดอัด..!

ความรู้สึกเหมือนกระดูกถูกบีบอัดจนแตกละเอียดและกำลังจมลึกลงไปในความมืดอย่างไม่มีที่สิ้นสุดทำให้ซิ่นหนี่ว์พยายามตะเกียกตะกายไขว่คว้าหาที่ยึดเหนี่ยว แต่แล้วความเย็นของสายน้ำยามค่ำคืนแทรกซึมเข้าสู่ผิวกายจนสั่นสะท้านไปถึงขั้วกระดูก

ยิ่งตะเกียกตะกายดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอดมากเท่าไหร่ ร่างกายกลับรู้สึกไร้เรี่ยวแรงและจมดิ่งลงสู่เบื้องล่างของแม่น้ำเร็วขึ้นเท่านั้น ร่างบางที่เคยดิ้นรนจึงหยุดนิ่งปล่อยความรู้สึกและร่างกายให้จมลงสู่เบื้องล่างถูกโอบอุ้มด้วยความมืดมิดที่หนาวเหน็บ ความเจ็บปวดบวกกับสายน้ำเย็นยามค่ำคืนแทรกซึมเข้าสู่ร่างกายจากความทรมานในตอนแรกแปรเปลี่ยนเป็นชินชาจนไร้ความรู้สึก

คุณพ่อ คุณแม่ หนูกำลังจะไปหาคุณพ่อกับคุณแม่แล้ว รอหนูก่อนนะคะ เรากำลังจะได้อยู่ด้วยกันแล้ว...

มือบางเอื้อมขึ้นไปกุมแหวนหยกเนื้อดีสีขาวนวลเนียนที่ถูกร้อยด้วยสร้อยคอ ในใจอธิฐานปรารถนาจะไปอยู่กับครอบครัวอย่างแรงกล้า

ฉับพลันซิ่นหนี่ว์รู้สึกคลายกระแสพลังอุ่นร้อนบางอย่างแผ่ซ่านออกมาจากหยกในมือไหลเข้าสู่ร่างกายเอ่อล้นออกมาจากบริเวณช่วงท้อง กระจายเข้าตามเส้นเลือดสู่แขนขาจรดปลายนิ้ววิ่งพล่านไปทั่วร่าง ชั่วขณะหนึ่งดวงตามองเห็นแสงสว่างเล็กๆ ระยิบระยับคล้ายหิงห้อยงดงามจับใจบินวนอยู่เบื้องหน้า

ถ้านี่คือความรู้สึกวินาทีสุดท้ายของคนที่กำลังจะตายก็ไม่เลวเลยทีเดียว...

เธอเอื้อมมือเพื่อที่จะไขว้คว้ามันแต่แล้วทุกสิ่งทุกอย่างกลับแทนที่ด้วยแสงสว่างจ้าจนดวงตาพร่าเลือนพร้อมกับหัวใจที่หยุดนิ่ง ร่างของเด็กสาวเลือนหายไปอย่างไร้ร่องรอย...

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น