อัศวินสามสี

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทนำ :: เด็กสาวผู้อยู่บนเส้นทางแห่งความซวย

ชื่อตอน : บทนำ :: เด็กสาวผู้อยู่บนเส้นทางแห่งความซวย

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 4.5k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 29 พ.ค. 2562 17:05 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทนำ :: เด็กสาวผู้อยู่บนเส้นทางแห่งความซวย
แบบอักษร

บทนำ 

เด็กสาวผู้อยู่บนเส้นทางแห่งความซวย 

 

               กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน ศตวรรษที่ 21 

               ยามค่ำคืนของนครที่ไม่เคยหลับใหล ท่ามกลางแสงสีและไฟจราจรที่ส่องสว่าง คืนที่จันทร์เหลือเพียงเสี้ยวและม่านหมอกบดบังแสงดาว… 

               ร่างบอบบางของหญิงสาวใบหน้าสวยหวานในชุดนักเรียนของโรงเรียนเอกชนชื่อดังแห่งหนึ่งกำลังเดินจ้ำอ้าวอยู่บนทางเท้าเพื่อกลับบ้าน ซึ่งเป็นอพาร์ตเมนต์สูงห้าชั้นติดแม่น้ำสายใหญ่กั้นสองฝั่งเมืองที่อยู่ห่างจากโรงเรียนไม่มากนัก 

               ดวงหน้าขาวซีดจากอากาศที่หนาวเย็น ริมฝีปากบางเม้มเป็นเส้นตรง จมูกเล็กโด่งรั้นแดงก่ำ ดวงตาสีดำสนิทเป็นประกายคล้ายแสงดาวระยิบระยับมีแววขุ่นมัวอยู่ภายในมองมุ่งตรงไปยังความวุ่นวายเบื้องหน้า ทุกก้าวที่เดินจะทิ้งร่องรอยคราบน้ำสีดำส่งกลิ่นเหม็นชวนอ้วก ในใจก่นด่าสาปแช่งทุกสรรพสิ่งที่ทำให้เธอต้องมาตกอยู่ในสภาพนี้ ตั้งแต่กระเป๋าเงินหายแท็กซี่ปฏิเสธจนต้องเดินกลับ ระหว่างทางก็เจอพวกขี้เมาขับรถเฉียวเป็นเหตุให้เธอต้องกระโดดหลบจนตกท่อและยังสายตาผู้คนที่แอบมองแล้วชี้ชวนให้กันดูเหมือนเป็นตัวประหลาดนี่อีก 

         คนมันจะซวยต่อให้เอาช้างมาฉุดก็หยุดความซวยไม่อยู่ นี่สงสัยเธอหายใจเอาละอองอุกบาตรที่พุ่งชนดวงอาทิตย์จนเป็นผงเข้าไปรึไงถึงได้ซวยขนาดนี้... ร่างบางหายใจฮึดฮัดอย่างโมโหพร้อมอดค่อนขอดให้กับความโชคร้ายของตนเองในใจไม่ได้ระหว่างตั้งหน้าตั้งตาเดินต่อไป 

        ซิ่นหนี่ว์ แม่บอกว่าชื่อของเธอหมายถึงหญิงสาวผู้มีความศรัทธา และแน่นอนว่าเธอไม่ได้ศรัทธาในเทพแห่งความซวย เธอเป็นเพียงเด็กสาวเมืองกรุงธรรมดา มีชีวิตประจำวันที่แสนเรียบง่ายเหมือนวัยรุ่นทั่วไปที่ต้องตื่นเช้าไปเรียน กลางวันเม้ามอยกับเพื่อนฝูง ตกเย็นก็กลับบ้าน แต่เพราะอุบัติเหตุเครื่องบินตกทำให้เธอต้องสูญเสียพ่อและแม่ไปพร้อมกันตอนอายุสิบห้าปี มีญาติทั้งฝ่ายพ่อกับแม่หลายคนที่ต้องการรับเลี้ยงเธอเพื่อหวังเงินทองสมบัติและบริษัทที่พ่อแม่สร้างไว้ให้เธอ ซิ่นหนี่ว์จึงปฏิเสธเหล่าญาติทั้งหลายแล้วนำเงินมาซื้อห้องเช่าในอพาร์ตเมนต์เล็กๆ แยกตัวอยู่คนเดียวอย่างสงบแทน 

        "วันนี้มันแย่จริงๆ" ซิ่นหนี่ว์เดินพึมพำเข้าไปในอพาร์ตเมนต์ที่เงียบสนิท ผ่านลุงยามที่นั่งสัปงกอยู่ด้านหน้าเช่นทุกวัน ผนังสีหม่นเต็มไปด้วยคราบสกปรกที่เจ้าของบอกจะทาสีใหม่ตั้งแต่สองปีที่แล้วก็ยังไม่ริเริ่มเสียที แสงจากหลอดไฟนีออนสีเหลืองสลัวตามทางเดินที่เว้นระยะห่างจนไม่แน่ใจว่าประหยัดหรืองกกันแน่ บรรยากาศเย็นๆ ให้ความรู้สึกเหมือนหลุดเข้าไปในหนังสยองขวัญที่มีผีผู้หญิงผมยาวชุดขาวคลานดักอยู่ปลายทาง 

         เอ๊ะ... เมื่อเช้าจำได้ว่าเราล็อคห้องดีแล้วหนิ 

            มือที่กำลังไขกุญแจห้องหยุดชะงักเพราะประตูที่มั่นใจว่าล็อคดีแล้วเมื่อเช้ากลับไม่ได้ล็อคอย่างที่คิด 

               ซิ่นหนี่ว์แนบหูกับประตูเพื่อฟังเสียงด้านในแต่เมื่อไม่ได้ยินเสียงใดๆ จึงคิดว่าเมื่อเช้าคงจะรีบมากเกินไปจนลืม เด็กสาวเปิดประตูและผลักเข้าไปช้าๆ ภาพข้าวของในห้องกระจัดกระจายเต็มพื้นแบบนี้... โจรขึ้นห้องชัวร์เลย มองดูลิ้นชักที่ถูกรื้อออกมาค้นหาของมีค่า ตู้ต่างๆ ที่ถูกเปิดอ้าทิ้งไว้ ดูท่าว่ามันจะเข้ามานานแล้ว 

               ซิ่นหนี่ว์ถอนหายใจ มือบางหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเพื่อโทรแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจพลางคิดว่าคงไม่มีโอกาสอยู่ถึงตอนที่อพาร์ตเมนต์แห่งนี้ทาสีใหม่ เพราะเธอจะย้ายออก สายตามองสำรวจไปรอบห้องอย่างระแวดระวังพลางเดินไปยังระเบียงห้องที่มีบานกระจกถูกเปิดอยู่จนทำให้ผ้าม่านสีทึบปลิวสะบัดไปตามแรงลม 

           พลั่ก!! 

               ของแข็งหนักๆ ฟาดมาทางด้านหลังตรงท้ายทอยอย่างแรงจนโทรศัพท์หลุดร่วงจากมือ ร่างกายล้มลงบนพื้นตามแรงโน้มถ่วง ความรู้สึกมึนงงและเจ็บปวดแผ่กระจายจากท้ายทอยไปทั่วศีรษะจนแทบหมดสติไปในวินาทีนั้น 

               ภาพสุดท้ายที่มองเห็นคือชายสองคนที่สวมหมวกโม่งคลุมศีรษะคาดว่าเป็นโจรแน่ๆ หนึ่งในพวกชั่วนั่นถือมีด อีกคนถือไม้เบสบอลที่ใช้เป็นอาวุธตีหัว! อยากจะหนีแต่ทว่าสติของเธอมันเลือนลางเกินกว่าที่จะทำแบบนั้น ได้แต่พยายามเบิกตาเพื่อมองจดจำลักษณะพวกมันให้ได้มากที่สุด เผื่อเธอรอดจะได้แจ้งความจับพวกมันได้ แต่ทุกอย่างไม่เป็นดั่งที่หวังเมื่อสติที่พยายามประคองไว้ดับวูบลงไปในที่สุด 

  

           เจ็บ..! อึดอัด..! 

               ความรู้สึกเหมือนกระดูกถูกบีบอัดจนแตกละเอียดและกำลังจมลึกลงไปในความมืดอย่างไม่มีที่สิ้นสุดทำให้ซิ่นหนี่ว์ลืมตาขึ้นพร้อมกับสายน้ำที่ทะลักเข้ามาทั้งทางปากและจมูกจนสำลัก สองมือสองขาถูกมัดด้วยเชือกอย่างแน่นหนาพร้อมหินถ่วง พยายามตะเกียกตะกายไขว่คว้าหาหลักยึดเหนี่ยว แต่แล้วความเย็นของสายน้ำยามค่ำคืนแทรกซึมเข้าสู่ผิวกายจนสั่นสะท้านไปถึงขั้วกระดูก 

        ยิ่งตะเกียกตะกายดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอดมากเท่าไหร่ ร่างกายกลับรู้สึกไร้เรี่ยวแรงและจมดิ่งลงสู่เบื้องล่างของแม่น้ำเร็วขึ้นเท่านั้น ร่างบางที่เคยดิ้นรนจึงหยุดนิ่งอย่างสิ้นหวัง ปล่อยความรู้สึกและร่างกายให้จมลงสู่เบื้องล่างถูกโอบอุ้มด้วยความมืดมิดที่หนาวเหน็บ ความเจ็บปวดบวกกับสายน้ำเย็นยามค่ำคืนแทรกซึมเข้าสู่ร่างกายจากความทรมานในตอนแรกแปรเปลี่ยนเป็นชินชาจนไร้ความรู้สึก 

               คุณพ่อ คุณแม่ หนูกำลังจะไปหาคุณพ่อกับคุณแม่แล้ว รอหนูก่อนนะคะ เรากำลังจะได้อยู่ด้วยกันแล้ว... 

           มือบางเอื้อมขึ้นไปกอบกุมของขวัญวันเกิดปีที่สิบห้าที่ถูกส่งมาล่วงหน้าก่อนที่เธอจะสูญเสียพ่อและแม่ไปตลอดกาล สร้อยเงินที่มีจี้หยกทรงกลมสีม่วง ในใจอธิฐานปรารถนาจะไปอยู่กับครอบครัวอย่างแรงกล้า 

               ฉับพลันซิ่นหนี่ว์รู้สึกคลายกระแสพลังอุ่นร้อนบางอย่างแผ่ซ่านออกมาจากหยกในมือไหลเข้าสู่ร่างกายเอ่อล้นออกมาจากบริเวณช่วงท้อง กระจายเข้าตามเส้นเลือดสู่แขนขาจรดปลายนิ้ววิ่งพล่านไปทั่วร่าง ชั่วขณะหนึ่งดวงตามองเห็นแสงสว่างเล็กๆ ระยิบระยับคล้ายหิงห้อยงดงามจับใจบินวนอยู่เบื้องหน้า 

         ถ้านี่คือความรู้สึกวินาทีสุดท้ายของคนที่กำลังจะตายก็ไม่เลวเลยทีเดียว... 

        เธอเอื้อมสองมือเพื่อที่จะไขว้คว้ามัน แต่แล้วทุกสิ่งทุกอย่างกลับแทนที่ด้วยแสงสว่างจ้าจนดวงตาพร่าเลือนพร้อมกับหัวใจที่หยุดนิ่ง วิญญาณของเด็กสาวจากศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดจึงหลุดออกจากร่างเลือนหายไปอย่างไร้ร่องรอย... 

 

 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}