Sameejaejung (สามีแจจุง)

หนังสือและ Boxset ซีรีส์ H.E.A.R.T. เปิดจองแล้วน้า

ร้อนรักครั้งที่ 10 สองบุคลิก

ชื่อตอน : ร้อนรักครั้งที่ 10 สองบุคลิก

คำค้น : HEART , Erotic , หัวใจร้อนรัก , หมอกธาร , เมฆธาร , Yaoi

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 10.8k

ความคิดเห็น : 88

ปรับปรุงล่าสุด : 27 พ.ย. 2560 23:00 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ร้อนรักครั้งที่ 10 สองบุคลิก
แบบอักษร



Part 10# Thara สองบุคลิก

               “ไง เคลียร์กันเข้าใจแล้วใช่มั้ย...อ้าว ทำไมถึงได้ร้องไห้แบบนั้นล่ะธาร” หมอเจเปิดประตูเข้ามาในห้องแล้วถามด้วยน้ำเสียงสดใส แต่พอเห็นผมกำลังนั่งร้องไห้ก็รีบเดินเข้ามานั่งข้างๆ ผมทันที

               “เมฆทิ้งผมอีกคนแล้วหมอ...ฮึ่ก...ตอนนี้ผมไม่เหลือใครแล้ว...ฮืออออออ” พูดจบน้ำตาของผมมันก็ยิ่งไหลทะลักออกมามากกว่าเดิม ตอนนี้ผมไม่อายแล้วก็ไม่สนใจด้วยว่าหมอเจจะมองผมแบบไหน ที่ผู้ใหญ่อายุ 27 กำลังร้องไห้ฟูมฟายราวกับเด็ก 7 ขวบ

               “เอาเข้าไป นี่หรอที่มันบอกว่าจะเคลียร์ เฮ้ออออ โดนไอ้แสบมันหลอกเข้าแล้ว” หมอเจถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ จากนั้นก็เอามือเสยผมขึ้นไปด้วยใบหน้าเซ็งๆ

               “แล้วนี่ธารจะทำยังไงต่อไป อยากจะไปคุยกับเมฆใหม่มั้ย ผมพาธารไปได้นะ” หมอเจพูดขึ้นอย่างมีน้ำใจ เท่านั้นแหละผมที่กำลังก้มหน้าอยู่ก็รีบหันขวับไปหา

               “จริงหรอหมอเจ!”

               “จริงสิ ผมมีทั้งที่อยู่และเบอร์โทรของเมฆนั่นแหละ” คำพูดนั้นทำให้ผมรู้สึกมีความหวังจึงได้ใช้หลังมือปาดน้ำตาออกไป แต่แล้วไม่กี่วินาทีต่อมาผมก็ถอนหายใจแล้วก้มหน้าคอตกเหมือนเดิม

               “ขอบคุณนะหมอเจ แต่ผมไม่ไปหาเมฆดีกว่า ถึงไปมันก็ไม่มีอะไรดีขึ้นหรอก ยังไงพรุ่งนี้เมฆก็ต้องกลับอเมริกาอยู่ดี” พูดถึงตรงนี้น้ำตาของผมมันก็รื้นขึ้นมา เพราะต่อไปผมคงจะไม่ได้เจอกับเมฆอีกแล้ว

               “ถ้าอย่างนั้นธารจะไปหาหมอกมั้ยล่ะ ผมรู้นะว่าหมอกอยู่ที่ไหน”

               “หมอรู้ได้ยังไง” ผมรีบเงยหน้าขึ้นไปมองหมอเจอีกครั้ง

               “ก่อนหน้านี้หมอกโทรมาระบายเรื่องธารให้ผมฟัง ตอนนั้นเมฆก็อยู่ด้วย” พอได้ยินแบบนี้ผมก็เข้าใจได้ทันทีว่าทำไมเมฆถึงได้ตัดสินใจบอกเลิกผมในวันนี้ เพราะเมฆคงรู้สึกผิดคิดว่าตัวเองคือต้นเหตุ ซึ่งพอนึกถึงคำพูดของเมฆที่บอกว่าทำเรื่องเห็นแก่ตัวอย่างครอบครองผมเอาไว้คนเดียวไม่ได้ มันก็เชื่อมโยงและลงล็อกได้อย่างพอดี

               “บางทีเมฆอาจจะอยากให้ผมกลับไปคืนดีกับหมอกก็ได้มั้ง” อันที่จริงผมมั่นใจมากๆ เลยล่ะ เพราะเมฆดูหวังดีและเป็นห่วงเป็นใยหมอก ก็อย่างว่าล่ะนะสองคนนี้เป็นฝาแฝดที่มีความผูกพันมากกว่าพี่น้องซะอีก

               “ถ้าอย่างนั้นแสดงว่าธารก็จะไปง้อหมอกสินะ”

               “ไม่ล่ะ ผมทำอย่างนั้นไม่ได้” คำตอบของผมทำเอาหมอเจขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจ

               “หมายความว่ายังไง หรือธารชอบเมฆมากกว่า”

               “เปล่าหรอก ผมชอบทั้งคู่เท่ากัน ไม่สิ...ผมต้องใช้คำว่ารักต่างหาก เฮ้ออออ นี่ก็ไม่รู้ว่าตั้งแต่คบกับสองคนนั้นมา ผมเคยพูดคำว่ารักออกไปสักครั้งรึยัง” พูดถึงตรงนี้ผมก็ทิ้งตัวพิงโซฟา จากนั้นก็เงยหน้ามองเพดานพลางคิดย้อนถึงเรื่องในอดีต

               “ธารรักทั้งคู่เท่ากันจริงๆ น่ะหรอ ถ้าถึงจุดที่จำเป็นต้องเลือกสักคนล่ะ” ผมหยุดคิดสักพักกับคำถามนั้น ซึ่งหลังจากที่ไตร่ตรองอย่างดีผมจึงได้ตอบหมอเจออกไปว่า...

               “ผมเลือกไม่ได้หรอกหมอ ผมรักทั้งคู่เท่ากันจริงๆ” ถึงแม้หมอกกับเมฆจะมีรูปร่างหน้าตาที่เหมือนกันมาก แต่กลับมีนิสัยต่างกันอย่างสุดขั้ว ซึ่งนั่นมันก็เลยทำให้ทั้งคู่มีเสน่ห์กันคนละแบบ

อย่างหมอกที่หลายคนอาจจะมองว่าเป็นผู้ชายธรรมดาที่ดูจืดชืด แต่ผมกลับมองว่าตรงนั้นแหละที่น่าหลงใหล หมอกทำให้ผมรู้สึกผ่อนคลายและสบายใจทุกครั้งเวลาที่ได้อยู่ด้วยกัน การใช้ชีวิตที่เรียบง่าย ไม่หวือหวา เวลาว่างก็เข้าวัดทำบุญสร้างกุศลให้ชีวิตมันมีความสุขจะตายไป

ส่วนเมฆที่หลายคนอาจจะมองว่าร้าย ทั้งปากเสียแล้วก็ยียวนกวนประสาท แต่เอาจริงๆ ถึงจะทำเป็นเก่งแต่เมฆก็ยอมแพ้ให้ผมตลอด ซึ่งผมมองว่าตรงนั้นแหละที่น่ารัก แถมผมยังสนุกที่ได้ต่อล้อต่อเถียงกับเมฆด้วย เมฆทำให้ชีวิตของผมมีสีสัน ถึงแม้จะได้อยู่ด้วยกันเพียงแค่แป๊บเดียวแต่ผมก็รู้สึกมีความสุขมากจริงๆ   

               “ถ้าอย่างนั้นทำไมไม่อยู่ด้วยกันแบบ 3 คนไปเลยล่ะ” คำถามของหมอเจเป็นคำถามที่ผมคิดอยู่ในใจมาโดยตลอด แต่คำตอบก็ไม่เคยเปลี่ยนไปจากวันแรกที่ผมคิดเลย

               “ไม่ ยังไงผมก็ไม่มีทางใช้ชีวิตแบบ 3 คนผัวเมียเด็ดขาด”

               “ทำไมล่ะธาร แบบนั้นมันน่าจะดีกว่าไม่ใช่หรอ เพราะธารจะได้ไม่ต้องเลือกใครคนใดคนหนึ่ง”

               “นั่นก็ใช่ แต่ถ้าผมทำแบบนั้นมันจะเห็นแก่ตัวเกินไป ผมจะมีความสุขอยู่แค่คนเดียว แต่หมอกกับเมฆคงไม่มีความสุขด้วย โดยเฉพาะหมอกที่ยังไงก็ไม่มีทางรับได้แน่ๆ” ถึงไม่ต้องถาม แต่แค่ดูความเกรี้ยวกราดของหมอกในวันนี้ผมก็รู้คำตอบแล้ว

ส่วนเมฆที่ถึงแม้จะบอกว่าสามารถใจกว้างเรื่องของผมกับหมอก แต่การที่เมฆบอกเลิกผมในวันนี้ ก็เป็นเครื่องพิสูจน์ได้อย่างดีว่าเมฆรู้สึกผิดมากที่ได้เข้ามาแทรกกลาง เพราะงั้นการใช้ชีวิต 3 คนผัวเมียแบบนั้นมันไม่มีทางมีความสุขได้ทุกฝ่ายอยู่แล้ว ส่วนผมที่เป็นคนกลางก็คงจะกระอักกระอ่วนเหมือนกัน

“แล้วแบบนี้ธารจะเอายังไงต่อไป ธารเลือกใครไม่ได้ แถมยังไม่ยอมใช้ชีวิตด้วยกันทั้ง 3 คนอีกต่างหาก” คำถามนั้นผมมีคำตอบในใจอยู่แล้ว ถึงแม้ผมจะมีเวลาคิดไม่มาก แต่ผมก็มั่นใจว่าเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด และผมก็จะไม่เสียใจภายหลังที่ตัดสินใจแบบนี้เด็ดขาด

“ผมคิดว่าผมจะอยู่คนเดียว คนโลเลอย่างผมไม่สมควรจะมีความสุขกับใครทั้งนั้น ผมควรปล่อยให้สองคนนั้นไปเจอคนดีๆ ที่รักจริงมากกว่า ไม่ใช่คนสองใจเลือกใครไม่ได้เพราะรักทั้งคู่แบบผม” พูดจบผมก็เงยหน้าให้สูงขึ้นอีกแล้วกระพริบตาช้าๆ เพื่อให้น้ำตาที่กำลังรื้นขึ้นมาไหลกลับลงไป ผมไม่อยากร้องไห้กับการตัดสินใจครั้งนี้ เพราะมันเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดแล้ว

คนเลวอย่างผมสมควรแล้วล่ะที่สุดท้ายจะต้องเหลือตัวคนเดียว...

“เอาล่ะ ถ้าตัดสินใจเลือกได้แล้วงั้นก็ไปกัน” หมอเจพูดจบก็จับมือผมแล้วฉุดให้ลุกขึ้น

“หา! ไปไหน! อะไรของหมอนี่ผมงงไปหมดแล้วนะ!”

“ผมจะพาธารไปหาหมอกกับเมฆ”

“หา! ไปทำไม! ไม่เอาผมไม่ไป!” ด้วยความตกใจผมจึงรีบสะบัดมือของหมอเจออก แต่หมอเจกลับจับมือผมให้แน่นกว่าเดิม แถมยังพาลากเดินออกไปจากห้องอีกต่างหาก

“เดี๋ยวสิหมอ! ผมก็บอกว่าผมไม่...”

“ชู่วววว อย่าโวยวายสิ นี่มันโรงพยาบาลนะธาร อีกอย่างเดี๋ยวใครมาเห็นภาพลักษณ์หนุ่มดอกไม้อย่างผมก็เสียหายกันพอดี” หมอเจหันหน้ามาหาผม แล้วเอานิ้วชี้แตะที่ริมฝีปากของตัวเอง

“เฮอะ! ช่างกล้าพูดนะว่าตัวเองเป็นหนุ่มดอกไม้ จิ้งจอกเจ้าเล่ห์ล่ะสิไม่ว่า” ผมเบ้ปากใส่ แต่นอกจากจะไม่โกรธแล้วหมอเจยังหัวเราะออกมาอีกต่างหาก

“ร่าเริงแล้วสินะธาร ถ้างั้นก็อย่าดื้อแล้วตามผมมาดีๆ” พูดจบหมอเจก็พาผมเดินต่อไป โดยที่จูงมือผมอย่างอ่อนโยนไม่ได้ลากเหมือนเมื่อกี้นี้แล้ว แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ยังรู้สึกไม่สบอารมณ์อยู่ดี ก็ดูสิไอ้หมอบ้านี่พูดกับผมอย่างกับว่าผมเป็นเด็ก ผมก็อายุ 27 เท่ากันไม่ใช่รึไง!

หลังจากนั้นผมก็ถูกหมอเจพาไปขึ้นรถ ซึ่งก็คือรถของผมเองที่ถูกยึดกุญแจเอาไปขับซะเรียบร้อย พอถามว่าจะพาผมไปไหนก็ไม่ยอมตอบ แล้วพอผมจะร้องเรียนที่ไม่ยอมทำการทำงาน ไอ้หมอบ้านั่นก็อ้างว่าออกเวรแล้ว น่าเจ็บใจชะมัดเลย

ในเมื่อทำอะไรไม่ได้ผมเลยได้แต่นั่งกอดอกด้วยท่าทางฮึดฮัด อีตาหมอเจก็เห็นอาการของผมแหละแต่ก็ขับรถต่อไปไม่ได้สนใจแต่อย่างใด ผมที่เห็นว่าเส้นทางมันใกล้ถึงหอพักของหมอกเข้าไปเรื่อยๆ เลยเริ่มจะนั่งไม่ติดที่แล้ว

“นี่อย่าบอกนะว่าหมอจะพาผมไปหาหมอกที่หอ”

“ก็ไม่รู้สินะ” หมอเจยักไหล่ทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้

“นี่! อย่ามากวนประสาทกันนะหมอ! ก่อนหน้านี้ผมก็บอกแล้วไงว่าจะไม่ง้อไม่เจอใครทั้งนั้น!” ผมโวยวายด้วยท่าทางหัวเสียมากกว่าเดิม ไอ้หมอบ้านี่ฟังภาษาคนไม่รู้เรื่องรึไง

“เอาน่าอย่าพึ่งเหวี่ยงสิธาร นี่ผมกำลังช่วยธารอยู่นะ เชื่อเถอะว่าหลังจากนี้ธารจะต้องขอบคุณผม”

“สาปส่งล่ะสิไม่ว่า” ผมแยกเขี้ยวใส่ ส่วนหมอเจก็ไม่ได้ว่าอะไรเพียงแค่หัวเราะขำๆ แล้วขับรถอย่างอารมณ์ดีจนกระทั่งถึงหอพักของหมอก

“ลงมาสิธาร จะนั่งอยู่ตรงนี้ไปถึงเมื่อไหร่” หมอเจเปิดประตูรถฝั่งที่นั่งของผม เพราะหลังจากที่จอดรถแล้วหมอเจเดินลงไปแล้ว ผมก็ยังคงนั่งอยู่กับที่ไม่ยอมลุกไปไหน

“ผมไม่อยากลงไปอะหมอ ผมกลัวหมอกพูดจาไม่ดีใส่ หรือไม่บางทีอาจจะไล่ผมออกจากห้องเลยก็ได้” พูดถึงงตรงนี้ผมก็คอตกทันที ผมยังจำสีหน้าและคำพูดของหมอกทุกคำได้เป็นอย่างดี ผมไม่รู้ว่าถ้าผมโดนแบบนั้นอีกทีหัวใจของผมยังจะรับไหวรึเปล่า

“ไม่ต้องกลัวหรอกนะธาร” คำปลอบประโลมด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนของหมอเจทำให้ผมรู้สึกดีขึ้นมากจนสามารถยิ้มบางๆ ออกมาได้ แต่พอได้ยินคำพูดต่อไปเท่านั้นแหละผมก็รีบหุบยิ้มแทบไม่ทัน

“ยังไงธารก็โดนแน่นอน”

“ไอ้หมอบ้านี่!” ผมเงื้อหมัดขึ้น อยากจะทุบหมอเจสักหมัดสองหมัดให้สาสมกับที่มากวนประสาทผม แต่ผมก็ถูกคว้าที่ข้อมือเอาไว้ แล้วโดนลากลงจากรถไปจนได้

“ปล่อยผมนะหมอ ผมไม่อยากเจอหมอกจริงๆ” ผมพยายามบิดข้อมือให้หลุดจากการเกาะกุม แต่ไม่ว่าจะออกแรงเท่าไหร่ผมก็สู้แรงของหมอเจไม่ได้เลย

“ผมรู้ว่าตอนนี้ธารกำลังรู้สึกยังไง แต่ธารต้องไปเจอหมอกกับผม เชื่อเถอะว่าผมหวังดีกับทุกฝ่าย” หมอเจพูดกับผมด้วยสีหน้าจริงจังไม่มีแววขี้เล่นอีกต่อไป ผมที่เห็นอย่างนั้นเลยต้องยอมอยู่นิ่งๆ อย่างช่วยไม่ได้ ก่อนที่ผมจะเดินตามหมอเจขึ้นไปจนกระทั่งถึงที่หน้าห้องของหมอก

ก๊อก ก๊อก ก๊อก

“หมอกนี่พี่เอง เปิดประตูให้พี่หน่อย” ผมรู้สึกแปลกใจนิดหน่อยที่ทำไมหมอเจถึงได้มั่นใจว่าหมอกอยู่ที่นี่ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ผมมาหาหมอกรอบหนึ่งแล้วแต่ก็พบเพียงแค่ความว่างเปล่า

“ผมว่าบางทีหมอกอาจจะไม่ได้...” แต่แล้วยังไม่ทันที่จะได้พูดจนจบประโยคผมก็ต้องเงียบไป เพราะหมอกได้เปิดประตูห้องออกมา ซึ่งพอเห็นหน้าผมเท่านั้นแหละ สีหน้าเรียบเฉยก็เปลี่ยนเป็นความโกรธและเกลียด แต่ถึงอย่างนั้นผมก็เห็นแววตาเศร้าๆ และเจ็บปวดมองตรงมาทางนี้

“คุณมาที่นี่ทำไม” น้ำเสียงเย็นชาและสีหน้าของหมอกที่เห็น ทำให้ผมรู้สึกราวกับว่ากำลังถูกบีบที่หัวใจ ผมรู้สึกทรมานจนหายใจแทบไม่ออก

“คือ...คือฉัน...”

“ถ้าจะมาแก้ตัวหรือโกหกก็กลับไปซะ ผมไม่อยากฟังแล้วก็ไม่อยากเจอหน้าคุณ” คำพูดนั้นทำให้ผมน้ำตารื้นขึ้นมา แต่ผมก็เงยหน้าแล้วพยายามกระพริบตาไล่มันกลับไป เพราะไม่อยากให้หมอกเข้าใจผิดว่าผมมาบีบน้ำตาเพื่อเรียกร้องความสงสาร แต่ถึงจะคิดอย่างนั้นน้ำตาเจ้ากรรมมันก็ยังไหลลงมาอยู่ดี

“ที่อุตส่าห์ให้พี่หมอพามาถึงนี่เพราะแค่จะมาร้องไห้ใช่มั้ย ถ้างั้นคุณก็กลับไปซะ อย่ามาเสียเวลากับผม ไปหาผู้ชายคนนั้นที่คุณรักมากจนเพ้อหาแต่มันจะดีกว่า” คำพูดของหมอกทำให้ผมเม้มปากแน่น ผมไม่อยากอยู่ที่นี่เพื่อทรมานหัวใจของตัวเองอีกแล้วเลยว่าจะเดินจากไป แต่คำพูดของหมอเจก็ทำให้ขาของผมหยุดชะงักไปซะก่อน

“แต่ผู้ชายคนนั้นมันก็คือหมอกเองนะ” คำพูดนั้นทำให้ผมเงยหน้าขึ้นไปมองหมอเจทันที

“หมายความว่ายังไงพี่หมอ ผมไม่เข้าใจที่พี่พูด” อย่าว่าแต่หมอกเลย เพราะตอนนี้ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน หมอเจที่ได้ยินหมอกถามแบบนั้นก็ยิ้มที่มุมปากก่อนจะเฉลยออกมาว่า...

“เมฆกับหมอกคือคนคนเดียวกัน เพราะว่าหมอกมีสองบุคลิกยังไงล่ะ”

“ว่าไงนะ!!” ผมกับหมอกอุทานขึ้นมาพร้อมกันด้วยความตกใจ

“ไปนั่งคุยกันในห้องดีกว่า เสียงดังไปถึงข้างล่างแล้วมั้ง” หมอเจพูดอย่างชิลๆ แล้วเดินเข้าไปนั่งที่โซฟาในห้อง ส่วนผมกับหมอกก็มองหน้ากัน เมื่อต่างคนต่างไม่รู้เลยต้องเดินตามหมอเจไปนั่งที่โซฟาอย่างช่วยไม่ได้

“เรื่องที่บอกว่าผมมีสองบุคลิกนี่มันยังไงครับพี่หมอ” หมอกเริ่มเอ่ยปากถามทันที โดยที่สีหน้ามีแต่ความงุนงง สับสน และไม่เข้าใจ

“มันอาจจะฟังดูน่าเหลือเชื่อไปหน่อย แต่มันไม่ใช่เรื่องเกินจริงแน่นอน โรคสองบุคลิกมันมีอยู่จริงๆ ซึ่งบางรายอาจจะมีหลายบุคลิกที่แตกแยกออกไปมากกว่านี้ก็ได้ แต่รวมๆ ทางการแพทย์เรียกโรคนี้ว่าดิสโซสิเอทีฟ”

เรื่องนี้ผมพอจะมีความรู้อยู่บ้างเพราะพฤกษ์กับเพลิงอธิบายให้ผมฟังแล้ว แต่สำหรับหมอกอาจเป็นเรื่องใหม่พอสมควร แถมยังเกิดขึ้นกับตัวเองด้วยเลยทำหน้าไม่เข้าใจ นอกจากนี้ยังมีแววต่อต้านและไม่ยอมรับอีกต่างหาก

“ผมไม่คิดว่าตัวเองจะเป็นโรคนี้หรอกนะครับ ผมปกติดี พี่หมอเข้าใจผิดแล้วล่ะ” หมอกยืนยันหนักแน่น ส่วนผมก็สองจิตสองใจ เพราะเมฆบอกผมกับปากเองว่าตัวเองคือฝาแฝดกับหมอก แต่เนื่องจากเหตุผลมันดูไม่ค่อยน่าเชื่อ แถมข้อมูลที่ผมมีมันก็ชี้ไปที่สองบุคลิก ดังนั้นผมเลยเอนเอียงไปทางหมอเจมากกว่า

“ก็ไม่แปลกล่ะนะที่หมอกจะไม่เชื่อพี่ แต่พี่ถามหน่อยเถอะว่าหมอกไม่เคยสงสัยบ้างหรอว่า ทำไมตัวเองถึงเหนื่อยง่ายจนวูบอยู่บ่อยๆ ทั้งที่ไม่ได้เป็นโรคอะไร อย่างวันนี้ที่หมอกจำได้ล่าสุดก็ตอนทะเลาะกับธารจนปวดหัวที่คาราโอเกะใช่มั้ยล่ะ” คำถามของหมอเจทำให้หมอกขมวดคิ้วจนแทบจะเป็นเครื่องหมายคำถาม

“เรื่องเหนื่อยง่ายจนวูบผมไม่เคยสงสัย แต่เรื่องความจำล่าสุดของผมพี่หมอรู้ได้ยังไงครับ”

“ทำไมจะไม่รู้ ก็เมฆเป็นคนบอกพี่เองว่าเมฆออกมาหลังจากตอนนั้น...ที่บอกว่า ‘ไม่ใช่เรื่องของคุณ’ นั่นคือเมฆพูดนะไม่ใช่หมอก” ประโยคสุดท้ายหมอเจหันมาพูดกับผม

“หนอย...ไอ้เด็กบ้านั่น” ผมกัดฟันกรอด แต่พอเห็นหมอกหันมามองผมเลยรีบหุบปาก แล้วนั่งเงียบๆ รอฟังหมอกกับหมอเจคุยกันเพราะผมยังมีชนักติดหลังอยู่

“แต่ผมก็ยังไม่อยากเชื่ออยู่ดีครับพี่หมอ เรื่องสองบุคลิกอะไรนั่นมันดูเกินจริงเกินไป” หมอกพูดด้วยใบหน้าสับสน บางทีอาจจะกำลังเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งอยู่ล่ะมั้ง

“ถึงมันจะดูไกลตัวไปหน่อยแต่เรื่องนี้มันไม่ได้เกินจริงนะหมอก พี่ขอเอาเกียรติและอาชีพของพี่ยืนยันได้เลยว่าหมอกเป็นโรคนี้จริงๆ หมอกสร้างอีกบุคลิกขึ้นมานั่นก็คือเมฆ มันคือกลไกการปกป้องตัวเองอีกทางหนึ่งของมนุษย์ เพื่อรองรับความเครียด ความกดดัน และความเจ็บปวดที่ได้รับจากพ่อแม่ หมอกสร้างเมฆขึ้นมาตั้งแต่อายุ 12 แล้ว” คำพูดของหมอเจทำให้ผมรู้สึกหดหู่และสะเทือนใจ ถึงแม้ผมจะพอเดาเหตุผลที่หมอกมี 2 บุคลิกได้แล้ว แต่พอรู้ว่าหมอกเป็นแบบนี้มาตั้งแต่ชั้นประถมมันก็ทำให้ผมรู้สึกจุกในอกจนแทบน้ำตาคลอ

“พี่หมอรู้เรื่องนี้มาตั้งแต่ตอนไหน แล้วทำไมถึงไม่ยอมบอกผม” หมอกเอามือเสยผมแล้วก้มหน้าลงต่ำ ท่าทางตอนนี้เหมือนจะยอมรับได้แล้วว่าตัวเองมี 2 บุคลิก แสดงว่าความเครียด ความกดดัน และความเจ็บปวดที่ได้รับมันคงจะมากมายจริงๆ สินะ

“พี่รู้เรื่องนี้ประมาณ 2 ปีก่อน ตอนนั้นเมฆโทรหาพี่เพราะถูกจับที่แอบเข้าผับทั้งที่อายุไม่ถึง พอพี่ซักไซ้ก็บอกว่าเครียดเลยมาหาที่ระบาย แล้วก็เล่าเหตุผลที่หมอกสร้างตัวเองขึ้นมาให้พี่ฟัง ส่วนที่พี่เก็บเงียบเอาไว้ก็เพราะเรื่องนี้มันค่อนข้างจะอธิบายยาก และเมฆก็ขอพี่เอาไว้ด้วยเพราะไม่อยากให้หมอกต้องทนกับความกดดัน เมฆจะเป็นคนรับมันเอาไว้เอง” พอได้ยินแบบนี้หมอกก็เงียบไปพักใหญ่เพราะคงมีหลายเรื่องให้ต้องคิด โดยเฉพาะความรู้สึกเกลียดและต่อต้านเมฆที่เกิดขึ้นในครั้งแรก

บางทีตอนนี้หมอกคงจะกำลังพยายามยอมรับเมฆ ซึ่งเป็นอีกตัวตนหนึ่งของตัวเองอยู่ก็ได้ หมอกได้แต่นั่งนิ่งๆ โดยไม่พูดอะไร ส่วนผมกับหมอเจก็ไม่ได้ส่งเสียงรบกวนแต่อย่างใด เพียงแค่ให้กำลังใจอยู่ใกล้ๆ จนกระทั่งหมอกคงจะยอมรับเมฆได้จึงเริ่มเอ่ยปากออกมาอีกครั้ง

“มีวิธีไหนมั้ยครับที่ผมจะได้เจอกับเมฆ” คำถามนั้นทำเอาหมอเจถอนหายใจออกมา ก่อนจะส่ายหน้าไปมาช้าๆ

“ไม่มีหรอก เพราะถ้าเมฆออกมาหมอกก็จะอยู่ในภาวะหลับไหล ไม่มีความทรงจำในช่วงเวลาที่เมฆออกมา เพราะแบบนี้ไงล่ะเมฆถึงได้ให้พี่ช่วยโกหกทุกคนว่าหมอกร่างกายอ่อนแอจนวูบอยู่บ่อยๆ”

“ถ้างั้นก็แสดงว่าเมฆจะออกมาตอนที่ผมวูบไปสินะครับ”

“ใช่”

“แล้วพี่หมอรู้มั้ยว่าช่วงเวลาไหนเมฆจะออกมา”

“ตอนที่หมอกอยู่ในภาวะที่เครียดมากๆ ตอนนั้นแหละที่เมฆจะออกมารับความกดดันนั้นแทน จนเมื่อเมฆนอนหลับไปตัวตนของหมอกก็จะกลับมาอีกครั้ง”

“มิน่าล่ะผมถึงไม่เคยเห็นเมฆนอนหลับเลย เมฆจะทำให้ผมหลับก่อนทุกครั้งแล้วก็ใช้จังหวะนั้นหนีไปเสมอ” ผมเผลอพูดความคิดที่อยู่ในใจออกมา คำพูดนั้นทำให้หมอกหันหน้ามาหา ผมที่พอรู้ตัวว่าพลาดมากจึงได้รีบเอามือปิดปากเอาไว้ทันที

“ฉะ...ฉันขอโทษนะหมอก ฉันไม่ควรพูดชื่อเมฆตอนนี้ ฉัน...” ผมละล่ำละลัก โดยที่สมองก็พยายามคิดข้อแก้ตัวดีๆ เพื่อที่จะไม่ให้หมอกรู้สึกโกรธ แต่ก็ดูเหมือนว่าผมจะคิดมากเกินไปหน่อย เพราะนอกจากไม่โกรธหมอกยังพูดกับผมออกมาว่า...

“เล่าเรื่องของเมฆให้ผมฟังหน่อยได้มั้ยครับ”

“หา?” ผมเบิกตากว้างและอ้าปากค้างอย่างคาดไม่ถึง

“เอ่อ...นายพูดจริงหรอหมอก นายไม่ได้โกรธเกลียดเมฆแล้วหรอ” หมอกส่ายหน้าไปมาช้าๆ กับคำถามของผม

“ถึงผมจะยังรู้สึกแปลกๆ ที่มีเมฆเป็นอีกหนึ่งตัวตนของผมก็เถอะ แต่เมฆทำเพื่อผมขนาดนั้นแล้วผมจะไปโกรธเกลียดเมฆลงได้ยังไง ผมต้องขอบคุณมากกว่าที่เมฆเกิดมาเพื่อผม แต่ผมกลับพูดจาไม่ดีถึงเมฆไปแบบนั้น...” หมอกพูดได้เท่านี้ก็เงียบไป สีหน้าของหมอกดูเสียใจกับคำพูดตัวเองจริงๆ

 “ฉันเชื่อว่าเมฆต้องไม่โกรธนายแน่นอน เมฆต้องดีใจมากกว่าที่ถูกนายยอมรับ” ผมยิ้มให้แล้ววางมือลงบนไหล่ของหมอก หมอกจึงวางมือทับลงไปแล้วยิ้มบางๆ ตอบผม เราสองคนยิ้มให้กันจนบรรยากาศที่ขุ่นมัวเมื่อกี้ค่อยๆ สดใสขึ้นมา

“ในที่สุดก็เข้าใจกันได้แล้วนะ ทีนี้เชื่อรึยังล่ะว่าธารจะต้องขอบคุณผม” หมอเจพูดยิ้มๆ หน้าตาตอนนี้น่าหมั่นไส้จนผมอยากแยกเขี้ยวใส่ แต่ผมก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าที่ผมกลับมาคืนดีกับหมอกก็เพราะหมอเจจริงๆ

“เออ เชื่อแล้ว ขอบคุณนะหมอ เดี๋ยวผมจะเลี้ยงข้าวตอบแทนชุดใหญ่แบบไม่อั้นเลยเอ้า” ผมพูดอย่างใจป้ำ ส่วนหมอเจก็หัวเราะอย่างขำๆ ออกมา

“โอเคธารพูดแล้วนะ” หมอเจทำหน้าเจ้าเล่ห์

“โหย ทำหน้าแบบนี้นี่ผมชักกลัวแล้วนะว่าหมอจะจัดเต็มจนผมล้มละลายรึเปล่า” ผมทำหน้าหวาดๆ สีหน้าและคำพูดของผมเล่นเอาหมอเจถึงกับขำพรืด

“ผมไม่ใช่คนแบบนั้นหรอกน่า ธารนี่ก็ชอบมองผมในแง่ร้าย”

“นั่นเพราะผมมองออกน่ะสิว่าที่จริงหมอเป็นคนยังไง” หมอเจยักไหล่ไม่แก้ตัวใดๆ ทั้งนั้น ผมจะถือว่านั่นคือการยอมรับก็แล้วกันว่าผมพูดถูก

“เออจริงด้วย ผมมีเรื่องที่ยังสงสัยอยู่อีกอย่างน่ะหมอเจ”

“หืม? เรื่องอะไรหรอ?”

“คือผมไม่เข้าใจว่าทำไมเมฆต้องโกหกด้วยว่าตัวเองเป็นแฝดน้อง ทั้งที่เมฆเป็นอีกบุคลิกหนึ่งของหมอก” คำถามของผมทำให้หมอกทำหน้าสงสัยด้วยคน จึงได้หันไปรอคำตอบจากหมอเจด้วย

“เมฆต้องการทดสอบความรู้สึกของธารว่า จะรักมากถึงขนาดที่ยอมตัดใจเพราะเลือกใครไม่ได้รึเปล่า ถ้าหากธารเลือกทั้งคู่แล้วมีเหตุผลไม่มากพอนอกจากความต้องการของตัวเอง เมฆจะไม่ไปเจอธารอีกและจะทำเหมือนว่าตัวเองกลับต่างประเทศไปแล้ว เพราะถึงจะรักธารมากแค่ไหนแต่สำหรับเมฆหมอกนั้นคืออันดับ 1 เสมอ แต่ถ้าธารเลือกจะเสียสละและตัดใจ เมฆก็ให้ผมพาธารมาเจอกับหมอกที่นี่ และให้บอกเรื่องที่มี 2 บุคลิกให้หมอกรับรู้ด้วย”

สิ่งที่ได้ยินทำให้ผมถึงกับพูดไม่ออก ถ้าตอนนั้นผมเลือกอีกทางนึกไม่ออกเลยว่าชีวิตของผมจะเป็นยังไง การถูกบอกเลิกจากคนที่รักพร้อมกันมันทรมานหัวใจมากเกินจนผมแทบรับไม่ไหว ดีจริงๆ ที่การตัดสินใจครั้งนั้นทำให้ผมได้มานั่งอยู่ที่นี่

“เอาล่ะ ในเมื่อเรื่องทุกอย่างเคลียร์แล้วงั้นวันนี้ผมขอตัวกลับก่อนแล้วกัน...พี่ไปแล้วนะหมอก” ประโยคสุดท้ายหมอเจหันไปพูดกับหมอก ซึ่งหมอกก็พยักหน้าลงแล้วยกมือไหว้ และหลังจากที่หมอเจออกจากห้องไปหมอกจึงได้ขยับมานั่งใกล้ๆ พร้อมหันหน้ามาคุยกับผม

“ผมขอโทษนะครับคุณธารที่วันนี้พูดจาไม่ดีกับคุณ แถมยังทำให้คุณร้องไห้จนตาบวมอีกต่างหาก” หมอกพูดอย่างรู้สึกผิดพร้อมกับยกมือขึ้นมาประคองที่ใบหน้าของผม จากนั้นก็ใช้นิ้วหัวแม่มือลูบไล้ที่ใต้ดวงตาไปมาอย่างแผ่วเบา

“ไม่เป็นไรฉันไม่โกรธนายหรอก ฉันสิที่ต้องเป็นคนถามว่านายยังโกรธฉันอยู่รึเปล่า เรื่องที่ฉันกับเมฆ...เอ่อ...จะว่ายังไงดีล่ะ...ฉันรู้สึกกับเมฆเหมือนที่รู้สึกกับนาย ฉันรักพวกนายเท่ากันทั้งสองคน” ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าการตัดสินใจพูดออกไปแบบนี้มันจะดีหรือร้าย แต่ไม่ว่าผลมันจะออกมาเป็นยังไง ผมก็ไม่เสียใจเพราะได้พูดความจริงออกไปแล้ว

หลังจากพูดจบหมอกก็มองตรงเข้ามาในดวงตาของผมสักพัก สีหน้าและสายตาของหมอกนิ่งมากจนผมเดาไม่ออกว่าหมอกกำลังรู้สึกยังไง และก่อนที่ผมจะรู้สึกใจแป้วหมอกก็ยิ้มออกมาช้าๆ

“ทำไมผมต้องโกรธคุณด้วยล่ะครับ ก็เมฆกับผมเป็นคนคนเดียวกัน แถมยังมีหัวใจดวงเดียวกันอีกต่างหาก ผมรักคุณมันก็ไม่แปลกเลยที่เมฆจะรักด้วย ส่วนการที่คุณจะรักทั้งผมและเมฆมันก็ไม่แปลกเหมือนกัน ก็เพราะนั่นมันคือตัวผมทั้งคู่” คำพูดของหมอกทำให้ผมยิ้มกว้างออกมา ความสุขและความดีใจที่ปัญหาทุกอย่างคลี่คลายจึงทำให้ผมโผเข้ากอดหมอกแน่น ซึ่งหมอกก็กอดตอบผมอย่างแนบแน่นเช่นกัน

“ผมรักคุณนะครับคุณธาร”

“ฉันก็รักนายเหมือนกัน” เราสองคนยิ้มกว้างและกอดกันอยู่อย่างนั้นเนิ่นนาน จนกระทั่งซึมซับความรักจากกันและกันอย่างเต็มที่นั่นแหละ จึงได้คลายอ้อมกอดออกมาในที่สุด

“ผมอยากฟังเรื่องของเมฆ คุณพอจะเล่าให้ผมฟังได้มั้ยครับคุณธาร”

“ได้สิ นายอยากรู้เรื่องอะไรล่ะ”

“ก็เรื่องทั่วไปแหละครับ อย่างเช่นนิสัยอะไรแบบนี้”

“อืม...จะว่ายังไงดี...เมฆตรงข้ามกับนายทุกอย่างเลยล่ะหมอก ทั้งเจ้าเล่ห์ กวนประสาท แล้วก็ปากเสีย เรียกได้ว่าเป็นวายร้าย ต่างจากนายที่แสนดีราวฟ้ากับเหว เฮอะ! พูดแล้วก็หมั่นไส้ ไม่เข้าใจจริงๆ ว่าฉันหลงไปรักคนแบบนั้นได้ยังไง” ผมเบ้ปากแล้วถอนหายใจออกมา หมอกที่เห็นแบบนั้นเลยหัวเราะออกมาอย่างขำๆ

“ถึงจะพูดแบบนั้นแต่ท่าทางคุณมีความสุขมากเลยนะครับ ว่าแต่ปกติเวลาที่อยู่กับเมฆคุณจะทำอะไร หืม...ทำไปหน้าแดงล่ะครับคุณธาร?” หมอกพูดด้วยท่าทางสงสัย

ก็จะไม่ให้ผมหน้าแดงได้ยังไง ในเมื่อกิจกรรมเดียวที่ผมทำเวลาที่อยู่กับเมฆก็คือเซ็กส์อย่างเดียวนี่นา!

“เอ่อ...คือ...” ผมได้แต่อึกอักเพราะน้ำท่วมปาก ส่วนหมอกก็ยังรอคำตอบด้วยใบหน้าใสซื่อเช่นเดิม

“ว่ายังไงครับคุณธาร?”

โอ๊ย! ให้ตาย! นี่ผมควรจะโกหกหมอกหรือว่าควรจะบอกความจริงออกไปดี!

“คือ...นายจะโกรธมั้ยถ้าฉันจะบอกว่า กิจกรรมเดียวที่ฉันทำกับเมฆก็คือเซ็กส์” ผมกลั้นใจตอบความจริงออกไป เพราะผมไม่อยากโกหกหรือปิดบังอะไรหมอกอีกแล้ว

“ที่ไหน...คุณสองคนมีอะไรกันที่ไหนบ้าง” หมอกพูดด้วยสีหน้าเรียบเฉย แต่ไม่รู้ทำไมผมถึงรู้สึกได้ถึงความเย็นยะเยือกที่แผ่ซ่านออกมา จนตอนนี้ผมรู้สึกขนลุกแทบจะทั้งตัวอยู่แล้ว

“คะ...ครั้งแรกก็ที่โรงแรม ห้องเดียวกับที่เคยไปกับนาย” ผมก้มหน้าลงต่ำแต่ก็แอบลอบมองขึ้นไปมองหมอก ตอนนี้ผมรู้สึกว่าตัวเองราวกับเป็นนักโทษที่กำลังถูกสอบสวนยังไงไม่รู้

“นี่ตั้งใจจะทับไลน์กันงั้นหรอ” ผมไม่รู้ว่าหมอกตั้งใจจะพูดกับใครระหว่างผมกับเมฆ แต่ที่แน่ๆ ตอนนี้ผมคิดว่าหมอกน่าจะเริ่มไม่สบอารมณ์ขึ้นมาแล้วล่ะ

“เมฆเคยพาคุณขึ้นมาที่ห้องนี้รึเปล่าคุณธาร”

“เปล่าๆ ไม่เคยเลยหมอก” ผมรีบส่ายหน้าปฏิเสธทันที คำตอบนั้นเป็นที่น่าพอใจจนทำให้บรรยากาศรอบตัวของหมอกแจ่มใสขึ้นมาหน่อย

“แล้วคุณเคยมีอะไรกับเมฆที่ไหนอีกบ้าง ระหว่างเมฆกับผมคุณเจอใครบ่อยกว่ากัน”

“ก็ต้องเป็นนายอยู่แล้ว เมฆทำตัวเหมือนผีที่เดี๋ยวแว้บไปแว้บมาตามจับตัวไม่ได้ เพราะงั้นฉันเลยมีอะไรกับเมฆแค่ 2 ครั้ง ครั้งแรกก็ที่โรงแรมอย่างที่เคยบอกไป ส่วนครั้งสุดท้ายก็คือในรถ เพราะงั้นนายไม่ต้องกังวลหรอกว่าฉันจะเจอเมฆมากกว่านาย” ผมยืนยันด้วยน้ำเสียงหนักแน่นจริงจัง โดยที่คิดว่าคำตอบนั้นจะทำให้หมอกอารมณ์ดีขึ้น แต่ก็ดูเหมือนว่ามันจะไม่ได้เป็นแบบนั้น

“บนรถ...คุณบอกว่ามีอะไรกับเมฆบนรถงั้นหรอครับคุณธาร” หมอกถามด้วยเสียงราบเรียบ ส่วนใบหน้าก็ยังนิ่งเฉยไม่ต่างจากปกติ แต่ผมกลับสัมผัสได้ถึงบรรยากาศที่แตกต่างออกไป

“นี่อย่าบอกนะว่านายกำลังหึงเมฆ?” ผมหรี่ตาลงแล้วถามอย่างไม่ค่อยแน่ใจ

“ทำไมผมต้องหึงด้วยครับ ในเมื่อเมฆกับผมก็เป็นคนคนเดียวกัน” ถึงจะบอกไม่หึง แต่หน้าของหมอกกลับบึ้งตึงอย่างชัดเจน

“ไม่หึงก็ไม่หึง ถ้างั้นฉันจะเล่ารายละเอียดให้นายฟังด้วยเลยแล้วกัน คืนนั้นน่ะฉันกับเมฆ...” แต่ยังไม่ทันที่ผมจะได้พูดอะไรต่อ หมอกก็รีบพูดขัดขึ้นแล้วหันหน้าหนีไปอีกทาง

“พอเถอะครับคุณธาร ผมไม่อยากฟังเรื่องของเมฆแล้ว” สีหน้าของหมอกในตอนนี้งอง้ำจนแทบจะเป็นตะขอ ผมจึงคิดว่าถ้าแกล้งหมอกมากกว่านี้มีสิทธิ์โดนโกรธจริงๆ จนง้อไม่หายแน่นอน

“โอเค ฉันไม่พูดเรื่องเมฆแล้วก็ได้ เพราะงั้นมาคืนดีกันนะ เลิกงอนเลิกหึงได้แล้วเด็กดี” ผมพลิกตัวไปนั่งคร่อมที่ตักของหมอกเอาไว้ จากนั้นก็ใช้สองแขนโอบรอบลำคอตรงหน้าอีกที

“ผมไม่เด็กแล้วนะครับคุณธาร” ผมคิดว่านอกจากหน้าตา ก็คงเป็นเรื่องที่ไม่ชอบให้เรียกว่าเด็กนี่แหละที่หมอกเหมือนกันกับเมฆ

“โอเคๆ นายไม่ใช่เด็กแต่เป็นผู้ใหญ่ ไม่งั้นจะสามารถทำเรื่องแบบนี้ได้ยังไงกันล่ะเนอะ” พูดจบผมก็ก้มหน้าลงไปจุ๊บที่ริมฝีปากของหมอก การกระทำนั้นทำให้หมอกอารมณ์ดีขึ้นมากจนผมรู้สึกได้ แม้ว่าหมอกจะยังไม่ได้ยิ้มออกมาแต่ใบหน้าก็เลิกบูดบึ้งแล้ว

“ผมอยากรู้ว่าระหว่างผมกับเมฆใครเก่งเรื่องแบบนั้นมากกว่ากันครับคุณธาร”

“หา?” คำถามที่ถามออกมาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยของหมอกทำให้ผมถึงกับเหวอ อยู่ดีๆ จะถามเรื่องแบบนี้ขึ้นมาทำไม แล้วถ้าหากตอบความจริงออกไปหมอกจะโกรธผมมั้ยเนี่ย

“เอ่อ...”

“ว่ายังไงครับคุณธาร หรือที่อึกอักเป็นเพราะไม่กล้าตอบว่าเมฆเก่งกว่าผม” ก็ใช่น่ะสิ! ขืนตอบไปแบบนั้นนายได้โกรธฉันจริงจังแน่ๆ!

“ไม่ใช่สักหน่อย แต่ฉันเปรียบเทียบไม่ถูกเพราะพวกนายสไตล์ต่างกันไงเล่า แต่ถ้าจะให้ตอบว่าฉันชอบมีอะไรกับใครมากกว่า คนคนนั้นก็คือนายนะหมอก” ที่พูดไปผมไม่ได้โกหกแต่อย่างใด ผมรู้สึกดีเวลาที่มีเซ็กส์กับหมอกมากกว่าจริงๆ เพราะหมอกมักจะทำตามคำสั่งไม่ชอบบังคับเหมือนกับเมฆ ผมชอบเป็นคนคุมเกมเองเพราะมันเร้าใจกว่าเยอะ

“คุณพูดจริงหรอครับ?” ถึงจะถามแบบนี้แต่สีหน้าของหมอกก็ดูจะเชื่อคำพูดของผมไปแล้ว

“สาบานได้เลยว่าจริง 100 เปอร์เซ็นต์” เท่านั้นแหละหมอกก็หายหน้าบึ้งแล้วอมยิ้มออกมาได้ มิหนำซ้ำยังยกสองมือขึ้นมาโอบรอบเอวของผมเอาไว้อีกต่างหาก

“ถ้างั้นผมขอพิสูจน์ได้มั้ยครับ”

“พิสูจน์? ยังไง?” ผมทำเป็นไม่เข้าใจทั้งที่รู้เต็มอกอยู่แล้ว

“เป็นของผมนะครับ...นะครับคุณธาร...” พอโดนอ้อนด้วยเสียงที่นุ่ม ทุ้ม สุภาพ แต่แอบมีความกระเส่าและแหบพร่านิดๆ มันก็ทำให้ผมถึงกับใจสั่นและต้องร้องซี้ดในใจ ผมจำได้ว่าผมแพ้เสียงนี้ตั้งแต่แรกเจอ แล้วก็คงจะแพ้ตลอดไปอย่างไม่ต้องสงสัยแน่นอน

“ถึงไม่ต้องขอฉันก็เป็นของนายอยู่แล้ว” พูดจบผมก็ก้มหน้าลงไปจูบที่ริมฝีปากของหมอกทันที จูบนี้เป็นจูบที่หวานล้ำและวาบหวามยิ่งกว่าครั้งไหนๆ ซึ่งก็อาจเป็นเพราะหัวใจของเราสองคนได้หลอมรวมกันเป็นหนึ่งเดียวอย่างสมบูรณ์...

2BC



​สวัสดีค่ะ Erotic หัวใจร้อนรัก ตอนที่ 10 ก็จบลงไปแล้วน้า ในที่สุดก็ได้รู้ความจริงสักทีว่าหมอกกับเมฆเป็นคนคนเดียวกัน รวมทั้งเหตุผลที่เมฆโกหกว่าเป็นฝาแฝด และการกระทำแปลกๆที่ผ่านมา เพราะงั้นก็ขอแสดงความดีใจกับทีม 2 บุคลิกด้วยน้าเพราะคุณได้ไปต่อ ​ส่วนทีม 3P ก็อย่าพึ่งใจแป้วเน่อ แอบกระซิบเลยว่าตอนพิเศษในเล่มมีฉาก 3P ด้วยน้า (แอบมาเนียนขายของ แบบว่าใกล้ปิดพรีแล้ว อิอิ) ส่วนตอนหน้าและตอนต่อๆไปเราจะพยายามรีบมาลงให้บ่อยขึ้นนะคะ เพราะอยากจะรีบลงนิยายให้จบก่อนวันปิดจอง (เรื่องนี้จริงๆมี 13 ตอนแต่เราว่าจะปรับให้เหลือ 12 โดยให้แต่ละตอนมีความยาวมากขึ้น อย่างตอนนี้เราก็แอบเอาของตอนหน้ามาใส่เหมือนกัน มันถึงได้ยาวขนาดนี้ แหะๆ) สำหรับเรื่องที่เรามาต่อช้ากว่าที่นัดไม่ใช่ว่าเราลืมหรือจะไม่ลงต่อแล้วน้า อย่าพึ่งเข้าใจผิดเน่อ แต่เป็นเพราะว่าเสาร์-อาทิตย์ที่ผ่านมาเราไปทำธุระที่กทม. แล้วก็ไปรับน้องเหมียวมาเลี้ยงแทนตัวเก่าที่ตาย ซึ่งเราไม่ได้เอาโน้ตบุ๊คไปเลยลงนิยายไม่ได้ เพราะงั้นก็ต้องอภัยที่มาลงช้าด้วยนะคะ ส่วนหลังจากนี้เราไม่ได้ไปไหนแล้วก็จะลงตามนัดเหมือนเดิม แต่จะดึกหน่อยเพราะช่วงสิ้นเดือนงานเยอะมากกก ต้องกลับช้ากว่าเวลาปกติหลายชั่วโมงเลย ยังไงก็เข้าใจเค้าด้วยน้า แล้วเจอกันตอนหน้าในวันสองวันนี้นะคะจุ๊บๆ


(27 พ.ย. 60)

http://cdn-th.tunwalai.net/files/member/48456/584810482-member.jpg

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}