เหล่าปราชญ์พเนจร
email-icon

(◕ㅁ◕✿)ขอขอบคุณทุกกำลังใจนะเจ้าคะ

ตอนที่ 19 คราปักษาแห่งธารน้ำแข็งเผชิญหน้าฝูงหมาป่ากระหายเลือด

ชื่อตอน : ตอนที่ 19 คราปักษาแห่งธารน้ำแข็งเผชิญหน้าฝูงหมาป่ากระหายเลือด

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 304

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 26 ธ.ค. 2562 21:02 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 19 คราปักษาแห่งธารน้ำแข็งเผชิญหน้าฝูงหมาป่ากระหายเลือด
แบบอักษร

ตอนที่ 19 คราปักษาแห่งธารน้ำแข็งเผชิญหน้าฝูงหมาป่ากระหายเลือด 

​“เรไรชอบทานขนมหวานหรือไม่” 

“อ อือ” 

ปักษาน้อยตอบตะกุตะกะเหตุเพราะไม่มีใครเคยถามนางเช่นนี้ ปกเวลาทานอาหารที่บ้านติคุณแม่จักรู้ใจนางดี ก่อนเริ่มทำอาหารมื้อเช้า มื้อกลางวัน มื้อเย็น คุณแม่จึงเตรียมแต่สิ่งที่เรไรชอบทาน ครัวซ็อง วาฟเฟิล แพนเค้กราดน้ำผึ้ง ทำให้เวลาอาหารบนโต๊ะกับครอบครัวเปี่ยมไปด้วยความอบอุ่นและหอมหวาน เรไรคิดถึงคุณแม่เพราะคำถามของนารี เวลานี้นางจึงรู้สึกคะนึงหาคนที่อยู่ห่างไกลอย่างอาลัย 

ภายใต้แววตาน้ำแข็งที่ปิดกั้นความรู้สึกต่อโลกภายนอกปรากฏริ้วคลื่นความอาทรห่วงพะวง นารีหรี่ตาพลางคลี่ยิ้มปลอบประโลม ดวงดาวน้อยยกมือจิ้มแก้มนุ่มนิ่มของสหายสาวคนใหม่ พร้อมเอ่ยประโยคปัดเป่าความโศกเศร้า 

“ไว้ข้าจะทำขนมหวานที่อร่อยจนเจ้าต้องร้องว้าวให้ทานนะ เรไร” 

“สัญญานะ” 

สัญญาจ๊ะ นารีตอบรับด้วยคำมั่น เรไรจึงวาดหวังและตั้งตารอ สองสาวพักเท้าเรียบร้อย คราวถึงเวลาต้องเดินต่อ ดวงดาวน้อยและปักษาน้อยเริ่มทำความรู้จักกันอย่างสนิทสนม เวลาเพียงสั้นๆแต่เหมือนยาวนานหลายสิบวัน มันช่างมีค่าและมีความหมาย ความรู้สึกมากมายที่นารีมิเคยสัมผัสมาก่อน ทำให้นางอยากจดจำช่วงเวลานี้ไว้ตลอดกาล 

คล้ายเพียงชั่วลมหายใจเข้าและออก สองสาวน้อยเดินทางมาถึงถ้ำจุดหมายโดยข้ามผ่านวิหารเทพปักษาโบราณอันเปลี่ยวร้าง หน้าปากถ้ำสามเหลี่ยมมีต้นไทรแตกรากฝังลงใต้ผืนดินและด้านบนมีกิ่งก้านแพร่ไพรศาลยาวเหยียดราวจะปกคลุมบริเวณหน้าปากถ้ำ ใบไทรแหลมสีเขียวขจีพัดปลิวตกหล่น กลิ่นดอกมะลิอบอวลชวนคนรู้สึกสดชื่นบาน 

หยดน้ำค้างไหลจากยอดสู่ปลายกลีบ แสงตะวันพยายามส่องลอดช่องว่างมายังพื้นดิน แมลงเต่าทองปีนป่ายถึงยอดปลายหญ้าพลางกางปีก เรไรมือเกี่ยวปอยผมขัดไว้หลังใบหูเล็กกระจิ๋ว นางยืนเหม่อมองภาพอันงดงามวิจิตรด้วยใจพิศวง 

“ลำต้นไทรคล้ายมังกร” 

นารีอมยิ้มจนปัญญาพลันส่ายหัวดิกๆนางนึกถึงคำใบ้ของเมรัยและมองเปรียบเทียบสิ่งที่ได้ยินกับภาพตรงหน้า คิดว่ามันช่างเหมือนกันเหลือเกิน เหมือนจนนารีรู้สึกผิดที่คิดว่าสหายเป็นคนไม่มีจิตนาการและความจำสั้น 

“ที่นี้คือที่ใดหรือ” 

“ถ้ำแห่งหนึ่งที่ข้ามิรู้นาม ทว่าสิ่งที่การข้าต้องการซ่อนอยู่ภายในนี้” 

ปลายนิ้วเรียวยาวผิวพรรณขาวนวลชี้ไปยังด้านในถ้ำที่มีสายลมหนาวพัดโชยดั่งว่าถ้ำนี้กำลังหายใจ เรไรปรับสีหน้าสองแขนกอดอก ความจริงเรไรมิชอบที่มืดๆนางไม่อยากสำรวจในถ้ำที่แลมืดสลัวและมีกลิ่นอายน่ากลัวนิดๆ กระนั้นนางเป็นคนหยิ่งในภาพลักษณ์ นางจะไม่ให้ใครล่วงรู้ความลับที่ว่านางเป็นคนกลัวความมืดเด็ดขาด 

“ภายในพอมีแสงสว่าง เข้าไปกันเถอะ” 

“อืม”เรไรพึมพำเสียงสั่นระริก แต่เท้ายังคงยอมขยับ 

บรรยากาศหนาวเย็นทำให้นารีอยากเอาผ้าห่มม้วนตัว ละอองแดดสลัวไสวส่องลอดลงจากช่องเพดานที่เป็นรูโหว่เล็กใหญ่ พื้นหินแข็งกระด้างมีรูปทรงเหมือนคลื่นน้ำท้องสมุทรที่ถูกกาลเวลาแช่แข็งแปรเปลี่ยนเป็นโขดหิน กำแพง และเสาหินเรียงราย บนพื้นมีสายลำธารสายเล็กไหลคดเคี้ยว แอ่งน้ำเย็นประปราย บนเพดานมีตาน้ำหยดติ่งๆรูปทรงภายในถ้ำคล้ายจันทร์เสี้ยว ขนาดถ้ำใหญ่เท่าโรงละคร 

ดวงดาวน้อยลอบสังเกตหาต้นศรพิษพิฆาต นางขมวดคิ้วแสดงความลำบากใจ เรไรจึงเอ่ยถามว่าสิ่งที่นารีตามหามีรูปร่างอย่างไร ปักษาน้อยจักมองหาช่วย 

“ลักษณะคล้ายดอกต้อยติ่งแต่มีดอกสีแดงสด” 

“ดอกสีแดงกระนั้นหรือ..” 

ภายในถ้ำปราศจากพืชหญ้าสีเขียว เรื่องมองหาต้นศรพิษพิฆาตจึงมิใช่เรื่องยาก นารีใช้สะเก็ดโยดาให้มันช่วยหาอีกแรง ดวงไฟระยิบระยับลอยจับกลุ่มและบินสำรวจทั่วบริเวณถ้ำ ไม่นานมันก็แจ้งนารีว่าพบต้นศรพิษพิฆาตแล้ว “ตรงนั้น” เรไรเบิกตากว้างพลางดึงแขนเสื้อนารี สีหน้าตื้นเต้นเปิดเผยเหมือนว่าตนทำภารกิจที่ยากแสนเข็นสำเร็จลุล่วง นารีใบหน้าประดับยิ้มกำลังจะบอกชมเรไร ทว่าดวงดาวน้อยสังเกตเห็นสิ่งผิดแปลกเสียก่อน 

“รอก่อน” 

“มีอะไรหรือ” 

กร็อบ เสียงเท้าเด็กน้อยเหยียบกระดูกหักดังกังวาน เรไรขนลึกชันพลางถอนเท้ากลับอย่างระมัดระวัง คราวนางก้มมองพื้นใคร่อยากรู้ว่าเมื่อครู่สิ่งที่นางเหยียบคืออะไร 

ปรากฏว่ามันคือกระดูกท่อนหนึ่ง 

รางสังหรณ์ร้ายสยายปีกพลันสาดสายลมพัดเส้นเกศานารี ดวงดาวน้อยกุมมือเรไรพลันทันใดนั้นนางแววยินเสียงสายฝนตกพร่ำ หยดน้ำฝนเย็นเฉียบมาพร้อมกับฝูงสัตว์ร้ายแห่งผืนป่า จ้าวแห้งการไล่ล่ากำลังหวนคืนถิ่นอาศัย กองกระดูกของเหยื่อฉายชัดเต็มตานารีและเรไร 

“แฮกๆ” 

“นั้นเสียงอะไร…”เรไรตกใจผวาต่อเสียงสัตว์ร้ายแห่งโลกมนุษย์ คราวนั้นสิ่งที่ปรากฏตัวออกจากหลังม่านห่าฝนคือฝูงหมาป่า 

“เมรัยหน่อเมรัย” นารียิ้มเจื่อน ท่าทางเรื่องนำต้นศรพิษพิฆาตกลับไปจักไม่ราบรื่นเสียแล้ว 

​หยดน้ำฝนสาดกระเซ็นเต็มผนัง นารีลากเรไรหลบหลังก้อนหินใหญ่ ดวงดาวน้อยร่ายพลังวิเศษกลบกลิ่นอายพวกตนมิให้เหล่าสุนัขสูดกลิ่นตามรอย นารีสีหน้าแววตาเคร่งขรึมพลางชะโงกศีรษะแอบสำรวจฝูงหมาป่าจำนวนหกตัวที่กำลังเดินฝ่าสายฝนกลับคืนที่พักอาศัย ถ้ำนี้พวกมันเป็นเจ้าของอย่างมิต้องสงสัย เพราะคงมิมีสัตว์ร้ายตัวใดสามารถสร้างกองกระดูกได้มากมายเช่นนี้ด้วยกำลังเพียงลำพัก นางพินิจพิเคราะห์อาศัยแสงสว่างอันน้อยนิดประหนึ่งแสงเทียนริบหรี่ มองหาวิธีการที่จะนำพาตนไปถึงต้นศรพิษพิฆาตโดยระหว่างมิกลายเป็นเหยื่อของผู้ล่า 

เรไรหดหัวตัวสั่นเมื่อฟ้ามีเมหฝนบดบังทำให้แสงในถ้ำวูบมืดมิดราวเงาของสุสาน ปักษาน้อยดีใจที่ความมืดมิดสามารถปิดซ้อนสีหน้านางได้ทำให้นารีมิสังเกตเห็นความวิตกกังวลที่กำลังแพร่กระจายทั่วใบหน้าซีดเผือก เรไรพยายามปรับลมหายใจมือประเดี๋ยวกำแน่นประเดี๋ยวแบกว้าง นางต้องเข้มแข็ง ปักษาน้อยปลอบใจตนเองพลางให้สัญญากับตนเองว่าจะมิแสดงความหวาดกลัวต่อสิ่งใด 

มิใช่นางต้องกลัวความมืด ความมืดต้องกลัวนางต่างหาก 

“มืดมิดราวใต้เตียงเช่นนี้ข้ามิชอบเสียเลย”นารีคลี่ยิ้มพลางสั่งให้สะเก็ดโยดาลอยขึ้นเหนือหัว ให้พวกมันไปรวมตัวกันบริเวณเพดาน ใต้ผิวแอ่งน้ำ พลันพวกมันประจำตำแหน่งเรียบร้อย มันก็ทอแสงสว่างเจิดจ้าแพรวพราวราวดวงดารายามวิกาลทำให้ใต้ผิวแอ่งน้ำเปล่งแสงสีขาวน้ำเงิน บนเพดานส่องแสงขาวเรืองรองอ่อนนุ่มคล้ายแสงอาทิตย์ 

สายธาราหลั่งรินตกจากช่องเพดานสร้างเป็นน้ำตกสิบสี่สาย ฝูงหมาป่าส่งเสียงคำรนด้วยความหงุดหงิดต่อลมฟ้าอากาศที่มิเป็นใจให้พวกมันล่าเหยื่อหาอาหาร พวกมันแยกย้ายจับคู่และล้มตัวลงนอนข้างใต้โขดหินที่มีต้นศรพิศพิฆาต นารีให้โกรธเกรี้ยวเพราะถ้ำมันก็ใหญ่โตมโหฬารมีที่ให้เลือกนอนหลับปุ๋ยตั้งมากมาย เหตุใดต้องเจาะจงนอนบริเวณที่นางอยากไป เพราะเหตุใดกัน เจ้าพวกหมาป่าตัวปัญหา 

ชั่ววูบที่นารีมีเพลิงโทสะซุ่มอกและพร้อมจะระเบิด นางหมายยันตัวขึ้นและกระโจนไปฟัดกับหมาป่าให้พวกมันวงแตกหนีกระเจิง กระนั้นสาวน้อยข้างเคียงใช้อุ้งมือกดบ่านางเชิงห้ามปราม นารีเหลียวมองเรไร ปักษาน้อยเม้นปากสีหน้าสับสน กระทั่งนางสูดลมหายใจเข้าปอดจนเนินอกพองและพ่นระบาย “ให้ข้าจัดการเถอะ” 

แววตาสีน้ำเงินสอประกายความมุ่งมั่นแรงกล้าเฉกเช่นขุนนางไฟแรงที่อยากแสดงผลงานให้ฮ่องเต้ประจักษ์ นารีเลิกคิ้วสีหน้าห่วงใยแปดส่วน ดวงดาวน้อยมิอยากให้ปักษาน้อยเป็นอันตราย นารีรู้ว่าเรไรแข็งแกร่งกระนั้นตนมิอาจทนมองสาวน้อยตัวเล็กตัวจิ๋วไปต่อกรกับสัตว์ร้ายได้ ดวงดาวน้อยส่ายหน้าพลางกระซิบสั่งด้วยความมีน้ำใจ “เจ้ารอตรงนี้” 

“ไม่ ข้าจัดการได้” 

แน่ะ ดื้ออีก นารีส่งค้อนให้อย่างจนปัญญา แววตาดื้อรั้นของเรไรมีพลังทำลายรุนแรงขนาดนารีมิอาจต้านทาน เพราะกลัวว่าหากตนขัดใจแม่สาวน้อยผู้ที่แรงใจกล้าสิบส่วนเช่นนี้ เรไรจักโมโหทันทีและเริ่มอาละวาดลงไปดิ้นไปกลิ้งไปเลื่อนกับพื้นเหมือนยามที่น้องสางนารีมิได้ของขวัญวันเกิด 

“เชื่อข้าข้าทำได้ เจ้าไม่ต้องห่วง” 

เรไรรู้ว่านารีสามารถจัดการฝูงหมาป่าได้มิยาก กระนั้นปักษาน้อยอยากทำตัวให้เป็นประโยชน์ นางอุสามาด้วยแล้วจะให้เป็นภาระและคอยหลบข้างหลังเช่นนี้ได้อย่างไร นางมิยอมนะ สีหน้าเข้มขรึมแลน่ารักของปักษาน้อยทำให้นารีสะอึก ทำไมหน่อ เรไรถึงดื้อดึงพอๆกับบรรดาน้องสาวตนยิ่งนัก นารีเป็นพวกแพ้การออดอ้อนเสียด้วย ดวงดาวน้อยตบอุ้งมือเรไรเบาๆกล่าวเตือนให้ระวังอย่าทำอะไรผลีผลาม 

“เช่นนั้นเจ้าล่อพวกมันให้ห่างจากจุดนั้น ข้าจะแอบลอบไปเก็บต้นศรพิศพิฆาต ตกลงตามนี้” 

ถามย้ำว่าเข้าใจที่บอกหรือไม่ เรไรตอบเข้าใจพร้อมด้วยพยักหน้าเสริม นารีมือนวดขมับกรอปถอนหายใจ และแล้วทั้งคู่จึงเริ่มปฏิบัติการณ์ชิงต้นศรพิฆาตจากฝูงหมาป่ามรณะ 

คราเสียงกระซิบแห่งสายฝนแววขับขานพร้อมย่างก้าวของสิ่งแปลงปลอมที่กำลังรุกล้ำอาณาเขต หมาป่าตัวหนึ่งเบิกตากว้าง เนตรสีเหลืองอำพันแพรวพราวสอแสงความหวาดระแวง มันลุกยืนอย่างเงียบเชียบพลางส่งสัญญาณให้เพื่อนหมาป่า บอกว่ามีศัตรูปริศนากำลังเข้ามาใกล้ 

ฝูงหมาป่าร่างกำยำใหญ่ยักษ์ราวอสูรกายจากเทพนิยาย ลำตัวยาวและมีแพรขนสีเทาดำเสมือนสีแผ่นอิฐ หางยาวกวังแกว่งตีสะบัด เสียงพ่นลมหายใจดังฟุดฟิดด้วยความหิวกระหาย พวกมันจับจ้องเด็กสาวที่กำลังเยื้องย่างกรายด้วยความหนักแน่น ฝูงหมาป่ากระจายกำลังห้อมล้อมเรไร หมายกังขังศัตรูมิให้วิ่งหนี ปักษาน้อยมือกำแน่นมีเหงื่อไหลซึม ข้างพวงแก้มมีเหงื่อกาฬเม็ดเล็กเกาะแน่น นางหวาดหวั่น กระนั้นมากกว่าความเกรงกลัวคือความกล้าเยี่ยงวีรสตรี 

บรรพบุรุษเผ่าปักษาคือผู้ที่ชนะสงครามชิงบัลลังก์พระเจ้า ศักดิ์ศรีและสายโลหิตของผู้กล้านี้กำลังเดือดพล่านในกายบอบบาง เรไรแม้เกรงกลัวต่อความมืด กระนั้นนางมิมีความกลัวต่อศัตรูหน้าไหน เรไรคือชนชาวปักษาและเหนือสิ่งอื่นใด นางคือผู้ที่แข็งแกร่งที่สุด 

คุณความกลัวที่แรกเริ่มกำลังเติบโตคอยๆสูญสลายไปจากหัวใจแกร่งที่กำลังเย็นยะเยืองขึ้นทุกวินาที กลิ่นไอเย็นราวฤดูหนาวประสานกับสายลมฤดูฝนจากภายนอกถ้ำ แปรเปลี่ยนหยดน้ำเป็นปุยน้ำแข็งประปราย แววตาคู่งามส่องประกายดุจดั่งไข่มุกใต้ก้นมหาสมุทร แสงพลังแห่งความหนาวเย็น คมกริบ และอหังการปานประหนึ่งอัศวินกล้าที่กล้าทำหน้าที่ปกป้องเหล่าประชาชนด้วยกายและใจอันเข้มแข็ง 

ฝูงหมาป่ามิรู้ว่าเรไรโผล่มาจากหลุมไหน กระนั้นผู้ที่กล้าบุกอาณาเขตพวกมันไม่เคยมีมาก่อน และด้วยความหิวโหย ทำให้พวกมันตั้งเป้าหมายจะเขมือบเรไรเป็นอาหาร 

“ฮึ” 

เรไรแค่นเสียงหมิ่นใส่สัตว์ร้าย นางสังเกตดูนารีที่กำลังปีนๆมุดๆตามซอกหินด้วยความทุลักทุเล ปักษาน้อยหลุบตาพลันลืมขึ้นอีกครั้งโดยเร็ว นางเชิดใบหน้าอย่างทระนงพลันหยิบตราชุดเกราะในกระเป๋า 

ตราสัญลักษณ์รูปร่างคล้ายคลึงดอกไม้หกแฉก ตรงกลางประดับด้วยอัญมณีสีเงินราตรี 

กลิ่นไอพลังวิญญาณ จิตพลังมาโฮแตกซ่านก่อร่างเป็นริ้วคลื่นพัดรอบตัวเรไร เส้นสายเกศาโบกพัดปลิวไสว นางกุมตราสัญลักษณ์พลันเอ่ยคำสั่งปลดพันธนาการศาสตราวุธคู่กาย 

สวมเกราะอาภรณ์นักรบ 

ตราสัญลักษณ์เปล่งแสงเจิดจ้าสาดสีน้ำฟ้าอมขาวทั่วถ้ำอันมืดมิดราวว่ามีองค์เทพกำลังจุติ คราวสิ้นแสงแสงสว่างก็มีสาวน้อยในชุดเกราะบางปรากฏกายขึ้นอย่างน่าเกรงขาม ดุดัน เย็นยะเยืองกระทั่งลมหายใจ 

เรือนผมยาวสลวยถูกตัดแต่งและปักเปียให้เป็นทรงสั้นเหมาะสำหรับเวลาเปิดศึกพิชิต สองหัวไหล่มีเกราะสีเงินประดับตกแต่งเป็นเครื่องป้องกันอันตราย ถุงมือสีขาวฟ้ามีเกราะโลหะปกคลุมหนาแน่น ชุดเดรสประจำตัวเปลี่ยนเป็นชุดหนังหุ้มสีขาว สีฟ้า และสีน้ำตาล ส่วนท่อนล่างเป็นกระโปรงผ้าฟูฟ่องเหมือนกระโปรงเจ้าหญิง มีลูกไม้ติดปลายขอบแลน่ารักเหมือนคนใช้ ถุงน่องสีดำแลเงาสลัวผสมเข้ากับรองเท้าเหล็กสีเหรียญบาท 

บนศีรษะเหนือหูมีตราสัญลักษณ์สอดเสียบเป็นกิ๊บติดผม 

รัศมีพลังมาโฮบรรจุอัดแน่นในอาวุธดาบยาวขนาดใหญ่กว่าท่อนแขนเรไรเท่าหนึ่ง น้ำหนักของมันหนักอึ้งจนเกิดคำถามว่านางสามารถยกไหวได้อย่างไร 

“กรอกกกก”ฝูงหมาป่ากระโจนเข้าเชือดเฉือนเรไรทันทีทันใดหลังสิ้นสุดการแปลงร่าง เพราะลำแสงเมื่อครู่ทำให้พวกมันตื่นกลัวและปลุกสัญชาตญาณดิบ 

หมาป่าตัวหนึ่งกระโดดปากอ้าเผยเขี้ยวอันแหลมคม เรไรหรี่ตาพลันสองมือจับดาบเหวี่ยงฟันใส่มันอย่างรุนแรง คมดาบอัศวินฟันกรีดตั้งแต่ผิวหนังทะลุถึงกระดูกหมาป่าจนบัดเกิดเป็นบาดแผลฉกรรจ์ ยามที่ปลายดาบจรดสัมผัสของเหลว มันจะปล่อยพลังทำให้ของเหลวจับตัวกันเป็นของแข็งทันที 

เกล็ดเลือดป่าหมาหล่นตกพื้นดังกริ่งเกรง กระนั้นมันก็มิช่วยหยุดความเคลื่อนไหวของหม่าป่าตัวอื่น 

“ย้ากก” 

เรไรอัดพลังมาโฮไว้ที่ดาบเจ็ดส่วน และอีกสามส่วนนำมาสร้างเป็นเกราะป้องกันทั่วอาภรณ์ เอาไว้เพื่อนางโดนลอบจู่โจมจากข้างหลังและจุดบอด ปักษาน้อยมีประสบการณ์การต่อสู้กับสัตว์ป่ามิมากนัก กระนั้นนางเก่งกาจเรื่องการเรียนรู้ นางเรียนรู้เร็ว สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้มิยาก 

ฝีเท้าสาวน้อยก้าวอย่างว่องไว พยายามหลบเลี่ยง คราวสบจังหวะก็ฟันสวน 

นางคำนวณและวิเคราะห์จำนวนศัตรู พร้อมคาดคะเนพลังที่ต้องใช้ให้เหมาะสม เรไรยังมิใช้พลังเต็มที่ เพราะนางคิดว่าสัตว์ร้ายอย่างหมาป่าเช่นนี้มิมีค่าและสถานนะคู่ควรต่อพลังอันยิ่งใหญ่ของนาง 

ดาบฟาดฟันจัดการหมาป่าอีกสองตัวอย่างรวดเร็วปานสายฟ้าฟาด ประกายแสงสีเงินครามตวัดพร้อมเพรียงแววตาเย็นชาที่สาดประกายความดุร้ายประหนึ่งพายุหิมะ 

ตัวนางเปรียบดั่งพายุคลั่งที่พัดกรรโชกฉีกร่างศัตรูเป็นหมื่นชิ้น ด้วยความเย็นที่สามารถสาปแช่แข็งตั้งแต่ไออากาศกระทั่งทุกอณุพลังมาโฮ 

“…” 

คราวต้องจัดการหมาป่าตัวสุดท้าย เรไรหยุดชะงักและกระโดดถอยหลัง นางวาดปลายดาบชี้พื้นที่มีแอ่งน้ำตื้น ปักษาน้อยหลุบตาต่ำพลันรวบรวมพลังมาโฮสร้างเป็นเปลวเพลิงแผ่วบาง เปลวไฟน้ำแข็งแตกเป็นละอองแสงระยิบระยับ แลนุ่มลึก อ่อนโยน และแฝงซึ่งความอันตรายประหนึ่งนักดาบกำลังจะเผยไม้ตายจัดการศัตรูในดาบเดียว 

จิตสังหารปะทุรุนแรงตีแพร่ล้อมด้าน สายลมพัดลำธาราน้ำฝนกระเพื่อม เศษหินเล็กๆสั่นไหวและกลิ้งกระเด็น แอ่งน้ำใกล้ๆดาบถูกแช่แข็งเป็นผืนน้ำแข็งและปริแตกร้าว หมาป่าตัวสุดท้ายสัมผัสถึงพลังที่ต่างชั้น มันหดหัวก้าวถอยหลัง กระนั้นเรไรใช้เวลารวบรวมพลังเพียงมิกี่วินาทีเท่านั้น โอกาสที่เจ้าหมาป่าจะหนีได้นั้น เรียกว่า เป็นไปไม่ได้ 

ผิวดาบเปล่งแสงสีเงินวูบวาบ คราวถึงจุดตัดสินชะตาความเป็นความตาย เรไรชักดาบมาแนบใกล้ใบหน้าพลันถีบเท้าพุ่งทะยานใส่หมาป่า ปักษาน้อยแทงดาบตัดกระแสพลังมาโฮในตัวหมาป่า แช่แข็งทุกก้อนเนื้อและเส้นเลือดมันจนมันแข็งทื่อและแตกสลายเป็นผุยผงในพริบตา 

นางม้วนตัวเท้าแตะพื้น มือยกปัดเรือนผมอย่างผยองปานนักรบน้อยที่พึ่งทำงานเสร็จ นางแกว่งดาบรอบหนึ่งและสะบัดไปวางข้างลำตัว ท่วงท่าสง่างามปานประหนึ่งแม่ทัพผู้กำชัยชนะ ขาวสะอาดและบริสุทธิ์ไร้ราคี 

เป็นอันยุติ ชัยชนะตกเป็นของเรไรอย่างง่ายดาย ปักษาน้อยเหลียวมองฝูงหมาป่าที่นอนตายด้วยใจเฉยเมย โลกนี้ไม่มีความยุติธรรม ชีวิตมีเกิดและตาย พวกหมาป่าฆ่ากระต่ายก็เพราะต้องการอาหาร พวกเรไรก็ฆ่าพวกหมาป่าเพราะต้องการสิ่งที่พวกมันครอบครองเช่นกัน 

“จบแล้วหรือ” 

นารีโผล่หัวจากหลังโขดหิน ในมือนางมีต้นศรพิษพิฆาตบอกถึงว่าดวงดาวน้อยทำงานเรียบร้อยแล้วเช่นกัน “อืม เรียบร้อย”เรไรเปลี่ยนร่างกลับเป็นเหมือนเดิมพลางเบือนหน้าหนีด้วยความเอียงอาย 

วันเวลาผ่านไป ทิ้งไว้เพียงเสียงหัวร่อแผ่วเบาดังกังวานในถ้ำอันเงียบงัน และความหนาวเย็นของฤดูหนาวที่แอบซ้อนเร้นใต้ฟ้าฤดูฝน… 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น