ดอกเสลาบานเช้า

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ความหลังที่เจ็บปวด

ชื่อตอน : ความหลังที่เจ็บปวด

คำค้น : นิยาย,ทหาร,ตำรวจ,หมอ,ปลัดอำเภอสาว,คนในเครื่องแบบ

หมวดหมู่ : นิยาย ตลก,คอมเมดี้

คนเข้าชมทั้งหมด : 350

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 19 พ.ย. 2560 21:57 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ความหลังที่เจ็บปวด
แบบอักษร

“ดูเหมือนคุณไม่ชอบกำนันเดช มีเรื่องบาดหมางอะไรกันหรือป่าว”

พชรหันมาถามบัวธิดาในขณะที่เขากำลังขับรถเพื่อไปส่งเธอที่อำเภอ

“คำว่าไม่ชอบสำหรับฉันยังน้อยไป เรียกว่าเกลียดเข้าไส้เลยจะดีกว่า”

น้ำเสียงเหี้ยมเกรียมที่พูดออกไปทำให้เขาต้องหันมามองหน้าเธอ

“เขาไปทำอะไรให้คุณ”

พชรถามต่อด้วยความสงสัยใคร่รู้เป็นอย่างมาก

“เรื่องมันยาวยิ่งกว่าซีรีฝรั่งอีก”

คำพูดบ่งบอกว่าไม่ประสงค์จะเล่าความจริงให้อีกฝ่ายรู้แต่อีกฝ่ายอยากจะรู้ให้ได้เขาจึงใช้วิธีหว่านล้อมแทนการถามตรงๆ

“ไม่อยากจะเชื่อเลยนะว่าคนที่ใจบุญและโอบอ้อมอารีมีเมตตาอย่างกำนันเดชจะถูกลูกน้องตัวเองหักหลังเสียได้”

“คุณเชื่อในสิ่งที่เขาพูดงั้นหรอ”

บัวธิดาขึ้นเสียงเกรี้ยวกราดสีหน้าแสดงอาการต่อต้านชายหนุ่มขึ้นมาทันที

“ผมว่ากำนันดูเป็นคนชัดเจนและตรงไปตรงมาดีนะครับดูมีความน่าเชื่อถือสูงเพราะแบบนี้นี่เองเขาถึงได้เป็นขวัญใจของชาวบ้าน”

“สร้างภาพสิไม่ว่า”

บัวธิดาแย้งทันควัน

“ถ้าไม่สร้างภาพก็ไม่มีคนเห็นสิผมว่าอย่าไปคิดแบบนั้นเลยดีกว่าอย่างผมเวลาทำงานยังต้องถ่ายรูปเพื่อรายงานผู้บังคับบัญชาเลยครับถ้าไม่มีรูปไปรายงานเขาจะหาว่าเราไม่ทำงานเสียอีกใครจะคิดว่าเราสร้างภาพก็ช่างเถอะแต่ถ้าเรามีผลงานจริง สามารถยังประโยชน์ให้ผู้อื่นได้จริง การสร้างภาพของเราก็คุ้มค่าไม่ใช่หรอ”

พชรพูดด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งคนฟังรู้สึกได้ว่าเขามีความภูมิใจกับคำพูดของตัวเองยิ่งนัก แต่หาใช่บัวธิดาไม่ที่จะรู้สึกฉุดคิดกับคำพูดของเขา เธอไม่ใช่คนที่จะคล้อยตามใครง่ายๆ กำแพงของอคติมันแน่นหนาจนเกินไปที่จะยอมให้ใครมาพังทลายได้ง่ายๆ

“พูดได้ดี...แต่ถึงอย่างไรฉันก็ไม่เชื่อในสิ่งที่กำนันเดชพูด ฉันมั่นใจว่าเขาคือตัวการที่ใช้ให้ลูกน้องไปขูดรีดชาวบ้าน”

“คุณก็เห็นแล้วไม่ใช่หรอว่าหลักฐานทุกอย่างที่เราไปค้นบ้านเขามีความโปร่งใสอย่างแท้จริง ไม่ได้มีอะไรที่เป็นพิรุธหรือน่าสงสัยได้เลย นายพีระอะไรนั่นก็ยืนยัน ว่าไอ้สองคนที่เราไปจับเมื่อเช้ามันไปขูดรีดชาวบ้านกันเอง”

“ฉันเชื่อก็ได้ค่ะแต่เชื่อว่าลูกน้องเป็นแพะรับบาปแทนตัวเขาเอง”

“บางทีผมก็มองว่าคุณช่างเป็นคนที่ไม่มีเหตุผลเอาเสียเลย”

พชรเริ่มไม่มีสมาธิขับรถหลุมก็มากเขามัวแต่คุยกับหญิงสาวจนไม่สามารถที่จะหลบหลุมกลางถนนลูกรังได้ทันรถนั้นจึงเกิดการกระแทกทำให้คนที่นั่งอยู่ภายในกระเด้งขึ้นลงๆ อยู่หลายที

“โอ๊ยนี่ฉันนั่งยานอวกาศอยู่บนดวงจันทร์หรือไงนะถ้าไม่อยากไปส่งจอดตรงนี้ก็ได้นะ เดี๋ยวฉันหารถกลับอำเภอเอง”

น้ำเสียงเกรี้ยวกราดบ่งบอกถึงอารมณ์โกรธที่พลุ่งพล่านจนสีหน้าแดงก่ำอย่างเห็นได้ชัดแต่พรชกลับมองเห็นกิริยาอาการของหญิงสาวเช่นนั้นว่าน่ารักเขาจึงอดไม่ได้ที่จะขำออกมาอย่างเอ็นดูเธอ

“ขำอะไรไม่ทราบคนกำลังโมโหอยู่นะ”

หญิงสาวหันมาดุคนข้างๆ หัวคิ้วขมวดจนแทบจะติดกัน

“ขอเช็คหน่อยสิว่ามดลูกยังอยู่ที่เดิมหรือป่าว”

พชรพูดพร้อมเสียงหัวเราะ มิหนำซ้ำเขายังเอื้อมมือมาทำท่าจะแตะไปที่ท้องของเธออีก หญิงสาวจึงจับแขนเขาและหยิกไปที่เนื้อตรงข้อมืออย่างแรง พชรเจ็บจนร้องลั่นรถ

“โอ๊ย..เจ็บนะ”

“สมน้ำหน้า”

“ผมกำลังขับรถอยู่เดี๋ยวก็พาพุ่งลงคันนากันพอดี”

“ฉันไม่คิดเลยว่าคุณจะเป็นคนแบบนี้”

หญิงสาวคิ้วขมวดนั่งกอดอกแน่น

“นี่โกรธผมจริงๆหรือ เวลาคุณโกรธดูน่ารักดีนะดูสวยขึ้นเหมือนนางในวรรณคดีไทยเลย”

ชายหนุ่มพูดเสียงนุ่มเขาเย้าหยอดเธอกลับไปเพราะอยากให้หญิงสาวอารมณ์ดีขึ้น

“คนไหนไม่ทราบ”

บัวธิดาถามกลับอย่างใคร่รู้

“ผีเสื้อสมุทรไง”

“โอ๊ย...อู๊ยๆๆ เจ็บๆ”

เพียงพชรพูดจบเท่านั้นหญิงสาวก็ทั้งทุบทั้งตีไปที่แขนของเขาอย่างรัวๆ

“สมน้ำหน้าอยากปากดี เอ๊ะ...นี่มันไม่ใช่ทางกลับอำเภอนะ”

หญิงสาวรู้สึกแปลกใจที่พชรเลี้ยวรถเข้ามายังทางเข้าบ้านของตัวเอง

“หิวข้าว ขอแวะหาอะไรกินที่บ้านก่อน”

“แล้วไม่คิดจะบอกฉันสักคำเลยใช่ไหมว่าจะแวะบ้าน”

“เอาน่า ผมเห็นคุณอารมณ์เสียมาทั้งวันแล้ว คงจะโมโหหิวด้วยสิท่า แวะพักที่บ้านผมก่อนเดี๋ยวทำกับข้าวให้กิน”

พชรจอดรถเสร็จเขาก็เดินลงมา แต่เมื่อหันกลับไปมองยังคงเห็นบัวธิดานั่งกอดอกหน้ามุ่ยอยู่ในรถ เขาถอนหายใจเบาๆ ก่อนที่จะเดินไปเปิดประตูให้ แต่เธอก็ยังดึงดันที่จะไม่ลงจากรถ

“นี่คุณผมแค่จะชวนมากินข้าวด้วยทำไมต้องทำหน้าตึงขนาดนั้น”

“ฉันไม่หิวข้าว อยากกลับไปทำงานต่อ” 

เธอดึงดันด้วยสีหน้าที่เคร่งเครียด ยิ่งทำให้พชรรู้สึกไม่สบายใจ บัวธิดาไม่รู้เลยว่าชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้านั้นใส่ใจความรู้สึกของเธอมากแค่ไหนความทุกข์และความกังวลใจที่เผยออกมาทางสีหน้าของเธอมันทำให้เขารู้สึกแย่ไปด้วย

“ไม่หิวข้าว หรือว่าไม่กล้าเข้าบ้านผมกันแน่”

ชายหนุ่มยื่นใบหน้าเข้ามาใกล้ พร้อมกับส่งแววตาหวานซึ้งให้ หนวดบางๆ บนใบหน้ามันทำให้หัวใจของบัวธิดาเต้นไม่เป็นจังหวะมือขวาของเธอกำชายกระโปรงสีกากีแน่นจนยับยู่ยี่  พชรได้โอกาสจึงยื่นใบหน้าเข้ามาใกล้อีก จนจมูกแทบชนกัน จากนั้นสายตาของเขาก็จ้องไปที่ริมฝีปากบางอมชมพูของเธอพร้อมกับเม้มปากของตัวเองไว้แน่น เพื่อยับยั้งความกระหายที่อยากลิ้มลองความหวานจากปากนั้นเต็มทน แต่ถึงอย่างไรสายตาของเขายังคงจดจ้องอย่างไม่ลดละ กระทั่งบัวธิดาเริ่มตื่นจากสภาวะเคลิ้มคล้อยตามอารมณ์ของอีกฝ่ายได้ จึงผลักแผ่นอกของเขาเต็มแรงเพื่อให้ถอยห่างออกไป

“ออกไปห่างๆ ฉันเลย”

“โอ๊ย ผู้หญิงอะไรมือหนักชะมัด”

ชายหนุ่มแผดเสียงดังในขณะที่หญิงสาวแอบยิ้มเยาะ ดูเหมือนว่าทั้งคู่กำลังแอบมีความสุขกันอยู่ภายในใจ แต่ก็ไม่ได้แสดงออกให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเห็นว่าทั้งคู่นั้นกำลังมีความพึงพอใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างกันและกันอยู่

“นั่งคอยผมอยู่ตรงนี้ก่อนนะ จะไปหยิบน้ำเย็นๆ มาให้ดื่มคุณจะได้ชื่นใจ”

จากนั้น พชรก็ได้เชิญปลัดสาวไปนั่งที่โต๊ะหินอ่อนใต้ถุนบ้าน เขาพูดคำว่าชื่นใจข้างๆ หูของเธอ ทำให้ร่างกายรู้สึกวาบหวิวขึ้นมาอย่างไม่ได้ตั้งตัว หัวใจของเธอมันสั่นระรัว รอยยิ้มจางบนใบหน้าบ่งบอกถึงความรู้สึกที่มีต่อเขามันพิเศษมากขึ้นกว่าเดิม ในขณะที่นั่งคอยหญิงสาวก็ได้นั่งมองไปรอบๆ บ้านพักของชายหนุ่ม ต้นไม้ที่รายล้อมอันเขียวขจีนั้น ทำให้บัวธิดารู้สึกผ่อนคลายและสบายใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก

“น้ำมาแล้วครับ เป็นไงมานั่งที่บ้านผมรู้สึกอารมณ์ดีขึ้นไหม”

“ก็ดี”

บัวธิดาพูดสั้นๆ พร้อมกับอาการลอยหน้าลอยตา ก่อนที่จะยกแก้วน้ำดื่มเพื่อบรรเทาความกระหาย

           “คุณยังไม่ได้กินข้าวเช้าใช่ไหม เกือบจะบ่ายสองแล้ว คอยเดี๋ยวนะครับ ผมจะเข้าไปทำกับข้าวๆ อร่อยๆ มาให้ทาน”

           “ทำกับข้าวเป็นด้วยหรอ”

           “แน่นอน”

            น้ำเสียงบ่งบอกถึงความมั่นใจ เขายกไหล่ขึ้นเล็กน้อยก่อนที่จะเดินกลับเข้าไปในครัว

“มาแล้วครับกับข้าวแสนอร่อย”

“ไข่เจียวแค่นี้เองหรอ”

“ใครว่าแค่นี้ครับ ดูดีๆ มีทั้งพริกซอยและใบโหระพาด้วย เห็นไหมไม่ธรรมดาเหมือนใคร”

พชรพูดพร้อมใช้ช้อนเขี่ยไข่เจียวไปมา จากนั้นเขาจึงพูดต่อไปว่า

“นี่ดีนะที่เมื่อเช้าจ่ายุทธเอาข้าวมาให้เยอะก็เลยเหลือพอแบ่งได้สองจานพอดีเลย ไม่อย่างนั้นคุณคงจะได้กินแค่ไข่ของผมอย่างเดียว”

พชรพูดออกมาอย่างหน้าตาเฉย

“บ้า”

บัวธิดากระแทกเสียงใส่จนชายหนุ่มต้องแก้คำพูดของตัวเอง

“อะไรคุณผมหมายถึงไข่เจียว ทำไมต้องหน้าแดงด้วย คิดว่าผมจะให้กินไข่อะไรหรอ”

“พอเหอะกินไข่ เอ๊ย...กินข้าวดีกว่า”

            ทั้งคู่มีอารมณ์ขันใส่กันไปมาจนทำให้บัวธิดาลืมอารมณ์ความโกรธแค้นของตัวเองไปเสียสนิท

“จริงๆ ที่ผมพาคุณมาแวะมาที่บ้านก็เพราะอยากรู้เรื่องระหว่างคุณกับกำนันเดช”

แต่กระนั้นพชรยังมิวายต้องการจะรู้ความจริงจากเธอให้ได้

“คิดไว้แล้วเชียว เห็นอยากรู้ตั้งแต่อยู่บนรถแล้ว”

“ทั้งถามตรงๆ ก็แล้ว หาวิธีตะล่อมก็แล้ว ผมก็ยังไม่ได้คำตอบสักที จนต่อมเผือกของผมมันจะกำเริบถึงขีดสุดแล้วเนี่ยะ”

หญิงสาวถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่งหลังจากที่กลืนอาหารลงคอไปแล้ว

“ทำไมถึงอยากรู้นักหนา”

“ผมต้องการรู้เพื่อเอาไปขยายผลในการทำคดี คุณคงยังไม่รู้ว่ากำนันเดชมีรายชื่อติดโผอยู่ในบัญชีผู้มีอิทธิพล ที่ทางการกำลังเร่งกวาดล้างและปราบปรามอยู่”

“จริงหรอ ตอนอยู่บนรถเห็นอวยเขานักหนา ฉันก็คิดว่าคุณอยู่ข้างเดียวกับกำนันเสียอีก”

“อันนั้นผมพยายามจะเค้นความจริงเรื่องที่คุณไม่ชอบเขาออกมา แต่ดันไม่สำเร็จ”

“ฉันเล่าให้ฟังก็ได้ นี่เห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อทางราชการนะ”

“ครับ ผมจะตั้งใจฟัง”

จากนั้นบิธิดาจึงเล่าเหตุการณ์ตั้งแต่เริ่มให้พชรฟังเรื่องราวทั้งหมดมันเกิดขึ้นตั้งแต่เธอย้ายเข้าไปเรียนมหาวิทยาลัยในกรุงเทพ บ้านของบัวธิดาไม่ถูกกับบ้านของกำนันอภิเดชมาตั้งแต่ครั้งที่ บิดาของเธอได้เข้าไปเล่นการพนันในบ่อนไก่ ซึ่งตอนนั้นบ่อนไก่ของกำนันอภิเดชได้รับอนุญาตให้เปิดอย่างถูกกฎหมาย แต่ครั้งหนึ่งเมื่อบิดาของเธอพาดท่าแทงพนันไก่เสีย ไปห้าหมื่นบาท แต่กำนันอภิเดชกลับบอกว่าเขาติดหนี้เป็นเงินจำนวนหนึ่งแสนบาท เมื่อบิดาของเธอรู้ตัวว่าถูกโกงก็เกิดมีความคับแค้นใจแต่ทำอะไรไม่ได้ จึงต้องจำใจก้มหน้าก้มตาใช้หนี้ไปเป็นเวลากว่าสองปี

จากนั้นบิดาของเธอกลับถูกกำนันโกงอีกครั้ง เพราะแทนทีเงินต้นจะลด แต่มันกลับกลายเป็นว่าทั้งเงินต้นและเงินดอกเพิ่มขึ้นมาเท่าตัว จากเงินหนึ่งแสนบาทเพิ่มขึ้นมาเป็นห้าแสนบาท

“แล้วทำไมพ่อคุณถึงไม่แจ้งตำรวจ”

            พชรพูดขัดจังหวะขึ้นมา

“แจ้งสิ แต่สัญญาที่อยู่ในมือของมันดันถูกต้องทั้งหมด พ่อถูกปิดประตูทุกบานเพราะดันไปเซ็นสัญญากระดาษเปล่า”

“การเซ็นสัญญากระดาษเปล่านั่นก็หมายความว่ากำนันเดชจะเพิ่มยอดเงินลงไปในนั้นเท่าไหร่ก็ได้ เฮ้อ....พ่อของคุณเนี่ยะผีพนันเข้าสิงจริงๆเลย”

“ฉันคิดว่าคุณกำลังว่าพ่อฉันอยู่นะ”

บัวธิดาพูดเสียงเรียบพร้อมกับมีใบหน้าที่นิ่งเฉย

“อุ่ย...ขอโทษคือผมก็พูดไปตามรูปการเฉยๆ”

“เล่าไปเล่ามาฉันก็กินข้าวอิ่มพอดี กลับดีกว่า”

“เดี๋ยวก่อนสิคุณ เล่าต่อๆ ผมกำลังเก็บรายละเอียดอยู่นะ”

“นี่เห็นว่ามีประโยชน์ต่อทางราชการนะถึงได้เล่าให้ฟัง”

จากนั้นหญิงสาวจึงเล่าต่อว่า บิดาของเธอรู้สึกโกรธแค้นกำนันอภิเดชมาก ในเมื่อกฎหมายไม่สามารถทำอะไรได้ เขาจึงคิดที่จะวางเพลิงบ่อนไก่นั้น แต่ก็ทำได้แค่เพียงราดน้ำมันไปรอบๆ บ่อน จากนั้นก็ถูกจับได้บิดาของเธอจึงถูกลูกน้องของกำนันอภิเดชรุมทำร้ายจนอาการสาหัส จนกระทั่งมารดาของเธอต้องยอมยกที่ดินมรดกหนึ่งแปลงให้กำนันไปเพราะต้องการให้เรื่องจบ

“แค่นี้หรอ”

บัวธิดาหยุดเล่า พชรจึงถามขั้นจังหวะ

“ยังไม่จบแต่ฉันรู้สึกปวดท้อง”

“ไปเข้าห้องน้ำก่อนไหม”

“ไม่ใช่แบบนั้นมันรู้สึกเสียดๆ ที่ท้องด้านซ้าย สงสัยกินข้าวไม่ตรงเวลา”

“ถ้าไม่เป็นอะไรมากก็เล่าต่อเลย ผมอยากฟัง”

            พชรเขยิบร่างกายเพื่อเปลี่ยนแปลงอิริยาบถ ในการรอฟังเรื่องราวจากบัวธิดาต่อ จนไม่ได้นึกเป็นห่วงอาการปวดท้องของเธอเลยแม้แต่น้อย

“จากนั้น แม่ของฉันก็แค้นใจมาก จึงคิดหาวิธีที่จะเปิดโปงความชั่วของมัน โดยการแอบสืบเรื่องที่มาของเงินทั้งหมดที่กำนันมี แต่แล้วโชคชะตาก็ไม่เข้าข้าง วันนั้นแม่แอบติดตามขบวนรถของพวกมันไป แล้วก็เห็นว่าพวกมันกำลังขนส่งยาเสพติดล็อตใหญ่อยู่ ในขณะที่แม่กำลังถ่ายรูปพวกมันดันเห็น เสียก่อน แม่ฉันจึงขับรถหนีแต่รถดันเสียหลักพุ่งชนต้นไม้ข้างทาง”

เมื่อเล่าถึงตอนนี้บัวธิดาก็รู้สึกจุกที่คอหอยขึ้นมา มันจุกจนเธอไม่สามารถพูดต่อได้ และน้ำตาก็เริ่มเอ่อล้นขอบตาขึ้นมาจนทำให้พชรรู้สึกตกใจ

“นี่ๆ คุณไม่ต้องเล่าแล้วก็ได้ ดูแล้วเรื่องราวมันจะเริ่มดราม่าเนอะ”

“เฮ้อ...จะจบอยู่แล้วฟังต่อเถอะ”

หญิงสาวทำใจแข็งน้ำตาที่ปริ่มๆ สักครู่มันย้อนกลับไปข้างในจิตใจที่บอบช้ำของตัวเอง เธอสามารถหยุดยั้งความอ่อนแอของตัวเองได้อย่างรวดเร็ว จนพชรต้องชะงักมือที่กำลังจะเอื้อมไปหยิบกระดาษทิชชู่ให้เพื่อซับน้ำตา

“แม่เสียชีวิตในที่เกิดเหตุตำรวจสรุปว่าเป็นอุบัติเหตุแต่พ่อฉันชื่อว่าสาเหตุที่แม่ตายคือการฆาตกรรม”

“เดี๋ยวก่อนนะ ผมขอย้อนแย้งหน่อย ตอนที่เกิดเรื่องขึ้นตอนนั้นคุณเรียนอยู่ที่กรุงเทพไม่ใช่หรอ แล้วจะรู้เรื่องราวต่างๆ ได้อย่างไร ใครเป็นคนบอกคุณว่าแม่ไปแอบสืบเรื่องการขนยาของกำนันอภิเดช แล้วที่มันซับซ้อนไปกว่านั้นคือใครบอกคุณว่ากำนันเดชค้ายาเสพติด ในเมื่อคนที่เห็นเหตุการณ์ในวันนั้นคือแม่ของคุณคนเดียว”

“ฉันบอกคุณงั้นหรอว่าแม่เห็นเหตุการณ์แค่คนเดียว”

“อ่าว”

บัวธิดารู้สึกปวดท้องเพิ่มมากขึ้น แต่เธอก็ไม่แสดงอาการออกมาให้พชรรู้

“คือพ่อฉันเล่าให้ฟังก่อนที่เขาจะหนีออกจากบ้านไปว่า....”

“พ่อคุณหนีออกจากบ้านหรอ”

พชรพูดขัดขึ้นเพราะตกใจในเรื่องที่หญิงสาวบอก

“นี่อย่าพึ่งขัดได้ไหม”

บัวธิดาตะคอกใส่หน้าเขาเบาๆ จนทำให้คนใคร่รู้สลดลงอย่างเร็วพลัน

“เล่าต่อเลยจ้า”

พชรยิ้มให้บัวธิดาอย่างคนเจ้าเล่ห์จนทำให้เธอต้องข่มสายตาใส่เพื่อสยบเขา

“พ่อเล่าให้ฉันฟังเอง ทุกอย่างที่แม่คิดจะทำแม่ได้เล่าให้พ่อฟังหมดแล้ว พ่อฉันพยายามห้ามปามแม่อยู่หลายครั้งว่าไม่ให้ไปยุ่งกับมัน แต่แม่ก็ยังดื้อดึง หนีพ่อออกไปในคืนนั้น ในระหว่างที่แม่กำลังขับรถหนีพวกมัน พ่อบอกว่าแม่โทรศัพท์มาเล่าทุกอย่างให้พ่อฟัง แม่บอกกับพ่อว่ากำลังมีรถมอเตอร์ไซค์สองคันวิ่งประกบมาจากทางด้านหลัง จากนั้นแม่ก็ขาดการติดต่อกับพ่อไป มารู้อีกทีคือแม่เสียชีวิตแล้ว”

            “แล้วพ่อของคุณไม่ได้เล่าเรื่องทั้งหมดให้ตำรวจฟังหรอ”

            “เล่า แต่ตำรวจไม่เชื่อเพราะทางเราไม่มีหลักฐานอะไรเลย พ่อพูดจาด้วยปากเปล่า แถมยังเป็นคนขี้เมาอีก เลยยิ่งทำให้ขาดความน่าเชื่อถือไปกันใหญ่”

“แล้วพ่อคุณล่ะตอนนี้เขาอยู่ไหน”

“หลังจากแม่ตายพ่อเสียใจมาก เขาคิดโทษตัวเองมาตลอด วันๆ เอาแต่ดื่มเหล้า เข้าบ่อน จนอาพฤกษ์ทนไม่ไหวก็เลยทะเลาะกันและอีกวันพ่อก็หายออกจากบ้านไป หนีเข้ามาใช้ชีวิตอยู่ในกรุงเทพ”

“ไม่ได้ติดต่อกันเลยหรอ”

ชายหนุ่มเซ้าซี้ถามอย่างไม่จบสิ้น และแทนที่หญิงสาวจะรำคาญแต่กลับเต็มใจที่จะเล่าเรื่องราวทุกอย่างที่เขาอยากรู้ให้ฟัง

“ฉันเจอพ่ออีกทีวันรับปริญญา แค่มาแสดงความยินดีด้วย พ่อไม่บอกว่าไปอยู่ที่ไหนและทำอะไร จนป่านนี้เวลาผ่านไปเป็นสิบปีพ่อก็ไม่เคยติดต่อกลับมาเลย”

บัวธิดาเล่าให้เขาฟังด้วยความเต็มใจถึงแม้พชรจะรู้อยู่แก่ใจว่าหญิงสาวรู้สึกแย่กับเรื่องราวที่เล่ามามากแค่ไหนเพราะเขาสังเกตเห็นแววตาของเธอที่เศร้าอยู่ตลอดเวลาแถมยังมีน้ำตาคลอบ้างเป็นบางจังหวะในขณะที่กำลังเล่าอีกด้วย เขารู้สึกสงสารเธอขึ้นมาจับใจ ความรู้สึกที่มีต่อเธอก่อนหน้านี้จู่ๆ มันก็ทวีคูณขึ้นมาอย่างที่เขาไม่ทันได้ตั้งตัว

“ปัญหาเกิดขึ้นมากมายขนาดนี้แต่คุณก็ยังยิ้มได้ เก่งจัง”

“ฉันเสียใจมามากพอแล้ว มรสุมชีวิตฉันมันผ่านไปแล้วที่เหลือก็คือการทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด ฉันเชื่ออย่างหนึ่งว่าคนเลวสักวันก็หนีเวรกรรมของตัวเองไม่พ้น น้ำลดตอผุดเมื่อไหร่เมื่อนั้นก็เป็นวันที่พวกมันต้องชดใช้กรรม”

“ผมเอาใจช่วยและจะยืนอยู่เคียงข้างคุณเสมอ ผมสัญญา”

พชรไม่พูดเปล่าแต่ยังเอื้อมมือไปกุมมือของหญิงสาวที่วางอยู่อีกด้วย บัวธิดารู้สึกดีจึงยิ้มให้เขาด้วยรอยยิ้มที่บ่งบอกถึงความเชื่อใจและไว้ใจ ความอบอุ่นของมือหนาทำให้หญิงสาวสัมผัสได้ถึงความห่วงใย อย่างแท้จริง

“โอ๊ย...”

จู่ๆ บัวธิดาก็ร้องขึ้นมา จนพชรตกใจรีบปล่อยมือเธอ

“คุณเป็นอะไร”

“มันเสียดๆ ท้อง บอกไม่ถูก คุณไปส่งฉันเถอะอยู่ที่นี่นานไม่ดีเดี๋ยวได้เป็นข่าวอีก”

“ยังจะกลัวเป็นข่าวอีกหรอ ชาวบ้านเขาจับคู่ให้เราจิ้นกันมาตั้งนานแล้วเมื่อไหร่จะชิน”

พชรย้อนให้เธอไปในขณะที่ทั้งคู่กำลังเดินมาขึ้นรถที่จอดอยู่หน้าบ้าน

ความคิดเห็น