ดอกเสลาบานเช้า

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตามล่าแก๊งทวงหนี้

ชื่อตอน : ตามล่าแก๊งทวงหนี้

คำค้น : นิยาย,ทหาร,ตำรวจ,หมอ,ปลัดอำเภอสาว,คนในเครื่องแบบ

หมวดหมู่ : นิยาย ตลก,คอมเมดี้

คนเข้าชมทั้งหมด : 189

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 19 พ.ย. 2560 21:55 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตามล่าแก๊งทวงหนี้
แบบอักษร

จากนั้นเธอก็บอกทางกับพชร ให้ขับรถเข้าตลาดซึ่งอยู่ภายในตัวอำเภอ บรรยากาศของตลาดลาดยาวจะเป็นตลาดเล็กๆ ส่วนใหญ่จะเป็นตึกแถวสองชั้น หน้าร้านยังเผื่อแผ่ให้พ่อค้าแม่ค้าหาบเร่แผงลอย มาขายของกันอีกด้วย ซึ่งเป้าหมายที่ทั้งคู่มาดูนั้น เป็นร้านขายซาลาเปา ซึ่งเป็นแผงรอยที่ขายอยู่ตรงหน้าร้านขายเครื่องใช้ไฟฟ้า ทั้งคู่จอดรถซุ่มดูอยู่ไม่ไกลจากร้านมากนัก แต่ก็ไม่ได้ตกเป็นเป้าสายตาของเป้าหมายแต่อย่างใด เมื่อรออยู่พักใหญ่ก็ได้สังเกตเห็นผู้ชายสองคนขี่มอเตอร์ไซค์คันใหญ่ที่มีถังน้ำมันอยู่ข้างหน้าคันสีดำสนิท ขับรถเข้ามาจอดขนาบหน้าร้าน แม่ค้าวัยห้าสิบกว่ากว่าได้ยื่นเงินให้กับคนซ้อนท้าย จากนั้นคนขับก็รีบบิดรถออกจากหน้าร้านในทันที

“นี่ไงคะป้าคนที่ขายซาลาเปาคนที่ไปแจ้งศูนย์ดำรงธรรมว่าถูกไอ้แก๊งพวกนี้ข่มขู่เผาบ้าน พังร้าน ถ้าไม่มีดอกไปจ่ายให้พวกมัน”

“น่าสงสารนะครับ ขายของมาได้เท่าไหร่ก็ต้องจ่ายให้พวกมันหมด”

“ส่วนใหญ่แล้วพวกแก๊งเก็บเงินกู้นอกระบบจะอำพรางใบหน้าด้วยการใส่หมวกกันน็อคเต็มใบ และแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าสีดำมิดชิดเพื่อทำให้ตัวเองดูน่ากลัว คุณเห็นไหมคะ ว่ามันจะขี่มอเตอร์ไซค์ และเที่ยวไล่เก็บเงินพวกพ่อค้าแม่ค้าตามแผงแบบนี้ทุกวัน และที่สำคัญไอ้เงินที่จ่ายไปก็ได้แค่ดอกเบี้ย ซึ่งต่อให้จ่ายแทบตายเงินต้นก็ไม่ได้ลดลงเลย”

“ผิดที่ใครครับแบบนี้”

พชรหันมาถาม

“ผิดที่นายทุนหน้าเลือดอย่างไรล่ะคะ”

บัวธิดาพูดเสียงเข้ม

“แต่เริ่มต้นเกิดจากคนที่ใช้เงินไม่เป็นด้วยหรือป่าว”

บัวธิดาหันมองหน้าพชรทันทีเมื่อเขาพูดจบชายหนุ่มเชื่อมั่นในคำพูดของตัวเองเขาจึงอธิบายต่อ

“การกวาดล้างมันก็เป็นปัญหาที่ปลายเหตุนะครับ ต้นเหตุเกิดจากตัวบุคคลเองหรือเปล่า ที่ไม่รู้จักการวางระบบทางการเงินให้ดี”

“คนเราเวลาไม่มีมันก็ชักหน้าไม่ถึงหลังจริงๆการกู้เงินไม่ใช่เรื่องผิดเขามีสิทธิ์ที่จะกู้นะคะ แต่ถ้ากู้แล้วถูกเอาเปรียบแบบนี้แทนที่จะได้ลืมตาอ้าปากกลับต้องลำบากยิ่งขึ้นกว่าเดิมเพราะฉะนั้นมันเป็นหน้าที่ปลัดอำเภออย่างฉันที่จะต้องปกป้องสิทธิของประชาชนไม่ให้ถูกพวกนายทุนหน้าเลือดเอารัดเอาเปรียบ”

“อืม...เป็นข้าราชการที่ดีต้องรับใช้ประชาชน”

พชรพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่นบ่งบอกถึงความภาคภูมิใจในการเป็นข้าราชการที่ดี แต่กลับทำให้บัวธิดารู้สึกขำออกมาซะอย่างนั้น

“คำนี้ ฟังดูคุ้นๆ นะคะ ได้ยินทีไรสะกิดใจทุกที”

ทั้งคู่พ่นเสียงหัวเราะใส่กันเบาๆเมื่อบัวธิดาพูดจบครั้นจะเป็นมุกก็ไม่เชิงแต่ไฉนเลยกลับทำให้ทั้งคู่ขำได้ก็ไม่รู้

“ว่าแต่คุณนี่เก่งจังเลยนะครับ สืบเรื่องได้ไวจัง”

พชรเผยความชื่นชมต่อหญิงสาว

“ฉันเป็นคนในพื้นที่นี่คะ คนนอกพื้นที่อย่างคุณตามไม่ทันหรอก”

“ทั้งสวยทั้งเก่งแบบนี้ ทำไมยังโสดอยู่นะ”

ชายหนุ่มทำเสียงอ่อนเสียงหวานและทำทีเขยิบตัวเข้ามาชิดเบาะฝั่งคนนั่ง บัวธิดาหันมามองเห็นเขากำลังส่งสายตาวับวาวให้เธอจึงรีบหันมองออกไปทางกระจกข้างเพราะความเขินทันที

“ก็เพราะว่าเก่งไงล่ะ ก็เลยไม่มีใครกล้าจีบ”

“ไม่จริงหรอก”

พชรตอบกลับทันควัน หญิงสาวจับไปที่ใบหูของตัวเองเพื่อแก้อาการเขิน เธอขยับตัวเล็กน้อยเพื่อผ่อนคลายความเกร็งและนั่งให้สบายขึ้น

“ฉันว่าเรากลับไปเตรียมการจับกุมแก๊งทวงหนี้กันดีกว่านะคะ”

“ครับ...เดี๋ยวผมขอส่งรายงานเข้ากลุ่มเพื่อการปฏิบัติในวันพรุ่งนี้ก่อนนะ”

จากนั้นเขาจึงหยิบโทรศัพท์ออกมาเพื่อส่งข้อความกลับไปยังกลุ่มกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยเพื่อสั่งให้ทุกคนเตรียมตัวปฏิบัติภารกิจจับกุมแก๊งเงินกู้นอกระบบ ซึ่งทุกอย่างจะเริ่มปฏิบัติภายในวันพรุ่งนี้

“พวกมันขนอะไรเข้าไปไว้ในนั้น”

โทรศัพท์ยังไม่ทันวางลงพชรก็เห็นข้อความที่ลูกน้องส่งมารายงานเกี่ยวกับกระท่อมมุงแฝกที่อยู่ในป่าเขาหลวง

“มีอะไรคะ”

“พชรยื่นโทรศัพท์ให้บัวธิดาดู”

“พวกมันขนรังไม้อะไรเข้าไปไว้ในกระท่อม ฉันว่าต้องเป็นยาเสพติดหรือไม่ก็อาวุธแน่ๆ เลยค่ะ”

“ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน ลูกน้องยังเข้าไปตรวจสอบข้างในไม่ได้ เพราะพวกมันมีกำลังคุมไว้แน่นหนา

“ออกหมายค้นเลยดีไหม”

“ถ้าทำอย่างนั้น เราจะได้แค่ยึดของกลางและจับไอ้พวกลูกระจ๊อกนี้ไปแต่เราจะไม่มีทางรู้ได้เลยว่าใครคือผู้บงการอยู่เบื้องหลัง”

“เฮ้อ…”

บัวธิดาถอนหายใจแรง

“ทำงานใหญ่ต้องคิดให้รอบคอบนะครับ ผมกับทางตำรวจเชื่อว่างานนี้ต้องเกี่ยวพันกับผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่นอย่างแน่นอน เพราะฉะนั้นเราจะมักน้อยรวบแต่หางไม่ได้”

“ต้องรวบทั้งหัวและหาง”

“ถูกต้อง...ปลัดของผมนี่เก่งจริงๆ เลย”

เขาส่งสายตาหวานเยิ้มพร้อมยื่นคำหยอดให้ปลัดสาวอีกครั้งจนครั้งนี้บัวธิดาเปลี่ยนจากความเขินอายกลายเป็นความรำคาญแทน

“ยังเล่นไม่จบนะคะผู้กอง”

หญิงสาวพูดพร้อมส่งค้อนทางสายตาให้ก่อนที่จะชวนให้ออกจากตรงจุดนั้นเสียที

 “ไปเถอะค่ะ วันนี้เรากลับฐานที่ตั้งกันดีกว่าพรุ่งนี้จะต้องเตรียมตัวปฏิบัติภารกิจเพื่อประชาชนของพวกเรา”

“ครับผม...ใครว่าผมเล่นๆ ล่ะ”

ชายหนุ่มยังคงบ่นพรึมพรำ เบาๆ ในขณะที่กำลังเคลื่อนรถออกไป บัวธิดาได้ยินแต่แสร้งทำเป็นไม่ได้ยินเธอมองออกไปนอกกระจกรถทางด้านข้างและแอบเผยรอยยิ้มเล็กน้อย ให้กับความน่ารักของผู้กองหนุ่ม

แก๊งทวงหนี้นอกระบบเริ่มออกรีดไถแม่ค้าในตลาดกันตั้งแต่เช้าตรู่ซึ่งทางชุดเฉพาะกิจสนธิกำลัง สามฝ่าย ระหว่างทหาร ตำรวจ และฝ่ายการปกครอง ได้ร่วมมือกันเพื่อสกัดจับ ผู้ต้องหาที่ขับขี่รถจักรยานยนต์ มาจอดหน้าร้านซาลาเปา และมีท่าทางข่มขู่ลูกหนี้ให้รีบยื่นเงินมา ในขณะนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงเข้าจับกุมผู้ขับขี่ได้ ส่วนคนซ้อนรู้ตัวจึงพยายามวิ่งหลบหนีทหารจึงวิ่งตามไปจับกุมได้ทันจากนั้นจึงนำไปสอบปากคำที่โรงพักเพื่อนำไปขยายผลต่อในวันรุ่งเช้ากองร้อยรักษาความสงบพร้อมกองกำลังของตำรวจและฝ่ายการปกครองสนธิกำลังกันเข้าตรวจสอบบ้านของกำนันอภิเดชในทันที เพราะผู้ต้องหาให้การซักทอดมาถึงเขา

บริเวณหน้าบ้านไม้สักทองทั้งหลัง ใต้ถุนยกสูงปูกระเบื้องอย่างดี มีการฉลุลวดลายของไม้ตามระเบียงและเชิงชายตัวบ้านออกแนวผสมผสานระหว่างทรงไทยและแนวสมัยใหม่ หน้าต่างรอบบ้านเป็นกระจกใส  เนื้อที่ทั้งหมดกว่า 5 ไร่ ด้านหน้าเป็นสนามหญ้ากว้าง มีต้นไม้ประดับแลดูเป็นระเบียบสบายตา ส่วนรั้วของบ้านนั้นปิดทึบแลดูแน่นหนา แถมมีป้อมยามอยู่หน้าบ้านซึ่งบ่งบอกได้ว่าเจ้าของบ้านหลังนี้ต้องเป็นเศรษฐีมีระดับอย่างแน่นอน

“มีธุระอะไรกันหรือครับ”

น้ำเสียงคนคุ้นเคยสำหรับบัวธิดาเอ่ยเสียงเรียบ ทุ่ม อยู่ในลำคอ ชายหนุ่มผู้มีสายตาเยือกเย็นเอาแต่จ้องมองปลัดสาวอย่างให้ความสนใจในตัวเธอแต่หญิงสาวกลับทำเหมือนดังว่าชายตรงหน้าไม่ได้มีตัวตนอยู่ตรงนั้นเลยสักนิด สักครู่สืบศักดิ์จึงได้ยื่นหมายค้นให้กับชายหนุ่มดูพร้อมถามถึงกำนันด้วย

“กำนันเดชอยู่ไหม”

“อยู่ แต่ผมต้องเข้าไปเรียนให้ท่านทราบก่อนว่าพวกคุณมาทำอะไรกัน”

พีระตอบกลับหลังจากที่เขาอ่านหมายค้นนั้นแล้ว

“คงไม่จำเป็นต้องไปตามนายก็เห็นหมายค้นอยู่ทนโท่ปล่อยให้พวกเราเข้าไปเถอะ”

บัวธิดาบอกกล่าวแก่เขาในขณะที่เจ้าหน้าที่ทั้งหมดยังยืนกันอยู่หน้าบ้านที่เงียบเชียบราวกับไม่มีใครอยู่

“ก็ได้ เห็นว่าเป็นคำขอจากปลัดบัวนะผมถึงยอม เชิญ”

พีระเอียงศีรษะเล็กน้อยเพื่อเป็นสัญญาณว่าเชิญเจ้าหน้าที่ทุกคนให้เข้าไปข้างในบ้านได้ ในขณะที่กำลังจะเดินขึ้นบันได พชร ได้โอกาสจึงหันมาถามบัวธิดาถึงสิ่งที่ค้างคาใจอยู่

“คุณกับลูกน้องกำนันเดชรู้จักกันหรอ ผมว่าจะถามตั้งแต่เจอกันครั้งที่แล้ว”

หญิงสาวได้เพียงแต่หันหน้ามาหาเขาและยักคิ้วให้ไร้เสียงตอบกลับทำให้พชรรู้สึกหัวเสียเล็กน้อย

“พวกคุณรออยู่ตรงนี้ก่อน ผมจะเข้าไปตามกำนัน”

พีระพูดเสียงเรียบ สีหน้าไม่รับแขก ในขณะสั่งให้เจ้าหน้าที่ทั้งหมดซึ่งมีจำนวนกว่าสิบนาย ทั้งตำรวจ ทหาร และ ส่วนการปกครอง ให้ยืนรออยู่ที่ระเบียงบ้าน

“สวัสดีทุกท่านเอ้า....เชิญตรวจค้นบ้านผมได้ตามสบายเลยครับคุณตำรวจคุณทหารอ้าวปลัดบัวก็มากับเขาด้วยรึ”

กำนันพูดด้วยท่าทีที่แจ่มใส

“เป็นหน้าที่ของฉันจะพลาดได้ไงล่ะคะ”

บัวธิดาพูดพร้อมรอยยิ้มที่ซ่อนความเหี้ยมเกรียมไว้

“ผมต้องขออนุญาตทำตามหน้าที่นะครับกำนัน”

“ตามสบายผู้กองสืบ”

กำนันพูดพร้อมแตะไปที่ข้างไหล่ของเขาเบาๆ อย่างเป็นกันเอง หลังจากที่สืบศักดิ์ได้สั่งให้เจ้าหน้าที่ทั้งหมดแยกย้ายกันไปตรวจค้นตามสถานที่ต่างๆ ภายในบ้าน

“เมื่อวานกองกำลังรักษาความสงบจับแก๊งเก็บเงินกู้นอกระบบได้สองคนหนึ่งในนั้นให้การสารภาพว่ากำนันเป็นผู้จ้างวานให้ไปเก็บหนี้ในตลาด”

บัวธิดาเอ่ยขึ้น กำนันตีหน้านิ่งราวกับว่าไม่รู้เรื่องอะไรด้วยเลย

“ผมเป็นคนให้สองคนนั้นไปเก็บเอง”

พีระรีบเปิดปากรับสารภาพแทนกำนันทันที

“ถ้าอย่างนั้นนายก็เป็นคนปล่อยเงินกู้สินะ”

บัวธิดาเอ่ยขึ้น

“ผมเป็นผู้จัดการครับ ส่วนเงินเป็นของกำนัน”

พีระรับสารภาพในขณะพูดเขายังหันหน้าไปหากำนัน

“ชาวบ้านมาร้องเรียนที่ศูนย์ดำรงธรรมว่าถูกแก๊งพวกนี้รีดไถและเก็บดอกเบี้ยเกินอัตราที่ได้ทำสัญญากันเอาไว้ก่อนหน้านี้”

พชรหันไปพูดกับกำนันอภิเดช แต่สายตาชำเรืองมองพีระเป็นระยะ เขามีความรู้สึกไม่ถูกชะตากับนายพีระคนนี้เลยแม้แต่น้อยซึ่งทั้งคู่ก็ชอบใช้หางตาชำเรืองมองกันอยู่บ่อยๆ 

“ชาวบ้านที่นี่รู้จักผมดีคนอย่างผมทำอะไรไม่เคยเอาเปรียบชาวบ้านผมคิดว่าเรื่องนี้น่าจะมีการเข้าใจผิดกันมากกว่า”

กำนันอภิเดชรีบออกตัวแก้ต่างให้ตนเอง

“งั้นหรอ”

อึกอักบัวธิดาก็พูดขึ้นมาพร้อมกับทำสีหน้าเหี้ยมเกรียมใส่กำนันจนทำให้พชรและทุกคนที่ยืนอยู่ตรงนั้นแปลกใจไปตามๆ กันว่าทำไมหญิงสาวถึงมีทีท่าเป็นปรปักษ์ กับกำนันเช่นนี้จากนั้นลูกน้องคนหนึ่งของกำนันซึ่งแต่งกายด้วยกางเกงยีนและเสื้อยืดธรรมดา ได้เดินเข้ามาหาพร้อมนำตัว ผู้ชายคนหนึ่งซึ่งอายุราวๆ 17 ปี ที่ชื่อป้อง เข้ามาหากำนันด้วย

“ผมได้ยินไอ้ป้องมันคุยอยู่ข้างหลังบ้านกับพวกคนงานเลี้ยงไก่ว่าไอ้หนุ่มกับไอ้ก้อง มันไปขูดรีดชาวบ้านขอเพิ่มดอกเบี้ยกันเอาเองถ้าเจ้าไหนไม่ให้ความร่วมมือมันก็ใช้วิธีการข่มขู่เอาครับ”

“ไอ้สองคนนี้มันระยำจริงๆ เลี้ยงไม่เชื่อง ทำไมเอ็งถึงไม่บอกข้าให้เร็วกว่านี้หะ ไอ้ป้อง หรือว่าเอ็งก็มีส่วนได้ส่วนเสียกับพวกมันด้วย”

กำนันอภิเดชชี้หน้าตะคอกน้ำเสียงอันเหี้ยมเกรียมใส่ป้อง จนทำให้เขากลัวแทบจะร้องไห้ออกมา

“ป่าวนะครับ คือ...ผะ...ผม...”

ป้องพูดอะไรไม่ออก จึงได้แต่หันหน้ามามองพีระ เหมือนกับว่าอยากจะให้เขาช่วยเหลืออะไรสักอย่าง และชายหนุ่มมาดนิ่งนั้นก็ไม่ได้ดูดายเขาหันหน้ามามองสบตากับป้อง จากนั้นก็หันไปคุณกับกำนันต่อ

“ไอ้ป้องมันยังเด็กเกินไปเลยถูกไอ้พวกนั้นพูดจากลอกหูผมว่าเราปล่อยมันกลับบ้านไปเถอะครับกำนัน”

“ไปๆ รีบเอามันไปให้พ้นหูพ้นตาเลย”

กำนันทำท่าทีขึงขัง

“ผมขอยืนยันนะครับเรื่องเงินกู้ กำนันเดชไม่ได้รู้เห็นด้วยทุกอย่างผมเป็นคนจัดการเอง”

“เรื่องของเรื่องคือไอ้สองคนนั้นมันพึ่งออกมาจากศูนย์บำบัดยาเสพติด จะไปทำงานที่ไหนก็ไม่มีคน

รับ ผมสงสารเห็นมันมาของานทำ ก็เลยนึกอยากจะสร้างอาชีพให้ เลยยื่นเงินให้มันไปก้อนหนึ่งให้ไปบริหารจัดการกันเอาเองสรุปมันอยากจะเอาไปปล่อยกู้ผมก็ไม่ได้ห้ามอะไร ก็เลยให้พีระคนสนิทผมเป็นคนดูแล เฮ้อ...”เขาถอนหายใจแรง จากนั้นจึงพูดต่อ

“อุส่าเห็นใจมันยื่นมือให้ความช่วยเหลือสารพัดกลับเนรคุณกันได้ถึงเพียงนี้”

“แล้วนายมีหลักฐานการกู้เงินหรือป่าวพีระ”

บัวธิดาถามกลับแต่พีระไม่ตอบเขากลับเดินเข้าไปในห้องเพื่อหยิบกระเป๋าถือใบหนึ่งออกมา จากนั้นก็นำเอาสัญญาเงินกู้ของลูกหนี้ทั้งหมดออกมาให้ทุกคนดู

“ทุกสัญญาไม่บ่งบอกถึงการกระทำผิดกฎหมาย”

สืบศักดิ์พูดกับพีระในขณะที่กำนันก็นั่งอยู่ด้วย

“ผมผิดเองที่ใช้คนไม่ดูให้ดีๆ ปล่อยปะละเลยจนทำให้คนอื่นเดือดร้อนแบบนี้ เฮ้อ น่าสงสารชาวบ้านจริงๆ นี่ไม่รู้ว่าไปถูกไอ้พวกนั้นขูดรีดไปไม่รู้จักเท่าไหร่ต่อเท่าไหร่แล้ว เอาแบบนี้ละกัน เดี๋ยวผมจะรับผิดชอบแทนลูกน้องโดยการยกดอกเบี้ยให้แล้วจ่ายกันแต่เงินต้นคืนมาก็แล้วกัน”

เมื่อพูดจบเขาก็หันหน้ามาหาพีระเป็นอันรู้กันว่าเรื่องนี้ชายหนุ่มจะต้องเป็นคนจัดการ

“ดีครับ ขอบคุณกำนันมากที่ให้ความร่วมมือ”

พชรพูดทิ้งท้ายก่อนที่จะแยกย้ายกันกลับไปโดยที่ไม่มีเหตุร้ายแรงใดๆเกิดขึ้น จากนั้นพีระก็หันมาคุยกับกำนันอภิเดชด้วยสีหน้าคล้ายคนสำนึกผิดที่ทำงานบางอย่างพลาดไป

“เดี๋ยวผมไปจัดการไอ้สองคนนั้นเองครับ”

พีระหันไปบอกกับกำนัน

“เก็บกวาดให้เรียบร้อยด้วยล่ะ อย่าให้เกิดปัญหามาถึงฉันแบบวันนี้อีก”

กำนันอภิเดชพูดด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นเขาไม่มองหน้าชายหนุ่มในขณะที่พูด ได้แต่เพียงชำเรืองหางตาให้ พีระมีสีหน้าซีดเผือกราวกับกำลังกลัวอะไรบางอย่าง

ความคิดเห็น