nawa

สวัสดีค่ะ ถ้าใครหลงเข้ามาแล้วอย่ากดผ่าน ลองอ่านสักตอนก่อนนะคะ นิยายของNawa อินดี้ที่ไม่ได้มีดีแค่เรื่องลึกลับ

นครต้องคำสาป

ชื่อตอน : นครต้องคำสาป

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ลึกลับ,สืบสวน สอบสวน

คนเข้าชมทั้งหมด : 20.1k

ความคิดเห็น : 59

ปรับปรุงล่าสุด : 20 พ.ย. 2560 15:25 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
นครต้องคำสาป
แบบอักษร

บทที่54

พิมพลอยกับคะฉิ่นเดินประคองกันออกมาจากถ้ำทิ้งร่างไร้วิญญาณที่ถูกไฟคอกจนดำเป็นตอตะโกไว้เบื้องหลัง  ท้องฟ้าภายนอกมืดมิดมีเพียงแสงจันทร์ที่ลอยเด่นอยู่บนท้องนภาส่องสว่างสาดแสงลงมา แต่ไม่นานนัก ป่าภายนอกก็ปกคลุมไปด้วยม่านหมอกสีขาวจนมองไม่เห็นหนทางเบื้องหน้า คะฉิ่นให้พิมพลอยหยุดพักเพื่อดูสถานการณ์เบื้องหน้าใต้ต้นไม้ใหญ่ปากถ้ำ

“หมอนั่งรออยู่ที่นี่ก่อนนะ ฉันขอเดินดูรอบๆแถวนี้หน่อย”หญิงสาวพยักหน้ารับคำที่คะฉิ่นบอก แล้วเบียดร่างเล็กของตนแทรกเข้าระหว่างรากไม้ใหญ่เพื่อบังลมหนาว

คะฉิ่นถือไฟฉายส่องกราดดูรอบๆบริเวณปากถ้ำ แถวนี้มีต้นไม้ใหญ่และพุ่มไม้หนาทึบ ถ้าไม่สังเกตดีๆจากภายนอกก็คงไม่รู้เลยว่ามีถ้ำที่เป็นทางเดินยาวทอดผ่านป่าเพลิงมรณะ คะฉิ่นสันนิษฐานว่าไอ้ผีดิบคงใช้ทางเดินนี้เพื่อหลบซ่อนตัวในเวลากลางวัน และใช้เพื่อออกหากินในเวลากลางคืน หมอกหนาทำให้ชายหนุ่มส่องไฟไปได้ในระยะแค่เพียงหนึ่งเมตรเท่านั้น คะฉิ่นเลือกที่จะเดินกลับดีกว่าเพราะเป็นห่วงพิมพลอยและเกรงว่าวิญญาณผีดิบจะกลับมาอีก

“เจออะไรบ้างไหมคะฉิ่น”พิมพลอยร้องทักเมื่อเห็นคะฉิ่นเดินกลับมา

“ไม่เจออะไรเลยหมอ รอบๆแถวนี้พุ่มไม้บังหนาทึบ คงต้องให้หมอกจางลงก่อนถึงเราจะออกไปจากที่นี่ได้”

“ฉันรู้สึกเป็นห่วงพวกของนรินทร์จัง”พิมพลอยรำพึงมองไปในหมอกหนาด้านหน้าเธอรู้สึกเป็นห่วงนายทหารหนุ่มขึ้นมาจับใจเมื่อเห็นวิญญาณเจ้าผีร้ายยังไม่ตายและลอยพุ่งหายไป

“ฉันก็ขอภาวนาอย่าให้นายทหารได้เผชิญหน้ากับไอ้ผีร้ายเหมือนพวกเราเลย”คะฉิ่นพูดขึ้นเสริมนึกบนบานเจ้าป่าเจ้าเขา               

 อูซอเดินนำนรินทร์และลูกน้องผ่านเข้าเขตกำแพงเมืองร้าง เพียงแต่เท้าก้าวแรกที่เหยียบย่างเข้าไปหมอกสีขาวก็ลอยข้าปกคลุมทั่วบริเวณ อูซอโบกมือเป็นสัญญาณให้หยุดเดินก่อนเพื่อดูลาดราว หมอกปกคลุมหนาจนมองในเห็นหนทางด้านหน้า นรินทร์เอาเชือกออกจากเป้หลังมารัดเอวแล้วส่งให้อีกสองคนทำเช่นกันไว้เผื่อพลัดหลงเพราะตอนนี้แม้แต่มือตนเองที่ยื่นไปสุดปลายแขนก็ยังมองไม่เห็น

"พวกเราค่อยๆเดินตามกันไปช้าๆนะ"อูซอพูดขึ้นเขาค่อยๆก้าวเดินอย่างระมัดระวังไปเบื้องหน้า เกรอะและนรินทร์ค่อยๆก้าวตามมา ไอเย็นแผ่ซ่านเข้าทุกอนูขุมขน เจ้าเกรอะขนลุกเกลียวเหลียวซ้ายแลขวาอย่างหวาดวิตกกับสิ่งที่จะเผชิญภายหน้า ในหัวคิดจินตนาการไปในม่านหมอกถึงสิ่งน่ากลัวต่างๆนานา เกรอะลอบกัดริมฝีปากตัวเองแน่นดึงสติไว้ไม่ให้ตื่นกระเจิงยังดีที่มีเชือกมัดเอวไว้ไม่อย่างนั้นคงไว้วิ่งหนีจากความอึดอัดนี้ไปแล้ว สู้ออกมาให้เห็นเป็นตัวๆยังดีกว่ามาแบบนี้มันหลอนประสาทเหลือเกิน เจ้าเกรอะได้แต่ถอนหายใจเดินตามแรงรั้งของเชือกไปด้านหน้าแต่มองไม่เห็นหลังของอูซอแล้วเพราะหมอกหนา เมื่อเหลียวไปด้านหลังก็ไม่เห็นนายทหารหนุ่มแต่ยังรู้สึกถึงแรงตึงของเชือกอยู่ในใจนึกอยากร้องถามว่าทั้งคู่ยังอยู่ดีไหมแต่กลัวเสียงที่ตอบกลับมาไม่ใช่เสียงของทั้งสองคนจึงสงบปากสงบคำเดินต่อ 

อูซอที่เดินนำไปด้านหน้าเปลี่ยนจากถือปืนมาจับมีดยาวกระชับแน่นโดยเอาปืนไปสะพายไว้แทนเพราะหมอกลงหนาขนาดนี้ อย่าว่าแต่เล็งเลยแค่หันปลายกระบอกปืนถูกทิศก็ดีแล้วแต่อูซอกลัวว่าวิถีปืนจะถูกพวกเดียวกันมากกว่าจึงใช้มีดที่ใช้ในระยะประชิดตัวและมองเห็นได้ สายตาสอดส่องไปในหมอกขาวเหมือนจะได้ยินเสียงเหยียบกิ่งไม้แห้งจะดังอยู่ทางขวามือชายหนุ่มหันขวับตามเสียง แต่ทัศนวิสัยในการมองเห็นตอนนี้แทบจะเป็นศูนย์ จมูกสูดดมกลิ่นที่ลอยมาตามลมคล้ายกลิ่นควันไฟที่เผาอะไรบ้างอย่าง อูซอยกมือขึ้นถูจมูกอีกครั้งเพื่อขจัดกลิ่นประหลาดนั้นและสูดดมอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ ไม่ผิดแน่กลิ่นควันไฟแสดงว่าต้องมีคนอยู่แถวนี้เพราะมีกองไฟหรือจะเป็นพิมพลอยและไอ้ผีดิบ

นายทหารหนุ่มเดินตามเชือกที่ถูกรั้งไปด้านหน้า สองตาก็เหลียวมองซ้ายขวาตามวิสัยชาติทหาร ไฟฉายที่ติดกระบอกปืนสาดส่องหาสิ่งแปลกปลอม นรินทร์ยอมรับว่าที่นี่มันแปลกประหลาดอย่างที่เขาไม่เคยพบเคยเจอที่ไหนมาก่อน ถึงชายหนุ่มจะทำใจดีสู้เสือแค่ไหนก็ตามแต่ความกลัวเบื้องลึกของจิตใจก็ผุดขึ้น เขามองไปในหมอกหนากลับเห็นเป็นร่างของชาวบ้านแต่งตัวแปลกตาดูโบราณคล้ายยุคขอมหรือทวารวดี นอนดิ้นทุรนทุรายด้วยความทรมานอยู่ที่พื้นหลายสิบคน บางรายนั่งร้องไห้โหยหวญราวกับจะขาดใจแต่บางรายก็หัวเราะเหมือนคนเสียสติ ที่น่าแปลกคือชาวบ้านเหล่านั้นไม่มีท่าทีที่จะสนใจผู้บุกรุกที่มาเยือนใหม่เลยแม้แต่น้อยกลับจมอยู่ในห้วงของตนเอง นายทหารหนุ่มมองภาพนั้นซ้ำแล้วซ้ำเหล่าเพื่อให้แน่ชัดว่าตนไม่ได้ตาฝาด ความจริงอยากซัดM16ในมือสักเปรี้ยงขับไล่ภาพที่คล้ายกับฝันร้ายนี้แต่ก็ยังข่มใจไว้ นึกถึงคุณพระศรีรัตนตรัยเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ ในใจท่องบทสวดมนต์ที่คุ้นเคยมาตั้งแต่วัยเด็กขึ้น พยายามทำจิตใจให้สงบไม่นานนักภาพน่าเวทนาเหล่านั้นก็หายไปเหลือไว้เพียงกลิ่นควันไฟที่พัดมาตามลม

"กลิ่นควันไฟ"นรินทร์ฉุกใจคิดเอ่ยขึ้นเบาๆแต่เหมือนกับไปทายทักสิ่งลึกลับ 

ทันใดนั้นภาพสุดแสนจะสยดสยองก็ปรากฏขึ้นอีก แต่คราวนี้เป็นภาพของหญิงสาวนางหนึ่งหน้าตางดงามราวนางในเทพนิยายถูกมัดอยู่บนกองไฟที่ลุกโชนไหม้ร่างบางของหญิงสาวทั้งเป็น เสียงแหลมกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดแต่ตาก็จับจ้องมาอย่างเครียดแค้นแล้วหนังสดที่ไหม้ไฟก่อนค่อยๆสุกแดงจนเกรียมตาเบิกกว้างถลนสภาพทนทุกข์ทรมาน


**ขอโทษนะคะที่หายไปนาน มีใครรออ่านกันอยู่ไหมเอ่ย ขอบคุณที่ยังติดตามและเป็นกำลังใจให้กันนะคะ ความจริงอยากอัพทุกวันเหมือนเดิมแต่ช่วงนี้ยุ่งๆไว้ผู้เขียนจะพยายามหาเวลาว่างมานะคะ เนื้อเรื่องก็ตื่นเต้นไปเรื่อยๆปมค่อยๆคลายทีละนิดแต่ถ้าอยากรู้ละเอียดต้องอ่านเรื่องเพลิงไพรีด้วยนะคะ ขอคอมเม้นว่าอ่านแล้วเป็นอย่างไรกันบ้างหลังจากหายไปนาน คิดถึงผู้อ่านทุกคนนะคะ


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น