ZALIKA

หนาวมากกกกก

Iona Island & Mermaid เกาะไอโอน่าและนางเงือก

ชื่อตอน : Iona Island & Mermaid เกาะไอโอน่าและนางเงือก

คำค้น : กำเนิดซาตาน

หมวดหมู่ : นิยาย สยองขวัญ,สั่นประสาท

คนเข้าชมทั้งหมด : 960

ความคิดเห็น : 5

ปรับปรุงล่าสุด : 17 พ.ย. 2560 10:24 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Iona Island & Mermaid เกาะไอโอน่าและนางเงือก
แบบอักษร

“ ปิ๊บ ปิ๊บ ปิ๊บ ” เสียงเตือนดังขึ้นจากเครื่องสมารท์โฟน ทำให้ผมที่กำลังหลับตาปี๋ค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาดูสิ่งรอบข้าง แต่ว่าด้วยการที่พวกเราห้าคนกอดกันแน่นเป็นก้อนวงกลมทำให้ผมมองเห็นสิ่งรอบข้างลำบาก รู้สึกเหมือนลมแรงจังแหะ ผมแหงนหน้ามองดูข้างบนนั่นท้องฟ้านิ หรือว่าเรากำลังร่วงลงจากฟ้า

“ อ๊ากกกกกกกกกก ” เสียงแมมม่อนกับผมตระโกนพร้อมกัน ทำให้อีกสามคนที่กำลังหลับตานั่นลืมตาขึ้นมาดู และแน่นอนหลังจากนั่น

“ อ๊ากกกกกกก/กรี๊ดดดดดดดด ” พวกเราประสานเสียงกันโดยไม่ได้นัดหมาย แม้แต่คนที่ประดิษฐ์คิดค้นเจ้าเครื่องนี้มาก็ยังกรี๊ด พวกเราจะรอดไหมเนี้ย หวังว่างานนี้ไม่มีตายหมู่นะ

“ จะถึงที่หมายภายใน 5 4 3 2 1 เข้าสู่สภาวะไร้แรงโน้มถ่วง ” ในขณะที่เสียงโปรแกรมดังขึ้นเหมือนเวลานับถอยหลังที่พวกเรา5คนจะดิ่งพสุธาหัวฟาดพื้นดับสยอง แต่อยู่ๆหลังนับเวลาเสร็จตัวพวกเราห้าคนก็ลอยขึ้นเหนือพื้นดินประมาณ 50 เซนติเมตรได้

“ ยินดีต้อนรับสู่ หมูเกาะไอ- ”

เพียะ !! เบลฟี่พูดขึ้นมาแล้วน้ำเสียงแจ่มใจก่อนจะโดนฝ่ามือพิฆาตของมาร์คัสตบลงบนหัวสีชมพูของเธอ

“ ยัยเบลฟี่ เธอยังมีหน้ามาพูดน้ำเสียง ระรื่นอีกเหรอ เธอเกือบทำพวกเราตายหมู่ละนะ ” มาร์คัสบ่นเชิงต่อว่าเบลฟี่

“ แหม่ๆ นานๆ เจอกันทีก็อยากให้เพื่อนตื่นเต้นบ้าง เนาะมาร์คัส ” เธอพูดด้วยน้ำเสียงที่ไม่รู้สึกรู้สาอะไรกับการที่เกือบจะทำคนสี่คนหัวใจวายตายได้ แถมยังมีหน้ามาพยักหน้ายิ้มให้ผม

“ ที่นี่คือเกาะเหรอ ” สิ่งที่มาเรียถามขึ้นมาทำให้พวกเราเลิกทะเลาะกันละมาสนใจสิ่งแวดล้อมรอบๆ ข้าง นี่มันอะไรกันนี้พวกเรากำลังยืนอยู่บนพื้นดินที่เต็มไปด้วยหญ้าสีเขียวเตี้ยๆสุดลูกหูลูกตา ไม่มีน้ำทะเล ไม่มีเสียงคลื่น หรือแม้แต่นกบินบนท้องฟ้า ที่สามารถบ่งบอกว่าที่แห่งนี่คือเป็นเกาะ

“ ใช่แล้วจ้า สาวน้อย จะให้เหมือนเกาะอื่นได้ยังไง นี่เกาะไอโอน่าที่เป็นแหล่งที่อยู่ของนางเงือกเชียวนะ “ เบลฟี่พูดขึ้นพร้อมดึงอุปกรณ์สมารท์โฟนของเธอหมุนรอบทิศทางเหมือนหาสัญญาณ

“ เบลฟี่ ฉันสงสัยมาก ตาแก่นั่นเนรเทศเราลงมาแล้วได้ยึดพลังเวทมนตร์เราไว้ แล้วทำไมเธอถึงยังมี ” แมมม่อนถามเบลฟี่ด้วยความสงสัย

“ นายนี่โง่เสมอต้นเสมอปลายตลอดเลยนะแมมม่อน นี่เขาเรียกว่าเทคโนโลยี ไม่ใช่เวทมนตร์ ” เบลฟี่อธิบายอย่างเรียบๆเชิงต่อว่าแมมม่อนนิดหน่อย

“ แล้วเธอรู้ได้ไงว่าเราอยู่ที่ไหน ทำอะไร กำลังจะไปไหน ” แมมม่อนถามขึ้นอีกเหมือนเด็กไม่อยากยอมแพ้

“ ก็พวกเทคโนโลยีนั่นแหละ ” เบลฟี่ตอบเหมือนไม่มีอะไร แล้วเดินก้มหน้ามองจอทีนึงมองสิ่งรอบข้างทีนึง

“ งั้นเธอก็รู้มาตลอดว่าฉันกับมาร์คัส กำลังตามหาสมาชิกให้ครบ 7 คน ” แมมม่อนยังคงถามต่อ

“ ก็ใช่นะซิ ”

“ ยัยบ้า !! แล้วทำไมเธอไม่มาหาพวกเรา ”

“ ก็มันขี้เกียจนิ ”

“ งั้นเธอรู้ไหมว่าคนอื่นอยู่ไหน ” มาร์คัสถามบ้าง

“ ถ้าฉันรู้ ฉันมาพาพวกนายมาตามหาเข็มทิศทองคำที่นางเงือกทำไม นั่นไงๆ ทางเข้า ” เธอพูดแบบไม่ได้สนใจเจ้าเพื่อนคู่ซี้สองคนนั่นเท่าไรที่กำลังโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ ก่อนที่มือเธอจะชี้ไปตรงสิ่งก่อสร้างอย่างบางกลางที่โล่งแจ้ง พร้อมเดินตรงไปที่นั่นอย่างรวดเร็ว พวกเราสี่คนรีบเดินตามเธอ

“ นั่นมันบ่อน้ำนิ นี่เหรอทางเข้าของเธอ ” ผมพูดขึ้นแล้วที่จะวิ่งไปดูใกล้ๆ มันเป็นบ่อน้ำเก่าๆสมัยโบราณที่ก่อสร้างด้วยอิฐมีหลังคาสภาพปรักหักพัง ผมก้มหน้ามองดูข้างในมืดสนิท จู่ๆก็มีมือนึงผลักข้างหลังผม ทำให้ผมเสียหลักตกลงไปในบ่อ ร่างของผมค่อยร่วงลงไปในบ่อน้ำที่มืดสนิทตาของผมมองแสงสว่างที่ปากบ่อ มือเล็กของยัยผู้หญิงผมสีชมพูโบกมือให้ผมหน้าตาเธอหัวเราะอย่างร่าเริง

“ ยัยยยยย เบลฟี่ !! ” ผมตะโกนสุดเสียงด้วยความแค้นที่มีต่อยัยนั่น ตาของผมจ้องมองเธอไม่วางตาก่อนจะเห็นมาร์คัส แมมม่อนและมาเรียรีบวิ่งมาดูผมที่ตกอยู่ในบ่อ  

ตู้มมม!! ซ่าาาาา  ร่างของผมเปียกไปหมดตอนนี้ผมไม่ได้สนใจยัยเบลฟี่แล้ว กลิ่นเหม็นเน่าพวยพุ่งเข้าเต็มจมูกผม สายตาของผมเริ่มกวาดมองรอบๆ ลักษณะของสถานที่นี้ดูคล้ายถ้ำที่มีเมืองใต้ดินที่มีศิลปะอารยะธรรมโบราณ ที่ที่ผมตกลงมาดูคล้ายกับเป็นทางแม่น้ำไหลผ่านมากลางถ้ำ ข้างๆมีบันไดสภาพทรุดโทรมก่อด้วยอิฐเหมือนมีทางเดินให้เข้าไป ข้างบนมีไม้เสียบบนผนังและห้อยอะไรซักอย่างระโยงระยางเต็มไปหมด เอ๊ะ นั่นมันซากศพมนุษย์ที่โดนห้อยหัวลงมา ไม่ใช่นั่นมันซากศพเงือกต่างหาก เกิดอะไรกับที่นี้ขึ้นกันแน่

“ ซีโน่ นายเป็นอะไรไหม ” เสียงมาร์คัสดังขึ้นทำให้ผมหลุดออกมาจากโลกส่วนตัว นี่ผมมัวแต่วิเคราะห์จนไม่รู้สึกตัวว่าเจ้าพวกนี้ลงมาตั้งแต่เมื่อไหร่

“ ไม่เป็นไร ” ผมตอบพร้อมหันไปหาเจ้าของเสียงที่ถาม มาร์คัสเดินมาหาผมพร้อมลากเบลฟี่ที่แขนเขากำลังล็อคคออยู่ ตามมาด้วย มาเรียและแมมม่อนที่เดินมาทางผม

“ เกิดอะไรขึ้นกับที่นี้ เรารีบเข้าไปกันเถอะ ฉันมีลางสังหรณ์ไม่ดีเลย ” เบลฟี่พูดขึ้นมาก่อนจะงัดแขนใหญ่ของมาร์คัสออกจากคอตัวเองอย่างง่ายดายแล้วเดินนำทุกคนไปทางบันไดที่เหมือนทางเข้า อยู่ๆเธอก็หยุดชะงักเมื่อสายตาเธอเหลือบไปเห็นเรือไม้ลำเล็กจอดข้างๆบันได ผมรีบเดินลุยน้ำตามไปดูเห็นซากศพเงือกผู้หญิงผมยาวสีดำนอนแน่นิ่งในเรือไม้เก่าที่มีน้ำขัง น้ำในนั่นเต็มไปด้วยเศษบุหรี่ที่สูบแล้วลอยเต็มไปหมด

“ ไม่เอาน่า เงือกน้อย อย่าเล่นแบบนี้เลย ” เบลฟี่พูดขึ้นแล้วเอื่อมมือค่อยๆลูบบนศรีษะซากศพเงือกน้อยอย่างแผ่วเบา

“ ลืมตาขึ้นมาเถอะที่รัก ก่อนที่เธอจะได้ตายจริงๆ  เงือกน้อย ฉันรู้นะความลับของเงือกน่ะ ” เสียงของเบลฟี่ดังขึ้น ผมได้แต่คิดว่ายัยนี้น่ากลัวชะมัดไม่มีความลับไหนที่ยัยนี้ไม่รู้ ถึงแม้พวกเราเรียกเธอว่าเบลฟี่บาปแห่งความเกียจคร้านแต่เธอมีอีกชื่อหนึ่งเป็นที่รู้จักกันอย่างดีเบลฟีเกอร์จอมเปิดโปง ว่าแล้วเธอก็ค่อยๆก้มหน้าไปทางซากศพนางเงือก แล้วกระซิบข้างหูว่า

“ เงือกไม่มีวันตายในน้ำ ” หลังจากที่เบลฟี่กระซิบข้างหูซากศพเงือก จู่ๆซากศพเงือกนั่นกระโดดหายไปลงในน้ำก่อนจะค่อยๆโผล่ครึ่งหน้าบนน้ำพร้อมใช้ตาสีเหลืองส้มจ้องมองที่พวกเรา


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น