หอหมื่นอักษร
facebook-icon Instagram-icon

เนื่องจากตอนนี้ทางหอหมื่นอักษรได้แปลนิยายเรื่อง ‘สำนักแพทย์อันดับหนึ่ง’ ทันต้นฉบับภาษาจีนแล้ว ทางเราจึงขอแจ้งให้ทราบว่านิยายเรื่องนี้จะหยุดการอัพเดทตอนใหม่ ‘ชั่วคราว’ และจะอัพเดทอีกครั้งเมื่อต้นฉบับจากทางจีนมีเพียงพอแล้วเจ้าค่ะ

ตอน ๘๑ ผู้จัดการอู๋แนะนำมา

ชื่อตอน : ตอน ๘๑ ผู้จัดการอู๋แนะนำมา

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.4k

ความคิดเห็น : 16

ปรับปรุงล่าสุด : 15 พ.ย. 2560 15:29 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอน ๘๑ ผู้จัดการอู๋แนะนำมา
แบบอักษร

แว่วเสียงดัง ม่อไป๋หยุดชะงัก กำลังคิดจะเก็บป้ายร้านอยู่พอดี แปลกใจว่าวันนี้จะมีผู้ป่วยมาจริงหรือ เร็วไปไหม แต่เขายังไม่หันไปในทันที เก็บป้ายต่อ โดยดึงป้ายออกจากโต๊ะ ม้วนเก็บเรียบร้อยอย่างไม่รีบแต่ก็ไม่ช้า แล้วค่อยหันมองไปยังต้นกำเนิดเสียง

เห็นด้านหน้ามีคนสองคนวิ่งเข้ามา เป็นชายหนึ่งหญิงหนึ่ง มองไปแล้วน่าจะเป็นวัยรุ่น ชายหนุ่มอายุราวยี่สิบเศษ สวมชุดสูทแบบตะวันตก รองเท้าหนังขัดมันเรี่ยม หลังตรง บุคลิกองอาจกล้าหาญ หยิ่งเล็กน้อย

ข้างกายเขาเป็นเด็กสาวที่อายุน้อยลงมาหน่อย มองไปแล้วใกล้เคียงกับม่อไป๋ สิบหกสิบเจ็ดเห็นจะได้ สวมชุดนักเรียนกระโปรงยาว รองเท้าหนังหุ้มส้นติดโบว์ รูปร่างเล็ก บอบบาง

ม่อไป๋กระพริบตาเล็กน้อย จากการแต่งกายของคนทั้งสองแสดงให้เห็นว่าฐานะทางบ้านเป็นคนมีสตางค์ถ้าไม่ใช่ลูกหลานนักธุรกิจก็เป็นลูกหลานตระกูลมีชื่อ

ขณะพยายามมองดู คนทั้งสองก็มายืนอยู่ตรงหน้าแล้ว ม่อไป๋วางป้ายม้วนในมือลงบนโต๊ะ สีหน้านิ่งเรียบ ผายมือออก

“ทั้งสองท่านเชิญนั่ง”

“หือ?” ทั้งสองจ้องมองม่อไป๋ พอมาดูใกล้ๆ แล้วเห็นว่ายังหนุ่มแน่นก็ตกตะลึง รีบหันมองรอบข้าง แต่กลับไม่พบผู้ใด ชายหนุ่มขมวดคิ้ว ชำเลืองมองป้ายม้วน ก่อนถามขึ้นเสียงเบา

“หมอไม่อยู่รึ หรือว่าเลิกงานแล้ว?”

ม่อไป๋รู้โดยปริยายว่าทั้งสองคิดอย่างไร คงเห็นเขาเป็นเด็กฝึกหัดที่ทำงานสารพัด แต่สีหน้าเขายังคงไม่เปลี่ยน ตอบอย่างใจเย็น

“ที่นั่งตรวจอยู่นี่คือหมอหนุ่ม ว่าแต่วันนี้เก็บร้านแล้ว หากผู้ป่วยที่บ้านของท่านทั้งสองไม่มีอาการฉุกเฉิน พรุ่งนี้ค่อยมาใหม่ก็ได้”

วัยรุ่นทั้งสองชะงักค้างพร้อมกัน ก่อนหันมองตากัน นักเรียนหญิงทำตาโตมองดูม่อไป๋ ก่อนถามด้วยความฉงนใจ

“ท่านเป็นหมอของสำนักแพทย์อันดับหนึ่งหรือ?”

ส่วนชายหนุ่มพลันมีสีหน้าเคร่งขรึม ไม่พูดไม่จา ดึงแขนเด็กสาวพลางหันกาย

“ลั่วหาน ไปกันเถอะ!”

“พี่ รอเดี๋ยว” เด็กสาวที่ถูกเรียกว่าลั่วหานพลันหยุดชะงัก

“พี่ ไหนๆ ก็มาแล้ว พวกเราก็เล่าอาการให้หมอฟังก่อนก็แล้วกัน”

ชายหนุ่มเลิกคิ้วขึ้น ไม่รู้ไปกินรังแตนที่ไหนมา พูดอย่างไม่อ้อมค้อม

“ยังจะพูดอีก น้องยังดูไม่ออกรึ? ผู้จัดการอู๋นั่นให้พวกเรามาหาเขา เป็นการพูดส่งๆ แบบขอไปที เฮอะ พี่ไม่เชื่อว่าเมืองหมิงจูที่ใหญ่ขนาดนี้ นอกจากสำนักแพทย์จี้ซื่อแล้ว จะไม่มีหมอคนไหนที่รักษาได้อีก ไป กลับกันเถอะ!”

พูดจบก็ลากเด็กสาวจากไป

ม่อไป๋นั่งฟังคำพูดของชายหนุ่ม แววตาชะงักงัน รู้สึกแปลกใจ ที่แท้ผู้จัดการอู๋เป็นคนแนะนำมา?

มาที่นี่ เห็นได้ชัดว่าไม่มีเหตุผล

‘อาการของผู้ป่วยท่านนี้คงยากต่อการรักษา’ ม่อไป๋วิเคราะห์ในใจพลางมองสองพี่น้องจากไปโดยมิได้เรียกให้กลับมา

เพิ่งมีผู้ป่วยมาแล้วแท้ๆ พริบตาเดียวกลายเป็นไม่มีไปได้ ม่อไป๋ก้มหน้ายิ้มขมขื่น ส่ายศีรษะไปมา เขารู้ว่าตนเองดูหนุ่มเกินไป ซึ่งปกติแล้วผู้คนจะไม่เชื่อถือ

ทว่าการตรวจรักษาคนไข้ ที่สุดแล้วก็ต้องให้คนไข้หรือทางบ้านคนไข้เห็นด้วยก่อนจึงจะดำเนินการได้ มิฉะนั้นแล้วจะนำมาซึ่งความยุ่งยากมากมาย กระทั่งลงมือตรวจรักษาไม่ได้

วัยรุ่นคนนี้พอเริ่มพูดคำแรก ก็แสดงออกให้เห็นว่าเขาเป็นคนที่มีความคิดแน่วแน่ พอตัดสินว่าท่านไม่ใช่ ท่านยิ่งคิดขอร้องทำการรักษา เขาก็ยิ่งรู้สึกว่าท่านเป็นพวกมิจฉาชีพ ยิ่งดูแคลนท่านเข้าไปอีก

ดังนั้นม่อไป๋จึงไม่คิดรั้งไว้ หากผู้ป่วยที่บ้านของพวกเขาไม่สามารถรักษาได้จริง ช้าเร็วอย่างไรก็ต้องมาหาตนจนได้ เมื่ออาการของผู้ป่วยอยู่ในขั้นวิกฤต พวกเขาจะไม่เย่อหยิ่งเพียงนี้ ขอเพียงมีความหวังแม้เพียงน้อยนิด พวกเขาก็ต้องรีบคว้าเอาไว้

ไม่คิดมากอีก เก็บอุปกรณ์ต่างๆ ที่วางอยู่บนโต๊ะต่อ เตรียมปิดร้าน

ไกลออกไป ขณะพี่น้องทั้งสองกำลังเดินอยู่ จู่ๆ เด็กสาวก็หันกลังกลับ จ้องมองลักษณะท่าทางที่สงบนิ่งของม่อไป๋ พลางกระพริบตาปริบๆ ดึงแขนของชายหนุ่มไว้

“พี่ รอเดี๋ยว”

“อะไรอีก?” ชายหนุ่มได้ยินก็หันมองน้องสาว

“พี่ เมื่อกี๊หมอหนุ่มคนนั้นเหมือนบอกเราว่า บ้านเรามีคนป่วย ใช่ไหม?”

น้องสาวจ้องหน้าพี่ชาย

“หือ?” ชายหนุ่มคล้ายกำลังไม่สบายใจ จึงไม่ได้ใส่ใจเรื่องราวต่างๆ แต่เรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้น ยังคงจำได้อยู่ จึงพยักหน้ารับ “ใช่ เขาพูดอย่างนั้น”

“งั้นพี่ว่าทำไมเขาถึงรู้ล่ะว่าเราสองคนไม่ได้ป่วย แต่เป็นคนอื่นที่ป่วย?”

ดวงตาเด็กสาวทอประกายเล็กน้อย

“เรื่องนี้...” ชายหนุ่มอึ้งไปสักพัก พลันส่ายศีรษะ

“ไม่เห็นจะแปลก เราสองคนแข็งแรงขนาดนี้ ดูเหมือนคนป่วยตรงไหน?”

“ไหนๆ ก็มาแล้วนะพี่ ไปถามอาการดูหน่อยดีไหม” เด็กสาวจ้องมองพี่ชายพลางเอ่ยปากแนะ

ความจริงคำพูดเมื่อครู่ของน้องสาวทำให้เขาเอะใจจริง เห็นได้ชัดว่าหมอหนุ่มเป็นหมอจริงอย่างไม่ต้องสงสัย มิฉะนั้นจะสามารถมองแวบเดียวก็วิเคราะห์ได้อย่างถูกต้องว่าเขาทั้งสองไม่ป่วยได้อย่างไร

“ช่างเถอะ จะอย่างไรเขาก็เป็นหมอตีนเปล่าที่ตั้งโต๊ะอยู่ริมถนน อีกทั้งยังหนุ่มอยู่ โรคของท่านพ่อ แม้แต่สำนักแพทย์จี้ซื่อก็เริ่มปฏิเสธ ไม่ยอมรักษาให้อีก...”

ชายหนุ่มยังคงส่ายศีรษะ น้ำเสียงถูกกดให้ต่ำลง

เด็กสาวได้ยินก็รู้สึกไม่สบายใจเช่นกัน ชายหนุ่มเห็นดังนั้นจึงอดไม่ได้ที่จะปลอบโยน

“ไม่ต้องห่วง พี่ใหญ่ได้ไหว้วานให้เพื่อนไปเมืองหลวงสืบหาหมอที่เก่งๆ แล้ว หมิงจูเทียบไม่ได้กับเมืองหลวงหรอก คิดว่าอีกไม่นานต้องมีข่าวดีแน่”

“อืม” เด็กสาวพยักหน้า ลังเลเล็กน้อย หันกลับไปมองม่อไป๋อีกครั้ง เห็นม่อไป๋เก็บของเสร็จเรียบร้อย มุ่งหน้าเดินไปยังภัตตาคาร เด็กสาวจึงไม่ได้พูดอะไรอีก เดินตามพี่ใหญ่จากไป

ในสำนักแพทย์จี้ซื่อ

หลังจากเห็นสองพี่น้องเดินจากไปไกลแล้ว เด็กรับใช้จึงรีบกลับไปอยู่ข้างกายผู้จัดการอู๋ รายงานเสียงเบา

“ผู้จัดการอู๋ พี่น้องคู่นั้นไปแล้ว”

“อืม พวกเขาไปฝั่งตรงข้ามหรือเปล่า?” ผู้จัดการอู๋เงยหน้าขึ้นมองเด็กรับใช้

เด็กรับใช้พยักหน้ารับ “ไปแล้ว กระทั่งพูดก็ยังไม่เห็นพูดกัน ได้แต่มองดูอาจารย์ฉางชิงนั่นสักพัก แล้วก็หมุนตัวจากไปทันที”

“โถ...เจ้าดูสิ ยังคิดอยากแนะนำลูกค้าให้เขาอีกไหม เป็นอย่างไรล่ะ ลูกค้าก็ดูถูกเขา เฮ้อ จริงๆ เลย...”

รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้าผู้จัดการอู๋

“ท่านผู้จัดการ ท่านก็ให้เกียรติเขาเกินไป ตอนนี้ในเมืองหมิงจูสำนักแพทย์น้อยใหญ่ใครบ้างที่พอเห็นสองพี่น้องนี้แล้วจะไม่กุมขมับ...”

ผู้จัดการอู๋มองไปนอกประตูตรงทำเลที่ไม่มีแม้เงาคนของม่อไป๋ ยิ้มเล็กน้อย ไม่พูดอะไรมาก โบกไม้โบกมือบอกเด็กรับใช้ “เตรียมปิดร้านได้”

ม่อไป๋ไม่ได้คิดอะไรมาก หลังทานมื้อค่ำเรียบร้อย ได้ใช้ให้เสี่ยวเอ้อไปซื้อสมุนไพรที่ร้านขายยาและตุ๋นยาให้ โดยไม่ได้ไปซื้อที่สำนักแพทย์จี้ซื่อ เพราะราคายาที่นั่นสูงลิบลิ่ว ม่อไป๋ซึ่งมีเงินเหลืออยู่เพียงไม่กี่สิบตำลึง แน่นอนว่าซื้อไม่ลง

หลังดื่มยาและนั่งสมาธิหนึ่งคืน รุ่งเช้าของวันใหม่ก็มาถึง ขณะจัดแจงกับตัวเองเสร็จสรรพ กำลังเตรียมออกไปตั้งโต๊ะ พลันได้ยินเสียงเคาะประตูดังขึ้น

“น้องไป๋ ยังพักผ่อนอยู่หรือเปล่า?”

หือ? ผู้จัดการเฉิน? อะไรจะเช้าขนาดนี้?

ม่อไป๋กระพริบตา เมื่อวานช่วงบ่ายผู้จัดการเฉินได้ออกจากภัตตาคารไป เห็นว่าไปบ้านตระกูลตง

จนตนเก็บร้านแล้วก็ยังไม่กลับมา แต่วันนี้เช้าตรู่เดินมาเคาะห้องตนด้วยตัวเอง ฟังจากน้ำเสียงแล้ว ดูออกว่ายินดีปรีดาไม่น้อย ม่อไป๋คิดว่า เขาต้องบรรลุเป้าหมายแล้วแน่ๆ

ค่อยๆ เดินไป พอเปิดประตูออก ก็เห็นผู้จัดการเฉินหน้าแดง ทั้งคิ้วและดวงตาแสดงถึงความภาคภูมิใจเต็มเปี่ยมจนปิดไม่มิด ม่อไป๋รีบเชิญให้เข้ามาในห้อง

และแล้วผู้จัดการเฉินก็พูดขึ้นว่า เมื่อวานไปหาคนตระกูลตงมา ได้รับคำชมเชยค่อนข้างมาก อีกทั้งยังได้

รับคำสั่งจากคนตระกูลตงให้นำป้ายใหม่ไปเปลี่ยนแทนป้ายเดิมด้วย

ม่อไป๋รีบแสดงความยินดีกับเขา “ยินดีด้วยกับท่านพี่ที่สมหวังดังตั้งใจ”

“ฮ่าๆๆ” ผู้จัดการเฉินยังไม่ทันนั่งลงก็หัวเราะออกมาอย่างสบายใจ ยกมือขึ้นคารวะม่อไป๋

“คราวนี้ล้วนอาศัยความยอดเยี่ยมของน้องชายช่วยเอาไว้!”

“มิได้ ท่านพี่ไม่จำเป็นต้องพูดเช่นนี้ ความจริงคนตระกูลตงเห็นความสามารถของท่านพี่อยู่แล้ว ไหนเลยจะใช้อักษรเพียงชุดเดียวตัดสินใจเรื่องใหญ่เพียงนี้ได้ นี่เป็นเพราะท่านพี่มีความสามารถที่ไม่ธรรมดาต่างหาก”

ม่อไป๋ยังไม่ลืมตัว

ในที่สุด และแล้วตัวอักษรหนึ่งชุดสำหรับผู้จัดการเฉินก็คือโอกาส แต่สำหรับม่อไป๋กลับไม่มีประโยชน์อะไรมากนัก คงไว้เพียงคำๆ หนึ่ง ได้รับการยกย่องสรรเสริญจากคนตระกูลตง และถ้ามีเวลาว่างก็อยากเชิญให้ไปเป็นแขกที่บ้านสักครั้ง ก็แค่นั้น

แน่นอน ในความเห็นของผู้จัดการเฉินคิดว่านี่เป็นโอกาสที่ดีมาก อย่างที่เขาบอก หากม่อไป๋สามารถคบหากับเจ้าของกิจการ พอถึงเวลาไม่แน่ว่าอาศัยเพียงลายพู่กันก็สามารถสร้างชื่อได้แล้ว

ม่อไป๋เพียงยิ้มๆ สุดท้ายแล้วผู้จัดการเฉินก็ให้ค่าเขียนพู่กัน จรดพู่กันครั้งแรกนับว่าไม่ธรรมดา ได้มายี่สิบตำลึง ม่อไป๋ปฏิเสธพัลวัน แต่ในที่สุดก็ต้องรับมา ในใจรู้ว่า สำหรับผู้จัดการเฉินแล้ว เงินยี่สิบตำลึงนั้นเล็กน้อยมากเมื่อเทียบไม่ได้กับตำแหน่งของเขา

หลังเขาจากไป ม่อไป๋ยังคงไปเปิดร้านต่อ คิดว่า วันนี้อาจต้องรอไปอีกวัน ทว่าเพิ่งตั้งโต๊ะได้ไม่นาน ก็เห็นคนคุ้นเคยเดินเข้ามา

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น