หอหมื่นอักษร

เนื่องจากตอนนี้ทางหอหมื่นอักษรได้แปลนิยายเรื่อง ‘สำนักแพทย์อันดับหนึ่ง’ ทันต้นฉบับภาษาจีนแล้ว ทางเราจึงขอแจ้งให้ทราบว่านิยายเรื่องนี้จะหยุดการอัพเดทตอนใหม่ ‘ชั่วคราว’ และจะอัพเดทอีกครั้งเมื่อต้นฉบับจากทางจีนมีเพียงพอแล้วเจ้าค่ะ

ตอน ๘๐ เจ้าของคือใครกัน?

ชื่อตอน : ตอน ๘๐ เจ้าของคือใครกัน?

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 3k

ความคิดเห็น : 18

ปรับปรุงล่าสุด : 14 พ.ย. 2560 15:23 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอน ๘๐ เจ้าของคือใครกัน?
แบบอักษร

“ภัตตาคารเหอจี้?” ม่อไป๋ถือพู่กันมองหน้าผู้จัดการเฉินอย่างประหลาดใจ “ผู้จัดการเฉิน ท่านคงไม่ให้ข้าเขียนป้ายชื่อร้านให้ใหม่ใช่ไหม?”

“ใช่เลย ต้องเขียนให้ใหม่ น้องไป๋มีปัญหาอะไรหรือเปล่า?” ผู้จัดการเฉินพยักหน้ายิ้มแฉ่ง สีหน้าเปี่ยมความหวัง

พอได้ยินเช่นนี้ ม่อไป๋ทั้งรู้สึกแปลกใจและลำบากใจ แบมือออกพลางว่า “ได้รับเกียรติจากผู้จัดการเฉิน ข้าน้อยย่อมไม่มีปัญหา เพียงแต่ภัตตาคารตั้งอยู่ในสถานที่ๆ ผู้คนพลุกพล่านและโอ่อ่าเช่นนี้ หากต้องการเขียนป้ายย่อมต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญการเขียนพู่กันอย่างไม่ต้องสงสัย ข้าน้อยไม่เพียงเพิ่งมาถึงที่นี่ ยังไม่มีทั้งชื่อเสียงและอนาคต ไหนเลยจะอาจหาญเอาตนเองไปเทียบกับผู้ที่มีชื่อเสียงโด่งดังได้ ไม่ควร ไม่ควรอย่างยิ่ง!”

เห็นม่อไป๋ไม่ได้ลงมือเขียน อีกทั้งรีบปฏิเสธพัลวัน ผู้จัดการเฉินไม่เพียงไม่ถือสา ยังรู้สึกนับถือม่อไป๋ที่มีมารยาทและมีวุฒิภาวะในการจัดการเรื่องต่างๆ จึงยิ่งรู้สึกว่าพ่อหนุ่มคนนี้ไม่ธรรมดา ลักษณะนิสัยเช่นนี้เสแสร้งแกล้งทำกันไม่ได้เด็ดขาด ทำให้รู้สึกอยากคบเป็นเพื่อนขึ้นมาจริงๆ

ผู้จัดการเฉินโบกมือปัด ก่อนหัวเราะร่า

“น้องไป๋อย่าถ่อมตนเลย อาศัยลายพู่กันเช่นนี้ของเจ้า สักวันหนึ่งไม่ช้าก็เร็วต้องทำให้คนในหมิงจูตื่นตาตื่นใจแน่ ที่พี่เชิญให้เจ้ามาเขียนได้ในวันนี้ก็นับว่าโชคดีมาก”

“เอ่อ...หามิได้ ผู้จัดการเฉินพูดเช่นนี้ ข้าน้อยไม่กล้ารับจริงๆ...”

ม่อไป๋ส่ายศีรษะติดต่อกัน ไม่กล้ารับปาก 

เห็นได้ชัดว่าคนในยุคนี้ดำเนินเรื่องต่างๆ อย่างประณีต ผู้จัดการเฉินเยินยอม่อไป๋ให้ลงมือเขียนอย่างไม่ลดละ ส่วนม่อไป๋จะอย่างไรก็ปฏิเสธว่าไม่กล้าท่าเดียว

ดูเหมือนมีมารยาทกันเกินเหตุ ทำให้เสียเวลาไม่น้อย แต่ถ้าว่ากันตามความเป็นจริงแล้ว มารยาทย่อมเป็นสิ่งจำเป็นในการคบค้าสมาคมกับผู้คน

หากม่อไป๋ไม่พูดอะไรเลย ลงมือเขียนลงไปจริงๆ ไม่แน่ว่าผู้จัดการเฉินอาจคิดว่าอย่างไรเสียก็ยังเป็นวัยรุ่น ยังไม่มีความนิ่งพอ

พัวพันกันสักพัก เมื่อเห็นว่าม่อไป๋ยังคงปฏิเสธ แสดงว่าได้ตัดสินใจแล้ว ไม่ว่าพูดอย่างไรก็ไม่เขียนป้ายให้แน่ ผู้จัดการเฉินทำอะไรไม่ถูก แต่ก็ยังเทิดทูนม่อไป๋ ในใจคิด

‘พ่อหนุ่มคนนี้ต้องได้รับการอบรมสั่งสอนจากทางบ้านมาอย่างดี ต่อไปต้องประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน แต่ไม่รู้เพราะเหตุใดต้องมาตกระกำลำบากเช่นนี้...’

ความจริงแล้วเขาไม่ได้คิดเยินยออย่างเดียว เมื่อเห็นว่าม่อไป๋ตัดสินใจไม่เขียน จึงได้แต่ยิ้มขมขื่น

“น้องไป๋ พี่ขอบอกเจ้าตามตรงเลยแล้วกัน วันนี้ที่ขอให้เจ้าเขียนพู่กันให้นั้น ความจริงมีสาเหตุ เพียงแต่สาเหตุนี้พี่ไม่สะดวกที่จะพูด...”

ม่อไป๋จ้องมองผู้จัดการเฉิน เห็นว่าเขาเหมือนมีสาเหตุอื่นจริง รู้สึกเอะใจ จึงได้แต่ยิ้มขมขื่นเช่นกัน

“ผู้จัดการเฉิน ข้าน้อยก็มิได้พูดจาหลอกลวง ความจริงคือ...เฮ้อ! ถ้าท่านพี่อยากให้ข้าเขียนจริงๆ ข้าก็ต้องทำใจกล้าหน้าด้านแล้ว เพียงเกรงว่าอาจทำให้ภัตตาคารเสื่อมเสียชื่อเสียง เมื่อถึงตอนนั้นข้าเองก็แบกรับไม่ไหว”

พูดจบม่อไป๋ก็ยกมือขึ้นคารวะผู้จัดการเฉิน หยิบพู่กันขึ้นจุ่มหมึก ท่าทางเหมือนไม่ค่อยเต็มใจนัก

“ช้าก่อนน้องชาย ถูกของเจ้า ที่พี่พูดเรื่องนี้ก็เพราะต้องการเล่าสาเหตุที่ว่าให้เจ้าฟัง”

ผู้จัดการเฉินเห็นม่อไป๋ฝืนเขียน ก็เกรงว่าความเครียดจะทำให้เขียนออกมาไม่ดี จึงยื่นมือออกไปห้ามไว้ เห็นม่อไป๋มีสีหน้าลำบากใจ จึงทอดถอนใจแล้วว่า

“น้องชาย เพราะพี่รู้สึกถูกชะตากับเจ้าจึงอยากเล่า หวังว่าเจ้าจะไม่หัวเราะเยาะพี่...”

“ท่านพี่พูดเช่นนี้ได้อย่างไร น้องเองที่ต้องขอบคุณพี่ที่ให้เกียรติ หากพี่มีเรื่องเดือดร้อน ขอเพียงบอกมา น้องยินดีช่วยเหลือเต็มที่”

ม่อไป๋พลันมีสีหน้าขึงขัง ยืนยันว่านับถือมาโดยตลอด เริ่มเรียกพี่น้องได้เต็มปาก พริบตานั้นระยะห่างของทั้งสองก็เริ่มแคบลง กลายเป็นคนกันเองไปแล้ว

แม้ม่อไป๋ยังไม่รู้ว่าผู้จัดการเฉินมีเรื่องอะไร แต่เมื่อเห็นว่าอยู่ที่นี่มีโอกาสได้ผู้ช่วยอีกแรง ในใจก็ไม่ปฏิเสธอยู่แล้ว ส่วนผู้จัดการเฉินได้ยินดังนั้น ในใจก็โล่งไปอีกหนึ่งเปราะ

“เชิญน้องไป๋นั่งลงก่อน”

เรื่องราวน่าจะไม่สั้น ม่อไป๋จึงได้แต่ตามน้ำ ยกมือขึ้นคารวะ นั่งลงข้างๆ ผู้จัดการเฉิน รินน้ำชาให้

ทั้งสองแสดงมารยาทกันไปแล้ว ตอนนี้ผู้จัดการเฉินถึงมีสีหน้าขมขื่นแฝงความอึดอัดใจบางอย่าง

“น้องชายยังไม่รู้ว่าพี่อยู่ภัตตาคารเหอจี้มาได้เกือบสิบปีแล้ว ที่ผ่านมาก็นับว่าตั้งใจทำงานอย่างเต็มที่ โชคดีที่ไม่เคยผิดพลาดเรื่องใหญ่ ยืนหยัดฝ่าฟันจนทำให้กิจการรุ่งเรืองได้ พริบตาเดียวอายุพี่ปีนี้ก็ห้าสิบแล้ว ไม่ได้ต้องการอะไรมากมาย หวังเพียงสามารถทำงานที่ร้านได้อย่างมั่นคงต่อไปอีกสักระยะ...”

ม่อไป๋ไม่คิดขัดจังหวะ ปล่อยให้เขาพูดไปเรื่อยๆ สักพักก็เข้าใจเรื่องราวทั้งหมด

ที่แท้ผู้จัดการเฉินท่านนี้ หากไม่ทำอะไรผิดพลาด และภัตตาคารยังอยู่ เขาก็ควรยังเป็นผู้จัดการต่อไปได้อีกสักสิบปี การรักษาตนเองให้อยู่ในตำแหน่งต่อไปได้ไม่จำเป็นต้องพูดถึง ผู้จัดการเฉินทำได้อยู่แล้ว แต่เหตุไม่คาดฝันย่อมมีอยู่ ซึ่งเขาได้ยินมาว่า เมื่อเดือนก่อนมีผู้สนใจตำแหน่งของเขา แล้วจู่ๆ ก็มีผู้ช่วยเพิ่มมาอีกหนึ่งคน แม้ยังไม่รู้รายละเอียดแน่ชัด แต่ผู้จัดการเฉินสงสัยว่าเป็นคนที่เจ้าของภัตตาคารส่งมาเพื่อเตรียมทำหน้าที่แทนเขา

ฟังจากปากผู้จัดการเฉิน ไม่ใช่เพราะเจ้าของไม่พอใจเขา แต่เป็นเพราะผู้น้อยข้างกายเขาที่ก่อปัญหา

แม้เขาไม่ได้บอกว่าเจ้าของคือใคร แต่ม่อไป๋ก็เดาได้จากน้ำเสียงว่า เจ้าของภัตตาคารเหอจี้มีฐานะที่ไม่ธรรมดา จากคำพูดของผู้จัดการเฉิน เจ้าของธุรกิจที่ตั้งอยู่ในทำเลทองแห่งนี้ ปรากฏตัวมาแค่ครั้งเดียวตลอดเวลาที่เขาเป็นผู้จัดการอยู่ แสดงว่ากิจการนี้สำหรับเจ้าของแล้วเป็นเพียงหนึ่งในกิจการหลายกิจการที่ไม่สำคัญมากนัก

ม่อไป๋กระพริบตาเล็กน้อย ในใจเกิดความรู้สึกบางอย่าง สังหรณ์ใจว่าเจ้าของอาจเป็นคนของทางการ

“ดังนี้จึงขอให้น้องชายเขียนพู่กันให้ เพราะเจ้าของชอบการเขียนตัวอักษรด้วยพู่กันมากจนถึงขั้นหลงใหลเลยก็ว่าได้ วันนี้พี่เห็นลายพู่กันของน้องไป๋แล้วก็รู้สึกตื่นตาตื่นใจ เขียนได้สวยไม่แพ้คนดังจริงๆ...”

ผู้จัดการเฉินพูดต่อเนื่อง

ม่อไป๋ยังจะพูดอะไรได้อีก เห็นได้ชัดว่า ผู้จัดการเฉินต้องการนำป้ายชื่อร้านที่เขียนด้วยลายพู่กันของตนไปปรึกษาเรื่องการเปลี่ยนป้ายกับเจ้าของ หากพวกเขาชอบลวดลายตัวอักษรที่นำเสนอ ย่อมหมายถึงตำแหน่งของผู้จัดการเฉินมั่นคงแล้ว แต่ถ้าไม่ชอบก็ไม่เป็นไร ยังได้ใช้โอกาสนี้เสนอหน้าให้เจ้าของเห็นสักหน่อย ให้เขาจำหน้าไว้ เช่นนี้ก็ดีกว่าการถูกแย่งตำแหน่งไปโดยไม่ทำอะไรเลย

ทว่าความหมายโดยนัยก็คือความหมายโดยนัย ผู้จัดการเฉินไม่ได้พูดเรื่องดังกล่าวออกมา เพียงมองม่อไป๋ ก่อนยกมือขึ้นคารวะแล้วพูดเสียงขรึม

“น้องชายหากสามารถช่วยพี่ในเรื่องนี้ได้ พี่ต้องจดจำบุญคุณในครั้งนี้ไว้ และไม่มีทางให้น้องต้องเสียแรงเปล่าแน่ อีกทั้ง...”

พูดถึงตรงนี้ ดวงตาของผู้จัดการเฉินก็ทอประกาย จ้องมองม่อไป๋

“เรื่องนี้ไม่ก่อความเสียหายใดๆ กับน้องชายแน่นอน หากเจ้าของชอบลวดลายตัวอักษรของน้องจริง...ป้ายของน้องก็อาจถูกนำมาติดไว้ที่ร้าน”

“เหตุใดพี่พูดเช่นนี้ น้องต้องขอบคุณพี่ที่ดูแลให้มีที่ทางเปิดร้านได้ถึงจะถูก บุญคุณในครั้งนี้ พี่ไม่ต้องตอบแทน หากรู้แต่แรกว่าเป็นเพราะเหตุนี้ เพียงพี่ไม่ถือสา น้องแม้บุกน้ำลุยไฟก็ไม่เกี่ยง มา น้องจะเขียนให้พี่!”

ม่อไป๋ลุกขึ้นยืน สีหน้าจริงจัง ยกมือคารวะ พูดเสียงขรึม

ผู้จัดการเฉินตื้นตันใจยิ่งนัก

“อย่างนั้น...พี่ก็ไม่พูดมากแล้ว ทั้งหมดนี้พี่ขอฝากด้วยแล้วกัน”

สองพี่น้องคนละท้องเคารพซึ่งกันและกัน ก่อนเดินกลับออกมาที่โต๊ะตรวจอีกครั้ง

ม่อไป๋เริ่มหายใจเข้าสงบสติอารมณ์ ทำสมาธิประมาณสิบสองนาที ไม่วอกแวกใดๆ ย่างนั้นง ปะ น้องจะเขียนให้พี่ แม้แต่น้อย ผู้จัดการเฉินเห็นแล้วก็ยิ่งชื่นใจ ต่อมาเห็นม่อไป๋คิดสร้างสรรค์สักพัก จึงลงมือจับพู่กันเขียนอย่างไม่ลังเลใจ ตวัดเส้นสายอย่างมีชีวิตชีวา ประหนึ่งพยัคฆ์ผงาดมังกรทะยาน ในที่สุดตัวอักษรสี่ตัวขนาดใหญ่ที่ทรงพลังไม่เหมือนใครก็ปรากฎเด่นชัดอยู่บนกระดาษ

“ดี ดีมาก!” ดวงตาผู้จัดการเฉินทอประกายเจิดจ้า ปรบมือชมเชย

ทว่าเมื่อเขียนเสร็จ กลับเห็นม่อไป๋ยังไม่หมดพลัง ยังไม่เก็บพู่กัน ยังไม่เงยหน้าขึ้นพูดจา จรดพู่กันเซ็นชื่อด้านล่างต่อด้วยตัวอักษร ‘ฉางชิง’ สองคำ

ผู้จัดการเฉินเห็นการเขียนสิ้นสุดลง แต่กลับยังไม่ขัดจังหวะ เหลือบมองม่อไป๋สักพัก ในใจคิดว่าพ่อหนุ่มคนนี้มีความคิดที่แหลมคมจริงๆ โดยไม่คิดว่าม่อไป๋ยังไม่หยุด ยังลงมือเขียนต่ออีกหลายตัวอักษร

“อักษรฉางชิง มอบให้ผู้จัดการเฉิน”

ผู้จัดการเฉินงงเล็กน้อย อึ้งสักพักก่อนเอ่ยปากถาม

“เอ่อ น้องไป๋...คือ?”

แต่พอพูดออกก็พลันหยุดชะงัก เขากำลังคิดว่า ตัวอักษรชื่อภัตตาคารจะมอบให้เจ้าของ แต่พอมีประโยคตรงท้าย ก็เห็นได้ชัดว่าไม่ได้ให้เจ้าของเก็บไว้แล้ว

แต่พริบตานั้นเขาก็เข้าใจความหมายของม่อไป๋ แน่นอน เขียนคำว่าผู้จัดการเฉินไว้ เป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะช่วยเขาได้จริงๆ เช่นนี้ไม่ว่าเจ้าของจะชอบหรือไม่ อย่างไรเสียก็อาจจำคำว่าผู้จัดการเฉินได้...

“พี่เฉิน ท่านลองดูว่าใช้ได้หรือไม่ ความสามารถของข้าน้อยก็มีเพียงแค่นี้!”

ม่อไป๋วางพู่กันลง สีหน้ากลับคืนดังเดิม

“เยี่ยม ยอด! ลายพู่กันของน้องชายเทียบได้กับนักเขียนพู่กันชื่อดังจริงๆ...ไม่พูดดีกว่า พี่ไม่ตอบแทนบุญคุณด้วยคำพูด พี่จะจดจำมิตรภาพในครั้งนี้ไว้”

ผู้จัดการเฉินจ้องมองม่อไป๋ด้วยความรู้สึกซาบซึ้งใจ


ดวงอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้าทางทิศตะวันตก ม่อไป๋ยังคงนั่งนิ่งอยู่ที่โต๊ะ มองดูผู้คนเดินผ่านไปมาบนท้องถนนเหมือนเมื่อเช้า

ไม่ต้องสงสัยว่าสำนักแพทย์จี้ซื่อที่อยู่ตรงกันข้ามยังคงอารมณ์ยุ่งวุ่นวาย แต่ทางฝั่งของม่อไป๋ยังคงอารมณ์พักผ่อนยามบ่าย เห็นได้ชัดว่าเขามีความอดทนมาก นั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้ รอคอยอย่างสงบนิ่ง บางครั้งก็คิดถึงเรื่องราวของตัวอักษรนั้น อยากรู้ว่าเจ้าของเจ้าของภัตตาคารเหอจี้เป็นคนเช่นไร เขากลับไม่เชื่อว่า ตัวอักษรเพียงไม่กี่ตัวจะทำอะไรได้

แม้เจ้าของชมชอบการเขียนพู่กัน แต่ใครเล่าจะช่วยท่านดำเนินการเรื่องใดเรื่องหนึ่งอย่างไม่มีเงื่อนไข เพียงเพราะชื่นชอบตัวอักษร? ฝันเฟื่องชัดๆ สำหรับท่านผู้ทรงเกียรติทั้งหลายแล้ว พวกเขาอาจรู้สึกกับท่านเพียงพระคุณ แต่ไม่มีทางที่พวกเขาจะนำพระเดชออกมาช่วยท่านหรอก ที่พวกเขาคิดก็มีเพียงการโต้เถียงด้านผลประโยชน์เท่านั้น

ทว่าเมื่อเป็นเช่นนี้ สำหรับม่อไป๋ในตอนนี้ หากสามารถหาช่องทางหรือมีโอกาสได้รู้จักกับบุคคลสำคัญ ก็ถือเป็นผลดีต่อสภาพการณ์ของเขา

ผู้หนุนหลัง ความสัมพันธ์ มิใช่ต้องค่อยๆ สร้างขึ้นทีละขั้นทีละตอนหรอกหรือ?

เกิดเป็นหมอคนหนึ่ง ขอเพียงได้ช่วยเหลือผู้อื่น เขาก็คือผู้ทรงเกียรติ...

ดวงอาทิตย์ค่อยๆ ลับขอบฟ้า มองไปก็คิดว่าวันนี้คงต้องปิดร้านแล้ว

เสี่ยวเอ้อในภัตตาคารก็ออกมาเชิญ บอกเขาว่าเตรียมกับข้าวเสร็จเรียบร้อย จะให้ส่งไปที่ห้องหรือจะทานที่ชั้นล่าง ถูกต้อง วันนี้เขาไม่จำเป็นต้องกลับโรงเตี๊ยมแล้ว ผู้จัดการเฉินได้จัดห้องพักไว้ให้เขาห้องหนึ่ง เกรงว่าหากเจ้าของต้องการพบ จะได้ไม่ลำบากในการตามหา

ม่อไป๋เองก็ไม่มีความคิดเห็นใดๆ สามารถอยู่ที่นี่ได้ สำหรับเขาแล้วก็ยิ่งปลอดภัย ส่วนข้าวของในโรงเตี๊ยม เถี่ยสงต้องไปเก็บอยู่แล้ว มองดูสภาพการณ์ในวันนี้ ท่าทางคงไม่มีอะไรพลิกผัน ม่อไป๋เตรียมเก็บร้าน อาศัยแสงสว่างจากภัตตาคาร ไม่จำเป็นต้องเคลื่อนย้ายไปไหน ทำตามที่ผู้จัดการเฉินบอก ไว้ใจได้ ไม่มีใครกล้าแตะต้อง

แน่นอน เพียงม้วนเก็บป้ายชื่อร้านเท่านั้น

“สำนักแพทย์อันดับหนึ่ง? ชื่อนี้ไม่เล็กจริงๆ!” ขณะกำลังหันกายเตรียมม้วนป้ายชื่อ พลันได้ยินเสียงดังมาจากระยะไกลตรงด้านหลัง

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น