หอหมื่นอักษร
facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

เนื่องจากตอนนี้ทางหอหมื่นอักษรได้แปลนิยายเรื่อง ‘สำนักแพทย์อันดับหนึ่ง’ ทันต้นฉบับภาษาจีนแล้ว ทางเราจึงขอแจ้งให้ทราบว่านิยายเรื่องนี้จะหยุดการอัปเดตตอนใหม่ ‘ชั่วคราว’ และจะอัปเดตอีกครั้งเมื่อต้นฉบับจากทางจีนมีเพียงพอแล้วเจ้าค่ะ

ตอน ๗๙ ข้ารอผู้ที่เขารักษาไม่หาย

ชื่อตอน : ตอน ๗๙ ข้ารอผู้ที่เขารักษาไม่หาย

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.1k

ความคิดเห็น : 12

ปรับปรุงล่าสุด : 13 พ.ย. 2560 15:22 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 100
× 0
× 0
แชร์ :
ตอน ๗๙ ข้ารอผู้ที่เขารักษาไม่หาย
แบบอักษร


ผู้จัดการสาวเท้าเข้าไปยืนมองตรงประตูสำนักแพทย์ เห็นหน้าภัตตาคารเหอจี้ที่อยู่ฝั่งตรงข้าม ติดตั้งป้ายธงเรียบร้อย ‘สำนักแพทย์อันดับหนึ่ง’

เริ่มแรกที่เห็นเพียงอักษรพู่กันตัวใหญ่ดูดีมีน้ำหนักหกตัว กำลังพลิ้วไหวตามแรงลม ความจริงก็มิได้ทรงพลังอะไร มองดูป้ายชื่อร้านที่มีความหยิ่งยโสโอหัง ผู้จัดการอู๋ก็อดไม่ได้ที่จะทึ่ง แต่พอเพ่งดูอีกรอบ ค่อยพบว่านี่เป็นของจริง สีหน้าจึงเปลี่ยนไปแทบดูไม่ได้

เด็กรับใช้ข้างกายก็ไม่สบอารมณ์ น้ำเสียงแสดงความไม่พอใจ

“ท่านผู้จัดการ เขาเป็นแค่หมอเร่ร่อนคนหนึ่ง แต่กลับขึ้นป้ายเช่นนี้อยู่ตรงข้ามสำนักแพทย์จี้ซื่อของเรา แสดงว่าไม่เห็นเราอยู่ในสายตาชัดๆ”

“เฮอะ!” ท่านผู้จัดการก็รู้สึกเคืองเช่นกัน กำลังคิดจะข้ามไปบอกให้ม่อไป๋เก็บป้ายลง

แต่พอเห็นผู้คนไม่น้อยยืนมุงดูหมอเร่ร่อนตั้งโต๊ะตรวจ เขาก็จำต้องเก็บความโกรธเอาไว้ในใจ เพราะเมื่อวานเพิ่งมีคนเลี้ยงสุรา และหลายคนยังสรรเสริญว่าเขาใจกว้าง หากวันนี้ข้ามไปเอาเรื่อง ย่อมดูกระไรอยู่

“ช่างเถอะ ปล่อยไป ก็แค่ป้ายโฆษณา อยากเขียนอะไรก็เขียนได้ ก็แค่เรื่องตลกเรื่องหนึ่ง ใครจะไปเชื่อ คิดหรือว่าแค่ตัวอักษรไม่กี่ตัวจะกดดันสำนักแพทย์จี้ซื่อของพวกเราได้?”

ท่านผู้จัดการสะบัดแขนเสื้อ หันหลังกลับ

“อีกอย่าง อยู่ได้ไม่เกินสองวันหรอก!”

ความจริงก็เป็นอย่างที่ท่านผู้จัดการพูด แม้ชื่อร้านของม่อไป๋ดูยิ่งใหญ่ แต่นานๆ ครั้งจะมีคนแวะเข้ามาดูแล้วก็เดินจากไป ยิ่งเห็นเป็นหมอวัยรุ่นด้วยแล้ว คนแถวนี้ต่างเข้ามาถามไถ่พูดคุยสองสามคำพร้อมสำรวจดูสภาพโดยรวม แต่ก็เป็นการคุยเล่นเท่านั้น ไม่มีใครเข้ามาให้เขาตรวจรักษาจริงจัง

ครึ่งเช้าผ่านไป ผู้คนเดินเข้าออกแต่สำนักแพทย์จี้ซื่อที่อยู่ฝั่งตรงข้าม กิจการดีจนยุ่งไม่หยุด

แต่ฝั่งนี้กลับเงียบเชียบ โต๊ะพร้อมบริการ แต่ไม่มีคนสนใจ

ม่อไป๋ก็ไม่ร้องตะโกนบอก นั่งนิ่งอยู่กับโต๊ะ บางเวลาก็จิบน้ำชาที่ผู้จัดการเฉินเอามาให้ สายตามองดูผู้คนที่เดินผ่านไปมาบนถนนอย่างสงบนิ่ง

ผู้จัดการเฉินของภัตตาคารเหอจี้ก็กำลังยืนอยู่หน้าประตูร้าน จ้องมองม่อไป๋ที่ยังคงนั่งนิ่งๆ อยู่ตรงนั้น พูดตามตรง ไม่ว่าฝีมือการรักษาของม่อไป๋จะเป็นอย่างไร กิจการจะไปได้ดีหรือไม่ เขาก็ไม่คิดสนใจ ที่วันนี้ให้ม่อไป๋ใช้พื้นที่หน้าร้าน ก็เป็นผลพวงจากเมื่อวาน เมื่อฝั่งตรงข้ามใจกว้างขนาดนี้ มีหรือที่เขาจะใจแคบ ใครบ้างไม่อยากให้ผู้อื่นพูดว่าตนเป็นคนดี

ทว่าพอมาวันนี้ เห็นวัยรุ่นกิจการไม่ดี แต่กลับสงบจิตสงบใจ ไม่ออกอาการร้อนรนแต่อย่างใด ทำให้เขาแปลกใจมาก พูดอีกอย่าง ลักษณะท่าทางของม่อไป๋ทำให้เขารู้สึกว่าคนเช่นนี้มีอะไรที่ไม่ธรรมดาแน่

คิดถึงตรงนี้ ผู้จัดการเฉินก็ระบายยิ้มบนใบหน้า เดินเข้าหาม่อไป๋

“หมอไป๋ นี่ก็เที่ยงแล้ว ไม่กลับไปพักสักหน่อยหรือ?”

“ผู้จัดการเฉิน” ม่อไป๋ลุกขึ้นยืน ยิ้มอบอุ่นตอบ

“ไม่ดีกว่า วันนี้ช่วงเช้ายังไม่มีคน ข้าขอรอต่ออีกหน่อย ผู้ป่วยอาจมาได้ทุกเมื่อ”

“ถึงจะเป็นอย่างนั้น แต่ถึงเวลากินข้าวก็ต้องกิน ไม่อย่างนั้นก็กินที่ร้านข้านี่ล่ะ?”

ผู้จัดการเฉินยืนยิ้มแฉ่งอยู่ข้างโต๊ะ ม่อไป๋ไม่ลังเล พยักหน้าตรงๆ

“ขอรับ เดิมทีข้าก็คิดเช่นนี้ แต่เห็นที่ร้านท่านกำลังยุ่ง เตรียมรอให้ท่านหายยุ่งก่อนค่อยเลี้ยงข้าวท่าน ขอบคุณที่ท่านดูแลเป็นอย่างดี”

ผู้จัดการเฉินมองตาม่อไป๋ เห็นสีหน้าแววตาของเขาเปี่ยมความจริงใจ มิได้เสแสร้งแกล้งทำ ก็ยิ่งรู้สึกดีกับพ่อหนุ่มคนนี้

“มาถึงร้านข้า เจ้าก็คือแขกของข้า ถ้าให้เจ้าเลี้ยง พี่ก็ขายหน้าหมดสิ ก็ดี รออีกสักพัก ให้คนในร้านน้อยลงกว่านี้หน่อย พวกเราค่อยมาดื่มกัน!” ผู้จัดการเฉินเดินมาหาหมอม่อไป๋ เหมือนคิดจะนั่งคุยด้วย

ม่อไป๋มองออกว่าเขามีเรื่องอยากคุย จึงเชิญให้นั่งลง แต่ยังคงยืนยัน

“ข้าน้อยอยากเลี้ยงขอบคุณที่ท่านเอื้อเฟื้อให้ได้อยู่ในที่ร่มๆ เช่นนี้ หากให้ท่านเลี้ยงข้าวอีก ข้าน้อยคงอับอายยิ่งกว่า อยากให้ผู้จัดการเฉินเห็นใจข้าน้อยด้วย”

พูดพลางรินน้ำชาให้ผู้จัดการเฉิน ทั้งสองต่างเกรงใจกันไปมา ที่สุดแล้วผู้จัดการเฉินก็ยอมให้ แต่พอกวาดตามองป้ายร้านก็หัวเราะออกมา

“หมอไป๋ ป้ายชื่อร้านเช่นนี้ข้าก็เพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรก ไม่รู้ว่าผู้เชี่ยวชาญท่านใดเป็นผู้เขียนให้?”

“มิกล้า ข้าน้อยมาหมิงจูเป็นครั้งแรก ไม่มีอะไรติดตัวและไม่รู้จักผู้สูงส่งท่านใด จึงได้แต่ปล่อยไก่เอง”

ม่อไป๋โบกมือปฏิเสธติดต่อกัน

“อ้อ” ผู้จัดการเฉินอึ้ง มองม่อไป๋ด้วยความแปลกใจเข้าไปอีก

“คิดไม่ถึงว่าหมอไป๋นอกจากมีฝีมือทางการแพทย์แล้ว ยังเชี่ยวชาญด้านการเขียนพู่กันอีก นับถือๆ...”

พูดพลางแหงนมองป้ายร้านอีกครั้ง ยิ่งดูก็ยิ่งชอบใจ โดนใจจริงๆ

“หมอไป๋ เช่นนี้ก็แล้วกัน เดี๋ยวข้าเลี้ยงข้าวเอง แต่อยากให้เขียนพู่กันให้หน่อย พอจะได้ไหม?”

ม่อไป๋อึ้งเล็กน้อย มาตรวจรักษาแท้ๆ คิดไม่ถึงว่ากลับมีคนเห็นค่าตัวอักษรก่อน คิดแล้วก็หัวเราะออกมา ก่อนตอบอย่างอบอุ่น

“ไม่มีปัญหา ถ้าผู้จัดการเฉินเห็นว่าลายพู่กันข้าใช้ได้ แต่มื้อกลางวันนี้ยังคงให้ข้าเลี้ยงจะดีกว่า”

“ได้...พี่เข้าใจ ลายพู่กันของเจ้ามีค่ามากกว่าข้าวหนึ่งมื้อ เป็นพี่เองที่ทำน่าเกลียด ดี เดี๋ยวจะเตรียมชุดหมึกรอ...” ผู้จัดการเฉินทำเป็นโมโห หันหน้าไปอีกทาง

“เอ่อ...ได้! ข้าน้อยยอมรับความอับอายให้ท่านเลี้ยงข้าว” ม่อไป๋ไม่มีทางเลือก ต้องยอมให้

อย่างน้อยเขาก็ไม่ได้ขอให้ม่อไป๋แสดงการเขียนพู่กันต่อหน้าผู้คน ทว่าการพูดคุยในครั้งนี้ได้ทำให้ทั้งสองรู้จักกันมากขึ้น

ผู้จัดการเฉินยิ่งคบก็ยิ่งรู้สึกดีกับพ่อหนุ่มคนนี้ อายุน้อย นิ่ง รู้งาน มีมารยาท

อดไม่ได้ที่จะพูดอะไรออกมานิดหน่อย ชำเลืองมองสำนักแพทย์จี้ซื่อในตอนเที่ยง ยังคงมีคนเดินเข้าออกอยู่เป็นระยะ จึงพูดขึ้นเสียงเบา

“น้องไป๋ พี่มีคำพูดคำหนึ่ง ไม่รู้ว่าควรพูดดีหรือไม่”

“ไม่มีปัญหา เชิญท่านพูดเถิด” ม่อไป๋ไม่คิดปฏิเสธอยู่แล้ว

ผู้จัดการเฉินจ้องมองม่อไป๋สักพัก จึงเอ่ยขึ้น

“น้องชาย เจ้ารู้สึกหรือไม่ว่า การขึ้นป้ายเปิดร้านหมอที่นี่ เป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม?”

“อืม ผู้จัดการเฉินพูดถูก” สีหน้าม่อไป๋ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง แทบไม่ลังเลใจพยักหน้าตอบเสียงเบา

นี่กลับทำให้ผู้จัดการเฉินตะลึงงัน เดิมทีคิดจะพูดอะไรบางอย่างกับเขา ไม่รู้ว่าจะถูกเขาตัดบทเช่นนี้

ม่อไป๋ทำตาโต มองไปที่ถนน พูดเสียงเบา

“ผู้จัดการเฉินกำลังจะบอกว่า ข้าน้อยไม่ควรเลือกเปิดร้านหมอตีนเปล่าอยู่ฝั่งตรงข้ามสำนักแพทย์จี้ซื่อ แม้ที่นี่มีผู้ป่วยเข้าออกอยู่เรื่อยๆ แต่พวกเขาก็มาหาหมอในสำนักแพทย์จี้ซื่อ เพราะส่วนใหญ่เป็นคนมีสตางค์ สำนักแพทย์ทั่วไปพวกเขายังไม่ไป นับประสาอะไรจะมาหาหมอพเนจรอย่างข้า ดังนั้นการที่ข้าอยู่ที่นี่ ไม่เพียงดึงลูกค้าสำนักแพทย์จี้ซื่อมาไม่ได้ ยังถูกชื่อเสียงอันโด่งดังของสำนักแพทย์จี้ซื่อกลบเสียจนข้าไม่มีทางเปิดร้านต่อไปได้”

“นี่...ในเมื่อน้องไป๋รู้แล้ว เหตุใดยัง...หรือว่า...”

ผู้จัดการเฉินรู้สึกดีกับจิตใจที่ดีงามของเขา เตรียมพูดเรื่องดังกล่าวจริง แต่ไม่คิดว่าพ่อหนุ่มคนนี้จะมองออกอย่างทะลุปรุโปร่ง แต่ก็ยังดึงดันที่จะเปิดร้านที่นี่ เขากระพริบตาแล้วแหงนหน้ามองป้าย ‘สำนักแพทย์อันดับหนึ่ง’ ตัวอักษรขนาดใหญ่หกตัว หรือว่า...จงใจแข่งกับสำนักแพทย์จี้ซื่อจริงๆ ?

“ผู้จัดการเฉินอย่าเข้าใจผิด อาศัยเพียงป้ายชื่อจะแข่งกับสำนักแพทย์จี้ซื่อได้อย่างไร เดิมทีข้าน้อยก็พอรู้ว่าต้องพบเจอกับสถานการณ์ทำนองนี้ แต่ยังคงตั้งโต๊ะที่นี่ เพราะไม่มีทางเลือกอื่นจริงๆ” ม่อไป๋รีบตอบ

“หมายความว่าอะไร?” ผู้จัดการเฉินคลายความสงสัยลง จึงถามขึ้น

“ผู้จัดการเฉินไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วข้าน้อยได้รับบาดเจ็บภายใน ยาที่ต้องใช้รักษาทุกวันก็มีราคาแพง หากตั้งโต๊ะที่อื่นรักษาโรคทั่วไปให้ชาวบ้าน แม้กิจการดีกว่าที่นี่ก็จริง แต่เงินที่ได้ เห็นทีจะไม่พอจ่ายค่ายาแน่ ข้าน้อยอับจนหนทาง ต้องเข้าหาคนมีเงิน รักษาโรคที่รักษาไม่หาย จึงจะยืดหยัดมีชีวิตต่อไปได้”

ม่อไป๋อธิบายด้วยสีหน้าที่สงบนิ่ง

“นี่...” ผู้จัดการเฉินยิ่งประหลาดใจ เอ่ยปากถาม

“น้องชาย แต่เจ้าก็พูดเองไม่ใช่หรือว่า คนมีสตางค์ก็เข้าหาแต่สำนักแพทย์จี้ซื่อ ไม่มาหาเจ้าหรอก”

ม่อไป๋เงยหน้ามองผู้จัดการเฉิน แววตาสุกสกาววาวใส ตอบเสียงเบา

“ผู้จัดการเฉิน ท่านดู อย่างที่ข้าบอก ผู้ที่มาสำนักแพทย์จี้ซื่อล้วนเป็นคนมีสตางค์ แต่ขณะเดียวกันส่วนใหญ่ก็ป่วยเป็นโรคที่มีความซับซ้อน และเพราะว่าโลกนี้ไม่มียาครอบจักรวาลที่ใช้รักษาได้ทุกโรค และไม่มีหมอท่านใดที่รักษาได้ทุกโรคเช่นกัน แม้สำนักแพทย์จี้ซื่อจะมีชื่อเสียงโด่งดัง แต่ก็มีโรคบางอย่างที่ยากต่อการรักษา หรือไม่มียาตัวใดที่รักษาได้”

ผู้จัดการเฉินหนังตากระตุก คำพูดของม่อไป๋แฝงนัยยะ ทำให้ผู้ฟังตื่นตะลึงจริงๆ อดไม่ได้ที่จะถามเสียงเบา

“น้องไป๋ เจ้าหมายความว่า เจ้ากำลังรอผู้ที่สำนักแพทย์จี้ซื่อรักษาไม่หายรึ?”

“ผู้เป็นหมอ ไม่กลัวความยากลำบาก!” ม่อไป๋ยิ้มนิ่ง แววตาไม่มีความหวั่นเกรงแม้แต่น้อย

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น