แสงแข

ขอบคุณที่ติดตามอ่านนะคะ :)

ชื่อตอน : ตอนที่ 29

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.4k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 15 ม.ค. 2558 23:23 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 29
แบบอักษร

ตอนที่ 29

โชคชัยมาลีและพลเอกณรงค์ฤทธิ์ต่างนั่งเฝ้านอนเฝ้าพิมพิราไม่ยอมไปไหน

ส่วนพิมไพลินหลังจากที่หล่อนเอากระเป๋าเสื้อผ้าไปให้บุพการีแล้ว หล่อนก็กลับไปบ้านที่จังหวัดลพบุรี โดยมีเลออองซ์ขับรถไปให้

พอจัดการธุระทางบ้านเรียบร้อยหล่อนก็กลับกรุงเทพทันที กว่าจะกลับถึงกรุงเทพก็ปาเข้าไป 4 ทุ่มกว่า

“ขอบคุณนะคะเลออองซ์ แล้วละลินจะเลี้ยงข้าวเป็นการตอบแทนนะคะ คุณคิดไว้ได้เลยว่าคุณอยากจะกินอะไร” พิมไพลินพูดขอบคุณเป็นภาษาฝรั่งเศษ

เลออองซ์นิ่งคิดอยู่ครู่นึง แล้วก็ตอบว่า “ผมอยากกินอาหารฝีมือของละลินนั่นแหละ ละลินจะทำอะไรให้ผมกินผมกินหมดแหละครับ แน่ใจนะครับว่าไม่ให้ผมหิ้วของขึ้นไปส่งให้น่ะ” เขาถามพร้อมกับมองถุงใส่ของและกระเป๋าผ้าที่พิมไพลินถือพะรุงพะรังอยู่ในมือ

พิมไพลินรีบส่ายหน้า “ไม่เป็นไรค่ะ แค่นี้เองจิ๊บๆ วันนี้ละลินรบกวนคุณมามากแล้ว คุณรีบกลับบ้านไปนอนพักเถอะค่ะ แล้วเดี๋ยวพรุ่งนี้ตอนเย็นละลินจะแสดงฝีมือทำอาหารให้คุณทาน โอเค๊”

“โอเคครับ พรุ่งนี้ผมจะรีบมารอกินเลยครับ กู้ดไนท์สวีทฮาร์ท” เลออองซ์โบกมือลา

พิมไพลินโบกมือตอบ “กู้ดไนท์ค่ะเลออองซ์”

เลออองซ์จึงขับรถออกจากโรงพยาบาล

ส่วนพิมไพลินก็หิ้วของพะรุงพะรังเดินเข้าไปภายในอาคาร

พอไปถึงห้อง หล่อนก็ค่อยๆย่องเอาของในมือไปวางไว้บนโต๊ะเตี้ยหน้าโซฟาแล้วเอากระเป๋าผ้าของมาลีไปวางไว้ให้ข้างเตียงที่มาลีนอนหลับอยู่ หล่อนแอบหอมแก้มมารดาแล้วก็หันไปหอมแก้มบิดาซึ่งพากันหลับสนิท แล้วหล่อนก็แอบย่องไปดูพี่สาว

“พี่พะพิมเป็นยังไงบ้างคะท่าน” หล่อนถามพี่เขยซึ่งยังไม่นอนหลับ

เขานั่งอยู่ข้างเตียงศรีภรรยาไม่ยอมห่าง “อย่าเรียกท่านเลยครับ เรียกผมว่าพี่ณรงค์ดีกว่าครับ” พลเอกณรงค์ฤทธิ์บอกน้องเมียด้วยสีหน้าเศร้าหมอง

“วันนี้พะพิมลืมตาขึ้นมาแป๊บนึงแล้วก็หลับต่อ หมอบอกว่าเป็นสัญญาณดีที่พะพิมเริ่มรู้สึกตัวบ้างแล้ว”

พิมไพลินแทบกระโดดโลดเต้นทันที “จริงเหรอคะ ละลินดีใจที่สุดเลยค่ะ”

หล่อนรีบเดินไปนั่งข้างๆเตียงพี่สาวคนละฝั่งกับพี่เขยแล้วจับมือพิมพิราขึ้นมากุมไว้ “พี่พะพิมคะ รีบๆฟื้นขึ้นมานะคะ ทุกคนรอพี่อยู่นะคะ พี่จะต้องหายนะคะ”

ใบหน้าเศร้าหมองของพลเอกณรงค์ฤทธิ์จึงมีสีหน้าแช่มชื่นขึ้นมานิดนึง “พะพิมจะต้องหายครับ ผมเชื่อว่าคนดีๆอย่างพะพิมพระท่านจะต้องคอยคุ้มครองให้พะพิมหายเป็นปกติครับ”

“ค่ะท่าน อุ้ย! ขอโทษค่ะพี่ณรงค์ ละลินก็เชื่อเหมือนพี่ณรงค์ค่ะ ถ้างั้นละลินขอตัวกลับก่อนนะคะ” พิมไพลินไหว้ลาพี่เขย

พลเอกณรงค์ฤทธิ์จึงบอกอย่างมีน้ำใจว่า “ถ้างั้นเดี๋ยวให้นพขับรถไปส่งนะครับ”

แล้วเขาก็หันไปสั่งนายนพซึ่งนั่งหลบมุมอยู่ข้างหน้าต่าง “นพเดี๋ยวไปส่งน้องละลินทีนะ”

“ครับท่าน” นายนพรับคำแล้วก็รีบลุกขึ้นยืนเตรียมพร้อม

พิมไพลินรีบกล่าวขอบคุณ “ขอบคุณค่ะพี่ณรงค์ ถ้างั้นละลินลาล่ะค่ะ” แล้วหล่อนก็ไหว้ลาอีกครั้ง

พลเอกณรงค์ฤทธิ์รับไหว้พร้อมรอยยิ้มเศร้าๆ

พิมไพลินจึงเดินออกจากห้องของพี่สาวพร้อมกับคนขับรถ

นายนพรีบเดินนำหน้าไปทันที พิมไพลินหันกลับไปมองหน้าห้องซึ่งมีการ์ดนั่งเฝ้ายืนเฝ้ากันอย่างแข็งขัน ทำให้หล่อนสบายใจไปเปลาะนึงไม่ต้องห่วงกลัวว่าคนร้ายจะตามมาเก็บพี่สาวหล่อนได้ง่ายๆ

พอหันกลับมาหล่อนก็ตกใจสะดุ้งสุดตัว “อุ้ย!” ก็จู่ๆมีผู้ชายมายืนขวางหน้าอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัวไม่สะดุ้งตกใจก็แปลกแล้ว

พอเงยหน้ามองคนที่บังอาจมายืนขวางทางหล่อน ก็อยากจะชกใบหน้าหล่อๆนั่นซักที

“คุณวี!” หล่อนจ้องหน้าเขาตาเขียวปั๊ด “นี่คุณ! จะตามจองเวรจองกรรมกับชั้นไปถึงไหนยะ”

แต่ก่อนที่หล่อนจะเฉ่งลูกเลี้ยงของพี่สาว นายนพก็พูดแทรกซะก่อนว่า “ถ้างั้นผมกลับไปอยู่เป็นเพื่อนท่านละครับคุณวี ราตรีสวัสดิ์ครับคุณละลิน” นายนพยกมือไหว้แล้วก็เดินกลับเข้าห้องไปอย่างรู้แกว

พิมไพลินรีบหันไปเรียก “อ้าว พี่ เดี๋ยวก่อนค่ะ”

“ไม่ต้องไปเรียกน้านพหรอก เดี๋ยวผมไปส่งคุณเอง เชิญครับ” ปฐวีบอกด้วยสีหน้าเรียบเฉย

พิมไพลินจึงหันไปเฉ่งทันที “คุณวี! คุณจะตามจองเวรจองกรรมกับชั้นไปถึงไหนมิทราบห๊า!

“จุ๊ๆ เบาๆหน่อยครับคุณ ที่นี่โรงพยาบาลนะครับ ไม่เอาน่าคุณ ผมไม่ได้คิดจะจองเวรจองกรรมอย่างที่คุณว่าเลยนะ ก็แค่ผมกำลังจะกลับบ้านแล้วเห็นคุณก็กำลังจะกลับเหมือนกัน ผมก็เลยจะไปส่งให้ก็เท่านั้นเอง” ปฐวีบอกพร้อมกับยิ้มน้อยๆ

พิมไพลินค้อนควับเข้าให้แล้วก็เดินหนีไป ฮึ!

ปฐวีรีบเดินตามหล่อนไปพร้อมกับคว้าแขนเอาไว้ “อ้าว...คุณ! จะหนีผมไปไหนล่ะครับ ก็ผมบอกแล้วไงว่าผมจะไปส่งคุณเอง คุณนี่ยังไงนะชอบหนีผมซะจริง ผมไม่ใช่ยักษ์ใช่มารนะครับ แล้วผมก็มีเรื่องจะคุยกับคุณด้วย”

พิมไพลินหันไปจ้องเขาตาเขียวปั๊ด แล้วหล่อนก็จ้องไปที่มือของเขาที่จับข้อมือหล่อนไว้ “ปล่อยค่ะคุณวี”

เจอสายตาดุๆกับน้ำเสียงเอาจริง ปฐวีจึงรีบปล่อยข้อมือหล่อน ไม่ใช่เพราะว่ากลัวหรอกนะ แต่เพราะไม่อยากให้หล่อนโกรธต่างหาก

“ผมขอโทษ ก็คุณคอยแต่จะหนีผมเรื่อยเลยนี่ครับ คือผมอยากจะคุยกับคุณเรื่องพิมพิราน่ะครับ ให้ผมไปส่งนะครับ เราจะได้คุยกันไปด้วยไงครับ นะครับคุณละลิน”

พิมไพลินเหนื่อยมาทั้งวันแล้วหล่อนจึงไม่อยากจะต่อล้อต่อเถียงอะไรกับลูกเลี้ยงของพี่สาวอีก “ก็ได้คุณวี คุณอยากจะคุยเรื่องอะไรบ้างก็พูดมา ให้มันจบกันไปวันนี้เลย คุณจะได้เลิกตามรังควาญชีวิตชั้นซะที”

“เชิญครับคุณละลิน” ปฐวีรีบเดินนำหน้าพิมไพลินไปที่รถของเขา

พิมไพลินเดินตามไปอย่างไม่ค่อยพอใจ

พอถึงที่รถ ปฐวีก็รีบไปเปิดประตูรถให้ “เชิญครับ”

พิมไพลินก้าวเข้าไปนั่งตามคำเชิญ

ปฐวีปิดประตูรถให้หล่อนแล้วเขาก็เดินไปนั่งประจำที่คนขับ

“นี่คุณวี คุณอยากจะพูดอะไรก็รีบๆพูดมา ชั้นรอฟังอยู่” พิมไพลินพูดกับเขาทันทีที่เขาเข้ามานั่งอยู่หลังพวงมาลัย

ปฐวีหันไปมองนิดนึงแล้วเขาก็รีบขับรถออกจากอาคารจอดรถโดยไม่รู้เลยว่ามีผู้ชาย 2 คนขี่มอเตอร์ไซด์ตามมา

“ผมเคยได้ยินมาว่าคู่แฝดเนี่ยเขาจะเรียกสลับกันระหว่างพี่กับน้อง คนเกิดก่อนต้องเป็นน้อง คนเกิดทีหลังต้องเป็นพี่เพราะพี่เสียสละให้น้องเกิดก่อน คุณพ่อคุณแม่คุณถือเคล็ดนี้กับเขารึป่าวครับ คือผมอยากรู้ว่าระหว่างคุณกับพิมพิราใครเกิดก่อนกันน่ะครับ”

“นี่คุณวี นี่คือเรื่องที่คุณอยากจะคุยกับชั้นงั้นเหรอ” พิมไพลินย้อนถาม พร้อมกับจ้องใบหน้าด้านข้างของเขา

ปฐวีเหลือบมองนิดนึงแล้วหันกลับไปมองถนนต่อ “ก็ผมอยากรู้นี่ครับ คุณก็ช่วยสงเคราะห์ความอยากรู้ของผมหน่อยเถอะครับ”

พิมไพลินจึงสะบัดหน้าไปมองถนนบ้าง “พี่พะพิมเกิดก่อนชั้น 3 นาที คุณพ่อคุณแม่ชั้นเค้าไม่ได้ถือเคล็ดแบบที่คุณว่าหรอก”

“แล้วตอนเด็กๆ คุณกับพิมพิราเคยทะเลาะกันตีกันบ้างรึป่าว” ปฐวีถามพร้อมกับเหลือบตาไปมอง

พิมไพลินยังไม่ทันจะตอบ จู่ๆก็มีรถมอเตอร์ไซด์ปาดหน้า จนปฐวีต้องเบรกรถตัวโก่ง เอี๊ยด! โคร้ม!

รถมอเตอร์ไซด์คันนั้นล้มลง ปฐวีสถบลั่น “ไอ้บ้าเอ้ย! อยากตายนักรึไงฟ่ะ!

ส่วนพิมไพลินก็ร้องลั่น “ว๊าย!

หล่อนจับสายเบลท์ที่คาดตัวเอาไว้แน่น พร้อมกับชะเง้อมองรถมอเตอร์ไซด์ที่ล้มอยู่หน้ารถอย่างหวาดเสียว

คนขี่กับคนซ้อนดูท่าทางจะไม่เป็นอะไรมาก ทั้งคู่รีบช่วยกันยกรถของตัวเองตั้งขึ้นแล้วทั้งสองคนก็เดินมาที่รถของปฐวีอย่างเอาเรื่อง คนขี่เดินไปทางด้านปฐวี ส่วนคนซ้อนก็เดินไปทางด้านพิมไพลิน

ปฐวีรีบปลดสายเบลท์แล้วหันไปพูดกับพิมไพลินว่า “รออยู่นี่นะครับ ผมจะไปเคลียร์กับเขาก่อน”

ปฐวีกำลังจะปลดล็อคเปิดประตูรถ ก็ถูกพิมไพลินรั้งไว้ซะก่อน “คุณวี อย่าออกไปค่ะ 2 คนนี่ดูท่าทางไม่ค่อยน่าไว้ใจเลย รอให้ตำรวจมาก่อนดีกว่า...”

ยังไม่ทันขาดคำ ผู้ชายคนที่เดินมาทางด้านพิมไพลินก็ชักปืนออกมา มันพยายามจะเปิดประตูรถ แต่ติดล็อค มันจึงกระหน่ำยิงใส่กระจกรถอย่างไม่ยั้ง ปัง!ๆๆๆๆๆๆๆๆ

“เฮ้ย!” / “ว๊าย! พ่อแก้วแม่แก้วช่วยด้วย!” ปฐวีและพิมไพลินรีบก้มตัวหลบตามสัญชาตญาณโดยอัตโนมัติ

เสียงปืนทำให้รถคันอื่นที่กำลังสัญจรผ่านไปมาเบรคกันสนั่นหวั่นไหว เอี๊ยด!ๆๆๆๆ โคร้ม!ๆๆๆๆ เป็นเหตุให้รถหลายคันชนกันวินาศสันตะโร

พอคนร้ายยิงจนกระสุนหมดแม็ก พวกมันก็รีบเดินกลับไปที่รถมอเตอร์ไซด์แล้วรีบขี่รถหนีไป อาศัยจังหวะชุลมุนหลบหนีไปอย่างลอยนวลทิ้งไว้แต่เสียงความวุ่นวายโกลาหลเอาไว้เบื้องหลัง

พอเสียงปืนเงียบหายไปพร้อมกับเสียงมอเตอร์ไซด์ของคนร้าย ปฐวีก็ค่อยๆโงหัวขึ้นดู

พอเห็นว่าปลอดภัยแล้วเขาก็รีบหันไปถามคนข้างๆซึ่งตกเป็นเป้าสังหารด้วยความเป็นห่วงว่า “คุณละลิน คุณเป็นอะไรรึป่าวครับ”

พิมไพลินค่อยๆเงยหน้าไปมองปฐวี ใบหน้าหวานซีดเผือด ตัวสั่นสะท้าน

จนปฐวีต้องช่วยปลอบ “คุณไม่ต้องกลัวนะครับ พวกมันไปกันหมดแล้ว”

เขากอดหล่อนพร้อมกับลูบหลังปลอบประโลมให้หายกลัวหายตกใจ

“นี่ชั้นยังมีชีวิตอยู่ใช่มั้ยคะ” เสียงหวานถามเบาหวิวอย่างไม่แน่ใจ

“คุณยังไม่ตายครับคุณละลิน นี่ดีนะว่ารถผมใส่กระจกกันกระสุนนะ ไม่งั้นนะป่านนี้คุณได้ไปเฝ้ายมบาลเรียบร้อยแล้วครับ”

พิมไพลินจึงหันไปมองกระจกรถด้านที่หล่อนนั่ง ซึ่งเป็นรอยอยู่บนกระจกนิดหน่อย

“ขอบคุณนะครับที่คุณห้ามไม่ให้ผมออกไป ไม่งั้นป่านนี้ผมคงเป็นศพไปแล้วล่ะครับ” ปฐวีพูดพร้อมกับกระชับอ้อมกอด

พิมไพลินซึ่งหายตกใจแล้วจึงหยิกหมับเข้าให้

“โอ้ย!” ปฐวีร้องลั่นรีบผละออก พร้อมกับคว้ามือนุ่มที่กำลังหยิกท่อนแขนเขาเต็มเหนี่ยว “คุณหยิกผมทำไม ผมเจ็บนะครับ อู้ยยยย”

พิมไพลินจึงแกล้งบิดเนื้อเต็มแรง

“โอ๊ย!” เขาร้องเจ็บ

“ก็คุณอยากมาทำเนียนฉวยโอกาสกับชั้นเองนี่ ก็ต้องเจออย่างนี้แหละ สมน้ำหน้า” หล่อนสะบัดหน้าเชิดใส่แล้วก็ปล่อยมือพร้อมกับปรายตามองรอยแดงเป็นจ้ำอย่างสะใจ

ปฐวีคิดจะเอาคืนแต่ก็ถูกขัดจังหวะซะก่อน

เพราะมีตำรวจ 2 นายเดินมาเคาะกระจกรถ “คุณครับ คุณเป็นอะไรรึป่าวครับ”

ปฐวีรีบลดกระจกลงแล้วหันไปตอบว่า “ไม่เป็นอะไรครับคุณตำรวจ แค่ตกใจนิดหน่อยครับ”

ตำรวจคนนั้นจึงหันไปถามพิมไพลินว่า “แล้วคุณผู้หญิงเป็นอะไรรึป่าวครับ”

พิมไพลินยิ้มให้แล้วก็ตอบว่า “ไม่เป็นอะไรค่ะ แค่ตกใจกลัวน่ะค่ะ”

“ไม่เป็นอะไรก็ดีแล้วล่ะครับ ถ้างั้นผมขอเชิญพวกคุณออกมาให้ปากคำหน่อยครับ เฮ้อ...ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นรถถึงได้ชนกันเละขนาดนี้ ตอนได้รับแจ้งไปว่ามีเหตุยิงกันพวกผมก็รีบมาเลยครับ” ตำรวจคนนั้นถอยออกไปนิดนึง เพื่อให้ปฐวีเปิดประตูรถออกไป

ปฐวีจึงเปิดประตูรถ แล้วก็ออกไปยืนให้ปากคำกับตำรวจ ท่ามกลางเสียงหวอรถตำรวจบวกกับรถปอเต็กตึ้งดังลั่นจนต้องตะโกนคุยกัน “ก็ไม่ได้เกิดอะไรมากหรอกครับคุณตำรวจ ก็แค่เผอิญว่ามีรถมอเตอร์ไซด์ปาดหน้ารถผมจนผมเกือบจะชนเข้าให้ แล้วผมก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นอยู่ๆไอ้คนขี่มอเตอร์ไซต์มันก็เข้ามายิงใส่รถผมแล้วมันก็หนีไป นี่โชคดีนะครับที่รถผมติดกระจกกันกระสุนไว้ ไม่งั้นป่านนี้คุณตำรวจคงได้เก็บศพพวกผมสองคนแทนที่จะได้สอบปากคำละครับ”

ตำรวจฟังแล้วก็อึ้ง!

พอตั้งสติได้เขาก็รีบบอกว่า “ถ้างั้นผมคงต้องขอเชิญคุณทั้งสองไปให้ปากคำอย่างละเอียดที่โรงพักล่ะครับ”

แล้วตำรวจนายนั้นก็รีบหันไปบอกตำรวจอีกคนที่มาด้วยกันว่า “จ่าเดี๋ยวถ่ายรูปที่เกิดเหตุด้วยนะ พอเสร็จแล้วก็ให้คุณสองคนนี้ตามไปให้ปากคำที่โรงพักด้วย เดี๋ยวผมไปดูทางนู้นต่อ”

“ครับผู้กอง” จ่ารับคำสั่งแล้วก็รีบถ่ายรูปไว้อย่างละเอียด

ส่วนผู้กองก็เดินดุ่ยๆไปดูรถคันต่อไป

เรียกว่ากว่าจะหลุดจากที่เกิดเหตุไปให้ปากคำที่โรงพัก แล้วกว่าจะสอบปากคำเสร็จก็ปาเข้าไปเกือบๆตีสี่ ซึ่งทั้งคู่ให้การกับตำรวจว่าอาจจะเป็นพวกวัยรุ่นป่วนเมือง ที่เที่ยวขี่รถมอเตอร์ไซต์ปาดหน้ารถคันอื่นเล่น พอจะถูกชนก็เลยโมโหยิงพวกเขา

ทางตำรวจจึงบันทึกเอาไว้เป็นหลักฐานในการสืบคดีต่อไป

ทั้งปฐวีและพิมไพลินจึงมีสภาพง่วงนอนกันสุดๆ พอออกจากโรงพักได้ปฐวีก็รีบขับรถตรงดิ่งไปส่งพิมไพลินที่คอนโด 

***ขอบคุณท่านผู้อ่านทุกท่านค่ะ***

 

ติดตามข่าวสารและพูดคุยกับไรท์เตอร์ได้ทาง Facebook นะคะ

 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น