หอหมื่นอักษร

เนื่องจากตอนนี้ทางหอหมื่นอักษรได้แปลนิยายเรื่อง ‘สำนักแพทย์อันดับหนึ่ง’ ทันต้นฉบับภาษาจีนแล้ว ทางเราจึงขอแจ้งให้ทราบว่านิยายเรื่องนี้จะหยุดการอัพเดทตอนใหม่ ‘ชั่วคราว’ และจะอัพเดทอีกครั้งเมื่อต้นฉบับจากทางจีนมีเพียงพอแล้วเจ้าค่ะ

ตอน ๗๘ เปิดร้าน

ชื่อตอน : ตอน ๗๘ เปิดร้าน

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.8k

ความคิดเห็น : 10

ปรับปรุงล่าสุด : 12 พ.ย. 2560 12:34 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอน ๗๘ เปิดร้าน
แบบอักษร

รุ่งอรุณ ฟ้ายังไม่ทันสาง ม่อไป๋ก็ตื่นแล้ว

ตอนนี้เขาอยู่ในชุดยาวสีขาว ผมยาวถูกมัดเป็นมวยไว้ด้านหลัง กำลังยืนอยู่หน้ากระจก อาศัยแสงสว่างจากดวงโคมสำรวจดูรูปลักษณ์ของตน พยักหน้าเล็กน้อย แสดงว่าพึงพอใจ

แต่พอมองดูใบหน้าอันอ่อนเยาว์ที่ฉายแววไร้เดียงสา ก็อดไม่ได้ที่จะส่ายหน้า บ่นออกมา

“ยังดูหนุ่มไปหน่อย”

เถี่ยสงที่ยืนอยู่ด้านหลังกำลังใช้สายตาจ้องมองม่อไป๋ในกระจกเช่นกัน แต่เขากลับรู้สึกว่า ม่อไป๋ในตอนนี้ หากไม่นับร่างผอมกะหร่อง สีหน้าซีดขาว และความมีชีวิตชีวาที่พร่องลง ดูเพียงบุคลิกลักษณะ กลับสัมผัสได้ถึงรัศมีของเทพเซียนที่เปล่งประกายออก แต่เขากลับมิได้คิดถึงเรื่องพวกนี้ แววตายังคงลังเล

“เปลี่ยนใจตอนนี้ยังทัน หากท่านตั้งโต๊ะรักษาอยู่ฝั่งตรงข้ามสำนักแพทย์จี้ซื่อจริง ย่อมมีคนมากมายให้ความสนใจ จนยากที่จะรับประกันว่าไม่มีใครจดจำท่านได้...”

ม่อไป๋ฟังแล้วกระพริบตา ตอบเสียงเบา

“เปลี่ยนเป็นเมื่อเดือนก่อน หากเจ้าเห็นข้าในตอนนี้จะจำได้หรือไม่ว่าข้าคือหมิงอ๋อง”

“หากเป็นคนคุ้นเคยและตั้งใจสังเกตจริงๆ ย่อมมองเห็นลักษณะบางอย่างของท่าน”

เถี่ยสงเข้าใจความหมายของม่อไป๋ แน่นอนว่าม่อไป๋ในตอนนี้กับเมื่อเดือนก่อนย่อมแตกต่างกันมาก

เมื่อยังไม่ออกจากเมืองหลวงและเพิ่งได้รับบาดเจ็บใหม่ๆ รูปร่างแม้ไม่ถือว่าสมบูรณ์ แต่ไม่ผอมปลิวลมเช่นนี้แน่นอน หน้ามนเต็มอิ่มของเมื่อก่อน ตอนนี้ซูบลงไปบ้าง บวกกับการแต่งหน้าหลอกอีกนิดหน่อย ถ้าไม่ใช่เพราะเถี่ยสงอยู่ข้างกายเขามาตลอด และถ้ามองเพียงผ่านๆ ก็ยากที่จะยืนยันได้ว่าเป็นหมิงอ๋อง

“เกรงว่าตอนนี้ถ้าข้าเดินเฉียดไหล่อาจิ่วและไม่ส่งเสียงทักทาย อาจิ่วก็ไม่สามารถจำข้าในแวบแรกที่เห็นได้ นับประสาอะไรกับเมืองหมิงจู ที่มีผู้เคยเห็นข้ากับตาจริงๆ เพียงไม่กี่คน และคนจำนวนน้อยนิดนี้ก็ไม่น่ามาสำนักแพทย์รักษาโรค และถ้าได้เจอหน้ากันจริงๆก็เป็นเพียงไม่กี่ครั้งเท่านั้น เรื่องนี้ไม่ต้องกังวล สบายใจได้”

ม่อไป๋คิดถ้วนถี่แล้ว ไม่น่ามีอันตรายใดๆ

พูดจบก็เดินมาลากเก้าอี้ข้างโต๊ะออก นั่งลง ยกชามยาที่ตุ๋นเสร็จขึ้นดื่ม ก่อนเอ่ยเสียงเบา

“กลุ่มเยาวชนมีอิทธิพลมาก ตอนนี้เรายังไม่ควรรีบร้อน ต้องทำตามแผนทีละขั้นทีละตอน อย่าให้ผู้ใดสังเกตได้ว่าเจ้ากำลังสืบเรื่องของฉีหยวนเซิ่งอยู่”

“รับทราบ” เถี่ยสงยกมือขึ้นคารวะ

“เจ้าไปก่อนเถิด สามวันนี้ไม่ต้องมา”

 “ท่าน...ทำการรักษาด้วยตัวเองหรือ?” ผู้จัดการร้านตัดเสื้อจ้องมองม่อไป๋ที่แต่งกายแบบหมอทั่วไปอย่างตกตะลึงพลางยื่นป้ายร้านที่ทำเสร็จแล้วให้

ป้ายธงดามไม้ไว้ข้างหนึ่ง แม้ไม่ยาวมาก แต่ก็สูงกว่าม่อไป๋เล็กน้อยโดยประมาณ ตัวป้ายเป็นอักษรสีดำ

บนพื้นผ้าขาว มองไปก็รู้ได้ทันที รวมทั้งตัวอักษรทั้งหกนี้เขียนตามลายมือพู่กันของม่อไป๋ ซึ่งใครเห็นเป็นต้องเอ่ยปากชม

ม่อไป๋ตรวจดูอีกรอบ รู้สึกพอใจมาก พยักหน้าพร้อมรอยยิ้ม หันมองผู้จัดการร้าน

“สวยดี เพียงข้าน้อย...ข้าน้อยมีสมญานามทางเต๋าว่าฉางชิง เป็นคนสกุลไป๋ วันนี้กำลังจะเปิดร้านตรงข้ามสำนักแพทย์จี้ซื่อ หากท่านผู้จัดการมีคนรู้จักที่ปวดหัวตัวร้อน หรือสงสัยว่าเป็นโรคที่รักษาไม่หาย อย่าไปสำนักแพทย์จี้ซื่อ ให้มาหาข้าตามป้ายชื่อร้าน ข้าจะไม่ทำให้ท่านผิดหวังอย่างแน่นอน”

พูดจบก็ยกมือขึ้นคารวะผู้จัดการ “ข้าขอตัวก่อน”

ผู้จัดการมองม่อไป๋ถือป้ายเดินออกไป ตัวอักษรหกตัวพลิ้วสะบัดตามแรงลม ให้ความรู้สึกยิ่งใหญ่ทรงพลัง สะดุดตาเป็นอย่างยิ่ง สำนักแพทย์อันดับหนึ่ง!

เมื่อวานพอผู้จัดการเห็นชื่อร้านบนป้ายก็รู้สึกแปลกใจพอสมควร

โดยทั่วไปจะเขียนว่าเชี่ยวชาญโรคที่ไม่สามารถรักษาได้ ชุบชีวิตให้ฟื้นคืน ยามาโรคหาย อะไรทำนองนี้ หรือถ้ามีอีกก็ไม่พ้นคำว่าหมอเทวดากลับชาติมาเกิด หมอเทวดาเดินดิน เป็นต้น

ยังไม่มีหมอพเนจรคนไหนในวงการที่เยินยอตนเองว่าเป็นอันดับหนึ่งในปฐพี ช่างยโสโอหังแท้ๆ จึงไม่ได้สนใจอะไรในตอนนั้น ก็แค่หมอพเนจร พูดเกินจริงไปบ้างก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร

แต่ตอนนี้เขากลับนิ่งอึ้งไป มองดูอักษรตัวใหญ่ไม่กี่ตัวนั้น อดไม่ได้ที่จะบ่นเบาๆ

“เขาว่าจะเปิดร้านตรงข้ามสำนักแพทย์จี้ซื่อ? ยังแขวนป้ายสำนักแพทย์อันดับหนึ่งอีก?”

วันนี้รถลากวิ่งเร็วขึ้นหน่อย

ม่อไป๋จึงมาถึงถนนสายนี้ในเวลาที่เช้ามาก ประมาณแปดโมงกว่าเห็นจะได้ ซึ่งเป็นเวลาที่ถนนกำลังคึกคัก ม่อไป๋เรียกคนเข็นรถมาคนหนึ่ง ให้เข็นของไปยังทำเลที่ได้เลือกไว้เมื่อวาน ซึ่งก็คือพื้นที่เล็กๆ ฝั่งตรงข้ามสำนักแพทย์จี้ซื่อ ซึ่งไม่เคยมีแผงลอยใดตั้งวางมาก่อน

“ตรงนี้ล่ะ รบกวนช่วยข้าเอาของลงตรงนี้” ม่อไป๋หยุดเดิน หันบอกคนเข็นรถ

“ตรงนี้? ได้ ท่านชี้จุดหน่อย...”

ที่แท้สิ่งที่อยู่บนรถเข็นคือโต๊ะเก้าอี้ชุดหนึ่งที่ม่อไป๋ต้องใช้ เมื่อวานตอนผ่านร้านขายเครื่องเรือนเขาจองโต๊ะตรวจหนึ่งตัวพร้อมเก้าอี้สองตัว

ม่อไป๋กำลังเตรียมบอกจุดให้เขาขนไปวาง ไม่คิดว่าจะได้ยินเสียงๆ หนึ่งดังขึ้นที่ด้านหลัง

“อ้าว...น้องชายจะตั้งโต๊ะแล้วรึ?”

พอม่อไป๋หันมองก็เห็นคนๆ หนึ่งกำลังยิ้มตาหยีมาทางเขา ม่อไป๋จำได้ ผู้จัดการเฉินประจำภัตตาคารเหอจี้นั่นเอง จึงยกมือขึ้นคารวะ

“ที่แท้ผู้จัดการเฉินนั่นเอง สองสามวันนี้ข้าน้อยเกรงว่าต้องรบกวนขอตั้งโต๊ะที่หน้าร้านท่าน ขออภัยหากเกิดความไม่สะดวก”

ความจริงแล้วนี่เป็นคำพูดตามมารยาทเท่านั้น เพราะทำเลที่ม่อไป๋เลือกแม้อยู่ใกล้ภัตตาคารเหอจี้ แต่ไม่อยู่ในบริเวณที่เขากำกับดูแล หนำซ้ำยังตากแดด และไม่ได้อยู่ใต้ชายคาหรือผนังร้านด้วย

“ตรงนี้แดดร้อนมาก ไปๆ น้องชายหากไม่รังเกียจก็เข้าไปแถวร้านข้าได้ ทำเลที่เจ้าพูดไว้เมื่อวานเป็นอย่างไร?” ผู้จัดการเฉินถาม

ม่อไป๋คิดไม่ถึงว่าผู้จัดการเฉินจะยอมเปลี่ยนความคิด ขณะนั้นจึงยังไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น

“ผู้จัดการเฉินหมายถึง...”

“ไป เข็นของไปก่อนค่อยว่ากัน...” ผู้จัดการเฉินกระตือรือร้นยิ่ง ไม่ยอมให้ม่อไป๋พูดมาก เรียกคนเข็นรถเข็นของไปที่หน้าประตูร้าน

ทำเลตรงนี้ดีไม่น้อย หน้าประตูภัตตาคารมีผ้าใบกันแดดยื่นออกมา พื้นที่กว้างขวางมาก ม่อไป๋เห็นผู้จัดการเฉินตอบรับแล้วจึงไม่ปฏิเสธ ขอบคุณติดต่อกันหลายครั้ง

มองดูคนเข็นรถนำโต๊ะตรวจลงตั้ง ผู้จัดการเฉินก็พูดอย่างใจกว้าง

“น้องชาย เจ้าก็ตั้งโต๊ะตรงนี้ล่ะ เดี๋ยวข้าบอกเด็กให้เอาน้ำชาอย่างดีมาให้เจ้ากาหนึ่ง!”

“ผู้จัดการยอมให้ยืมที่ตรงนี้ ข้าน้อยก็ซาบซึ้งใจมากแล้ว ไม่กล้ารบกวนอะไรผู้จัดการอีก” ม่อไป๋ปฏิเสธตามน้ำ

“โถ น้องชายไม่ต้องเกรงใจ เดิมทีเมื่อวานไม่ใช่ผู้แซ่เฉินไม่มีน้ำใจ แต่เพราะกังวลว่าสำนักแพทย์จี้ซื่อ...”

ถึงตอนนี้ผู้จัดการเฉินค่อยบอกเหตุผลให้ม่อไป๋ฟัง

ม่อไป๋จึงค่อยเข้าใจว่าเหตุใดวันนี้ผู้จัดการเฉินถึงได้มีน้ำใจกับเขานัก ที่แท้เมื่อวานแกโม้ไว้ต่อหน้าคนเป็นจำนวนมากว่าผู้จัดการอู๋ทำเรื่องที่ดี ส่วนแกก็ไม่ใช่คนเลว ในเมื่อสำนักแพทย์จี้ซื่อไม่ว่าอะไร แกจึงสัญญาไว้ว่าหากม่อไป๋มาวันนี้ ก็จะยกที่ตรงนี้ให้

“ดี ถ้าอย่างนั้นน้องไป๋มีอะไรให้ช่วยอีกไหม รีบบอกมาเร็ว” ผู้จัดการเฉินถามก่อนจะเดินเข้าร้าน

“ไม่รบกวนทุกท่านแล้ว เท่านี้ก็ดีมากแล้ว ขอบคุณผู้จัดการเฉินมากที่ยื่นมือเข้าช่วยเหลือ”

ม่อไป๋รู้ว่านี่เป็นคำพูดแสดงความเกรงใจ พร้อมยกมือขึ้นคารวะขอบคุณต่อเนื่อง

ม่อไป๋ใช้มือจับป้ายธงที่ม้วนอยู่พลางทอดสายตามองไปยังสำนักแพทย์จี้ซื่อฝั่งตรงข้าม แน่นอนสำนักแพทย์เปิดประตูแล้ว และตอนนี้มีเด็กรับใช้คนหนึ่งยืนอยู่หน้าประตูกำลังมองมาทางเขา ว่ากันตามมารยาท ม่อไป๋ต้องเข้าไปทักทายท่านผู้จัดการด้วยตนเองสักหน่อย

เขายังไม่ได้ปล่อยธงป้ายชื่อออกในทันที วางไว้บนโต๊ะตรวจก่อน เดินมือเปล่าไปยังฝั่งตรงข้าม เด็กรับใช้พอเห็นเขาเดินมา ก็รีบเข้าไปรายงาน พอเขาเดินเข้ามา ผู้จัดการอู๋ก็รู้แล้ว พูดตามตรง พอเรื่องมาถึงขั้นนี้ ผู้ที่ลำบากใจมากสุดก็คือผู้จัดการอู๋

“ผู้จัดการอู๋” ม่อไป๋เดินยิ้มแย้มเข้ามาทางผู้จัดการอู๋ พร้อมยกมือขึ้นคารวะ

ผู้จัดการอู๋ยิ้มแหยๆ รับคารวะ

“อาจารย์ฉางชิงมาถึงเช้ามาก ท่านต้องดูแลร่างกายให้มากๆ ถึงจะดีนา”

“เฮ้อ ขอบคุณผู้จัดการมากๆ ที่ห่วงใยกัน ไม่เป็นไรๆ” ม่อไป๋ตอบขอบคุณแล้วว่า

“วันนี้ข้าน้อยต้องเปิดร้านที่ฝั่งตรงข้าม ขอฝากเนื้อฝากตัวกับผู้จัดการด้วย”

“โอ้ พูดดีจริง” ผู้จัดการพยักหน้ายิ้มรับ

ทั้งสองไม่พูดมากความใดๆ ม่อไป๋ก็ดูเหมือนรีบๆ ยังถามว่าวันนี้หมอจูว่างไหม แล้วค่อยหันกายขอตัวกลับออกไป ก่อนไปยังยกมือขึ้นคารวะและทักทายหมอเฉินที่เพิ่งเดินมาเข้าเวร

“ท่านผู้จัดการ เขาเป็นหมอจริงๆ แถมยังเปิดร้านแขวนป้ายอยู่ตรงข้ามเราอีก” เด็กรับใช้คนหนึ่งพอเห็นม่อไป๋เดินไปไกลแล้วค่อยเข้ามาหาผู้จัดการ

ผู้จัดการยิ้มมุมปาก “ก็ให้เขาเปิดไป ทำไม กลัวเขาจะแย่งลูกค้าเรารึไง”

เด็กรับใช้อึ้งเล็กน้อย รีบส่ายหน้าตอบ “เป็นไปไม่ได้หรอก”

ผู้จัดการโบกมือปัดเรื่อง แล้วจึงเดินไปหาหมอเฉิน มุมปากขยับขึ้นลง อดใจไม่ได้ถามออกไป

“หมอเฉิน เมื่อครู่ท่านเห็นแล้วหรือยัง ทำไมท่าทางเขาดูดีกว่าเมื่อวานมากเลยล่ะ?”

หมอเฉินมองหน้าผู้จัดการอู๋ก่อนทำหน้าเคร่งขรึม “ผู้จัดการอู๋ หากไม่เชื่อหมอ ก็เชิญหมอท่านอื่นมาตรวจรักษาเขาใหม่ได้”

“หมอเฉินอย่าเครียดไป ผู้แซ่อู๋ไม่ได้หมายความอย่างนั้น...เพียงแต่ ท่านก็รู้ หากหมอนี่อยู่ตรงข้ามสำนักแพทย์ของเขาไปเรื่อยๆ...ไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่น แค่เห็นก็เสียอารมณ์แล้ว...” ผู้จัดการอู๋ขออภัยก่อน แล้วค่อยอธิบายต่อ

ความหมายของคำพูดเป็นอันเข้าใจ แต่เพราะหมอเฉินตรวจชีพจรแล้ว ผู้จัดการอู๋ถึงได้อนุญาตให้ม่อไป๋มาได้ หากเกิดเรื่องยุ่งวุ่นวายขึ้น การวินิจฉัยผิดพลาด จะกลายเป็นเรื่องขำขันใหญ่โตในทันที

“ไม่ผิดแน่นอน เพราะเขาเป็นผู้บำเพ็ญเพียร จึงประคองลมหายใจเฮือกสุดท้ายไว้ได้ แต่พลังชีพขาดสะบั้นแล้ว เทพเซียนก็ช่วยไม่ได้ มีชีวิตอยู่ได้เพียงไม่กี่วันเท่านั้น”

“อย่างนั้นก็ดี อย่างนั้นก็ดี” ผู้จัดการอู๋ค่อยวางใจลง

“รักษาโรคไม่ได้ดีอย่างไร?” หมอเฉินเหลือบตามองก่อนพูดเบาๆ ออกมาคำหนึ่ง

“อ่อ...ไม่รบกวนหมอแล้ว” ผู้จัดการอู๋ยิ้มเจื่อนๆ แล้วค่อยเดินกลับไปที่เคาน์เตอร์

คิดไม่ถึงว่า เด็กรับใช้คนหนึ่งจะก้าวเท้าเข้ามาบอกอย่างหน้าตาตื่น

“ท่านผู้จัดการ ข้ามไปดูหน่อยก็ดี อาจารย์ฉางชิงนั่นตั้งป้ายขึ้นแล้ว  เขา...”

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น