หอหมื่นอักษร
facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

เนื่องจากตอนนี้ทางหอหมื่นอักษรได้แปลนิยายเรื่อง ‘สำนักแพทย์อันดับหนึ่ง’ ทันต้นฉบับภาษาจีนแล้ว ทางเราจึงขอแจ้งให้ทราบว่านิยายเรื่องนี้จะหยุดการอัพเดทตอนใหม่ ‘ชั่วคราว’ และจะอัพเดทอีกครั้งเมื่อต้นฉบับจากทางจีนมีเพียงพอแล้วเจ้าค่ะ

ตอน ๗๖ สำนักแพทย์อันดับหนึ่ง

ชื่อตอน : ตอน ๗๖ สำนักแพทย์อันดับหนึ่ง

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 4.1k

ความคิดเห็น : 16

ปรับปรุงล่าสุด : 10 พ.ย. 2560 15:34 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอน ๗๖ สำนักแพทย์อันดับหนึ่ง
แบบอักษร

“ขอบคุณผู้จัดการอู๋มากที่เข้าใจ วางใจได้ หากมีคนไข้มาให้ตรวจจริงๆ พอเขียนใบสั่งยาแล้ว ต้องบอกให้พวกเขาไปซื้อยาที่สำนักแพทย์ท่านอย่างแน่นอน”

พอขึ้นรถลาก ม่อไป๋ก็ระบายยิ้มบนใบหน้าพร้อมยกมือขึ้นคารวะขอบคุณ

“อ้อ...ดีๆ” ผู้จัดการอู๋มองดูรอยยิ้มบนใบหน้าที่เปี่ยมด้วยความยินดีของเขา ก็ให้รู้สึกประหลาดใจไม่หยุด แต่ยังคงปิดปากเงียบเหมือนเคย ยกมือขึ้นคารวะตอบ

“งั้นข้าน้อยขอตัวก่อน ไม่รบกวนผู้จัดการส่ง พรุ่งนี้ค่อยพบกันใหม่!”

ม่อไป๋พูดจบก็หันกายไปบอกคนลากรถ

“ไปถนนอู่ฝู”

“ได้เลย นั่งให้ดีนะท่าน!” คนลากรถลุกขึ้นยืน ลากรถพลางออกวิ่ง

ม่อไป๋รีบบอก “ช้าๆ หน่อยท่าน ข้าปวดหัว....”

“คิดตั้งโต๊ะตรวจรักษาตรงข้ามสำนักแพทย์จี้ซื่องั้นรึ หึหึ...จริงๆ เลย”

ภายใต้ความร้อนแรงของดวงอาทิตย์ แว่วเสียงอ่อนระโหยโรยแรงของม่อไป๋ ผู้จัดการอู๋มองดูรถลากที่ค่อยๆ จากไปไกล อดไม่ได้ที่จะส่ายหน้าช้าๆ เรื่องที่พบเจอในวันนี้ ทำให้เขาพูดไม่ออกจริงๆ

ขณะคิดหันกายเดินกลับสำนักแพทย์ พลันได้ยินเสียงเรียก

“ช้าก่อน! ผู้จัดการอู๋”

“หือ?”

ผู้จัดการอู๋เรียกสติคืน หันกลังกลับเห็นชายวัยกลางคนแต่งกายคล้ายตน มองตนพร้อมยิ้มแย้ม

“ที่แท้ผู้จัดการเฉินนี่เอง ร้านอาหารของท่านดูเหมือนกำลังยุ่ง ยังหาเวลามาคุยกับผู้แซ่อู๋ได้ ช่างน่าแปลกใจจริงๆ ไม่ทราบว่ามีอะไรจะสอนสั่ง ผู้แซ่อู๋ขอน้อมรับฟัง!”

พอผู้จัดการอู๋พบหน้าคนผู้นี้ รอยยิ้มบนใบหน้าก็จางลง ยกมือขึ้นคารวะพอเป็นพิธี

สังเกตได้ว่าคำพูดของเขาแฝงการเหน็บแนมเล็กน้อย แสดงว่าความสัมพันธ์ของเขากับผู้จัดการเฉินคนนี้ดูท่าไม่ค่อยดีเท่าไหร่

มิผิด ที่แท้ผู้ที่ส่งเสียงเรียกก็คือผู้จัดการภัตตาคารเหอจี้ที่อยู่ตรงกันข้ามกับสำนักแพทย์จี้ซื่อ ทั้งสองเป็นผู้จัดการเหมือนกันแต่อยู่กันคนละฝั่งประตู ย่อมรู้จักกันดี

เพียงแต่ครั้งหนึ่งผู้จัดการเฉินไปหาหมอที่สำนักแพทย์จี้ซื่อ แต่พอกลับออกมาก็กล่าวหาว่าผู้จัดการอู๋เก็บค่ารักษาแพงเกินไป แม้แต่คนกันเองก็ยังไม่เว้น ขูดรีดกันได้ลงคอ ตั้งแต่นั้นมาทั้งสองจึงไม่ลงรอยกัน ยิ่งปีสองปีมานี้ทั้งสองยิ่งมองหน้ากันไม่ติด เมื่อพบเจอเป็นต้องถากถางแดกดันกัน

หากเป็นวันก่อน ผู้จัดการเฉินเป็นต้องประชดประชันตอบ แต่มาวันนี้ กลับรีบก้าวเข้าหาผู้จัดการอู๋ ก่อนยกมือคารวะ พูดเสียงสูง

“ผู้จัดการอู๋ เมื่อก่อนผู้แซ่เฉินมีตาหามีแววไม่จริงๆ จนมาวันนี้ถึงได้รู้ว่าท่านสูงส่งนัก มิน่าสำนักแพทย์จี้ซื่อถึงได้มีผู้คนนับหน้าถือตามากมาย จิตใจกว้างขวางดุจพระโพธิสัตว์แท้ๆ นับถือ นับถือจริงๆ!”

“หือ?” ผู้จัดการอู๋งง ตาเฒ่านี่วันนี้มาแปลก จึงแสยะยิ้มให้พลางตอบ

“ผู้จัดการเฉิน ท่านไม่มีอะไรทำรึไง ถึงได้ล้อเล่นกับผู้แซ่อู๋แบบนี้ ประทานโทษ ท่านควรกลับไปพักผ่อนดีกว่า ผู้แซ่อู๋มิได้ว่างเหมือนท่าน รับเงินเดือนเขามาก็ต้องทำงานให้เขา...เชิญท่านเล่นไปคนเดียวแล้วกัน”

“เฮ้ๆ...เดี๋ยวก่อน ผู้จัดการอู๋!” ผู้จัดการเฉินรีบคว้าแขนผู้จัดการอู๋ไว้

“เมื่อก่อนที่รู้สึกไม่ดีกับท่าน เป็นความผิดของผู้แซ่เฉินเอง ขอท่านอย่าถือสาผู้น้อยเลย...”

“เอ๊ะ ตาเฒ่า กลางวันแสกๆ มาฉุดกระชากลากกันแบบนี้หมายความว่าอย่างไร ปล่อยมือ รีบปล่อยมือ...”

ผู้จัดการอู๋โวยวายขึ้นทันใด สะบัดแขนออกจากมือเขา จ้องใบหน้าที่เต็มไปด้วยความรู้สึกผิดของเขา ประหลาดใจมาก มองไม่ออกว่าตาเฒ่ากำลังทำอะไร จึงพูดออกไป

“ผู้จัดการเฉิน ตกลงท่านกำลังมาไม้ไหน?”

“เฮ้อ ผู้จัดการอู๋ ท่านอย่าเสแสร้งแกล้งทำเลย!” ผู้จัดการเฉินยกมือขึ้นปัด

“ข้าเสแสร้งแกล้งทำอะไรห๊ะ ผู้จัดการเฉิน หากท่านไม่กลัวว่าข้าจะขูดรีดอีกครั้งแล้วล่ะก็ ข้าขอแนะนำให้ท่านไปที่สำนักแพทย์จี้ซื่อของพวกเราตรวจดูสักหน่อยก็ดี ท่านนี่...ท่าจะโรคจิต”

ผู้จัดการอู๋ตอกกลับพร้อมสีหน้าเหมือนเห็นตัวประหลาด

“ถ่อมตน ท่านกำลังถ่อมตน!” ผู้จัดการเฉินวันนี้กลับไม่ถือสาหาความคำพูดแดกดันของผู้จัดการอู๋แม้แต่น้อย กระทั่งถูกหาว่าโรคจิตก็ไม่สนใจ กลับชูนิ้วโป้งให้ ก่อนพูด

“ผู้จัดการอู๋ ท่านทำเช่นนี้ไม่ถูก ทั้งๆ ที่ท่านมีหัวใจเมตตากรุณา อีกทั้งยังทำเรื่องดีขนาดนี้ ท่านคิดถ่อมตนไม่เป็นไร แต่เหตุใดต้องปิดบังเพื่อนเก่าอย่างข้าด้วย ทำให้เกิดเรื่องเข้าใจผิดกันมากมาย”

“เฮ้ ข้าว่า ท่านคงไม่มีปัญหาอะไรจริงๆ ใช่ไหม” ผู้จัดการอู๋เหงื่อตก

“ยังอีก ยังแกล้งกันอีก ข้าเห็นหมดแล้ว!”

ท่าทางผู้จัดการเฉินเหมือนเห็นความจริงทั้งหมดของโลกอย่างไรอย่างนั้น ราวกับว่าในที่สุดก็พบใบหน้าที่แท้จริงของผู้จัดการอู๋

“เห็นอะไร?” ผู้จัดการอู๋ถูกท่าทางที่กระตือรือร้นของเขาทำจนงงงวยไปหมดแล้ว

“เฮ้อ ท่านยังคิดปิดบังอีกรึ ผู้จัดการอู๋ อย่าหาว่าผู้แซ่เฉินพูดมาก เรื่องดีๆ เช่นนี้ ท่านไม่เพียงไม่ควรปิดบัง ยังควรหานักข่าวมาสัมภาษณ์ นำเรื่องราวของท่านตีพิมพ์เผยแพร่เพื่อยกย่องเชิดชูถึงจะถูก! ดีนะไม่ให้ข้ารอไปทั้งชีวิต หากรู้แต่แรกว่าท่านใจกว้างขนาดนี้ ข้าเคารพท่านไปนานแล้ว”

ผู้จัดการเฉินยกมือขึ้นคารวะผู้จัดการอู๋ ยกย่องว่าถ่อมตัวเกินไป

“เอ่อ ไม่ใช่!”

ผู้จัดการอู๋กำลังจะเอ่ยปาก กลับถูกผู้จัดการเฉินขัดจังหวะ ด้วยสีหน้าที่แสดงความซาบซึ้งใจทันใด

“ผู้จัดการอู๋ ท่านจะหัวเราะข้าก็ได้ เมื่อครู่พ่อหนุ่มนั่นมาที่ร้านอาหารข้า พูดกับข้าว่าจะขอยืมพื้นที่ร่มๆ หน้าร้านอาหารตั้งโต๊ะรักษาคนไข้ ตอนนั้นผู้แซ่เฉินกลัวว่าสำนักแพทย์ท่านจะเข้าใจผิด แม้เห็นเจ้าหนุ่มนั่นน่าสงสารจริงๆ ก็ตาม จึงปฏิเสธไปโดยไม่คิดอะไร ทำให้เจ้าหนุ่มนั่นต้องเดินออกไปตากแดดหัวแดง เฮ้อ!ไม่ควร ไม่ควรจริงๆ พอเห็นผู้จัดการอู๋รับปากกับตา ผู้แซ่เฉินถึงเพิ่งรู้สึกอัปยศอดสู ใจคนกักขฬะอย่างผู้แซ่เฉินริอาจมองข้ามน้ำใจงามของสุภาพบุรุษ ช่างน่าขายหน้ายิ่งนัก!”

“เอ่อ...”

ผู้จัดการอู๋เพิ่งเข้าใจ ที่แท้ผู้จัดการเฉินเห็นเรื่องเมื่อครู่นี้นี่เอง ทันใดนั้นสีหน้าเขากลับเต็มไปด้วยความประหลาดใจ พูดอะไรไม่ออก เขาแค่ตอบรับม่อไป๋ ไหนเลยกลายเป็นผู้สูงส่งอย่างที่ผู้จัดการเฉินบอก แต่ก็เพราะถูกหมอนั่นพูดเสียจนงงไปหมด

เหมือนกับว่าถ้าไม่ตอบตกลง ก็แสดงว่าสำนักแพทย์จี้ซื่อทำไม่ถูก แต่บอกตามตรง เพียงคิดรีบๆ พูดให้หมอนั่นจากไปเท่านั้น ซึ่งแม้รับปากแล้ว แต่หมอนั่นก็ต้องมีชีวิตรอดมาตั้งโต๊ะให้ได้ก่อน เช่นนี้ยังจะบอกว่าตนใจกว้างดุจพระโพธิสัตว์อยู่อีกหรือ?

“หึหึ!”

ทว่าตอนนี้เห็นผู้จัดการเฉินแสดงท่าทีเคารพตนเช่นนี้ก็รู้สึกดี คนเรามักรักษาหน้าไว้ก่อน ไม่ค่อยแสดงความรู้สึกที่แท้จริงออกมาให้เห็น

“ผู้จัดการเฉินก็พูดเกินไป คนเราต่างก็มีความรู้สึกเห็นอกเห็นใจเพื่อนมนุษย์กันทั้งนั้น ข้าเองก็ไม่ใช่คนใจไม้ใส้ระกำแต่อย่างใด เรื่องเล็กๆ สมควรแล้ว”

ผู้จัดการเฉินได้ยินดังนั้นก็ยิ่งเคารพนับถือ ก้าวเข้าไปจับแขนผู้จัดการอู๋อีกครั้ง ไม่คิดพูดมากอีก

“ไม่พูดแล้ว อะไรก็ไม่พูดทั้งนั้น พี่อู๋ วันนี้น้องขอเลี้ยงสุราเพื่อขออภัยกับเรื่องที่ผ่านมา และต้องขอให้พี่ชี้แนะการทำเรื่องดีๆ เช่นนี้ด้วย ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าพี่เป็นคนดีจนวันนี้ มันทำให้น้องอดสูยิ่งนัก...ไปๆ ท่านต้องเห็นแก่หน้าผู้แซ่เฉินหน่อย มิฉะนั้นแล้วผู้แซ่เฉินไหนเลยจะมีหน้าเกิดเป็นคนได้อีก”

“เฮ้ๆ ทำเช่นนี้ได้อย่างไร ข้ายังมีงานต้องทำที่สำนักแพทย์อีกนะ...พอแล้วๆ”

ผู้จัดการอู๋กำลังจะถูกผู้จัดการเฉินลากเข้าไปในร้านอาหารจึงปฏิเสธพัลวัน

“จะไว้ไม่ไว้หน้า? ท่านจะไว้ไม่ไว้หน้า? หากท่านปฏิเสธอีก ก็หมายความว่าไม่เห็นผู้แซ่เฉินอยู่ในสายตา...” ผู้จัดการเฉินทำหน้าจริงจัง

ผู้จัดการอู๋จึงถูกผู้จัดการเฉินลากเข้าร้านอาหารอย่างงงๆ ด้วยประการฉะนี้

เวลาเที่ยงวัน

เป็นเวลาที่มีคนเข้าออกร้านอาหารพลุกพล่าน มีลูกค้าที่คุ้นหน้าคุ้นตามากมาย พอเห็นทั้งสองเดินกอดคอกันเข้ามาก็อดประหลาดใจไม่ได้

“เฮ้ย...รีบดูเร็ว วันนี้พระอาทิตย์ขึ้นทางตะวันตกแหงๆ หัวร่อต่อกระซิกกันสองคน...”

“โอ้ว...แปลกจริงๆ ด้วย!”

“พี่อู๋กับพี่เฉิน หรือว่าเขาทั้งสองคิดจะ...”

เสียงซุบซิบของผู้คนพริบตาเดียวก็ดังไปทั่วร้านอาหาร

ผู้จัดการเฉินโบกมือให้เสี่ยวเอ้อในร้าน

“เร็ว รีบจัดกับแกล้มอร่อยๆ พร้อมเหล้าชั้นดีมา ทำแบบสุดฝีมือด้วย...”

พูดพลางหันมองคนในร้าน ก่อนหัวเราะแล้วยกมือขึ้นพูดเสียงดัง

“ทุกท่าน ก่อนหน้านี้ที่ผู้แซ่เฉินกับพี่อู๋เคยมีเรื่องกัน ล้วนเป็นเพราะผู้แซ่เฉินจิตใจคับแคบ เข้าใจผิดในสิ่งที่พี่อู๋ทำ วันนี้ขอเลี้ยงเหล้าพี่อู๋เพื่อขออภัย ขอให้ทุกท่านเป็นพยานด้วย!”

ผู้คนในร้านอาหารต่างมองหน้ากันไปมา ไม่แน่ใจว่าใครกำลังมาไม้ไหน ทุกคนล้วนอยู่ในความเงียบ จ้องมองคนทั้งสอง

“เกินไปๆ พี่เฉิน ไม่ต้องทำถึงเพียงนี้ก็ได้”

ทำเอาผู้จัดการอู๋รู้สึกเกรงใจจึงพูดขึ้น

“ต้องทำถึงเพียงนี้ ทุกท่าน พวกท่านต้องรู้ว่า ณ ที่นี้พี่อู๋ได้ทำเรื่องสูงส่งที่น่ายกย่องเพียงไหน”

ไม่พูดมากความ ผู้จัดการเฉินใช้โอกาสนี้ เล่าเรื่องเมื่อครู่ให้คนในร้านฟัง

ผ่านไปสักพัก ต้องบอกว่าเสียงโห่ร้องด้วยความยินดีดังมาก ทุกคนต่างพูดชมเชยไม่หยุด ต่างรู้สึกดีกับสำนักแพทย์จี้ซื่อและเดินมาชนแก้วกับผู้จัดการอู๋อยู่เรื่อยๆ

ผู้จัดการอู๋มึนงงไปหมดแล้วจริงๆ พลันไม่ทันคาดคิดอะไร นี่นับเป็นการป่าวประกาศแท้ๆ หากว่าคนหนุ่มนั่นเสียชีวิตลงในวันนี้ล่ะ มารดาท่านเอ้ย ตนที่ถูกยกยอซะสูงลิบลิ่วมิต้องกลายเป็นเรื่องขำขันของวันนี้ไปหรอกหรือ?

ตอนนี้ในใจของเขาเต็มไปด้วยความขมขื่น

อีกด้านหนึ่ง ม่อไป๋กลับกำลังหลับตาอยู่บนรถลาก ไม่พูดไม่จาใดๆ

ไม่เหมือนขามาที่คุยปร๋อกับคนลากรถไปตลอดทาง ตอนนี้เขาสงบเงียบมาก เห็นชัดว่ากำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง เขาไม่รู้เรื่องที่เกิดขึ้นกับผู้จัดการเฉินหลังนั่งรถลากจากมา แต่ผู้จัดการเฉินย่อมรู้ดี เพราะเขาจงใจให้เกิดขึ้นเอง

เพียงแต่เรื่องนี้ไม่ได้เป็นไปอย่างที่ม่อไป๋วางแผนไว้เสียทีเดียว เดิมทีเขากังวลว่าผู้จัดการอู๋อาจไม่รับปากเพราะเขาตัวคนเดียวไม่มีศักยภาพอะไร หากผู้จัดการอู๋ไม่เห็นด้วย เกรงว่าคงยากที่จะตั้งโต๊ะตรวจได้

เวลาช่วงเช้าของเขาจึงหมดไปกับการชวนผู้คนคุยรอบบริเวณสำนักแพทย์ ซึ่งก็ได้เรื่องจนได้ อย่างเรื่องผู้จัดการเฉินไม่ถูกกับผู้จัดการอู๋ เขาก็รู้มา จึงจงใจเดินเข้าไปหาผู้จัดการเฉินในร้านแล้วเล่าเรื่องตั้งโต๊ะตรวจให้ฟัง เขาไม่เชื่อว่าผู้จัดการเฉินจะไม่สนใจ ซึ่งต่อมาตอนเขาคุยกับผู้จัดการอู๋ ผู้จัดการเฉินก็ยืนดูอยู่หน้าร้าน

เขาเชื่อว่าหากผู้จัดการอู๋ไม่ตอบรับ ไม่เกินหนึ่งชั่วโมง ผู้จัดการเฉินต้องป่าวประกาศเรื่องนี้ให้ทุกคนได้รับรู้ ถ้าเป็นเช่นนั้น เขาก็จะเข้าไปอธิบายกับผู้จัดการอู๋อีกครั้ง คิดว่าผู้จัดการอู๋ต้องไตร่ตรองถึงอาการป่วยของเขา รวมทั้งห่วงชื่อเสียงของสำนักแพทย์ น่าจะต้องรับปาก

แม้ไม่รับปากก็ไม่เป็นไร เขาก็แค่เดินหาที่ทางอีกรอบ ไม่อยู่ตรงข้ามก็ได้ ในเมื่อเรื่องนี้ถูกจุดประกายขึ้น

จนผู้คนสนใจและมีความรู้สึกร่วมแล้ว

เพียงดึงดูดความสนใจของผู้คนได้...

ทว่าเขาในตอนนี้กลับคิดไม่ถึงว่า ผู้จัดการเฉินจะทำเรื่องเช่นนี้ได้ แต่ยังดีที่ทุกอย่างเป็นไปตามเป้าหมาย หนำซ้ำยังได้ผลดีกว่าที่คาดไว้เสียอีก

เพียงเกรงว่ามีผู้คนไม่น้อยที่รู้ว่าพรุ่งนี้จะมีหมอหนุ่มมาตั้งโต๊ะตรวจอยู่ตรงข้ามสำนักแพทย์จี้ซื่อ ซึ่งอาจมีผู้คนไม่น้อยที่ให้ความสนใจมาก...


ดวงตาม่อไป๋ทอประกายแล้วสงบนิ่งลง สายตามองสำรวจไปรอบๆ พอดีเห็นร้านตัดเสื้อร้านหนึ่ง จึงรีบบอกคนรถ “ถึงแล้ว ตรงนี้ล่ะ”

พอลงจากรถ ม่อไป๋ก็ค่อยๆ เดินเข้าไปในร้านตัดเสื้อ พลันมีคนออกมาต้อนรับ

ทักทายกันเรียบร้อย ม่อไป๋บอกกับคนตัดเสื้อ

“ข้าอยากตั้งแผงลอย ทำป้ายธงสักผืน”

“ได้ ไม่มีปัญหา เชิญท่านเลือกวัสดุก่อน” ช่างอาวุโสรีบพยักหน้ารับ

“อืม อันนี้แล้วกัน” ม่อไป๋ชี้ไปยังผ้าสีขาวมีขอบผืนหนึ่งที่ตั้งอยู่บนพื้น

“ช่วยข้าเขียนชื่อร้านลงไปด้วย พรุ่งนี้เช้ามารับทันไหม?”

“พรุ่งนี้? เช่นนั้นเกรงว่าต้องขอดูแบบที่ท่านคิดก่อนว่ามีความซับซ้อนมากน้อยแค่ไหน?”

ช่างอาวุโสครุ่นคิดพลางตอบ

ม่อไป๋ยิ้มอย่างสบายใจ

“ง่ายมาก มีอักษรหกตัว เขียนด้วยพู่กันแบบงานบริการทั่วไป”

“หกตัว เช่นนั้นได้ ท่านเขียนให้ดูหน่อย” ช่างตัดเสื้อไม่มีปัญหา

กระดาษ แท่นหมึก พู่กันพร้อม ม่อไป๋จับพู่กันตวัดไปมา

ช่างอาวุโสเพิ่งเคยเห็นตัวอักษรแบบนี้เป็นครั้งแรกจึงอดไม่ได้ที่จะชมเชย ก่อนขยับปากอ่านออกเสียง

“สำนักแพทย์อันดับหนึ่ง!”

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}