Sameejaejung (สามีแจจุง)

หนังสือและ Boxset ซีรีส์ H.E.A.R.T. เปิดจองแล้วน้า

ร้อนรักครั้งที่ 7 หัวใจสองรัก NC-18

ชื่อตอน : ร้อนรักครั้งที่ 7 หัวใจสองรัก NC-18

คำค้น : HEART , Erotic , หัวใจร้อนรัก , หมอกธาร , เมฆธาร , Yaoi

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 11k

ความคิดเห็น : 70

ปรับปรุงล่าสุด : 12 พ.ย. 2560 01:01 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ร้อนรักครั้งที่ 7 หัวใจสองรัก NC-18
แบบอักษร



Part 7# Thara หัวใจสองรัก NC-18

               “อืม...” จูบของเมฆทำให้ผมครางออกมาเบาๆ จูบนั้นแฝงไปด้วยความยินดีที่ผมพูดได้ถูกใจ จึงได้ให้รางวัลด้วยจูบอันแสนหวาน แต่ก็แฝงไปด้วยความเร่าร้อนจนตัวผมแทบจะละลาย

ปลายลิ้นของเมฆไล้เลียริมฝีปากของผม จากนั้นก็สอดเข้ามาข้างในเพื่อชิมความหวาน ตามด้วยการกวาดลิ้นไปทั่วจนมาตวัดเกี่ยวพันกับลิ้นของผม แต่ก็ไม่ลืมขบเม้มและดูดดุนเบาๆ ที่ริมฝีปากไปด้วย

               “อา...” ผมอดที่จะหอบน้อยๆ ไม่ได้หลังจากที่เมฆถอนจูบออกไป เทคนิคอันแพรวพราวขนาดนั้นแตกต่างกับหมอกโดยสิ้นเชิง ซึ่งพอคิดได้แบบนี้จิตใต้สำนึกของผมมันก็เกิดรู้สึกผิดขึ้นมา

ผมกำลังทรยศความรักของหมอก

“เมฆ ฉันไม่...” ผมตั้งใจจะบอกว่าผมทำไม่ได้ แต่เมฆก็ชิงจูบกลับมาใหม่โดยไม่ยอมเปิดโอกาสให้ผมพูดเลยสักนิด

‘อย่า’ ผมปฏิเสธในใจแต่ร่างกายกลับทำตรงกันข้าม นอกจากจะไม่หลบหนียังยินยอมให้เมฆสัมผัสแต่โดยดี ฝ่ามือของเมฆที่กำลังลูบไล้ตามสีข้างหลังจากปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตออกไป สร้างความร้อนรุ่มและเสียวซ่านให้ผมแทบทุกตารางนิ้ว

“อืม...อา...” ผมครางเสียงกระเส่าเมื่อริมฝีปากเป็นอิสระ หลังจากที่ถอนจูบออกมาเมฆก็ไปซุกไซ้ที่ซอกคอของผมต่อ ส่วนสองมือก็บีบคลึงและขยี้ที่ยอดอกจนมันหดตัวแข็งเป็นไต

“อื้อ...อื้ม...อา...” ผมขยุ้มที่ศีรษะของเมฆด้วยความเสียวซ่าน ตอนนี้ในสมองของผมคิดอะไรไม่ออกอีกต่อไปแล้ว ความรัญจวนและความวาบหวามได้เข้ามาแทนที่ความผิดบาปโดยสมบูรณ์

“เมฆ...อา...เมฆ...” ผมจิกทึ้งที่ศีรษะของเมฆแน่นขึ้นเมื่อถูกดูดเลียที่ยอดอก ปลายลิ้นร้อนๆ ทำให้ผมเสียวสะท้านจนแทบบ้า สะโพกจึงสั่นระริกและบิดไปมา แน่นอนว่าต้องบดเบียดกับส่วนนั้นของเมฆจนมันแข็งตัวและนูนขึ้นมาจากกางเกง

“ท่าทางจะอึดอัดน่าดูเลยนะเมฆ” ขณะที่พูดผมก็บดเบียดสะโพกยั่วเมฆมากขึ้น เพราะตอนนี้สมองของผมได้กลับมาทำงานตามเดิมแล้ว ถึงแม้ว่าจะหยุดความปรารถนาที่ลุกโชนไม่ได้เพราะผมก็ชอบเมฆเหมือนกัน แต่ผมก็ยังไม่ลืมเรื่องที่จะต้องล้วงความลับออกมาให้ได้

               เรื่องที่เมฆเป็นใครผมจะรีดจะเค้นออกมาจนหยดสุดท้ายเลยคอยดู!

               “อา...อย่าทำแบบนี้สิคุณ...ซี้ดด...ผมเสียวนะ...” เมฆกัดริมฝีปากล่าง ท่าทางจะกำลังเสียวสุดๆ เพราะส่วนนั้นได้พองตัวและแข็งขึ้นมากกว่าเดิม

               “แล้วอยากเสียวมากกว่านี้มั้ยล่ะเมฆ” ผมก้มหน้าลงไปกระซิบที่ข้างหูของเมฆเสียงกระเส่า ส่วนสะโพกก็ยกขึ้นเพื่อเลื่อนสองมือลงไปปลดกางเกง แล้วเอาท่อนเนื้ออันใหญ่โตที่กำลังร้อนระอุออกมาข้างนอก

               “อะไรกัน ทำไมจู่ๆ ถึงได้กระตือรือร้นขึ้นมา” เมฆหรี่ตาทำหน้าสงสัย แต่ถึงอย่างนั้นเสียงก็แหบพร่าเต็มไปด้วยความต้องการ ผมทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ไม่ยอมตอบคำถาม เมฆจึงใช้มือทั้งสองข้างปลดเปลื้องกางเกงของผมจนในที่สุดมันก็ลงไปกองที่พื้น

               “มีเจลหล่อลื่นมั้ยคุณ”

               “ถุงยางฉันก็มีพร้อม” พูดจบผมก็เปิดคอนโซลกลางแล้วหยิบเจลหล่อลื่นส่งไปให้เมฆ ก่อนที่ผมจะหยิบถุงยางอนามัยแบบบางเฉียบตามออกมา จากนั้นก็ฉีกซองแล้วสวมลงไปยังท่อนเนื้อร้อนๆ ที่เตรียมปะทุลาวาออกมาในไม่ช้านี้

               “ว้า นึกว่าพอทำในรถแล้วจะได้สดซะอีกนะเนี่ย” ถึงจะบ่นเสียดายแต่สีหน้าของเมฆก็ดูเหมือนจะเดาออกอยู่แล้ว จึงได้บีบเจลหล่อลื่นใส่มือแล้วละเลงจนทั่ว จากนั้นก็อ้อมด้านหลังมาหมุนวนที่ปากทางเข้าของผม

               “หึ เร็วไปร้อยปีนะเด็กน้อย จะที่ไหนฉันก็เตรียมพร้อม...อ๊า!” ผมยังไม่ทันจะได้พูดจนจบประโยค ผมก็ต้องหวีดร้องออกมาดังลั่น เพราะเมฆได้ใช้สองนิ้วดันพรวดเข้ามาข้างในช่องทางด้านหลังจนมิดด้าม โดยไม่ยอมให้ผมได้ตั้งตัวแม้แต่น้อย

               “ถอนคำพูดเดี๋ยวนี้เลย ผมไม่ใช่เด็กแล้วนะ” เมฆจ้องผมเขม็งอย่างไม่พอใจ พร้อมขยับนิ้วเข้าออกข้างในตัวของผมอย่างรุนแรง แต่ให้ตายเหอะ มันเสียวเป็นบ้า

               “หึ ใช่ว่าฉันไม่เคยเรียกนายแบบนี้สักหน่อย อะ...อีกอย่างนายก็พึ่งเปลี่ยนจากเด็กชายเป็นนายได้แค่ 3 ปีเองเถอะ” ถึงจะเสียวแค่ไหนผมก็ต้องพยายามเก็บอาการเอาไว้ ผมไม่ยอมให้เมฆได้ใจแล้วเป็นฝ่ายคุมเกมครั้งนี้หรอก

               “คุณกำลังทำให้ผมโกรธแล้วนะ” สายตาของเมฆจ้องผมเขม็งมากกว่าเดิม รวมทั้งแรงในการขยับนิ้วเข้าออกที่ช่องทางด้านหลังด้วย

               “ถ้างั้นแสดงว่านายจะไม่เข้ามาสินะ” ผมยิ้มที่มุมปากพลางกำรอบท่อนเนื้อของเมฆแน่น จากนั้นก็รูดขึ้นลงเป็นจังหวะสลับช้าเร็ว ความเสียวซ่านที่ได้รับทำให้เมฆถึงกับกัดริมฝีปากล่าง

               “แฟนใครวะยั่วเก่งเป็นบ้า”

               “แล้วชอบมั้ยล่ะ?”

               “ยิ่งกว่าชอบอีก” เมฆพูดจบก็ดันท้ายทอยผมลงมาจนริมฝีปากของเราสัมผัสกัน รสจูบที่ได้รับมันหวานล้ำแต่ก็เผ็ดร้อน ยิ่งตอนที่เมฆสอดลิ้นเข้ามาเกี่ยวพันสลับกับการดูดดุนที่กลีบปากล่าง มันก็ทำให้ความรู้สึกวาบหวามซาบซ่านแผ่กระจายไปทั่วทั้งตัว

               “เป็นของผมนะ ผมต้องการคุณ” เมฆถอนจูบออกมาแล้วพูดด้วยเสียงแหบพร่า สีหน้าและแววตาบ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่าปรารถนาในตัวผมมากแค่ไหน และแน่นอนในตอนนี้ผมก็ต้องการเมฆเช่นกัน แต่ผมก็ยังไม่ลืมความตั้งใจที่จะล้วงความลับจากปากของเมฆ

               “ฉันเป็นของนายแน่ แต่นายต้องบอกมาก่อนว่านายเกี่ยวข้องกับหมอกยังไง” พูดจบผมก็จับแก่นกายของเมฆให้มั่น จากนั้นก็ยกสะโพกตัวเองไปจ่อยังส่วนปลาย ตามด้วยการส่ายร่อนบั้นท้ายให้บดเบียดจนมันแทบจะผลุบเข้ามา

               “ซี้ดด...คุณจะมาถามอะไรตอนนี้” เมฆซี้ดปากด้วยความเสียว อย่าว่าแต่เมฆเลย เพราะตอนนี้ผมก็เสียวจนตัวสั่นระริกไปหมดแล้ว

               “ก็ถามตอนอื่นนายยอมบอกซะที่ไหน”

“แต่ตอนนี้มันใช่เวลามั้ยเล่า”

“ไม่รู้แหละ ถ้านายไม่ยอมตอบฉันก็ไม่ยอมเป็นของนาย” ผมยืนกรานหนักแน่น เมฆที่ได้ยินอย่างนั้นเลยกัดฟันอย่างไม่สบอารมณ์ แต่ความต้องการที่พลุ่งพล่านก็ทำให้เมฆยอมจำนนกับผมในที่สุด

“ตอนนี้ผมจะตอบคุณแค่ข้อเดียวนะ นอกนั้นหลังจากเสร็จถ้าคุณถามผมจะตอบให้” คำพูดของเมฆทำเอาผมถึงกับขมวดคิ้วเพราะรู้สึกงงนิดหน่อย

“พูดอะไรแปลกๆ ยังไงฉันก็ต้องถามนายอยู่แล้ว ตัวนายนั่นแหละจะยอมตอบฉันรึเปล่า”

“ก็บอกแล้วไงว่าถ้าคุณถามผมตอบแน่ ส่วนเรื่องที่คุณถามมาแล้วผมจะยอมตอบให้ก็ได้...ผมรู้จักหมอกเป็นอย่างดี แต่หมอกไม่รู้จักผม แล้วก็ไม่เคยรับรู้ด้วยว่ามีผมอยู่บนโลก ผมเป็นลูกที่มองไม่เคยเห็นความรักจากพ่อกับแม่”

“หา? ที่นายพูดหมายความว่ายังไง?” คำตอบของเมฆนอกจากจะไม่ทำให้ผมหายข้องใจแล้ว กลับทำให้ผมรู้สึกงงมากกว่าเดิมอีกต่างหาก

“บอกแล้วไงว่าตอนนี้ผมจะไม่ตอบคำถามของคุณแล้ว รีบๆ เป็นของผมสักทีเถอะ” เมฆพูดจบก็จับมือผมยกขึ้นไปกอดยังลำคอ ก่อนที่จะกดสะโพกของผมลงมาครอบครองแก่นกายของเมฆรวดเดียวจนมิดลำ

               “อ๊า!!!” ผมกรีดร้องลั่น แรงเสียดสีก่อให้เกิดความเสียวซ่านไปทั่วทั้งร่าง ช่องทางด้านหลังกระตุกตอดรัดท่อนเนื้อที่อยู่ข้างในถี่ยิบ

               “ซี้ดด...อา...” เมฆครางออกมาด้วยความพึงพอใจ เสียงอันแหบพร่าของเมฆทำให้ช่องทางด้านหลังของผมยิ่งบีบรัดแน่นขึ้นไปอีก เล่นเอาเมฆเสียวซี้ดจนต้องหลับตาข้างหนึ่งแล้วกัดริมฝีปากล่าง ใบหน้าของเมฆช่างเซ็กซี่และได้อารมณ์จนผมห้ามใจไม่ไหว

               “เมฆ...เมฆ! อ๊า...” ผมยกสะโพกขย่มขึ้นลงกลืนกินท่อนเนื้ออันอวบอั๋น ส่วนเมฆก็กระแทกสวนขึ้นมาเหมือนกัน ซ้ำยังก้มหน้าลงไปฟัดที่แผ่นอกของผม โดยเฉพาะตรงยอดอกที่แข็งเป็นไตเพราะถูกดูดและเลีย

“อ๊า...อ๊ะ...อ๊ะ...อ๊า...” แก่นกายอันใหญ่โตของเมฆได้เสียดสีกับผนังช่องทางของผม แถมยังยาวมากจนกระแทกจุดเสียวที่อยู่ในส่วนลึกจนผมเสียวสุดๆ แทบบ้าอยู่แล้ว

“เมฆ! อ๊า...อ๊า...ตรงนั้น! อ๊ะ...อ๊า...” ผมกรีดร้องลั่นพลางจิกทึ้งเส้นผมของเมฆเพื่อระบายความเสียวซ่าน โดยที่สะโพกไม่ได้ลดแรงที่ขย่มลงไปเลยแม้แต่น้อย มีแต่เพิ่มความเร็วมากขึ้นเรื่อยๆ ตามอารมณ์ที่กำลังพุ่งทะยานขึ้นสูง

“อา...เสียวเป็นบ้า...ซี้ดด...ธาร...ผมขอเรียกคุณว่าธารเฉยๆ ได้มั้ย”

“ดะ...ได้ยังไง นายอายุน้อยกว่าฉันตั้งเยอะ”

“ไม่รู้ล่ะ ถ้าไม่ให้ผมเรียกว่าธาร ผมจะเรียกคุณว่าเมีย”

“อะ...ไอ้เด็กบ้า...อ๊า! แรงไปแล้วนะ!” ก็ไม่รู้ว่าเมฆขัดใจที่ผมไม่ให้เรียกว่าธารเฉยๆ หรือเป็นเพราะผมพูดคำว่าเด็ก เพราะเมฆได้ใช้สองมือบีบที่สะโพกของผมแล้วกดลงอย่างแรง สวนกับการกระแทกแก่นกายขึ้นมาจนความเสียวซ่านแล่นพล่านราวกับไฟช็อต

“ผมรู้ว่าคุณชอบแรงๆ ไม่ใช่สิต้องบอกว่า...ผัวรู้ว่าเมียชอบแรงๆ ต่างหากล่ะ” เมฆยิ้มที่มุมปาก คำพูดนั้นทำให้ผมถึงกับเหวอ

“เมฆ! ใครอนุญาตให้นายเรียกฉันแบบนั้น!”

“ถ้างั้นก็ให้ผมเรียกว่าธารสิ ถ้าไม่อยากให้ผมเรียกคุณว่าเมีย”

“หนอย...”

“ว่ายังไง”

“...”

“เมียจ๋า”

“โอเคๆ ธารก็ธาร ต่อไปห้ามเรียกฉันว่าเมียอีกเด็ดขาดเข้าใจมั้ย” ในที่สุดผมก็ต้องยอมเมฆจนได้ ให้ตายสิ การถูกเรียกว่าเมียมันน่าขนลุกแล้วก็จั๊กจี้เป็นบ้า

“รับทราบครับเมีย...เอ๊ย! ธาร” ผมรู้ว่าเมฆจงใจพูดผิดเลยอ้าปากจะด่า แต่ว่าก็ต้องร้องครางออกมาแทนเพราะถูกแก่นกายกระแทกขึ้นมาอย่างไม่ยั้ง ทั้งยังถูกดูดเลียที่ยอดอกอย่างแรงอีกต่างหาก

“อ๊ะ...อ๊ะ...อ๊า...” ตอนนี้ผมลืมไปแล้วว่าตั้งใจจะด่าทอเมฆ เพราะในสมองรับรู้แต่ความเสียวซ่านเพียงอย่างเดียวเท่านั้น จึงได้ยกสะโพกขย่มขึ้นลงอย่างเมามัน สวนกับการที่เมฆกระแทกกระทั้นแก่นกายขึ้นมาด้วยความดุดันและรวดเร็ว

“อาา” สีหน้าและเสียงครางของเมฆแสดงออกได้เป็นอย่างดีเลยว่ากำลังเสียวแค่ไหน ยิ่งจังหวะที่ผมบีบรัดท่อนเนื้อของเมฆมากขึ้น รวมทั้งแรงในการขย่มก็รวดเร็วมากขึ้น มันก็ยิ่งทำให้เมฆครางกระเส่าออกมาอย่างไม่หยุดปาก จึงได้ระงับเสียงครางด้วยการดูดเลียยอดอกของผมที่อยู่ตรงหน้าจนผมเสียวซ่านมากขึ้นไปอีก

“อ๊า...อ๊ะ...อ๊า...ซี้ดด...อ๊า...เสียวมาก...ฉันจะเสร็จแล้วเมฆ!” พอได้ยินดังนั้นเมฆเลยใช้มือข้างหนึ่งมากอบกุมส่วนนั้นของผมแล้วชักขึ้นลง ส่วนริมฝีปากและปลายลิ้นก็ยังคงดูดเลียยอดอกของผมเช่นเดิม แน่นอนว่าท่อนเนื้อก็ยังคงกระแทกขึ้นลงอย่างแรงไม่มีตกด้วย

“ไปพร้อมกันนะธาร” เสียงเรียกชื่ออย่างกระเส่านั้นทำให้ผมถึงกับใจสั่น ยิ่งบวกกับการที่ถูกเมฆกระแทกกระทั้นแก่นกายเข้ามาอย่างไม่มียั้ง มันก็ทำให้ผมเสียวกระสันจนทนต่อไปไม่ไหวแล้ว

“เมฆ...เมฆ! อ๊า...อ๊ะ...อ๊ะ...อ๊าาาาา!” ผมขย่มสะโพกอย่างหนักหน่วงเป็นยกสุดท้าย ก่อนจะทิ้งกายลงไปอย่างสุดแรงเมื่อถึงจุดสุดยอด หยาดหยดสีขาวขุ่นพวยพุ่งออกไปจนเลอะเสื้อผ้าของเมฆ

“อาาา...” ส่วนเมฆเมื่อถูกผมบีบและตอดรัดอย่างถี่ยิบก็ทนต่อความเสียวไม่ไหวเช่นกัน จึงได้ฝังท่อนเนื้อเข้ามาในส่วนที่ลึกที่สุด แล้วฉีดพ่นความเสียวซ่านออกมาจนหยดสุดท้าย

“อา...อา...” ผมทรุดตัวลงไปซบที่ไหล่ของเมฆพลางหายใจอย่างหอบถี่ เมฆที่เห็นอย่างนั้นเลยลูบศีรษะของผมอย่างแผ่วเบา ก่อนจะหันหน้ามาจูบที่ขมับของผมเน้นๆ อีกหนึ่งที ผมจำได้ว่าครั้งที่แล้วเมฆก็ทำแบบนี้กับผมเหมือนกัน

“ชอบนะธาร” เสียงทุ้มต่ำแต่อ่อนโยนของเมฆทำให้ผมใจเต้นตึกตัก แว้บหนึ่งผมรู้สึกว่าคนที่ผมซบอยู่เป็นหมอกไม่ใช่เมฆ แต่พอนึกถึงคำพูดของเมฆที่ราวกับว่าไม่ใช่คนเดียวกันกับหมอกแล้ว ผมเลยต้องสะบัดศีรษะไล่ความคิดนี้ออกไปจากสมอง

“ถ้านายชอบฉันจริง นายก็เล่าเรื่องที่เกี่ยวกับตัวเองให้ฉันฟังทั้งหมดสิ ก่อนหน้านี้ที่นายบอกมาฉันยังไม่ค่อยเข้าใจเลย โดยเฉพาะเรื่องที่นายพูดถึงพ่อกับแม่แบบนั้น ฉันไม่อยากให้นายเก็บความทุกข์เอาไว้คนเดียว” ผมมองเข้าไปในดวงตาของเมฆ แววตาที่ผมเห็นกำลังสั่นไหวด้วยความสับสนและสองจิตสองใจ แต่เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าของผู้บริหารกลุ่มหนึ่งที่กำลังเดินมาทางนี้ แววตาของเมฆก็เปลี่ยนไปกลายเป็นเจ้าเล่ห์ทันที

“ผมก็บอกแล้วไงว่าหลังจากเสร็จถ้าคุณถามผมจะตอบให้ แต่ผมไม่ได้บอกนะว่าเสร็จรอบไหน เพราะงั้นมาต่อรอบสองกันเถอะ” เมฆพูดจบก็ยกตัวผมขึ้นแล้วจับพลิกคว่ำให้อยู่ในท่าคลาน โดยที่มือทั้งสองข้างกำลังยันกระจกรถเอาไว้

ด้วยความที่ยังงง ตกใจ และหวาดกลัวจะถูกเห็นท่าทางน่าอายและกิจกรรม (กาม) ที่กำลังทำอยู่ ร่างกายของผมเลยได้แต่นิ่งเกร็งไม่กล้าขยับไปไหน ส่วนหัวใจก็เต้นเร็วมากจนกลัวว่ามันจะระเบิดออกมา จนกระทั่งถูกท่อนเนื้อร้อนๆ ที่สวมปลอกอันใหม่สอดแทรกเข้ามาทั้งลำ มันก็ทำให้ผมถึงกับสะดุ้งเฮือกแล้วใช้มือครูดกระจกรถด้วยความเสียว

“อื้อออออ!!!” ผมกัดริมฝีปากล่างแน่นเพื่อไม่ให้เสียงครางมันหลุดรอดออกมา แต่ยิ่งกลุ่มผู้บริหารเดินเข้ามาใกล้มากเท่าไหร่เมฆก็ยิ่งกระแทกแก่นกายเข้ามาแรงขึ้นราวกับจะแกล้งผม

“กลัวถูกเห็นหรอธาร เคยทำเรื่องแบบนี้ในรถรึเปล่า” เมฆก้มหน้าลงมากระซิบถาม จากนั้นก็ใช้ลิ้นเลียที่ใบหูแล้วขบเม้มเพื่อเพิ่มความเสียวซ่าน โดยที่เอวไม่ได้ลดจังหวะการซอยแก่นกายเข้ามาในตัวผมเลยแม้แต่น้อย

“คะ...ใครจะไป...อึ่ก...อื้อ...เคย...” ผมยกมือข้างหนึ่งขึ้นมาปิดปากเพราะกลัวเสียงครางจะหลุดรอดออกไป จริงอยู่ที่ฟิล์มติดกระจกมันทึบแล้วก็หนามาก แต่ผมก็ยังเป็นกังวลอยู่ดีว่าข้างนอกจะเห็นถ้าหากถูกมองในระยะใกล้ๆ

“ดีใจจังที่ได้เป็นครั้งแรกของคุณ” เมฆพูดด้วยน้ำเสียงดี๊ด๊า ส่วนนั้นที่ใหญ่อยู่แล้วยิ่งขยายใหญ่ขึ้นไปอีกจนช่องทางของผมคับแน่นไปหมด

“ยะ...หยุด...เมฆ...อา...พอ...พอแล้ว...” ถ้ามากกว่านี้ผมกลัวว่าจะกลั้นเสียงครางเอาไว้ไม่ได้

“แน่ใจหรอว่าอยากให้พอ ผมว่าคุณอยากให้ทำแรงมากกว่านี้อีกล่ะมั้ง” พูดจบเมฆก็ยิ่งกระแทกกระทั้นแก่นกายเข้ามาแรงขึ้นอย่างที่ว่า

“มะ...ไม่...อึ่ก...ไม่จริง...” ผมกัดริมฝีปากล่างแน่น ตอนนี้ผมอยากให้เมฆหยุดจริงๆ ไม่ได้อยากให้ทำแรงๆ สักหน่อย แต่ให้ตาย...ทำไมมันถึงได้รู้สึกดีแล้วก็เสียวได้ถึงขนาดนี้ก็ไม่รู้

“ซี้ดดด...คุณรัดผมแน่นมากเลย...อา...ซี้ดด...ธาร...” เสียงของเมฆทำให้ผมสติแทบจะเตลิด แต่ก็ยังไม่ลืมว่าตัวเองตกอยู่ในสถานการณ์ไหน เลยพยายามหักห้ามใจไม่ส่งเสียงคราง พลางภาวนาให้กลุ่มผู้บริหารรีบเดินผ่านไปให้พ้นสักที

โชคดีที่คนกลุ่มนั้นมัวแต่คุยกันเลยไม่ทันสังเกตรถของผม แถมยังขึ้นรถแวนที่จอดอยู่ก่อนจะถึงรถผมประมาณ 3 – 4 คันเห็นจะได้ ไม่อย่างนั้นคงต้องรู้แน่นอนว่ารถที่ขยับโคลงเคลงราวกับถูกคลื่นทะเลซัดสาด มีใครกำลังทำอะไรกันอยู่ในนี้

“ยิ่งตื่นเต้นก็ยิ่งเสียวใช่มั้ยล่ะธาร” เมฆกระซิบอย่างอารมณ์ดีที่แกล้งผมได้ ผมจึงหันหน้ากลับไปจะด่าที่ทำอะไรบ้าๆ แต่ก็ถูกริมฝีปากร้อนๆ ประกบลงมากลืนกินคำพูดทุกอย่างลงไปซะก่อน

“ชอบนะธาร...ชอบ...ผมชอบคุณ...” พอถูกพูดด้วยน้ำเสียงกระเส่าและสายตาหวานซึ้งขนาดนี้จะให้ผมกล้าด่ากลับไปได้ยังไง ผมก็ต้องใจละลายจนยอมมอบกายให้เมฆทำตามใจชอบกระทั่งถึงจุดสุดยอดอยู่แล้ว

“อ๊ะ...อ๊ะ...อ๊า...เมฆ! อ๊าาาาา!”

ด้วยความเหนื่อยและอ่อนเพลียทั้งใจและกาย หลังจากเสร็จสมเป็นครั้งที่สองภาพตรงหน้าก็ถึงกับดับวูบ ผมไม่รับรู้อะไรทั้งนั้นเพราะสลบไสลไม่ได้สติ ตื่นมาอีกทีก็พบเพียงแค่กระดาษใบเล็กๆ ที่เมฆเขียนข้อความเอาไว้แต่ตัวได้หายไปไหนแล้วก็ไม่รู้


ผมบอกแล้วนะว่าหลังจากเสร็จถ้าคุณถามผมจะตอบให้ แต่นี่คุณดันหลับไปก่อน เพราะงั้นจะมาโทษผมไม่ได้นะธาร

“บ้าเอ๊ย!” ผมกำกระดาษที่อยู่ในมือจนยับย่น จากนั้นก็ปามันออกไปชนประตูรถด้วยความโมโหจนสุดแรง

ให้ตายสิ! ผมเสียรู้เมฆจนได้ ไอ้เด็กนั่นเจ้าเล่ห์เป็นบ้า ทำเป็นบอกว่าจะยอมตอบคำถามแต่โดยดี แต่ดันทำจนผมสลบซะขนาดนี้แล้วผมจะมีปัญญาถามได้ที่ไหนกันเล่า!

“เจ็บใจชะมัด!” มีอะไรน่าเจ็บใจไปกว่าถูกฟันแล้วทิ้งซ้ำสองจากคนคนเดียวกันบ้าง แถมนอกจากผมจะเสียตัวฟรีๆ โดยแทบไม่ได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ เมฆยังหายตัวไปโดยไม่ทิ้งอะไรไว้ให้ติดต่อเหมือนเดิมอีกต่างหาก

คอยดูนะถ้าคราวหน้าเจอกันผมจะจับเมฆล่ามโซ่เอาไว้ไม่ยอมให้หนีไปไหนเลยคอยดู!

               ผมกัดฟันกรอดพลางคิดในใจด้วยความคับแค้น แต่ในขณะนั้นเองก็มีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น ซึ่งรายชื่อที่โทรมาก็ทำให้ความคิดเรื่องเมฆหยุดชะงักลงทันที

หมอก

               “ฮัลโหล! เกิดอะไรขึ้นทำไมถึงไม่มาตามนัด!” ตอนนี้ในสมองของผมไม่มีเรื่องเมฆอีกต่อไปแล้ว มันมีแต่เรื่องของหมอกอยู่ข้างในเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ถึงแม้เมฆจะบอกว่าหมอกเกิดเรื่องขึ้นนิดหน่อย ซึ่งดูจากท่าทางไม่น่าจะเป็นเรื่องร้ายแรง แต่ถึงอย่างนั้นพอหมอกโทรมาแบบนี้ผมก็เป็นห่วงจนอดที่จะถามไม่ได้อยู่ดี

               [“ผมรู้สึกหน้ามืดน่ะครับเลยวูบอยู่ที่ห้อง บางทีคงเป็นเพราะช่วงนี้ผมอ่านหนังสือสอบหนักไปหน่อยเลยไม่ค่อยได้นอนพักผ่อน ขอโทษด้วยนะครับที่ทำให้เป็นห่วงแล้วก็ไม่ได้ไปตามนัด”] น้ำเสียงของหมอกฟังดูแหบกว่าเดิมเล็กน้อย คงเป็นเพราะพึ่งฟื้นและเหนื่อยสะสมมาหลายวัน

               “นายจะขอโทษทำไม ฉันสิต้องเป็นฝ่ายขอโทษมากกว่า เจอกันเกือบทุกวันแต่ฉันไม่ได้สังเกตเลยว่าร่างกายนายกำลังแย่ ความจริงช่วงที่นายไม่ได้สติฉันควรจะเป็นฝ่ายดูแลนายด้วยซ้ำ แต่ฉันกลับ...” พูดถึงตรงนี้ผมก็ได้แต่นิ่งเงียบไป เพราะความรู้สึกผิดได้แล่นมาเกาะกุมหัวใจของผมจนมันปวดหนึบแทบจะหายใจไม่ออก

ผมรู้สึกว่าตัวเองเป็นแฟนที่เลวและแย่มาก ที่มัวแต่เอาเวลาไปอยู่กับผู้ชายคนอื่น ถึงผมจะไม่รู้และผู้ชายคนนั้นจะเป็นแฟนอีกคนของผมก็ตาม

เฮ้อออออออ เกิดมาก็พึ่งรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนเลวได้ถึงขนาดนี้  

               [“อย่าโทษตัวเองเลยครับคุณธาร ก็คุณไม่รู้นี่นาว่าผมหน้ามืดอยู่ที่ห้อง”]

คำพูดของหมอกช่างปลอบใจผมได้อย่างเหมาะเจาะเหลือเกิน แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ ผมก็ยังคิดว่าตัวเองเป็นคนเลวอยู่ดี เพราะถึงผมจะรู้สึกผิดในเรื่องที่ทำลงไป แต่ผมก็ไม่สามารถตัดเมฆออกไปจากชีวิตได้อยู่ดี เพราะหัวใจดวงนี้นอกจากจะมีหมอกอยู่ข้างใน มันก็ยังมีเมฆอยู่ในนั้นอีกคนเช่นกัน

               “ตอนนี้นายเป็นยังไงบ้าง อาการดีขึ้นแล้วรึยัง”  

               [“ดีขึ้นแล้วครับ พอดีพี่หมอที่รู้จักกันแวะมาหาพอดีเลยมาดูอาการให้น่ะครับ”]

แวะมาเยี่ยมพอดี? ผมคิดว่ามันดูจะเหมาะเจาะเกินไปนะ ถ้าบอกว่ามีคนส่งมาน่าจะเข้าเค้ามากกว่า...หรือว่าจะเป็นเมฆ!

               “ตอนนี้หมอคนนั้นยังอยู่ที่ห้องรึเปล่าหมอก” ผมพยายามถามด้วยเสียงปกติ แม้ว่าตอนนี้หัวใจของผมมันกำลังเต้นรัว บางทีหมอคนนี้อาจจะช่วยพาผมเข้าไปใกล้เมฆอีกก้าวก็ได้

               [“ยังอยู่ครับ ทำไมหรอครับคุณธาร”]

               “ฉันอยากซื้อกระเช้าไปขอบคุณหมอที่ช่วยดูแลนายน่ะ” แต่ความจริงถึงหมอไม่อยู่ผมก็ตั้งใจจะไปดูแลหมอกอยู่แล้ว

               [“ตอนนี้เลยหรอครับ?”] คำถามของหมอกทำให้ผมรีบยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมาดู จึงได้พบว่าตอนนี้เป็นเวลาตี 1 กว่าๆ เกือบจะตี 2 แล้ว เวลามันได้ผ่านไปนานจนถึงขนาดนี้เลยหรอเนี่ย

               “อืม ตอนนี้แหละ ดึกขนาดนี้รถโล่งจะตาย สัก 15 นาทีก็น่าจะขับรถถึงหอนายแล้ว”

               [“ก็ได้ครับเดี๋ยวผมบอกพี่หมอให้ ผมก็คิดถึงอยากเจอคุณอยู่เหมือนกัน”] น้ำเสียงอันอ่อนโยนของหมอกทำให้ผมอดที่จะยิ้มออกมาไม่ได้

               “ฉันก็คิดถึงนายนะ แล้วเจอกัน”

               [“ครับ”]

               แล้วหลังจากนั้นผมก็กดวางสาย ก่อนที่จะย้ายไปนั่งยังเบาะคนขับแล้วออกรถมุ่งตรงไปหาหมอก โดยไม่ลืมแวะซื้อกระเช้าของขวัญเพื่อขอบคุณหมอที่ดูแลหมอกตอนที่กำลังแย่

               15 นาทีไม่ขาดไม่เกินผมก็มาถึงหอพักของหมอก ตั้งแต่คบกันผมก็เข้าออกที่นี่บ่อยจนมีคีย์การ์ดและกุญแจสำรองเอาไว้กับตัว เพราะงั้นผมจึงสามารถขึ้นมาบนห้องได้เลยโดยที่หมอกไม่ต้องลงไปรับ สีหน้าของหมอกตอนนี้ดูเหนื่อยนิดหน่อยเหมือนคนไม่ค่อยได้พักผ่อนจริงๆ แต่ก็ไม่ได้ซีดเซียวและอิดโรยมากอย่างที่ผมคิดเอาไว้

               พอเข้าไปในห้องหมอกก็แนะนำให้ผมรู้จักกับหมอเจ ซึ่งเป็นหมอเวชกรรมทั่วไปประจำโรงพยาบาลเอกชนในกรุงเทพ หมอกกับหมอเจสนิทกันมากเพราะอยู่บ้านข้างๆ กัน ถึงแม้ตอนนี้หมอกจะย้ายมาอยู่ที่หอพักแล้ว แต่นานๆ ครั้งหมอเจก็จะแวะมาหาหมอกบ้าง ครั้งล่าสุดก็ประมาณ 2 เดือนที่แล้ว

               “ธารเรียกผมว่าเจเฉยๆ ก็ได้ ถึงตามพ.ศ.ผมจะห่างกับธารปีนึง แต่ถ้านับจริงๆ ผมเกิดก่อนธารแค่ 4 เดือนเอง” หมอเจพูดอย่างเป็นมิตรในขณะที่พวกเราทั้งหมดกำลังนั่งอยู่ที่โซฟา

               “แต่เรียกเจเฉยๆ มันก็ยังไงๆ อยู่ ผมขอเรียกคุณว่าหมอไม่ก็หมอเจแทนแล้วกัน”

               “จะเรียกผมแบบไหนก็ได้ตามใจธารเลย” หมอเจยิ้มบางๆ

รูปลักษณ์ภายนอกของหมอเจดูอบอุ่นและใจดี ผมเลยคิดว่าน่าจะช่วยผมไขข้อข้องใจเรื่องเมฆได้อย่างไม่ยาก แต่ประเด็นคือผมไม่รู้จะถามหมอเจตอนไหน จะถามต่อหน้าหมอกก็ไม่ได้ เพราะหมอกไม่ได้รู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับเมฆเลยแม้แต่น้อย ที่สำคัญหากถามต่อหน้าแล้วหมอกเกิดสงสัยว่าเมฆกับผมเกี่ยวข้องกันยังไง ผมก็ตายกันพอดีน่ะสิ

“อืม...นี่มันก็ตี 2 กว่าแล้ว พี่ว่าพี่ขอตัวกลับก่อนแล้วกัน” หมอเจพูดจบก็ลุกขึ้นยืน หลังจากที่นั่งคุยกับผมและหมอกสัก 10 กว่านาทีเห็นจะได้

“ถ้างั้นเดี๋ยวผมเดินไปส่งข้างล่างนะครับพี่หมอ”

“ไม่ต้องหรอก หมอกจะลงไปส่งพี่ทำไมเดี๋ยวก็เป็นลมเป็นแล้งไปอีกพอดี แค่นี้พี่เดินกลับเองได้” ถึงหมอเจจะพูดอย่างนั้น แต่ด้วยนิสัยขี้เกรงใจแบบหมอกก็ยังอยากจะไปส่งอยู่ดี แม้ว่าปากจะไม่ได้พูดออกไปแต่สีหน้าและแววตาก็แสดงออกมาจนหมด

“งั้นเดี๋ยวฉันลงไปส่งหมอเจแทนนายแล้วกัน พอดีฉันลืมเสื้อผ้าที่จะใส่นอนคืนนี้เอาไว้ในรถด้วยน่ะ” ผมหันไปพูดกับหมอก ที่ผมอาสาเพราะลืมเสื้อผ้าเอาไว้ในรถจริงๆ ตอนเดินขึ้นห้องมาผมก็ถือแต่กระเช้าของขวัญ แต่ถึงอย่างนั้นจุดประสงค์หลักของผมก็คือต้องการถามเรื่องเมฆจากหมอเจนั่นแหละ

“หมายความว่าคืนนี้คุณจะนอนกับผมที่นี่หรอครับ” หมอกทำหน้าดีใจราวกับได้ของขวัญชิ้นใหญ่ ทำเอาผมอดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมาด้วยความเอ็นดู

“มันก็แน่อยู่แล้ว แฟนป่วยทั้งทีจะไม่ให้ฉันอยู่ดูแลได้ยังไงกันล่ะ”

“ขอบคุณนะครับคุณธาร”

“เปลี่ยนคำขอบคุณเป็นอ้อมกอดอุ่นๆ ตอนนอนก็แล้วกัน แต่ว่าแค่กอดอย่างเดียวนะ ถ้าจะทำอย่างอื่นไว้รอแข็งแรงก่อนนะเด็กดีเข้าใจรึเปล่า”

“ขะ...เข้าใจครับ ผมก็ไม่ได้คิดจะทำอย่างอื่นสักหน่อย” หมอกก้มหน้างุดด้วยใบหน้าที่เปลี่ยนเป็นสีแดงระเรื่อ ไม่ว่าจะผ่านไปนานเท่าไหร่แต่หมอกก็ยังดูเป็นกวางหนุ่มน้อยผู้ใสซื่อเช่นเดิม ซึ่งตรงนั้นแหละที่ทำให้หมอกต่างจากผู้ชายคนอื่นที่เคยพบเจอผมจึงรู้สึกชอบ

“งั้นเดี๋ยวฉันขึ้นมานะหมอก...ป่ะหมอเจเดี๋ยวผมไปส่ง ขอโทษนะที่ปล่อยให้รอซะนานเลย” ผมเดินไปหาหมอเจที่ยืนยิ้มๆ มองมาอยู่แถวๆ ประตู

การที่ผมแสดงความรักกับหมอกอย่างชัดเจน เป็นเพราะหมอกแนะนำผมว่าเป็นแฟนก่อนที่ผมจะเดินทางมาถึงที่นี่แล้ว ซึ่งหมอเจก็มีรสนิยมเดียวกัน ดังนั้นผมจึงทำตัวตามปกติไม่ต้องเกรงใจแต่อย่างใด

ผมเดินมาส่งหมอเจที่ด้านล่าง ระหว่างทางเราก็คุยกันเล็กน้อยเพื่อไม่ให้บรรยากาศมันดูอึดอัดจนเกินไป จนกระทั่งถึงรถของหมอเจนั่นแหละ ผมจึงได้เอ่ยปากถามเรื่องที่คาใจอยู่ออกไป

“หมอเจ หมอรู้จักคนที่ชื่อเมฆรึเปล่า” คำถามที่ถามออกไปอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยของผม ทำให้หมอเจที่กำลังยื่นมือออกไปจะเปิดประตูรถถึงกับชะงัก ดวงตาเรียวเล็กเบิกกว้างขึ้นมาเล็กน้อย

ปฏิกิริยานั้นแม้ว่ามันจะเกิดขึ้นเพียงแค่เสี้ยววินาที เพราะหลังจากนั้นหมอเจก็มีสีหน้าและท่าทางปกติ แต่ว่ามันก็ไม่อาจหลุดรอดสายตาของผมที่กำลังจ้องมองอยู่ได้

“เมฆ? ธารหมายถึงเมฆไหนล่ะ ถามกว้างแบบนี้ผมก็ตอบไม่ถูกกันพอดีน่ะสิ” ถึงสีหน้าหมอเจจะยิ้มแย้มเหมือนไม่มีพิรุธอะไร แต่ผมก็เดาออกว่าข้างในคงจะกำลังลนลานอยู่แน่ๆ

“ผมหมายถึงเมฆที่หน้าตาเหมือนกันกับหมอกมาก จนผมคิดว่าถ้าหากไม่ใช่ฝาแฝดที่เกิดจากไข่ใบเดียวกัน ก็คงเป็นอีกบุคลิกที่อยู่ในร่างเดียวกันกับหมอก” น่าแปลกที่พอได้ยินผมพูดแบบนี้แล้วหมอเจไม่ได้มีท่าทีตกใจหรือลนลานอย่างที่คิด แต่กลับยืนนิ่งๆ ด้วยใบหน้าที่เปื้อนยิ้มไม่ต่างจากปกติเลย

“ที่ธารถามแบบนี้ เพราะคิดว่าผมอาจจะรู้จักเมฆที่ธารพูดถึง?”

 “ไม่ใช่อาจจะ แต่ผมมั่นใจเลยล่ะว่าหมอต้องรู้จักเมฆ ผมไม่เชื่อหรอกนะว่าหมอจะแค่บังเอิญแวะมาหา ในวันที่หมอกหน้ามืดได้แบบพอดีขนาดนี้ ผมคิดว่าเมฆเป็นคนบอกให้หมอมา” คำพูดของผมทำให้หมอเจหรี่ตาลงเล็กน้อย ในขณะที่ริมฝีปากยังคงยิ้มน้อยๆ เช่นเดิม

“ถ้าธารคิดอย่างนั้น แล้วเมฆจะรู้ได้ยังไงว่าหมอกจะหน้ามืดช่วงเวลาไหน”

“เรื่องนั้น...” จริงด้วยสิ ผมก็ไม่ทันคิดเลยว่าเมฆจะรู้เรื่องนี้ได้ยังไง

“ผมจะบอกให้ก็ได้ว่าที่ผมแวะมาเพราะเอะใจและเป็นห่วงหมอก ธารคงไม่รู้ว่าก่อนหน้านี้หมอกมักจะหน้ามืดอยู่บ่อยๆ เพราะเป็นคนที่เหนื่อยง่ายร่างกายไม่ค่อยแข็งแรง”

“หา? เรื่องจริงหรอหมอเจ?” ผมขมวดคิ้วด้วยความงุนงง ตั้งแต่คบกันมาผมไม่เคยเห็นหมอกหน้ามืดหรือว่าเป็นลมเลยสักครั้ง ส่วนเรื่องที่เหนื่อยง่ายร่างกายไม่ค่อยแข็งแรงก็เหมือนกัน ผมรู้สึกว่าหมอกแข็งแรงมากต่างจากที่หมอเจพูดลิบลับ ไม่อย่างนั้นตอนที่มีอะไรกันหมอกจะสามารถทำถึง 3 – 4 ครั้งได้ยังไง

“เรื่องแบบนี้ผมไม่โกหกธารหรอก”

“แล้วทำไมผมถึงไม่เคยรู้เลยล่ะหมอ ว่าแต่หมอกแค่เหนื่อยง่ายเฉยๆ ไม่ได้เป็นโรคร้ายแรงที่รักษาไม่หายใช่มั้ย”

“ไม่ต้องกังวลไปหรอก หมอกไม่ได้เป็นโรคร้ายแรงอะไร ส่วนที่ธารไม่รู้คงเพราะพักหลังมานี้หมอกไม่ค่อยหน้ามืดบ่อยเหมือนเมื่อก่อน อาจเป็นเพราะพอโตเป็นผู้ใหญ่ร่างกายเลยแข็งแรงขึ้นก็ได้ แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ยังเป็นห่วงจนต้องแวะมาดูอาการบ้าง อย่างเช่นวันนี้” ผมยังรู้สึกข้องใจที่หมอเจพูด ถึงแม้มันจะฟังดูมีเหตุผลแต่มันก็ยังดูทะแม่งๆ อยู่ดี

แต่ก็เอาเถอะ แค่หมอกไม่ได้เป็นโรคอะไรร้ายแรงผมก็สบายใจแล้ว

“ที่พูดมาทั้งหมดคือหมอต้องการจะบอกว่า การมาหาหมอกวันนี้เป็นแค่เรื่องบังเอิญเท่านั้น ไม่มีใครใช้ให้หมอมา?”

“แล้วมันเป็นไปไม่ได้หรอ?”

“โธ่หมอ ผมรู้ว่าหมอรู้จักเมฆ หมอบอกผมมาเถอะว่าเมฆเป็นใคร หมอรู้มั้ยว่าตอนนี้ผมสับสนมากแค่ไหน เวลาที่อยู่กับหมอกผมก็เอาแต่คิดถึงเมฆ แต่ตอนที่อยู่กับเมฆผมก็เอาแต่คิดถึงหมอก ผมไม่อยากรู้สึกผิดและสองจิตสองใจแบบนี้อีกต่อไปแล้วนะหมอ” ผมมองหมอเจอย่างอ้อนวอนเพื่อขอให้เห็นใจ ที่ผมพูดไปทั้งหมดไม่ได้เกินจริงแต่อย่างใด ผมรู้สึกสับสนอย่างที่พูดออกไปจริงๆ

“ผมเข้าใจนะว่าตอนนี้ธารกำลังตกอยู่ในความรู้สึกแบบไหน แต่เชื่อเถอะว่ายังมีคนที่เจอเรื่องหนักหนากว่าธารอีกหลายเท่า”

“อย่างเช่นเมฆน่ะหรอ?” หมอเจไม่ตอบ สีหน้ายังคงยิ้มเช่นเดิม แต่ดวงตาราวกับว่ากำลังประเมินอยู่ว่าผมรู้เรื่องราวของเมฆมากน้อยแค่ไหน

เมฆบอกกับผมว่าตัวเองเป็นลูกที่มองไม่เคยเห็นความรักจากพ่อแล้วก็แม่ ผมไม่รู้ว่าที่เมฆพูดแบบนั้นมันหมายความว่ายังไง ที่ผ่านมาเมฆต้องเผชิญกับอะไรมาบ้าง มันมีเรื่องราวและเหตุการณ์เป็นร้อยเป็นพันอย่างที่สามารถโยงไปถึงสิ่งที่เมฆพูด

แต่ถึงผมจะไม่รู้และเดาไม่ออก ผมก็เข้าใจความรู้สึกของเมฆเป็นอย่างดี เพราะผมก็เคยผ่านช่วงเวลานั้นมาเหมือนกัน จะต่างกันก็ตรงที่ผมยังมีพี่น้องอยู่เคียงข้าง ไม่ได้รู้สึกโดดเดี่ยวเหมือนเมฆที่ต้องเผชิญเรื่องราวแต่เพียงลำพัง

 “เอาเป็นว่าถ้าธารมีเรื่องกลุ้มใจ จะโทรมาปรึกษาเมื่อไหร่ก็ได้ผมยินดี” หมอเจยื่นนามบัตรให้ผม ไม่สนใจตอบคำถามหรืออธิบายในสิ่งที่ผมถามเลยแม้แต่น้อย แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ยื่นมือไปรับนามบัตรมา พลางคิดว่ายังไงก็ต้องตื๊อจนหมอเจยอมบอกเรื่องของเมฆกับผมให้ได้

“อ้อ แต่ผมแค่ให้คำปรึกษาเรื่องที่ธารกลุ้มใจนะ ถ้าหากธารจะถามเรื่องอื่นผมไม่มีคำตอบให้หรอก ไปถามกับเจ้าตัวเองดีกว่า” หมอเจพูดขึ้นราวกับว่าอ่านใจผมได้

“พูดแบบนี้แสดงว่าหมอก็ต้องรู้จักเมฆจริงๆ สินะ” ผมหรี่ตาลงเล็กน้อยอย่างจับผิด หมอเจจึงหัวเราะออกมาเบาๆ

“คนรอบตัวผมชื่อเมฆมีเยอะแยะไป” เฉไฉเก่งเหลือเกิน!

“มีใครเคยบอกมั้ยว่าหมอเป็นคนเจ้าเล่ห์ตรงข้ามกับภาพลักษณ์สุดๆ”

“เคยมีอยู่คนนึง พึ่งเจอวันนี้ด้วย” หมอเจพูดยิ้มๆ จากนั้นก็เปิดประตูขึ้นรถแล้วขับออกไป ตอนแรกผมก็ไม่ได้เอะใจในสิ่งที่ได้ยินเพราะคิดว่านั่นหมายถึงผม แต่พอลองนึกและวิเคราะห์ดูดีๆ...ที่หมอเจพูดมันน่าจะหมายถึงเมฆมากกว่าไม่ใช่รึไง!

โธ่เว่ย! กลับมาพูดกันให้รู้เรื่องเดี๋ยวนี้นะไอ้หมอเจ! เจ้าเล่ห์เหมือนกับแบบนี้มิน่าล่ะเมฆถึงได้ไว้ใจ! ให้ตายสิแล้วแบบนี้เมื่อไหร่ผมจะได้รู้เรื่องของเมฆสักที!

2BC

สวัสดีค่ะทุกคน Erotic ตอนหัวใจสองรักก็จบลงไปเรียบร้อยแล้วน้า ตอนนี้มีตัวละครเข้ามาเพิ่มนั่นก็คือหมอเจ ซึ่งดูเหมือนว่าหมอคนนี้จะเป็นคนที่รู้จักเมฆซะด้วย ถ้าพี่ธารไม่คิดไปเองล่ะนะ ว่าแต่ทุกคนล่ะคะคิดว่ายังไง หมอเจจะรู้จักเมฆจริงมั้ย แล้วคิดว่าเมฆเกี่ยวข้องยังไงกับหมอกกันแน่ ​เรื่องราวได้ดำเนินผ่านครึ่งเรื่องไปแล้ว แต่ก็ดูเหมือนว่ายังไม่ได้ข้อมูลอะไรที่เป็นประโยชน์จากเมฆเล้ยยย เฮ้อออออ กลุ้มใจแทนรี้ด ​ส่วนตอนหน้าก็มาเอาใจช่วยพี่ธารและร่วมลุ้นกันต่อนะคะว่า จะสามารถสืบเรื่องราวของเมฆคนเจ้าเล่ห์และลึกลับได้หรือไม่ อีก 2 วันช่วงค่ำๆหรือดึกๆแบบนี้มาเจอกันค่ะ แล้วเจอกันนะคะบ๊ายบายยยยย ขอบคุณทุกคอมเมนท์และกำลังใจที่ส่งมาให้เค้าด้วยน้าทุกคน รักนะจุ๊บๆ

​ปล.เรื่องนี้เปิดพรีออเดอร์แล้วน้า ยังไงก็ฝากรับเลี้ยงธารคนงามกับสองหนุ่มหมอกเมฆด้วยนะคะที่ร้ากกก 

(11 พ.ย. 60)

http://cdn-th.tunwalai.net/files/member/48456/584810482-member.jpg

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}