หอหมื่นอักษร

เนื่องจากตอนนี้ทางหอหมื่นอักษรได้แปลนิยายเรื่อง ‘สำนักแพทย์อันดับหนึ่ง’ ทันต้นฉบับภาษาจีนแล้ว ทางเราจึงขอแจ้งให้ทราบว่านิยายเรื่องนี้จะหยุดการอัพเดทตอนใหม่ ‘ชั่วคราว’ และจะอัพเดทอีกครั้งเมื่อต้นฉบับจากทางจีนมีเพียงพอแล้วเจ้าค่ะ

ตอน ๗๕ ทำไมรู้สึกไม่ถูกต้อง

ชื่อตอน : ตอน ๗๕ ทำไมรู้สึกไม่ถูกต้อง

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.7k

ความคิดเห็น : 18

ปรับปรุงล่าสุด : 09 พ.ย. 2560 15:35 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอน ๗๕ ทำไมรู้สึกไม่ถูกต้อง
แบบอักษร

ม่อไป๋บอกลาผู้จัดการ เดินออกจากประตูสำนักแพทย์จี้ซื่อ นำห่อยาในมือที่ซื้อมาในราคายี่สิบตำลึงชูขึ้นสูง ยิ้มในแววตา ปากพร่ำบ่น ได้ยินเสียงขาดๆ หายๆ

“เฮ้อ...กำไรชะมัด มาอีกสามวันให้หลัง สงสัยคงได้ค่ารักษาอีกสิบตำลึง”

ถอนหายใจเบาๆ ม่อไป๋เงยหน้าขึ้น ยังไม่รีบจากไป เดินดูรอบๆ ซ้ายขวาของสำนักแพทย์จี้ซื่อ มองดูตรงนี้ สำรวจตรงนั้น บางครั้งก็ยืนนิ่งจ้องมองที่ๆ หนึ่ง คล้ายกำลังครุ่นคิดอะไรในใจ ยังยกมือขึ้นวัดขนาดพื้นที่ๆตนเองยืนด้วย บางครั้งก็เข้าไปพูดคุยกับพ่อค้าแม่ขายประจำแผงลอยบนฟุตบาท

“ผู้จัดการดูนั่น อาจารย์ท่านนั้นที่มาเมื่อครู่ยังไม่ได้ไปไหน เดินวกไปวนมารอบๆ สำนักแพทย์เราได้สักพักแล้ว หรือเขากำลังเฝ้าหมอจูอยู่?”

เด็กรับใช้ในสำนักแพทย์สังเกตเห็นลักษณะท่าทางประหลาดๆ ของม่อไป๋ตั้งนานแล้ว แรกเริ่มเดิมทีก็ไม่ได้สนใจอะไร แต่พอผ่านไปสักสองชั่วโมง ยังเห็นม่อไป๋เดินไปมาอยู่ เขาจึงรู้สึกว่าควรไปบอกให้ผู้จัดการรู้เสียหน่อย

“หือ ใคร?” ผู้จัดการกำลังยุ่ง ไม่ทันสังเกตเห็น

“อาจารย์ฉาง...ฉางชิงคนนั้นไง ที่ขอตรวจกับหมอจูของเรา”

เด็กรับใช้ชี้ไม้ชี้มือไปที่หน้าประตู

“ยังไม่ไปรึ?”

ผู้จัดการพลันขมวดคิ้ว รีบเดินออกจากเคาน์เตอร์ไปยังหน้าประตู ปากคล้ายบ่นอะไรพึมพำเสียงเบา แต่เด็กรับใช้ที่อยู่ข้างกายเขายังคงได้ยิน ผู้จัดการคล้ายกำลังบ่นว่า

“ทำไมยังไม่ไปอีก ขืนเป็นอะไรขึ้นมา ตายอยู่หน้าประตูเรา เป็นอันซวยล่ะสิคราวนี้...”

ทั้งสองเดินไปหน้าประตู เด็กรับใช้ไม่ต้องชี้ให้ดูอีก ผู้จัดการเห็นเองกับตา คนหนุ่มถือห่อยายืนอยู่ตรงข้ามสำนักแพทย์ ยังจะมีใคร ถ้าไม่ใช่ม่อไป๋

และแล้วม่อไป๋เหมือนมองมาพอดี เห็นผู้จัดการก็ยกมือขึ้นคารวะพร้อมใบหน้าเปี่ยมรอยยิ้ม

ผู้จัดการเห็นดังนั้นก็ยกมือขึ้นคารวะเช่นกัน ทว่าแววตาเย็นชายิ่ง ยังไม่ได้เข้าไปทักทายในทันใด หันไปพูดเสียงต่ำกับเด็กรับใช้ที่อยู่ข้างกาย

“เขาอยู่ทำอะไรแถวนี้ตลอดช่วงเช้า?”

“เขาก็เดินดูไปเรื่อย...” เด็กรับใช้ไหนเลยจะรู้ว่าม่อไป๋กำลังทำอะไร จึงอธิบายไม่ถูก

ผู้จัดการฟังแล้วก็ยังมองไม่ออกว่าม่อไป๋ต้องการอะไร ในใจจึงคิดว่าหรือเขาต้องการเฝ้ารอหมอจูจริงๆ

กลอกตาไปมา กลับไม่ห่วงว่าเขาจะดักพบหมอจูได้ เพียงไม่อยากให้หมอนี่จู่ๆ ก็มาตายอยู่หน้าประตูสำนักแพทย์ เมื่อเปิดกิจการค้าขาย เป็นใครก็ไม่อยากให้เกิดเรื่องแบบนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เขาเพิ่งเข้ามาหาหมอ ในมือยังถือห่อยาอีก หากตกตายไป ไม่แน่ว่าอาจเกิดข่าวลือตามมา ไม่เป็นผลดีต่อชื่อเสียงของสำนักแพทย์จี้ซื่อแน่

ในใจผู้จัดการคิดแต่เรื่องร้ายๆ ทว่าครุ่นคิดสักพัก กลับหันไปบอกเด็กรับใช้

“เจ้า ไปเรียกรถลากมา ส่วนข้าจะเข้าไปคุยกับเขาหน่อย”

เด็กรับใช้ขานรับ เดินไปทางที่รถลากจอดอยู่ ส่วนผู้จัดการก้าวเดินเข้าหาม่อไป๋

“ท่านผู้จัดการ” ม่อไป๋เห็นเขาเดินมา ก็ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่เข้าต้อนรับ ยกมือขึ้นคารวะ

“อาจารย์ฉางชิง ไม่สบายอยู่นา ไม่ควรเดินไปเดินมา เดี๋ยวจะเหนื่อยเอา ต้องรักษาตัวให้ดีถึงจะถูก ท่านดู วันนี้อากาศร้อนมาก ท่านก็นะ เหตุใดยังไม่กลับไปพักผ่อนอีก”

ผู้จัดการแสดงสีหน้าห่วงใย

“เอ่อ...” ม่อไป๋คล้ายเกรงใจ พูดจาอ้อมแอ้ม

ผู้จัดการมองดูสีหน้าม่อไป๋ เห็นได้ชัดว่าแย่กว่าเมื่อครู่อีก ซีดขาวไม่มีเลือดฝาด เม็ดเหงื่อเต็มหน้าผาก ทำให้อดห่วงไม่ได้ว่าอาจล้มลงเมื่อไหร่ก็ได้

ไหนเลยจะมีกะใจพูดคุยอีก ไม่รอให้ม่อไป๋เอ่ยปาก โบกมือบอกเด็กรับใช้ที่เรียกรถลากซึ่งอยู่ห่างไปไม่ไกลให้ออกรถมารับ ก่อนหันกลับไปบอกม่อไป๋

“อาจารย์ฉางชิง ที่สำนักแพทย์ยุ่งจริงๆ จึงไม่ได้ต้อนรับท่านให้ดี สามวันให้หลังรอหมอจูของเรากลับมาก่อน ค่อยชดเชยให้ท่าน สีหน้าท่านไม่สู้ดีนัก ต้องเหนื่อยเป็นแน่ มา ข้าช่วยเรียกรถให้แล้ว รีบกลับไปพักจะดีกว่า”

แน่นอนว่าม่อไป๋รู้ความในใจของผู้จัดการ ชำเลืองมองไปยังรถลากที่กำลังเคลื่อนเข้ามา กลับคล้ายรู้สึกยิ่งเกรงใจเข้าไปอีก ยกมือขึ้นคารวะปฏิเสธ

“เอ่อ ยังต้องรบกวนท่านจ่ายค่ารถให้ข้าอีก เช่นนี้จะให้ข้ารับอย่างไรไหว”

จ่ายค่ารถ?

แววตาผู้จัดการชะงักค้าง รู้สึกเคราะห์ไม่ดีต่อเนื่อง ในใจคิด “ข้าช่วยท่านเรียกรถ ไม่ได้บอกว่าจะช่วยจ่ายค่ารถสักหน่อย”

แต่ในเมื่อม่อไป๋เอ่ยปากแล้ว ก็ต้องออกให้ไป รีบๆ ส่งเทพเจ้าแห่งภัยพิบัติไปให้พ้นๆ ดีกว่า มุมปากขยับขึ้นลง ก่อนพูด

“อาจารย์ฉางชิงเหตุใดพูดเช่นนี้.....รถมาแล้ว เชิญท่าน!”

“ช้าก่อน” ม่อไป๋ส่ายศีรษะ มองตาผู้จัดการอย่างอึดอัดใจ

“ท่านผู้จัดการ เดิมทีข้าน้อยมีเรื่องๆ หนึ่งอยากปรึกษา”

“มิกล้า เชิญอาจารย์ว่ามา” เขาไม่ยอมไป ท่านผู้จัดการก็ต้องอดทนต่อไป

“แค่กๆ.....” ม่อไป๋ค่อยๆ ก้มศีรษะลง ไอเบาๆ สองครั้ง เหมือนมีเรื่องอะไรสักอย่างที่ยากเอ่ยปาก

“อาจารย์ไม่ต้องกังวล มีอะไรก็พูดมาเถิด” ผู้จัดการเห็นท่าทีของเขาแล้วไม่อยากเสียเวลามาก

“เอ่อ...ได้...” ม่อไป๋เหมือนลังเลอยู่นานถึงยอมเปิดปากพูด

“ท่านผู้จัดการ ตั้งแต่ข้าน้อยบาดเจ็บ หาหมอมาก็มาก ตอนนี้...ในมือ...รู้สึกไม่สะดวก...”

พูดถึงตรงนี้ ม่อไป๋กลับหยุดไปเฉยๆ เงยหน้าขึ้นมองผู้จัดการ สีหน้าเต็มไปด้วยความเกรงใจ

ผู้จัดการรู้สึกเครียด นี่หมายถึงอะไร? ยืมเงิน?

ล้อเล่นน่ะ ผู้จัดการเม้มปากหลายรอบ ผละไปพูดกับเด็กรับใช้ที่ยืนอยู่ข้างๆ

“ในสำนักแพทย์ยุ่งมากขาดคนไม่ได้ เจ้ารีบกลับไปช่วยต้อนรับลูกค้าก่อน บอกน้องๆ ว่าเสร็จธุระแล้วข้าจะรีบกลับทันที”

เห็นได้ชัดว่าเขาไม่มีทางตอบรับคำพูดเมื่อครู่ของม่อไป๋แน่

“ค่ะ” เด็กรับใช้ขานรับ เดินกลับไปที่สำนักแพทย์ ผู้จัดการค่อยหันมามองม่อไป๋

“ต้องขอโทษจริงๆ สำนักแพทย์เรางานยุ่งมาก อาจารย์ฉางชิงเชิญท่านพูดต่อ”

ม่อไป๋ทำเป็นไม่รู้นัยยะของผู้จัดการ แสร้งไม่พูดว่าให้ผู้จัดการไปทำงานต่อ แต่กลับเอ่ยปากชมเชยแทน

“หมอจูสมกับเป็นหมอเทวดา ชื่อเสียงขจรขจายไปทั่วทุกสารทิศ ผู้ที่มาให้ตรวจรักษาย่อมมีไม่น้อย ลำบากผู้จัดการแล้ว”

“มิอาจๆ!” ผู้จัดการประสานมือคารวะ ปิดปากเงียบ รอให้เขาพูดต่อ เพราะมองออกว่า หากวันนี้ม่อไป๋ไม่พูดออกมาให้หมด เกรงว่าไม่ยอมไปแน่

“ท่านผู้จัดการ เรื่องมีอยู่ว่า สามวันให้หลัง ข้าน้อยอยากให้หมอจูใช้วิธีคืนชีพให้ผู้ตาย ต่อพลังชีพให้ข้าน้อย ซึ่งฟังดูแล้วเป็นไปไม่ได้เลย เพราะข้าน้อยชักหน้าไม่ถึงหลัง ค่าสมุนไพรทั้งสามชุดนี้เป็นเงินก้อนสุดท้าย ของข้าน้อย” ม่อไป๋พูดอย่างเศร้าสร้อย

ท่านผู้จัดการกลั้นยิ้มพลางมองเขา เพราะไม่รู้ว่าควรตอบอย่างไรดี คนเขาอุตส่าห์ชมเชยหมอจูเสียมากมาย ตนยังสามารถบอกได้อีกหรือว่าหมอจูรักษาไม่ได้หรอก

“ทว่าข้าน้อยเรียนวิชาแพทย์ทางเลือกมา รู้อาการของตนเองดี ยาที่ใช้รักษามีราคาแพง แม้หมอจูเมตตา ข้าน้อยก็ไม่สามารถให้หมอจูขาดทุนเพราะรักษาข้าน้อยได้ เรื่องนี้ข้าน้อยทำไม่ได้จริงๆ”

ม่อไป๋มีสีหน้าจริงจัง

“โอ้ อาจารย์ฉางชิงช่างน่าชื่นชมยิ่งนัก ผู้แซ่อู๋นับถือ นับถือ...”

ผู้จัดการประสานมือคารวะ สีหน้าเคารพนบนอบ แต่ในใจไม่มีคำตอบ อาจารย์รักษาชีวิตให้รอดแล้วมาให้ได้ก่อนเถิด ตีเป็นว่ามาได้แล้วกัน แต่ใครเล่าจะยอมขาดทุนเพื่อรักษาโรคให้ท่าน คิดมากไปจริงๆ แล้วท่าน!

“ท่านผู้จัดการชมเกินไป ข้าออกท่องยุทธภพในนามของนักพรต ชีวิตไม่เอาได้ แต่หน้าตาไม่เอาไม่ได้!”

ม่อไป๋ส่ายศีรษะ สีหน้าดูจริงจัง

พูดกันอยู่ครึ่งค่อนวันก็ยังไม่เข้าเรื่องสักที ผู้จัดการไม่มีกะใจฟังเขาชักแม่น้ำทั้งห้าอีก ถามขึ้นมาตรงๆ

“อภัยที่ผู้แซ่อู๋โง่งม ไม่ทราบว่าความหมายของท่านคือ?”

“คืออย่างนี้ ตอนนี้ข้าน้อยไม่มีทางเลือกอื่นอีก หนทางเดียวคือต้องกลับไปประกอบอาชีพเก่า เพื่อหารายได้มาจุนเจือรายจ่าย” ม่อไป๋พูดเสียงเบา

ท่านอยากหารายได้ก็เรื่องของท่าน มาพูดหาพระแสงอันใดกับข้า? ผู้จัดการอู๋ไร้ซึ่งคำพูดแล้วจริงๆ แต่แววตากลับนิ่งค้างทันใด พลันนึกอะไรขึ้นได้ มองหน้าม่อไป๋

“ท่านหมายถึง อยากเป็นหมอ?”

“ถูกต้อง! ข้าน้อยได้แต่คอยติดตามท่านอาจารย์รักษาผู้คน ไม่มีความสามารถอื่นอีก”

ม่อไป๋พยักหน้ารับ

ท่านผู้จัดการไม่รู้ว่าควรพูดอะไรอีก วันนี้ท่านเอาชีวิตให้รอดก่อนเถิด คิดมากจริงๆ

อีกอย่าง อายุท่าน เป็นหมอเนี่ยนะ...

แต่พอคิดว่าคำพูดนี้ของม่อไป๋ย่อมมีที่มาที่ไป พลันเอะใจว่า หรือหมอนี่ดึงตนให้มาฟังเรื่องมากมายเช่นนี้ หรือคิดอยากเป็นหมอที่สำนักแพทย์?

นึกถึงตรงนี้ ก็ได้ยินม่อไป๋พูด

“คิดอยากเป็นหมอ ท่านผู้จัดการก็รู้ว่านี่ไม่ใช่เรื่องง่าย ข้าน้อยเพิ่งมาถึงที่นี่ เกรงว่าไม่ใช่วันสองวันก็สามารถสร้างชื่อเสียงได้ แต่วันนี้พอมาถึงสำนักแพทย์จี้ซื่อ เห็นผู้ป่วยเดินเข้าเดินออกไม่ขาดสาย จึงรู้สึกว่าจำนวนหมออย่างไรก็ไม่พอ...”

พูดถึงตรงนี้ ยังมีอะไรไม่ใช่อีก

ผู้จัดการรู้สึกสับสนวุ่นวาย ได้แต่รีบหัวเราะก่อนพูด

“ที่แท้เป็นเช่นนี้นี่เอง อาจารย์คิดสมัครเป็นหมอที่สำนักแพทย์เรา แน่นอนว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่ง อาจารย์มีวิชาเต๋าล้ำเลิศ ความสามารถย่อมไม่ธรรมดาแน่ เพียงท่านต้องรักษาสุขภาพให้ดีเสียก่อน...เช่นนั้นแล้วกัน ท่านกลับไปพักก่อน”

“มิอาจเอื้อมๆ ท่านผู้จัดการเข้าใจผิดแล้ว ข้าน้อยไฉนไม่รู้ว่าสำนักแพทย์ท่านล้วนประกอบไปด้วยหมอเทวดาชั้นเยี่ยม ข้าน้อยไหนเลยนำตัวเองไปเปรียบเทียบกับพวกท่านได้ แค่คิดก็ยังไม่กล้า”

ม่อไป๋โบกมือปฏิเสธต่อเนื่อง

ท่านผู้จัดการขยับมุมปากขึ้นลง ไม่รู้ว่าควรพูดอะไรดี ดีที่ท่านยังรู้จักตัวเอง

“ถ้าเช่นนั้นความหมายของอาจารย์คือ?”

“ข้าคิดแบบนี้ เมื่อกิจการสำนักแพทย์จี้ซื่อดีขนาดนี้ ผู้เข้าออกล้วนเป็นผู้ป่วย สำนักแพทย์ท่านต้องยุ่งมากอย่างเลี่ยงไม่ได้ ข้าจึงคิดพึ่งพาความรุ่งโรจน์ของสำนักแพทย์ท่าน โดยการตั้งโต๊ะตรวจและแขวนป้ายอยู่ฝั่งตรงข้าม ลักษณะคล้ายหมอตีนเปล่า...ตอนนี้ข้าน้อยอับจนหนทางจริงๆ ต้องหาเงินจ่ายหมอจูให้รักษาโรค เฮ้อ!”

ท่านผู้จัดการตกใจจริงๆ แล้ว อีกทั้งยังสับสนด้วย

หมอนี่กำลังพูดอะไร?

ต้องขอคิดก่อน...

เขาต้องการตั้งโต๊ะตรวจรักษาตรงข้ามสำนักแพทย์จี้ซื่อ ต้องการแข่งขัน?

หือ?

ไม่ใช่การแข่งขันสิ เขาไม่มีเจตนาร้าย เป็นเพราะเมื่อครู่ตนเก็บค่ายาแพงเกินไป บีบจนเขาหมดเนื้อหมดตัว ต้องหาเงินเพิ่ม ดังนั้นเพื่อให้รอดชีวิต จึงไม่มีทางเลือกอื่น ใช้ที่ๆ มีผู้ป่วยเยอะ เปิดเป็นโต๊ะหมอพเนจร พอได้เงินมาจึงค่อยนำมาให้สำนักแพทย์จี้ซื่อรักษาโรคของตนเอง...

สมเหตุสมผลดีจริง

ทว่าอย่างไรก็ตาม ตรงข้ามสำนักแพทย์จี้ซื่อ ถ้าให้คนมาแขวนป้าย ดูเหมือนจะไม่ถูกต้องนัก

“ช่วงเช้าข้าอยู่แถวนี้เลือกทำเลอยู่นาน ช่างหายากจริงๆ มีสองทำเลที่ค่อนข้างเหมาะสม ที่ว่างหน้าประตูสำนักแพทย์ท่าน กับที่ที่เรายืนอยู่ตรงนี้ แต่จะให้ข้าตั้งโต๊ะอยู่หน้าสำนักแพทย์ก็ดูจะไม่เหมาะ ข้าคิดดูแล้ว มีแต่ต้องเลือกฝั่งตรงข้าม”

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น