หอหมื่นอักษร
facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

เนื่องจากตอนนี้ทางหอหมื่นอักษรได้แปลนิยายเรื่อง ‘สำนักแพทย์อันดับหนึ่ง’ ทันต้นฉบับภาษาจีนแล้ว ทางเราจึงขอแจ้งให้ทราบว่านิยายเรื่องนี้จะหยุดการอัพเดทตอนใหม่ ‘ชั่วคราว’ และจะอัพเดทอีกครั้งเมื่อต้นฉบับจากทางจีนมีเพียงพอแล้วเจ้าค่ะ

ตอน ๗๔ ข้าต้องมาแน่

ชื่อตอน : ตอน ๗๔ ข้าต้องมาแน่

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.8k

ความคิดเห็น : 4

ปรับปรุงล่าสุด : 08 พ.ย. 2560 15:56 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอน ๗๔ ข้าต้องมาแน่
แบบอักษร

ม่อไป๋มองดูหมอเฉินที่พลันเงยหน้าขึ้นมองตน แววตาหมอเต็มไปด้วยความประหลาดใจ แต่ยังไม่เอ่ยปากถามตนในทันที

ม่อไป๋รู้ว่าเหตุใดหมอเฉินถึงมีปฏิกิริยาเช่นนี้ ตนในตอนนี้คล้ายไม่มีชีพจร หรือมีแต่เบาบางมากจนแทบจับจังหวะเต้นไม่ได้ ชัดเจนว่าพลังและโลหิตบางส่วนพร่องไป พลังชีพก็เป็นไปตามนั้น

หมอเฉินกำลังจ้องมองดูคนใกล้ตายคนหนึ่ง แต่คนๆ นี้กลับนั่งอย่างมีสติอยู่ตรงหน้า แถมยื่นมือออกมาให้จับชีพจรด้วย จะไม่ให้ประหลาดใจได้อย่างไร

“เรียบร้อย มา ขอดูมือขวาด้วย”

ยังไม่ทันไรเช่นกัน หมอเฉินก็ต้องสงบสติอารมณ์ พูดออกมาจนได้ ในใจเขาสงสัยจังหวะการเต้นของชีพจรที่มือซ้ายของหนุ่มน้อยคนนี้ว่าอาจเป็นความแปลกแต่กำเนิด จึงขอพิสูจน์อีกครั้ง

ม่อไป๋ก็ไม่ได้ว่าอะไร ยังคงยื่นมือขวาให้เขาตรวจชีพจรต่ออย่างเงียบๆ

ครั้งนี้หมอเฉินระมัดระวังมากขึ้น ใช้มือจับชีพจรม่อไป๋อยู่นาน แต่ผลก็ยังเบาบางเหมือนเดิม คิ้วของเขาเลิกขึ้นสูงอย่างอดไม่ได้ ชัดเจนว่าผลที่ได้จากการจับชีพจรทั้งสองครั้งไม่แตกต่างกัน

เขาใช้สายตาที่ไม่เข้าใจมองดูม่อไป

ม่อไป๋ไม่คิดนั่งเงียบๆ อีก มองดูหมอเฉิน ยิ้มน้อยๆ ก่อนเอ่ยปากถามเสียงเบา

“ท่านหมอ ไม่ทราบว่าอาการของข้าเป็นอย่างไรบ้าง?”

“หือ?”

หมอเฉินจ้องมองม่อไป๋ ตั้งแต่เขาเรียนจบแพทย์ทางเลือกมา ก็ยังไม่เคยพบกรณีที่แปลกประหลาดเช่นนี้

เมื่อกดชีพจรม่อไป๋ดูก็รู้ว่าคนๆ นี้ไม่สามารถนั่งอยู่ต่อหน้าตนได้ แต่ม่อไป๋กลับใช้ดวงตาที่ใสกระจ่างมองตน จึงอดไม่ได้ที่จะถาม

“ยังมีส่วนไหนอีกที่รู้สึกไม่สบาย?”

ม่อไป๋ผงกศีรษะ สีหน้ายังคงนิ่งเฉย

“เมื่อก่อนข้าเคยรับหนึ่งฝ่ามือที่หน้าอก จึงมักรู้สึกเจ็บหน้าอก มึนศีรษะ สายตาพร่ามัว เหมือนไม่มีแรงหายใจ มักรู้สึกว่าหนังตาหนักมาก...”

หมอเฉินรู้สึกประหลาดใจเมื่อได้ฟังน้ำเสียงอ่อนระโหยโรยแรงที่ค่อยๆ เบาลงของม่อไป๋ อาการที่ว่ามาทั้งหมดสอดคล้องกับจังหวะการเต้นของชีพจร เห็นได้ชัดว่าพลังชีพขาดสะบั้น ไม่มียาใดรักษาได้ อย่างมากก็อยู่ได้อีกไม่กี่วัน

“อืม แบบนี้นี่เอง แล้ววันนี้มีคนที่บ้านมาด้วยไหม?” หมอเฉินพยักหน้า คืนสู่ความสงบนิ่ง ก่อนถาม

“ไม่มี พอข้าได้ยินชื่อเสียงเรียงนามของสำนักแพทย์จี้ซื่อ ก็ดั้นด้นเดินทางมาที่หมิงจูตามลำพัง ท่านหมอไม่ต้องห่วง ไม่ว่าอาการข้าเป็นอย่างไร บอกข้ามาตรงๆ ได้” ม่อไป๋ส่ายศีรษะ

หมอเฉินอึ้งเล็กน้อย พยักหน้าก่อนค่อยๆ พูด

“คืออย่างนี้ อาการของเจ้าแปลกมาก ยังไม่สามารถบอกได้ในตอนนี้ เจ้ากลับไปพักรักษาตัวสักระยะก่อน หากยังมีอาการ ค่อยกลับมาตรวจใหม่ ดีไหม?”

ม่อไป๋ยังคงมีรอยยิ้มบนใบหน้า ตอบหมอ

“ท่านหมอเฉิน ตั้งแต่ข้าบาดเจ็บจนถึงวันนี้ก็ผ่านมาเดือนกว่าแล้ว หาหมอมาก็หลายท่าน เกือบทุกท่านล้วนพูดจาสละสลวยเหมือนท่าน ให้ข้ากลับบ้านพักรักษาตัวสักพักค่อยว่ากัน เดิมทีข้าก็อยู่ในวงการแพทย์ทางเลือก เข้าใจอาการของตนเองพอควร หากข้าพักรักษาตัวต่อไปเรื่อยๆ ด้วยพลังชีพที่มีอยู่เพียงน้อยนิด เกรงว่าสุดท้ายแล้วอาจยืนหยัดได้ไม่นาน ครั้งนี้เพราะได้ยินกิตติศัพท์ของสำนักแพทย์จี้ซื่อจึงคิดรุดมาดู เผื่อมีสมุนไพรอะไรที่พอช่วยได้บ้าง ดังนั้นท่านไม่ต้องกังวล บอกข้ามาตามตรงเถิด”

คนในวงการแพทย์ทางเลือก?

หมอเฉินอดไม่ได้ที่จะตะลึงงัน เห็นม่อไป๋ยังหนุ่มยังแน่น อายุไม่น่าเกินสิบหกสิบเจ็ดพริบตาเดียวก็ไม่ใส่ใจในคำพูดของเขา แต่ดูแล้วม่อไป๋ไม่เสแสร้ง รู้อาการของตนเองจริง ท่าทางก็สบายๆ เขาจึงไม่คิดปิดบังอีก ส่ายหน้า

“อย่างไรก็ต้องพักรักษาตัวเงียบๆ ก่อน”

ม่อไป๋ได้ยินก็ได้แต่ยิ้มขมขื่น ค่อยๆ ลุกขึ้นยืน ทอดถอนใจเบาๆ

“ได้ขอรับ รบกวนท่านหมอแล้ว”

ม่อไป๋ยกมือขึ้นคารวะหมอเฉิน แต่ยังไม่คิดจะไปจริงๆ กลับเดินไปที่เคาน์เตอร์ผู้จัดการ

“เป็นอย่างไรบ้างอาจารย์ฉางชิง หมอเฉินจัดยาให้หรือเปล่า” ผู้จัดการพอเห็นเขาเดินมาก็ยิ้มต้อนรับ

ม่อไป๋ยิ้มขมขื่น ส่ายหน้าตอบ

“หมอเฉินก็อับจนหนทาง ท่านผู้จัดการ เกรงว่ายังคงต้องรบกวนหมอจูสักครั้ง อุตส่าห์มาถึงหมิงจูแล้ว ไม่อยากจากไปเช่นนี้”

“หือ?” ผู้จัดการฟังแล้วก็อึ้ง ปรายตามองหมอเฉินทันใด ยังไม่ได้ตอบรับม่อไป๋ แต่กลับยกมือขึ้นคารวะ

“หมอเฉินไม่ได้เขียนใบสั่งยาให้อาจารย์รึ รอสักครู่ ข้าขอไปถามรายละเอียดหมอเฉินดู”

ม่อไป๋เหลือบตามองเขา ไม่ปฏิเสธ พยักหน้าหงึกๆ นั่งลงตรงหน้าเคาน์เตอร์

มองดูผู้จัดการซุบซิบอะไรกับหมอเฉินพักหนึ่ง ก่อนที่ผู้จัดการจะหันมองมาทางตนพร้อมสีหน้าประหลาดใจ

ม่อไป๋ยิ้มน้อยๆ ก่อนผละสายตาไป

สักครู่ ผู้จัดการก็เดินกลับมา ยังคงรอยยิ้มบนใบหน้าไว้ แต่ม่อไป๋มองออกว่าแววตาของเขาเย็นชา ได้ยินเขาพูดอย่างเกรงใจว่า

“อาจารย์ฉางชิง หมอเฉินบอกว่า อาจให้ยาในครั้งต่อไป แต่ครั้งนี้ที่สำคัญต้องพักรักษาตัวสงบๆ ก่อน”

ม่อไป๋พยักหน้า แต่ยังคงพูด

“เฮ้อ ผู้จัดการไม่จำเป็นต้องปลอบข้าหรอก ข้าไม่เป็นไร อาการของข้า ข้ารู้ดี แม้ข้ามีเงินไม่มาก แต่อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องหาหมอจูดูสักครั้ง”

“บังเอิญจริงๆ วันนี้หมอจูออกไปตรวจนอกสถานที่ ถ้าอย่างไรข้านัดล่วงหน้าให้ท่านไว้ จากนี้สามวัน ท่านค่อยมาอีกครั้งเป็นเช่นไร?”

ตอนนี้ผู้จัดการไม่รีบร้อนแล้ว ตอบบ่ายเบี่ยง

ในใจม่อไป๋ยิ่งกว่าชัดเจน หมอเฉินได้บอกตนแล้วว่าตนอาจอยู่ได้เพียงสามวัน เมื่อเห็นว่าไม่มียารักษาได้ แน่นอนว่าผู้จัดการคนนี้ย่อมไม่อยากให้ตนพบหมอจู

หากหมอจูรักษาแล้วเกิดมีคนตายขึ้นมา หรือเป็นโรคที่ไม่สามารถรักษาได้ ย่อมทำให้ตำนานประวัติของหมอจูด่างพร้อย เลี่ยงได้ก็เลี่ยงไป อีกทั้งเห็นว่าม่อไป๋ไม่ใช่คนมีสตางค์ ก็ไม่จำเป็นต้องจัดให้พบหมอจูอีก

“ต้องรออีกสามวัน?” ม่อไป๋ถามอย่างประหลาดใจ

“อาจารย์ไม่รู้หรอกว่าหลายวันมานี้คนไข้ในมือหมอจูเป็นบุคคลสำคัญคนหนึ่ง จึงเจียดเวลาให้ยากจริงๆ...ปกติถ้าอาจารย์ฉางชิงมาทั้งที หมอจูต้องตรวจรักษาให้ก่อนอยู่แล้ว แต่นี่ตารางแน่นจริงๆ”

สีหน้าผู้จัดการคล้ายกำลังยิ้มขมขื่น

คนไข้ที่เป็นบุคคลสำคัญ?

แววตาม่อไป๋หม่นลง จ้องมองดวงตาของผู้จัดการ ซึ่งยากแยกแยะว่าจริงหรือเท็จ ทว่าเขาก็ไม่รีบร้อน ผงกศีรษะรับ คิดอยู่สักพัก สุดท้ายคล้ายยอมรับด้วยความจำนน ตอบเสียงค่อย

“ได้ สามวันให้หลังข้าค่อยมาแล้วกัน”

“ดีขอรับ ยินดีรอต้อนรับอาจารย์!” ผู้จัดการยิ้มในทันทีพลางเตรียมส่งแขก

แต่กลับไม่คาดคิด ม่อไป๋พลันหยิบปากกาและกระดาษบนโต๊ะขึ้นมา พูดเสียงเบา

“ข้าขอซื้อยาหน่อย รบกวนผู้จัดการช่วยจัดมาให้สักสามชุด”

“หา...อาจารย์เขียนใบสั่งยา?” ผู้จัดการอึ้งเล็กน้อย

ม่อไป๋เริ่มลงมือเขียนอย่างคล่องแคล่ว เขียนพลางยิ้มอย่างขมขื่น

“อืม ข้าเคยศึกษาวิชาแพทย์ทางเลือกมา ระหว่างที่หมอจูยังไม่กลับ สามวันนี้ข้าจะขาดยาไม่ได้ มิฉะนั้นแล้วเกรงว่าจะรอหมอจูกลับมาไม่ไหว”

ผู้จัดการเม้มปาก เมื่อครู่หมอเฉินได้บอกไว้อย่างชัดแจ้งแล้ว

เหตุที่ม่อไป๋ยังเคลื่อนไหวไปมาได้ เนื่องจากการบำเพ็ญเพียร แต่พลังชีพได้ขาดสะบั้นแล้ว ได้แต่รอให้ลมปราณเฮือกสุดท้ายสลายไป จึงจะจบชีวิตลง ไม่มีสมุนไพรใดรักษาได้ หากไม่มีเหตุพลิกผันใดๆ อยู่ได้ไม่เกินสามวันแน่

ทว่าเขาเองก็ยังไม่เข้าใจนัก อย่างไรก็ดีใบสั่งยานี้ ม่อไป๋เป็นคนเขียนเอง หากเกิดปัญหาอะไรขึ้นย่อมไม่เกี่ยวกับพวกเขา

ผ่านไปสักพัก ม่อไป๋ก็ยื่นใบสั่งยาให้ ผู้จัดการรับมาแล้วนำไปให้หมอเฉินตรวจดู ก่อนยิ้มกลับมา

“ที่แท้อาจารย์ฉางชิงกับพวกเราก็เป็นคนวงการเดียวกัน”

พูดจบก็ยื่นใบสั่งยาให้เด็กจัดยา

ม่อไป๋ได้แต่พยักหน้ารับ

“ใช่ ตั้งแต่เด็กข้าก็ติดตามท่านอาจารย์เดินทางไปทั่วทุกสารทิศ ศึกษาค้นคว้าวิชาแพทย์ทางเลือกโดยเฉพาะ แต่อย่างไรก็ยังเทียบกับหมอเทวดามือฉมังอย่างท่านหมอจูไม่ได้หรอก”

จัดยาเสร็จเรียบร้อย ผู้จัดการได้คิดเงินให้ม่อไป๋ด้วยตัวเอง

“หมู่นี้บ้านเมืองวุ่นวาย ราคาสมุนไพรก็ขึ้นเอาๆ...ทั้งหมดสองพันหนึ่งร้อยหกสิบเฟื้อง อาจารย์ฉางชิง ท่านให้เพียงยี่สิบตำลึงก็พอ ไม่คิดเอากำไรจากอาจารย์ มิเช่นนั้นหากหมอจูกลับมาพวกเราอาจถูกตำหนิได้”

ม่อไป๋หัวเราะเมื่อได้ยินเขาบอกราคา แต่ก็ไม่ได้ว่าอะไร ก้มหน้าหยิบเงินยี่สิบตำลึงจากระเป๋าสตางค์ออกมาจ่ายค่ายา แต่ในใจชัดเจนว่าสมุนไพรเหล่านี้อย่างมากก็แค่สิบสองตำลึงเท่านั้น หมอจูผู้นี้ต้องการขูดรีดขูดเนื้อเงินก้อนสุดท้ายของตนเองชัดๆ

อย่างไรก็ตามวันนี้ม่อไป๋คิดมาหาหมอจูก็ไม่สามารถไปซื้อยาจากที่อื่นอีก ผู้จัดการคงคำนวณได้ว่าตนคงมีเงินอยู่ในมือไม่มาก จึงตีราคามายี่สิบตำลึง พอดีเป็นค่าใช้จ่ายในการหาหมอจูกับค่ายาหนึ่งครั้ง

“อย่างไรก็รบกวนผู้จัดการด้วย สามวันหลังจากนี้ข้าค่อยมาใหม่ อย่างไรก็ต้องพบศิษย์พี่จูให้จงได้”

ม่อไป๋ถือห่อยาพลางบอกลา

“ไม่รบกวนๆ เชิญอาจารย์” ผู้จัดการยิ้มยินดีแต่คิดในใจ หมอจูอยู่ด้านในต่างหาก กลัวเสียแต่ว่าเจ้าจะมาไม่ได้นี่สิ

“ข้าต้องมาแน่!” ม่อไป๋โบกมือลา หัวเราะตาหยีหันกายเดินจากไป

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}