หอหมื่นอักษร
facebook-icon Instagram-icon

เนื่องจากตอนนี้ทางหอหมื่นอักษรได้แปลนิยายเรื่อง ‘สำนักแพทย์อันดับหนึ่ง’ ทันต้นฉบับภาษาจีนแล้ว ทางเราจึงขอแจ้งให้ทราบว่านิยายเรื่องนี้จะหยุดการอัพเดทตอนใหม่ ‘ชั่วคราว’ และจะอัพเดทอีกครั้งเมื่อต้นฉบับจากทางจีนมีเพียงพอแล้วเจ้าค่ะ

ตอน ๗๒ ออกจากบ้านสู้ศึก

ชื่อตอน : ตอน ๗๒ ออกจากบ้านสู้ศึก

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.2k

ความคิดเห็น : 9

ปรับปรุงล่าสุด : 06 พ.ย. 2560 15:47 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 100
× 0
× 0
แชร์ :
ตอน ๗๒ ออกจากบ้านสู้ศึก
แบบอักษร

หลังจากเห็นม่อไป๋ยืนอยู่กลางพายุฝนในคืนนั้น หนึ่งดาบปราบคู่ต่อสู้นับสิบยังตราตรึง เถี่ยสงย่อมไม่คิดว่าม่อไป๋เป็นบัณฑิตอ่อนแอบอบบางดังรูปลักษณ์ภายนอกอีกต่อไป เพียงตอนนี้ม่อไป๋มีอาการบาดเจ็บอย่างที่เห็น  ไม่เหมือนเมื่อก่อนโน้น

ได้ยินเสียงพูดของม่อไป๋ ที่แม้ยังคงนิ่งเรียบ แต่ฟังดูเหมือนต้องการลงมือ เถี่ยสงหน้าถอดสีรีบพูดขึ้น

“องค์ชายหก ท่านยังไม่หายดี ไม่ควรมีอารมณ์โกรธ...”

ม่อไป๋เห็นเขาร้อนรน ก็รู้ได้ทันทีว่ากำลังเข้าใจผิด จึงโบกมือแล้วว่า

“วางใจ ข้ามิใช่จะไปต่อสู้กับพวกเขา แม้ว่าข้าจะคิด แต่ก็ต้องมีความสามารถเช่นนั้นก่อนจึงจะทำได้”

“องค์ชายหก ท่านวางใจ ข้าต้องคิดวิธีหารายได้มาซื้อยาให้ท่าน ไม่ถ่วงเวลารักษาอาการบาดเจ็บของท่านเป็นอันขาด”

เถี่ยสงยังคงรู้สึกไม่ดี ที่สำคัญ ก่อนม่อไป๋ลงมือในครั้งนั้น ไม่มีใครพบเห็นวี่แววใดๆ เห็นเขายังคงป่วยเหมือนเดิม แต่เขากลับลงมืออย่างกะทันหัน จนเกือบฟื้นตื่นขึ้นมาไม่ได้ อย่างไรก็ตามเขาไม่สามารถปล่อยให้ม่อไป๋เสี่ยงอันตรายเพื่อความผิดที่เขาก่อขึ้น

“ข้าบอกแล้วว่าอย่าพูดเช่นนี้”

ม่อไป๋เดินไปนั่งที่เก้าอี้ จ้องมองเถี่ยสง น้ำเสียงสบายๆ แต่หมายความเช่นนั้นจริงๆ

เถี่ยสงจึงต้องปิดปากเงียบ ไม่พูดมากอีก

ม่อไป๋จึงลดระดับความแรงลง เอ่ยปากพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนดังเดิม

“เจ้าวางใจ ข้ารู้ว่าลำพังพวกเรายังไม่มีศักยภาพพอ ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของพวกเขา และแม้ข้าไม่ได้บรรลุญาณขั้นปรมาจารย์ ก็ไม่สามารถปล่อยให้ใครมาทำอะไรตามใจชอบเช่นนี้ได้”

“หือ?” เถี่ยสงยังคงมีบางอย่างที่ไม่เข้าใจ จ้องมองใบหน้าม่อไป๋สักพัก ค่อยคิดอะไรออก จึงถามอย่างระมัดระวัง “ท่าน.....ท่านคิดเปิดเผยฐานะ?”

ม่อไป๋ได้ยินเป็นชะงัก พลันจ้องมองใบหน้าเถี่ยสงกลับ ก่อนก้มหน้าลง ยกถ้วยน้ำชาขึ้นมาจ่อริมฝีปาก พลางค่อยๆ พูด

“เถี่ยสง หากสมาคมดาบยาวที่สุดแล้วไม่คิดปล่อยพี่น้องของเจ้าล่ะ พี่น้องของเจ้าจะให้ข้าเปิดเผยฐานะเพื่อช่วยเหลือพวกเขาหรือเปล่า?”

“อะไรนะ?” หัวข้อเรื่องเปลี่ยนทันใด เถี่ยสงตะลึงงัน แต่ก็ยังคิดทันว่าม่อไป๋หมายถึงอะไร สีหน้าเปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้น พูดเสียงดังฟังชัด

“องค์ชายหก เถี่ยสงกล้าเอาชีวิตเป็นเดิมพัน ก่อนหน้านี้พี่น้องข้าคิดว่าท่านไม่รอดแล้วจริงๆ จึงก่อเรื่องเช่นนั้น มาตอนนี้ถึงได้สำนึกผิดจนไม่กล้าพบหน้าผู้คน พวกเราไม่เคยคิดขายท่านเพื่อเอาตัวรอดอย่างเด็ดขาด หากคำพูดแม้ครึ่งคำของข้าเป็นเท็จ ขอให้...”

“พอได้แล้ว!”

ม่อไป๋พูดเสียงเบาขัดจังหวะ สีหน้าเปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้นเช่นกัน กดเสียงให้ต่ำลงเล็กน้อย

“ใช่ว่าข้าไม่เชื่อเจ้า แต่ข้าต้องพูดให้เจ้าเข้าใจ แน่นอนว่าฐานะหมิงอ๋องอันสูงส่งนี้หากเปิดเผยออกไป หมอจูนั่นต้องเกิดความเกรงใจบ้าง แต่ถ้าต้องการจับหมอจริงจัง ศักยภาพแค่นี้ยังไม่พอ แต่ข้าไม่สามารถทำเช่นนี้ได้ รู้ไหมว่าเพราะอะไร?”

เถี่ยสงส่ายศีรษะ บ่งบอกว่าไม่รู้

แต่จริงๆ แล้วเขาเคยพบเห็นเหตุการณ์มากับตา แม้ม่อไป๋ไม่บอกอย่างชัดแจ้ง เขายังคงพอเดาออก เพียงเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการแย่งชิงอำนาจของราชวงศ์ เขาขอไม่พูดดีกว่า

ม่อไป๋เองก็ไม่ถือสา ถือถ้วยน้ำชา รักษาความสงบนิ่งในใจ ก่อนตอบออกไป

“เดิมทีข้าคิดปิดบังฐานะ เพราะบาดเจ็บอยู่และต้องการรักษาตัวอย่างสงบ ไม่คิดเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการต่อสู้ใดๆ แต่หากอับจนหนทางจริงๆ สถานการณ์เข้าขั้นวิกฤต ต้องเปิดเผยฐานะก็ต้องเปิดเผย ทว่าตอนนี้รัชทายาทพลันสิ้น สถานการณ์ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ตอนนี้ผู้คนส่วนใหญ่คิดว่าเป็นการกระทำของข้า เพราะหลินหัวเหย้าเป็นพ่อตาข้า แถมข้ายังเป็นปรมาจารย์หนุ่มอีก ตำแหน่งรัชทายาทพอว่างลง ผู้คนส่วนใหญ่จึงคิดว่าข้าเป็นผู้ได้ผลประโยชน์ที่สุด หากข้าเปิดเผยฐานะ แน่นอนว่าต้องกลายเป็นเป้าสายตาของผู้คนอย่างรวดเร็ว ยังไม่ต้องพูดถึงการวิพากษ์ของคนทั่วไป สิ่งแรกก็คือพรรคพวกที่หนุนรัชทายาทต้องไม่ปล่อยข้าไว้แน่ เพราะกลัวว่าหากข้าขึ้นนั่งบัลลังก์ต้องทำการกวาดล้างพวกเขา ในราชสำนักข้าไม่มีเส้นสายอะไร ไม่มีทางต่อกรอะไรได้ นี่เป็นแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น บวกกับตอนนี้สถานการณ์บ้านเมืองยังไม่นิ่ง หลังรัชทายาทสิ้นย่อมเกิดความวุ่นวายตามมา โดยเฉพาะพวกผู้ใหญ่ที่มักใหญ่ใฝ่สูงไม่เคยอยู่เฉยมาแต่ไหนแต่ไร เมื่อเชื้อพระวงศ์ปรมาจารย์หนุ่มอย่างข้ายังอยู่  ไม่ว่าข้าสามารถสืบบัลลังก์ต่อหรือไม่ ก็เป็นหนึ่งในองค์ชายอยู่ดี ซึ่งตอนนี้กลายเป็นสัญลักษณ์ไปแล้ว หลายคนหวังให้ข้าล้มลง เพราะขอเพียงข้าล้มลง การแย่งชิงอำนาจขององค์ชายอื่นๆ ย่อมถูกเปิดเผยออกมา พรรคพวกต่างๆ ในราชสำนักต้องต่อสู้กันให้วุ่น เข้าทางคนคิดไม่ซื่อที่รอคอยวันนี้มานาน ยังมีพวกเขาซ่างชิง ที่ลือกันว่าปรมาจารย์หนุ่มอย่างข้าขัดหูขัดตาพวกเขา และไม่ว่าจะเป็นข่าวลือหรือไม่ แต่มันก็เป็นความจริงที่ยังคงอยู่ สำหรับพวกเขาแล้วข้าตายยังดีกว่าข้ามีชีวิต”

การแจกแจงของม่อไป๋ครั้งนี้ทำเอาสีหน้าของเถี่ยสงเปลี่ยนแล้วเปลี่ยนอีก หากไม่ใช่คนในแวดวงการเมือง มองเหตุการณ์เพียงผิวเผิน พื้นความรู้ไม่พอ ต้องคิดว่าม่อไป๋เกี่ยวโยงกับศึกชิงอำนาจของราชวงศ์ จึงต้องปกปิดฐานะเพื่อป้องกันการลอบสังหาร

แต่กลับคิดไม่ถึงว่ามีด่านอันตรายอีกมากมาย ขอเพียงม่อไป๋แสดงตนออกมา เผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่ซับซ้อนในตอนนี้ พูดได้ว่า ไม่มีทางรอดชีวิตแน่

แม่ทัพ ขุนนาง สำนักเต๋า ทุกคนต่างต้องการชีวิตเขา แค่คิดก็น่ากลัวแล้ว แต่เสียงของม่อไป๋ที่พูดต่อไปกลับยังคงสงบนิ่ง

“แน่นอนว่า สิ่งเหล่านี้คือสถานการณ์ในด้านลบ ราชสำนักยังไม่ถึงจุดล่มสลาย ข้าก็ใช่ว่าจะช่วยเหลืออะไรไม่ได้ อย่างน้อยราชวงศ์ยังไม่อยากให้ข้าตายแน่ๆ แต่ร่างกายข้าในตอนนี้ เพียงรักษาตัวอย่างสงบยังยาก หากต้องเข้าไปข้องเกี่ยวกับเรื่องนี้จริงๆ เกรงว่าไม่ต้องให้ใครมาสังหารข้าหรอก ข้าเองก็ยังยากที่จะยืนหยัดไหว ดังนั้นในเวลาที่ร่างกายข้ายังไม่ฟื้นคืนกลับสภาวะปกติ เกรงว่ายังไม่สามารถเปิดเผยตัวตนได้”

เถี่ยสงหายใจเข้าลึกๆ เขาเข้าใจความหมายของม่อไป๋ จึงตอบออกไปอย่างไม่ลังเล

“องค์ชายหก ท่านวางใจได้ พวกเราไม่มีเจตนาเช่นนี้จริงๆ”

ม่อไป๋ผงกศีรษะ ใจคนยากแท้หยั่งถึง ยากรับรองว่าหากเวลานั้นมาถึงจริงๆ เถี่ยสงหรือพี่น้องของเขาจะไม่ขอร้องให้ตนทำเช่นนี้ แต่ตนก็ไม่ได้คับข้องใจอะไร เพียงอยากพูดเรื่องนี้ให้กระจ่างก่อน ให้ตนได้ควบคุมอะไรได้บ้าง ไม่ให้เกิดการเข้าใจผิดขึ้นในภายหลัง

เห็นได้ชัดว่าม่อไป๋ชื่นชมในตัวเถี่ยสงและไม่อยากให้เกิดความรู้สึกบาดหมางต่อกัน

พอเห็นว่าเขาเข้าใจแล้ว ม่อไป๋ก็ไม่ได้เน้นย้ำอะไรอีก เรื่องบางเรื่องพูดครั้งเดียวก็เพียงพอ มากเกินไปจะกลายเป็นไม่ดี วางถ้วยน้ำชาในมือลง กลับสู่หัวข้อเดิม

“ความจริงการที่ข้านั่งสมาธิและปกปิดฐานะเช่นนี้ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะให้ใครมารังแกได้”

ม่อไป๋ยิ้มมุมปาก

เถี่ยสงตะลึงงันเมื่อได้ยินคำพูดเมื่อครู่ จึงเงยหน้าขึ้นถามอย่างไม่เข้าใจ

“ท่านหมายความว่า?”

“เจ้าคิดบ้างไหมว่า เหตุใดหมอจูนั่นถึงได้มีบารมีมากขนาดนี้ สามารถหากินได้ทั้งโลกมืดและโลกสว่าง?”

ม่อไป๋ถาม

“นี่...” เถี่ยสงถลึงตาเล็กน้อย ตระหนักขึ้นในทันใด แววตาเป็นประกาย “ฝีมือการักษา!”

ม่อไป๋ยิ้มพลางพยักหน้า มองดูเถี่ยสง

“ต้องพูดว่าผู้หนุนหลัง ยังมีอาชีพอะไรที่ได้รู้จักผู้คนมากกว่าหมอบ้าง? เมืองหมิงจูที่ใหญ่โตมโหฬาร คนที่ร่ำรวยและทรงอิทธิพลย่อมมีอยู่ไม่น้อย พวกเขาต้องกินข้าว ต้องมีโรคภัยที่ไม่สามารถรักษาได้ เจ้าว่าจริงไหม”


วันต่อมา

เพิ่งจะรุ่งอรุณ เถี่ยสงก็เก็บข้าวของเรียบร้อย มองดูเงาร่างผอมสูงของม่อไป๋ที่ยืนอยู่ข้างหน้าต่าง สวมเสื้อผ้าเรียบร้อยเช่นกัน สีหน้าเถี่ยสงยังคงไม่ไว้วางใจ

“องค์ชายหก ท่านยังบาดเจ็บอยู่  ยังไงให้ข้าติดตามท่านเหมือนเดิมจะดีกว่า...”

“ไม่ต้อง เมื่อวานเจ้าได้เปิดเผยตัวตนแล้ว ติดตามข้าไปเห็นทีจะไม่เหมาะ ทำตามที่ข้าบอกนั่นแหละ”

เสียงของม่อไป๋สงบนิ่งแต่มีความเด็ดขาด

เถี่ยสงขยับริมฝีปากสองครั้ง สุดท้ายก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา ยกมือขึ้นคารวะม่อไป๋จากด้านหลัง

“ถ้าเช่นนั้นขอให้ท่านดูแลตัวเองด้วย”

“อืม” ม่อไป๋ผงกศีรษะช้าๆ

เถี่ยสงหันกายเดินออกจากห้องไป

ม่อไป๋ยืนข้างหน้าต่างมองดูเงาร่างเถี่ยสงหายลับไปกับประตูห้อง แล้วจึงแหงนหน้ามองดวงอาทิตย์บนท้องฟ้า ปลุกสติให้ตื่นตัว ปิดหน้าต่างลง

หันกาย เดินออกจากห้องไป

วันนี้เป็นวันแรกที่เขาเพิ่งรู้สึกจริงๆ ว่าได้เหยียบลงบนโลกใบนี้แล้ว

แม้มีรูปร่างผอมบาง แต่จิตใจไม่หวาดกลัวแม้แต่น้อย กลับสงบนิ่งเป็นอย่างยิ่ง

ต่างจากพี่น้องของเถี่ยสง พวกเขาเป็นชนชั้นล่างของสังคมเรื่อยมา ได้แต่ต่อสู้กับชะตากรรมของผู้ถูกกระทำอยู่ร่ำไป มีความกล้าหาญชาญชัยแต่ไม่คิดต่อต้านอะไร มีชีวิตไปวันต่อวัน

แต่ม่อไป๋ไม่เหมือนกัน ไม่ว่าชาติก่อนหรือชาตินี้ เขาเกิดมาก็ยืนอยู่บนที่สูง พื้นฐานทางสังคมไม่เหมือน นิสัยใจคอย่อมไม่เหมือน ยามเผชิญหน้ากับความยากลำบาก ท่าทีก็ไม่เหมือน เหมือนกันแค่เพียงต้องการมีชีวิตอยู่ ซึ่งเขาให้ความสำคัญกับคุณค่าของชีวิตมาก มุ่งมั่นอย่างแข็งขันเพื่อที่จะอยู่รอดให้ได้

ทว่ายามอยู่ต่อหน้าศัตรู เขากลับสงบนิ่ง ได้เวลาถอยก็ควรถอย ได้เวลาสู้ก็ควรสู้ เขาควบคุมตนเองได้อย่างมีสติ หรือพูดได้ว่าไม่ใช่คนโลเลหรือหวาดกลัวไม่กล้าตัดสินใจแต่อย่างใด

เขาออกจากโรงเตี๊ยม เดินเข้าไปในฝูงชน ฟังเสียงจ้อกแจ้กจอแจบนท้องถนน ม่อไป๋อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา เขาเดินไปยังรถลากคันหนึ่ง

“ไปสำนักแพทย์จี้ซื่อ!”

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น