ตะกอนไข่มุก

ขอกำลังใจจากผู้อ่านทุกคนด้วยนะคะ ติชมกันมาได้เลย ตอนนี้ที่ต้องการที่สุดคือแรงผลักดันคา แหะๆ

บทที่ 6 เสียงประหลาดที่ไม่ใช่ตัวตน [ฉากโหด]

ชื่อตอน : บทที่ 6 เสียงประหลาดที่ไม่ใช่ตัวตน [ฉากโหด]

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 452

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 17 พ.ย. 2560 06:32 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 6 เสียงประหลาดที่ไม่ใช่ตัวตน [ฉากโหด]
แบบอักษร

แสงแดดรำไรได้สอดส่องเข้ามายังป่าทึบในเขตแดนของคนเถื่อนที่มีการขนานนามถึงความโหดร้ายไร้ซึ่งมนุษยธรรม ในป่าซึ่งอยู่ห่างไกลจากตัวเมืองมุสทาร์ออกไปไม่ไกลเท่าไร ซึ่งในป่าใหญ่แห่งนี้กำลังเป็นที่พิชิตของกองกำลังทหารของเจ้าชายมาคัสในวันนี้ ด้วยความทะเยอทะยานพวกเขาที่กำลังชะงักกับเส้นทางที่จะไป ซึ่งไม่รู้ว่าจะมีอันตรายอะไรบ้างที่กำลังรอพวกเขาอยู่ ลากอสซึ่งเป็นหัวหน้าของกองกำลังเล็กๆ นี้วางแผนเพื่อที่จะเข้าปิดล้อมโจมตีพวกศัตรู เมื่อกองกำลังได้เดินทางมาถึงครึ่งทางแล้ว กลิ่นคาวของเลือดจากซากศพก็ฟุ้ง ทำให้กองกำลังเสียสมาธิทันที ฉันที่เดินเท้าเคียงบ่าเคียงไหล่มากับทหารนายหนึ่งที่ท่าทางเงียบขรึม นามว่ากริน เขาไม่พูดอะไรสักคำตลอดการเดินทัพ ได้แต่เพียงพยักหน้าตามคำสั่งของลากอสและทำตามนั้นอย่างไม่มีข้อโต้แย้ง ไม่นานกำลังของเราก็ต้องหยุดชะงักเพราะความสยดสยองของชิ้นส่วนของมนุษย์ที่กระจัดกระจายตามพื้น และศีรษะอีกมากมายที่ถูกห้อยโตงเตงอยู่บนยอดกิ่งไม้ไม่ไกลกัน ลากอสจึงสั่งให้กองกำลังทั้งหมดตรวจสอบ พวกเราเดินดูความน่าเวทนาของผู้เสียชีวิต ต่างๆ จนลงความเห็นถูกต้องตรงกันว่า พวกศัตรูของเราอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากที่ๆ เรามาถึง และเราจำเป็นต้องรักษาความไม่ประมาทเอาไว้

“อีกไม่นานก็ถึงรังของพวกมัน ทีนี้ก็ไม่ต้องออมมือ”

“แบ่งกำลังออก ไปทางเหนือ ใต้ ออก และก็ตก ส่วนเจ้าเฮเลียส เจ้าคอยเฝ้าระวังหลังเอาไว้” ลากอสสั่งการได้ไม่จบดี อีธาน ทหารนายหนึ่งของกองกำลังมีท่าทีที่ไม่ชอบขี้หน้าฉันสักเท่าไร ก็หัวเราะเยาะฉันขึ้นมา ก่อนจะโยนกระเป๋าเก็บเสบียงมากองทับฉันจนล้มลงไม่เป็นท่าสร้างความขบขันให้กับหมู่นักรบคนอื่นๆ

“ให้คนตุ้งติ้งอย่างเจ้าไปปะทะกับคนเถื่อนมีหวังได้กลายเป็นศพซะเอง”

“อย่ามัวพูดพล่ามอีธาน พวกที่เหลือตามข้ามา” ลากอสเอ่ยก่อนที่ทหารหลายสิบนายจะแยกย้ายกันไปตามแผนการ อีธานจ้องมายังฉันแล้วนำนิ้วชี้ขึ้นมาปาดคอเป็นสัญลักษณ์ให้ฉันรู้ว่า นายตายแน่ ฉันเดินตามไปติดๆ กรินที่อยู่รั้งท้าย เขานำมีดสั้นออกจากสลักมาขีดเป็นรูปกากบาทไว้ที่ต้นไม้ที่เราเดินผ่าน เพื่อไม่ให้กลุ่มหลงทาง ไม่นานลากอสก็ชูธงเป็นสัญลักษณ์ให้ทุกคนหยุดการเคลื่อนที่แล้วฟังเสียง

ทุกสายตาต่างจับจ้องไปที่พุ่มไม้ที่ขยับอยู่ด้านหน้า ไม่นานก็มีฝูงนกบินออกมา ทหารนายหนึ่งได้หยิบคันศรธนูขึ้นมาตั้งฉากกับพื้นไว้ เตรียมยิงไปที่เป้าหมายคือด้านหน้า แต่หารู้ไม่ว่าศัตรูของเขาล้ำเกินกว่านั้น พวกมันได้จัดการสังหารพวกเขาทางด้านข้างทั้งสองฝั่ง มีดสั้นถูกส่งมาด้วยความเร็วแรงจากด้านข้างของศัตรู โดยที่ทุกคนไม่ทันได้ระวัง ทหาร 2 นาย ต้องจบชีพลงเมื่อมีดสั้นนั้นปักไปโดนขมับของพวกเขาอย่างโชคร้ายเหมือนกับนักปามีดมืออาชีพ ลากอสจึงสั่งให้ขึ้นทัพไปที่ด้านซ้ายและขวา เมื่อก้าวไปได้ยังไม่เกิน 5 ก้าว กับดักที่ใช้สำหรับดักจับสัตว์ใหญ่ที่มีลักษณะเป็นหอกแหลมวางเรียงซ้อนกันหลายเล่มถูกซ่อนภายใต้ใบไม้ก็ถูกแรงส่งของเชือกที่ผูกกับต้นไม้เหวี่ยงมาเสียบเหล่าทหารที่อยู่ด้านหน้านั้นตายอย่างน่าอนาถ ศพถูกหอกแหลมที่ถูกทำขึ้นมานั้นเสียบแทงตั้งแต่ศีรษะไปจนขาท่อนล่าง เลือดอาบไปทั้งร่าง สร้างความหวาดกลัวให้กับพวกคนที่เหลือ แต่ลากอสก็จ้องมองไปที่ลูกทีมของเขาแล้วให้รวบรวมสติเอาไว้ เขาหยิบหน้าไม้ของเขาขึ้นมาหวดไกลไปที่ยอดไม้ที่ขยับอยู่ ไม่นานคนเถื่อนคนหนึ่งก็ตกลงมาจากข้างบน เขาจึงสั่งให้กำลังที่เหลืออยู่ไม่กี่คนเดินหน้าต่อ แต่ฉันจะต้องไปดูศพพวกคนเถื่อนว่ามันคือมนุษย์หรือไม่ให้ได้

“เฮเลียส เร็วเข้า!” กรินตะโกนตามให้ฉันตามพวกเขาไปได้แล้ว

“ข้าจะไปฆ่ามันให้ตายซ้ำ แล้วข้าจะตามพวกท่านไป” กรินพยักหน้าตอบรับ ก่อนที่เขาจะเร่งฝีเท้าตามคนที่เหลือไป

เมื่อเห็นศพของมันแล้ว พวกเขาก็คือมนุษย์ดีๆ นี่เอง ไม่ใช่สัตว์ประหลาดอย่างที่ตำนานกล่าวไว้ เพียงแต่พวกเขาไม่ใช่แค่นักล่าธรรมดาเท่านั้น แต่ยังสามารถทำกับดักได้อย่างผู้เชี่ยวชาญ สายตาของฉันได้สะดุดหยุดลงที่สร้อยเงินที่มันใส่อยู่ จึงได้ดึงขึ้นมาเก็บไว้ในกระเป๋าเสบียง เท้าของมันเปรอะเปรื้อนแต่โคลนดินและมีกลิ่นสาบที่แรง ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่าพวกมันอาจจะมาตามแม่น้ำที่ไหนสักที่ เมื่อได้ของที่ฉันต้องการ ก็ไม่รีรอที่จะตามพวกนั้นไป ฉันมุ่งหน้าตามกากบาทที่กรินทำขึ้นไว้เป็นระยะที่ไกลพอสมควร แต่กากบาทก็ไปหยุดอยู่ที่กองเลือดกองหนึ่ง เมื่อฉันมองขึ้นไปข้างบนศีรษะ ร่างครึ่งตัวบนของทหารนายหนึ่งถูกห้อยอยู่ด้วยเชือกอย่างน่าสยดสยอง ข้างหน้าของฉัน คนเถื่อนคนหนึ่งกำลังต่อสู้อยู่กับกรินที่เลือดชุ่มทั้งตัว ไม่นานเขาก็ล้มลงไปที่พื้น ฉันจึงชิงโอกาสก่อนที่มันจะทำร้ายเขา หยิบหินก้อนใหญ่ฟาดอย่างเต็มแรงเข้าที่ขมับของมัน จนมันเสียการทรงตัว กรินจึงได้ใช้ดาบแทงซ้ำจนไส้ของมันทะลักตายไปในที่สุด ฉันจึงช่วยพยุงเขาขึ้นมาอย่างทุลักทุเล

“พวกเราที่เหลืออยู่ที่ไหน”

“พวกนั้นได้ยินเสียงเจ้าร้องขอความช่วยเหลือทางฝั่งนั้น คิดว่าเกิดอันตรายขึ้นกับเจ้า และคิดว่าพวกคนเถื่อนก็อยู่ที่โน้นด้วย ไม่นานพวกคนเถื่อนก็โผล่ออกมาจากทั่วสารทิศแล้วฆ่าทุกคนตายอย่างรวดเร็ว ข้าจึงได้หนีตายมาที่นี่ ”

“แต่ข้าไม่ได้เป็นคนทำเสียงร้องนั่น สาบานได้” ฉันเอ่ยกับกริน สภาพของเขาดูไม่ดีเอามากและกำลังช็อคกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

เมื่อเราทั้งคู่ลุยดงเข้าไปตามทางที่กรินหนีมา ไม่นานก็พบลากอสและอีธานที่สภาพอิดโรยและหัวเสีย อีธานเมื่อเห็นฉันเดินเข้ามาแต่ไกล เขาก็ชักดาบออกจากฝักตรงมาเพื่อจะทำร้ายฉันแต่ลากอสได้ห้ามไว้ทัน อีธานที่ตอนนี้โกรธจัดแทบจะบ้าคลั่งเขาไม่สามารถระงับอารมณ์ร้อนของเขาไว้ได้อีกต่อไป

“ถ้าไม่ใช่เพราะเสียงร้องขอความช่วยเหลือของเจ้า พวกที่เหลือก็ไม่ต้องมาตายที่นี่ เจ้ามันอ่อนแอไร้น้ำยา ไอ้ลูกนอกคอก!”

ฉันที่ไม่ใช่ต้นเหตุของเสียงที่ทุกคนได้ยินก็ปฏิเสธยืนกราน แต่ก็ดูเหมือนไม่มีใครเชื่อ ไม่นานลากอสก็สั่งให้ถอยกลับที่ตั้งตามรูปกากบาทที่กรินทำไว้อย่างระแวดระวังที่สุด พร้อมกับความพ่ายแพ้นำมาให้เจ้าชายมาคัส โดยมีผู้เหลือรอดกลับมาได้แค่เพียง 4 ชีวิต

ฉันต่อแถวเพื่อรอรับอาหารเย็นที่เป็นขนมปังไร้สารอาหารใดๆ ที่ทางแคมป์จัดหามาให้ ยังชีพไปเท่านั้น ฉันหยิบขนมปังนั้นใส่ห่อผ้า แล้วเดินไปนั่งที่ท่อนซุงที่ว่างอยู่ ทหารหลายกลุ่มต่างจ้องมองมาที่ฉันแต่ก็ไม่ได้พูดอะไร เมื่อพวกเขาได้ยินเรื่องราวมาจากอีธานที่เป็นคนปล่อยข่าวเสียๆหายๆ เกี่ยวกับฉันอีกที ไม่นานอีธานและพวกก็เข้ามาหาฉันแล้วใช้เท้าถีบยันจนร่างของฉันหงายหลังกลิ้งไปข้างล่าง ทำให้ขนมปังมื้อสำคัญของวันนี้ในมือหลุดร่วงไปที่โคลน อีธานยิ้มอย่างสะใจก่อนที่เขาจะเดินไปนั่งที่ท่อนซุงตรงข้ามแล้วกินขนมปังอย่างเอร็ดอร่อยอย่างหน้าตาเฉย

“ถ้าไม่ใช่เพราะคนถือเสบียงที่ไร้ความสามารถในการสู้รบ พวกคนอื่นๆ ก็ไม่ต้องมาตาย” อีธานจ้องมองที่ฉันอย่างเครียดแค้นเหมือนจะกินเลือดกินเนื้อ ฉันจึงได้ลุกขึ้นมาปัดขนมปังที่ตกหล่นเพื่อให้พอกินได้ กรินที่เห็นเหตุการณ์พอดี เขาก็หักชิ้นขนมปังให้ฉันครึ่งหนึ่ง ก่อนจะลงนั่งข้างๆ

“คนอ่อนแอมักปลอบใจกันเองใช่มั้ยกริน” อีธานเยอะเย้ยกริน แต่เขาก็ไม่ได้สนใจในคำพูดนั้นแต่อย่างใด

“อย่าไปสนใจอีธานเลย เขาเป็นคนแบบนี้แหล่ะ อันที่จริง เจ้านั่นไม่ใช่คนใจร้ายอะไร แต่เพียงทนเห็นเพื่อนฝูงตายต่อหน้าต่อตาไม่ได้เท่านั้น”

“กราบทูลองค์ราชินี พวกกอลเรเชียนฝั่งตะวันตก และพวกกบฏที่คิดจะต่อกรอนกับราชา คงกำลังจะเดินทัพมาโจมตีเมืองหลวง อีกไม่กี่สัปดาห์ “ ลิกต์ อัครเสนาบดีฝ่ายซ้ายผู้เปลื่องไปด้วยปัญญาของนักปราชญ์ ผู้เป็นนักวางแผนในการทำศึกสงคราม สร้างชัยชนะมาสู่อาณาจักรไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง

“ข้าว่า พวกกอลเรเชียนยังเข้ามาไม่ได้ จะเข้ามายังเมืองหลวง พวกมันต้องข้ามทะเลที่ล้อมรอบเมืองเสียก่อน นั่นก็คงจะใช้เวลาเป็นเดือน แม้จะเดินทัพมาทางเรือก็ตาม” อัครเสนาบดีฝ่ายขวานามว่า แทรอนผู้เป็นแม่ทัพใหญ่มาตั้งแต่กษัตริย์องค์ก่อน ออกความเห็นตรงกันข้าม

“ข้าก็คิดเช่นนั้น ” ราชินีที่เห็นชอบตามอัครเสนาบดีฝ่ายซ้ายขององค์กษัตริย์ก่อนที่จะชำเรืองไปยังหัวโต๊ะที่นั่งของกษัตริย์ที่ตอนนี้ไร้เงา

“พระองค์อย่าได้นิ่งนอนใจ”

เทเลรา พ่อมดหนึ่งเดียวแห่งอาณาจักรผู้มีมีพลังเวทมนต์เหนือชั้นที่สุด เขามองไปยังองค์ราชินีที่มีหน้าตาเป็นทุกข์ เมื่อการประชุมซึ่งไร้วี่แววขององค์ประธานสิ้นสุดลง และได้ข้อยุติเป็นเอกฉันท์ เทเลรา จึงได้เรียนปรึกษากับราชินีชาลอนเป็นการส่วนพระองค์

“เจ้ามีแผนแล้วใช่หรือไม่” ราชินีชาลอนตรัสกับพ่อมดตรงหน้า ก่อนที่เขาจะยกมือทำเป็นให้ราชินีอย่าเพิ่งพูดโผงผางไป

“การที่ท่านได้ขึ้นมานั่งบัลลังก์ มีอำนาจสั่งการได้ตามอำเภอใจอย่างที่เป็นทุกวันนี้ ไม่ใช่เพราะว่าเวทมนต์ของข้างั้นหรือ”

“แต่น่าเสียดายที่พระองค์ไม่สามารถทำได้เพียงอย่างเดียว นั่นก็คือเป็นที่โปรดปราณขององค์กษัตริย์” ราชินีรู้สึกไม่พอพระทัยแต่ก็สำรวมกิริยาท่าทางไว้อย่างนิ่งเฉย

“แล้วข้าต้องทำอย่างไร”

เมื่อการพูดคุยกันอย่างลับๆ ระหว่างราชินีและพ่อมดจบลง ราชินีชาลอนก็ไม่รีรอที่จะตรงเข้าไปยังห้องบรรทมของกษัตริย์ที่ไม่ได้ปรากฏตัวมายังที่ประชุม เมื่อพระองค์เข้าไปในห้องก็พบกับภาพอันน่าใจหาย เมื่อพระราชามาร์คและนางโลมทั้ง 3  กำลังทำกิจกรรมเข้าจังหวะอย่างถึงพริกถึงขิงพอดี องค์ราชินีที่เปิดประตูเห็นก็ชินชากับความอัปยศของพระราชาไม่เว้นแต่ละวัน y

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น