aiaeaaiaea

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

No Sugar ตอนพิเศษ : ลอยกระทง

ชื่อตอน : No Sugar ตอนพิเศษ : ลอยกระทง

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.9k

ความคิดเห็น : 6

ปรับปรุงล่าสุด : 03 พ.ย. 2560 21:33 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
No Sugar ตอนพิเศษ : ลอยกระทง
แบบอักษร

ตอนพิเศษ : ลอยกระทง



ค่ำคืนในวันงานลอยกระทงของมหาวิทยาลัยของผมก็ยังเต็มไปด้วยนักศึกษาและประชาชนทั่วไปอย่างเช่นทุกปี ซึ่งคณะผมทำซุ้มจัดดอกไม้และขายนมปั่น มีขนมปังปิ้งด้วย กลิ่นชวนท้องร้องตั้งแต่เช้า 


ผมนั่งเฝ้าในซุ้ม มีรุ่นน้องและเพื่อนรุ่นเดียวกันเดินให้วุ่น คงเพราะคนเยอะ อากาศอบอ้าวทำให้นมปั่นขายดี และที่สำคัญ คนขายถือว่าเด็ดครับ 


“อย่าทำตัวเด่น” เสียงกระซิบชิดใบหูทำให้ผมเหล่มองด้วยหางตา 


“นั่งอยู่เฉยๆ เนี่ย เด่นตรงไหน” ตอบกลับไปแบบเรียบๆ ก็ได้ท่าทีฮึดฮัดตอบกลับ 


เดาออกไหมครับว่าใครมานั่งคุม เอ๊ย นั่งข้างผม ที่จริงผมต้องไปยืนหน้าซุ้มด้วย แต่มีคนหน้าบึ้งยืนชิดติดจนขยับไปไหนไม่ได้ เลยถูกเนรเทศมานั่งในซุ้มแทน 


“ไม่ต้องยิ้มด้วย” คนหน้าบึ้งออกคำสั่งไม่พอ ยังยื่นมือมาบีบแก้มผมอีก ผมแค่ยิ้มให้ลูกค้าที่มายืนหน้าร้านเองนะเว้ยเฮ้ย “บอกแล้วว่าทำตัวเด่น”


“พี่บ้าป่ะเนี่ย” เม้มริมฝีปากเมื่อถูกปล่อยแก้ม เริ่มอาการหนักขึ้นทุกวัน 


“บ้าเพราะต้อมนี่แหละ รู้แบบนี้ไม่ให้ทาครีมบำรุงผิวหรอกแม่ง” แม้จะพูดกับตัวเองแต่ผมก็ได้ยิน เลยอดที่จะขำไม่ได้   ก็จริงของพี่ฟลอยด์นะครับ พอหนังหน้าผมได้ครีมดีๆ บำรุงมันก็ดีขึ้นมา จากหน้าหยาบๆ สากๆ ตอนนี้ลูบทีนุ่มนิ่มเหมือนซาลาเปานึ่งเลย 


“พี่ช่วยทำหน้าดีๆ หน่อยได้ไหม” 


“ดีได้แค่นี้แหละ”


ผมหัวเราะคนตีหน้าบึ้ง ก็แอบสงสารเหมือนกันนะครับ ที่ต้องมานั่งเฉยๆ อยู่แต่ในซุ้ม ก็ไล่ไปหาเพื่อนไม่ยอมไปเอง จะมาโทษผมก็ไม่ได้ 


“พี่ไปหาเพื่อนที่คณะสิ นัดไว้ไม่ใช่เหรอ” พูดรอบที่สิบได้ 


“พี่ไป ต้อมไปด้วยป่ะล่ะ” นี่ก็ตอบเหมือนเดิมรอบที่สิบเช่นกัน “ซุ้มนี่ก็ให้รุ่นน้องทำต่อสิ คนตั้งเยอะ” 


“แต่ต้อมเป็นรุ่นพี่ ต้องช่วยน้องสิ” ทำตัวเหมือนพระเอกเลยว่ะ ผมเนี่ย ที่จริงขี้เกียจเดินต่างหาก


“อย่าทำตัวเด่นให้มาก” โดนถลึงตาใส่แล้วพี่ฟลอยด์ก็สะบัดหน้าหนี  ผมขำนิดๆ ก่อนจะมีรุ่นน้องเดินเข้ามาหาพร้อมขนมปังปิ้งและนมปั่นสองแก้ว ผมสั่งไว้ตั้งแต่ตอนแรก คงเพราะคนซื้อเริ่มบางตาเลยทำให้ผมได้ พอผมหยิบเงินจะให้ พี่ฟลอยด์ก็แย่งตัดหน้าไปแล้ว 


“อร่อย กินไหม” ผมจิ้มขนมปังปิ้งกรอบราดนมเข้าปาก พร้อมดูดนมปั่นหวานๆ เย็นชื่นใจ 


“ป้อนด้วย” พี่ฟลอยด์กอดอกอ้าปากรอ ดวงตาเรียวจ้องกดดันให้ผมป้อน “เร็วๆ”


“มือก็มีนะคนเรา” แม้จะพูดแบบนั้น ผมก็ป้อนไป พอคนงอนได้กินก็ยิ้มออกมาบางๆ 


“นมปั่นด้วย” ปากเคี้ยวขนมปังออกคำสั่ง พอผมหยิบแก้วใหม่ให้ พี่ฟลอยด์ก็หันหนี ก่อนบุ้ยปากไปที่แก้วของผม “แก้วนั้น”


“นี่แก้วของผม ของพี่ก็นี่ไง” ชูนมปั่นแก้วใหม่ แต่พี่ฟลอยด์ไม่ยอมกิน “อย่าเยอะไปป่ะ” 


“สั่งแก้วเดียวก็พอ สั่งมาทำไมเยอะ” พอเห็นผมไม่เอาให้ มือยาวก็ยื่นข้ามตัวผมมาหยิบไป แถมดูดทีนมปั่นหมดไปเกือบครึ่งแก้ว นั่นปากหรือเครื่องสูบวะ 


“ยิ้มทำไม” ที่ถามเพราะพี่ฟลอยด์จ้องหน้าผมสลับกับแก้วนมปั่น 


“ก็นึกถึงตอนเราเจอกันแรกๆ ไง นมปั่น เสียดายไม่มีวิปครีม” ว่าแล้วก็ทำยิ้มกริ่ม ถ้าผมคิดน้อยกว่านี้คงเอานิ้วจิ้มตาคู่ตรงหน้าแล้ว มองได้น่าต่อยเหลือเกิน และผมไม่ได้เขินนะ 


“พูดแล้วก็เคืองย้อนหลัง หาว่าสุดหวงผมเป็นเศษเหล็กได้ไงวะ” โมโหครับ แม้ตอนนี้สุดหวงจะไปจอดเป็นของประดับที่บ้าน แต่ผมก็ยังรักอยู่นะ ให้พี่ตุ้มเช็ดถูให้ดูทุกวัน 


“ก็จักรยานต้อมมันโบราณ เก่าด้วย มีสนิมเกาะ แบบนี้ก็ต้องเรียกเศษเหล็กสิ” พยายามกำมือให้แน่นไว้ กลัวเผลอตบหัวรุ่นพี่ “แต่ถ้าต้อมอยากได้คันใหม่ เดี๋ยวพรุ่งนี้พี่ไปถอยให้เลย”


“ไม่เอา ถึงซื้อมาก็ไม่ได้ใช้อยู่ดี” ถ้าผมอยู่หอเดิมคงจะเอาแหละครับ เพราะใกล้มหาลัย ปั่นมาแป๊บเดียว แต่นี่บ้านพี่ฟลอยด์อยู่โคตรไกล ปั่นมาอาจตายกลางทางได้ 


“ดีแล้ว ไม่ต้องปั่นหรอก แค่นี้น่องต้อมก็เตะคอพี่สลบแล้ว” จากที่ขำๆ ก็หน้าบูดสิผม “พี่ล้อเล่น ขาต้อมสวยจะตาย” 


“พี่อยากโดนเตะจริงๆ ป่ะ” เคืองนะเว้ยเฮ้ย


“กล้าเตะผัวเหรอ” พี่ฟลอยด์พูดเสียงดัง ผมเบิกตาโตรีบหันไปมองว่ามีใครได้ยินหรือเปล่า “ไม่มีใครได้ยินหรอก พี่รู้น่า ว่าควรพูดเวลาไหน”


“หุบปากของพี่ไปเลย” ชี้นิ้วสั่ง แต่พี่ฟลอยด์กลับหัวเราะซะงั้น น่าถูกเตะก้านคอนะครับ จะได้สงบปาก 


พอรำคาญคนพูดมาก ผมก็ลุกไปยืนหน้าร้าน ไม่สนเสียงเรียกด้านหลัง ลูกค้าร้านเราเท่าที่เห็นก็ปะปนกัน ทั้งหนุ่ม ทั้งสาว ที่จะมากหน่อยก็หนุ่มๆ คงเพราะพนักงานขายเราหน้าตาดี ก็แน่ละ เอาเดือนกับดาวปีหนึ่งมาแบบนี้ แม้จะไม่หล่อจนเป็นเดือนมหาลัย แต่ก็ดูดีนะครับ ส่วนดาวคณะผมเป็นดาวมหาลัยเชียวนะ ความน่ารักกับความสามารถในการเล่นดนตรีทำเอาคณะกรรมลงคะแนนแทบไม่ทัน 


แต่ผมสงสัยว่าทำไมถึงมาเลือกเรียนเกษตร หน้าสวยๆ ผิวดีๆ จะเสียหมด 


“ไอ้ต้อม” เสียงเรียกชื่อผมดังจนทุกคนต้องหันไปมอง พี่ฟลอยด์ไม่สนใจใคร ดวงตาคู่นั้นมองมาแค่ผม มือก็กวักเรียกยิกๆ “ไอ้ต้อม อย่าให้กูโมโห” 


“กูว่า มึงไปนั่งเฉยๆ ดีที่สุด” ไอ้ดอยคงทนดูไม่ไหว มันเดินมาสะกิดให้ผมกลับไปนั่งที่เดิม 


พอเดินกลับมายังไม่ทันได้ย่อตัวก็ถูกดึงให้กระแทกนั่งจนความเจ็บจี๊ดจากก้นกบลามขึ้นสมอง 


“เจ็บ” ผมย่นหน้าบอก พี่ฟลอยด์ยังตีหน้าดุ “กลับไปหาเพื่อนตัวเองไป”


“ไล่อยู่ได้ ไม่อยากให้กูอยู่เหรอ” 


“ก็ดูพี่ทำหน้าสิ”


“เพราะใครละวะ”


“นี่ผมผิดเหรอ”


“เออ”


ผมเริ่มรู้สึกว่า ตัวเองเอาชีวิตส่วนตัวมาพูดในที่ๆ คนเยอะเกินไป เลยต้องเงียบลง แค่นี้ก็ถูกคนมองมากพอแล้ว ผมเลือกที่จะเงียบ พี่ฟลอยด์ก็ด้วย ตอนนี้บรรยากาศรอบตัวเราสองคนโคตรเย็น หรือเพราะลมที่เริ่มพัดมาก็ไม่รู้ 




กว่าเราจะหาเสียงเจอก็ตอนที่พี่เกนกับไอ้ป่านเดินมา ในมือเพื่อนผมถือสายไหมอันใหญ่มาด้วย เห็นแล้วก็อยากซื้อเหมือนกันนะ ไม่ได้กินมานาน 


“จะไปซื้อลูกชิ้นนะ” อยากลุกไปเลย แต่ก็คงไม่ดี พอผมบอกพี่ฟลอยด์ก็เงียบไม่ตอบกลับ ก็เลยลุกออกไป เดินออกจากซุ้มได้ไม่กี่ก้าว หันกลับมาก็เจอคนหน้าบึ้งเดินตาม ผมไม่พูดอะไร พี่ฟลอยด์ก็ยังเงียบแต่เดินตามตลอด 


ร้านลูกชิ้นทอดเป็นของเด็กเอกวิทยาศาสตร์ ซึ่งผมก็ไม่รู้จักหรอก แต่เคยเจอหน้าบ้าง ผมสั่งลูกชิ้นจิ๋วไปสิบไม้ พอคิดเงินก็มีแขนยาวๆ ยื่นแบงค์ร้อยตัดหน้ามา พี่ฟลอยด์ไม่ได้มองหน้าผมแม้แต่น้อย ไม่แม้แต่จะเอ่ยปากใดๆ จนผมทนไม่ไหวต้องเป็นฝ่ายพูดก่อน


ที่จริงผมก็พูดก่อนเสมอนะ


“กินไหม” ยื่นถุงลูกชิ้นให้ ตอนนี้จากที่เดินตาม เปลี่ยนมาเดินข้างๆ พี่ฟลอยด์ปรายตามองแต่ไม่ยอมพูด “ไม่กินก็ตามใจ”


ผมกัดลูกชิ้นจิ๋วกินอย่างสบายอารมณ์ คนในมหาลัยยังคงแน่น เราไม่ควรเข้าไปเพิ่มประชากรให้ทางฝั่งท่าน้ำ ดังนั้น กลับซุ้มดีกว่า ผมคาบลูกชิ้นไว้ในปากแล้วหันหลังกลับเพื่อจะเดินย้อนไปที่ซุ้ม แต่ลืมไปว่ามีคนเดินด้วยเลยเผลอชนไปนิดหน่อย นั่นไม่ตกใจเท่าพี่ฟลอยด์ยื่นหน้ามาแล้วกัดลูกชิ้นจิ๋วอีกด้านจนปากเราแตะกัน 


ลมเย็นวูบพัดมาทำให้ผมรีบผละหน้าออกมา ตกใจสิครับโธ่ คนก็ตั้งเยอะ พี่ฟลอยด์กินลูกชิ้นลูกนั้นไปแล้ว แถมแลบลิ้นเลียปากตัวเองอีก แม่ง โคตรบ้า


“ทำไรเนี่ย” ยังตกใจนิดๆ แต่ก็พอมีสติถาม


“กินลูกชิ้นไง” น้ำเสียงนิ่งๆ แต่หน้าตาโคตรกวนตีน “จะไปไหน”


“กลับซุ้ม คนเยอะ” ผมบอก พี่ฟลอยด์ก็พยักหน้า “อย่าทำแบบเมื่อกี้อีกนะ คนมอง” 


“ไม่แคร์” 


ผมก็ลืมไปว่าพี่ฟลอยด์ไม่เคยแคร์ ไม่เคยสนใจใครอยู่แล้ว ไม่อย่างนั้นปีก่อนจะร้องเพลงจีบผมหน้าตึกวิศวะเหรอ บ้ายังไงก็ยังบ้าอย่างนั้น 


ตอนนี้มือผมกลายเป็นเครื่องป้อนลูกชิ้นไปแล้ว พี่ฟลอยด์จับแล้วดึงมือผมที่ถือลูกชิ้นไปกินหน้าตาเฉย มีสาวๆ หลายคนเห็นแล้วยิ้ม บ้างก็หัวเราะ คือไม่ได้หวานแหววอะไรหรอกนะครับ มันตลกมากกว่าที่ผู้ชายสองคนยื้อแย่งลูกชิ้นจิ๋วกัน 



กลับมาถึงซุ้ม ได้ยินเสียงดนตรีจากกีต้าร์ พี่ฟลอยด์ก็ขมวดคิ้ว ก่อนเปรยเบาๆ ว่าฝีมือของพี่เกน นี่แฟนพันธ์แท้ของพี่เกนหรือเปล่าวะ ขนาดมองไม่เห็นว่าใครเล่นนะ แต่กลับรู้เหมือนตาเห็น ซึ่งพี่เกนนั่งเล่นกีต้าร์จริงๆ แถมซุ้มผมกลายเป็นแหล่งรวมของบรรดาสาวๆ ทั้งในและนอกคณะ 


พอจับกีต้าร์แล้วหล่อนะเนี่ย ดูมีเสน่ห์เหลือเกิน 


“พี่เกนเท่อะ” ผมว่าออกมา จนลืมนึกว่าไอ้คนข้างๆ ขี้หึงขนาดไหน พอได้ยินผมพูด พี่ฟลอยด์ก็เดินลิ่วๆ ไปแย่งกีต้าร์ในมือเพื่อนตัวเองเฉย ไม่สนว่าพี่เกนจะโวยวายยังไง 


บ้ามากคนนี้


“อะแฮ่มๆ” พี่ฟลอยด์กระแอมเบาๆ แค่นี้สาวๆ ที่นั่งและยืนก็แอบกรี๊ดแล้ว มีหลายคนยกมือถือขึ้นมาถ่ายวีดีโอด้วย ที่จริงก็ถ่ายตั้งแต่พี่เกนแล้วแหละ “วันนี้วันลอยกระทง คนไม่มีคู่อาจจะเหงาสักหน่อย แต่ผมไม่เหงานะครับ” พี่ฟลอยด์พูดแล้วก็ขยิบตามาให้ แล้วผมต้องทำไงล่ะ ก็เขินไง โธ่


“จะทำอะไรของเขาวะ” ผมเม้มริมฝีปาก ลุ้นว่าพี่ฟลอยด์จะทำอะไร 


“วันนี้แฟนของผมเขาชอบทำตัวเด่นเหลือเกิน” ตาเหลือกที่ได้ยิน แต่บรรดารุ่นน้องกับเพื่อนๆ ที่รู้ต่างพากันหัวเราะเสียงดัง นี่ทำให้ผมขายหน้าใช่ไหมเนี่ย “เพราะเขาทำตัวเด่น ผมเลยหึงหนัก แต่เพราะผมไม่อยากเหงาในวันลอยกระทงปีหน้า ผมเลยต้องทำตัวดีหน่อย” ตรงไหนวะ ทำตัวดีตรงไหนอยากถามเหลือเกิน “และผมก็มีเพลงหนึ่งจะมอบให้เขา ช่วยรับฟังด้วยรอยยิ้ม ด้วยนะครับ” 


ไอ้ต้อมขอตายเลยได้ไหม 


ตอนนี้คนหันมามองหน้าผมเต็มเลย ได้ยินบางคนบอกอิจฉาด้วย อิจฉาอะไร เอาไปเลยไหมผู้ชายคนนี้ พอเสียงดีดกีต้าร์อินโทรเพลงขึ้นมา ทุกคนก็หวีดขึ้นมาอีก ยิ่งพอพี่ฟลอยด์ร้อง จากที่หวีดเบาๆ กลายเป็นเสียงกรี๊ดแล้วก็เงียบลงเมื่อคนเล่นหยุดเล่น แล้วยกนิ้วขึ้นแตะปาก 


จะทำเท่อะไรขนาดนี้วะ


“เธอ คือทุกสิ่งในความจริงในความฝัน คือทุกอย่าง เหมือนใจต้องการ เธอเป็นนิทาน ที่ฉันอ่าน ก่อนหลับตาและนอนฝัน เธอ คือหัวใจไม่ว่าใครไม่อาจเทียม เทียบเท่าเธอ ช่างโชคดีที่เจอ ได้ตกหลุมรักเธอ ได้มีเธอ เคียงข้างกัน” ทั้งหน้าตา จังหวะการเล่น รวมไปถึงเสียงร้อง พี่ฟลอยด์กลายเป็นคนที่ดูเท่ขึ้นมา จากที่เท่อยู่แล้วนะ 


พี่จะทำให้ผมตกหลุมรักอีกรอบเหรอเนี่ย ไอ้ต้อมไม่ใช่คนใจง่ายนะเฮ้ย 


“คงจะมีเพียงเธอทำให้โลกนั้นหยุดหมุน เพียงเธอสบตาฉัน คงจะมีเพียงเธอที่หยุดหัวใจของฉันไว้ตรงนี้ ตรงที่เธอ...”  อยู่ๆ ก็หยุดเล่น พี่ฟลอยด์ยื่นมือมาที่ผม คล้ายกับจะบอกให้ผมเดินเข้าไปหา ความกดดันยิ่งกว่าตอนประกวดนายนพมาศบนเวทีอีก พอผมไม่ยอมขยับ หลายคนก็รีบพูดและเร่งให้ผมเดินเข้าไป เอาวะ ไปก็ไป แมนๆ เขาไม่อายกัน...เหรอวะ


“เธอเพียงคนเดียวและเพียงเธอที่ต้องการ ฉันจะทำทุกๆ  ทางด้วยวิญญาณและหัวใจ นั้นคือฉันจะรักเธอไม่ว่าเป็นเมื่อไหร่สถานใด ทั้งหัวใจฉันมีเธอเพียงคนเดียว” 


ผมกำลังถูกสายตาหวานส่งมาจนไม่กล้าหลบตา พี่ฟลอยด์ทำให้ผมลืมไปเลยว่ามีคนนั่งจ้องและนั่งถ่ายวีดีโอเรานับสิบคน เสียงร้องเพลงนุ่มน่าฟังถูกถ่ายทอดออกมาจนจบเพลง พอเสียงกีต้าร์หยุดลง ความเงียบก็เกิดขึ้น แล้วอยู่ๆ เสียงปรบมือก็ดังไปทั่วซุ้ม 


“ฉิบหาย” เผลอสบถออกมาเมื่อหันไปมองหน้าซุ้ม คนยืนออเต็มไปหมด นี่มันมากเกินกว่าสิบแล้ว ทุกคนพร้อมใจมุงดูกันมาก และมันมากซะจนผมต้องหันหลังให้ 


“ไอ้เชี่ย ทำตัวเด่นเกิน” เสียงพี่เกนลอยมาเข้าหู และมีเสียงหัวเราะของไอ้ป่านตามมาติดๆ แต่ผมเห็นด้วยนะครับ พี่ฟลอยด์แม่งทำตัวเด่นเกิน ตั้งแต่กินลูกชิ้นเมื่อกี้แล้ว 


เมื่อเพลงแรกจบ เพลงต่อไปก็มาจากคำขอของรุ่นน้องในคณะผมที่อยากมอบเพลงหวานๆ ให้แฟนฟัง โดยการโทรวีดีโอคอลไปหาเพราะแฟนทำงานอยู่ น่ารักจังครับ ตอนนี้ซุ้มผมเลยกลายเป็นซุ้มบอกรักด้วยเสียงเพลง พี่ฟลอยด์ก็ดังเฉย หลายครั้งที่ร้องไม่ได้ก็ให้พี่เกนช่วย แม้ดูไม่เต็มใจก็เถอะ ต้องขอบคุณให้ป่านนะครับที่พูดเชียร์ ไม่งั้นไม่ได้ยินเสียงพี่เกนแน่

เพิ่งรู้ว่าพี่เกนก็บ้ายอ (จากแฟน) เหมือนกัน 


สองหนุ่มต่างคณะแต่กำลังกลมกลืนไปกับคณะผม เห็นมีพวกบริหารมายืนดูด้วย แต่ก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากถ่ายวีดีโอ แต่ที่ตลกคือเพื่อนของพี่ฟลอยด์มาหาถึงซุ้ม และลากกลับคณะ แต่ถูกบรรดาสายตาหลายสิบคู่จ้องกดดันเพราะต่อคิวบอกรักแฟนด้วยเสียงเพลงเลยต้องล่าถอย 


เอากับพวกเขาสิ 


“มึงทำซุ้มนมปั่นเลี่ยนสัดๆ” ไอ้ดอยบ่น มือก็ทำนมปั่นเป็นระวิง พอมีคนเข้ามาซุ้มมาก ของกินก็ขายได้มาก จนผมกับไอ้ป่านต้องมาช่วย เด็กปีอื่นๆ ก็เอาแต่รุมจะส่งเพลงให้แฟน แม้แต่ผู้ชายก็ยังจองคิว 


“อย่าบ่น รีบๆ คนรอเนี่ย” ผมว่า ก่อนเงยหน้ายิ้มให้ลูกค้า “ขนมปังปิ้งแยมส้มนะครับ” ทวนออร์เดอร์ก่อน คนสั่งก็พยักหน้าพร้อมรอยยิ้มจนผมแอบเขินๆ เหมือนกัน ยิ่งได้ยินคำพูดของน้องเขาก็ทำเอาวางตัว วางหน้าไม่ถูก 


“ที่จริงน้องเป็นแฟนคลับเพจคู่พี่นะคะ เพจเอฟทีไอซ์แลนด์น่ะ ไม่คิดว่าวันนี้จะมาเจอโมเม้นน่ารักๆ แบบนี้ รับรองคืนนี้ยอดแชร์ ยอดไลค์คลิปเพลงเมื่อกี้ต้องเยอะแน่ค่ะ โชคดีจังที่คิดมามหาลัย” 


“อ่าครับ” หัวเราะแห้งๆ ส่งไป นี่ผมลืมว่ามีบ้านคู่ตัวเองเหรอเนี่ย นั่นมันตั้งแต่สมัยคบกับพี่ฟลอยด์ใหม่ๆ แล้วนะ หลังๆ มานี้ไม่ค่อยมีอะไร เพราะมีคู่อื่นโผล่อย่างกับดอกเห็ด แถมแต่ละคนก็หน้าตาจิ้มลิ้มทั้งนั้น


ไอ้ดอยกับไอ้ป่านหัวเราะงอหงาย ผมก็รีบปิ้งขนมปังไป เมื่อไหร่จะเลิกงานวะเนี่ย ไอ้ต้อมอยากกลับแล้ว งานลอยกระทงปีที่แล้วก็ตื่นเต้นเพราะต้องยืนบนเวทีมีคนมองกันมาก ปีนี้ก็แทบไม่ต่าง แม้ไม่ได้ยืนบนเวทีแต่ก็ยังเป็นที่สนใจของทุกคน แม้ไม่เต็มใจก็เถอะ 


เมื่อไหร่พี่ฟลอยด์จะเลิกตะโกนเรียกชื่อผมเนี่ย เดินไปเตะก้านคอดีไหม...ไม่ดีเหรอ 


สุขสันต์วันลอยกระทงนะครับ 


.....

เปลี่ยนมาลอยกระทงกับพี่ฝอยแล้วก็ต้อมบ้างค่า อาจเบื่อเกรียนกันแล้ว ฮ่าๆ 

สุขสันต์วันลอยกระทงค่า

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น