หอหมื่นอักษร
facebook-icon Instagram-icon

เนื่องจากตอนนี้ทางหอหมื่นอักษรได้แปลนิยายเรื่อง ‘สำนักแพทย์อันดับหนึ่ง’ ทันต้นฉบับภาษาจีนแล้ว ทางเราจึงขอแจ้งให้ทราบว่านิยายเรื่องนี้จะหยุดการอัพเดทตอนใหม่ ‘ชั่วคราว’ และจะอัพเดทอีกครั้งเมื่อต้นฉบับจากทางจีนมีเพียงพอแล้วเจ้าค่ะ

ตอน ๗๑ ใช่ว่ากลัว เพียงแต่ไม่ชอบการต่อสู้

ชื่อตอน : ตอน ๗๑ ใช่ว่ากลัว เพียงแต่ไม่ชอบการต่อสู้

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.1k

ความคิดเห็น : 8

ปรับปรุงล่าสุด : 05 พ.ย. 2560 11:14 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอน ๗๑ ใช่ว่ากลัว เพียงแต่ไม่ชอบการต่อสู้
แบบอักษร

พลบค่ำ

ภายในห้องพักของโรงเตี๊ยม ม่อไป๋นั่งขัดสมาธินิ่งอยู่บนเตียง พนมมือไว้กลางอก ดูเงียบสงบและสง่างาม

การฝึกพลังลมปราณของชาวเต๋า แม้ไม่เคยได้รับการพิสูจน์ว่าใช้เหาะขึ้นชั้นเมฆได้จริงหรือไม่  แต่เทคนิคการฝึกลมปราณสืบทอดมาจนถึงทุกวันนี้ได้ ย่อมมีเหตุผลของมันเอง

ผ่านการเดินลมปราณอย่างตั้งใจตลอดช่วงบ่าย สีหน้าในตอนนี้ของม่อไป๋ แม้ยังคงซีดขาวเพราะอาการของโรค แต่เห็นได้ชัดว่าดีขึ้นกว่าก่อนหน้านี้มาก

ความเงียบภายในห้องพลันถูกรบกวนด้วยเสียงฝีเท้าที่ดังมาจากด้านนอก ม่อไป๋ขมวดคิ้วเล็กน้อย ลืมตามองไปที่ประตู

ก๊อกๆ พอดีกับเสียงเคาะประตูดังขึ้น ตามด้วยเสียงถามอย่างสุภาพของเสี่ยวเอ้อ

“นายท่าน ได้เวลาอาหารค่ำแล้ว จะให้ทางโรงเตี๊ยมส่งขึ้นมาให้หรือไม่ขอรับ?”

ม่อไป๋วางมือจากการพนม มองไปนอกหน้าต่าง พระอาทิตย์ตกดินแล้ว เหม่อมองอยู่สักพัก เถี่ยสงคล้ายยังไม่กลับมา ลังเลเล็กน้อย หันหน้าไปทางประตูตอบเสี่ยวเอ้อ

“ส่งกับข้าวรสจืดมาให้สักสามสี่อย่างแล้วกัน”

“ขอรับ ทางโรงเตี๊ยมยังมีสุรารสชาติกลมกล่อม...”

เสี่ยวเอ้อไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปในห้อง จึงได้แต่ยืนขายของหน้าห้อง

“ได้ จัดมาหนึ่งขวด” ม่อไป๋ดื่มสุราไม่ได้แน่ แต่กลับไม่ปฏิเสธ สั่งเสียงเบา

“ขอรับ นายท่านพักก่อน พอสุรากับแกล้มพร้อม จะรีบส่งขึ้นมาให้”

เสี่ยวเอ้อขานรับเสียงดัง ก่อนเดินจากไป

ม่อไป๋ยืดแขนยืดขาสักพัก ค่อยๆ ก้าวลงจากเตียง มองดูสภาพภายในห้องที่มืดสลัวลง เดินมาข้างหน้าต่าง เปิดเป็นช่องเล็กๆ ไว้ มองออกไป

เถี่ยสงยังไม่กลับมา เขาเองก็ไม่ได้รีบอะไร

หลังอยู่ด้วยกันมาหลายวัน ม่อไป๋นับว่าเข้าใจเถี่ยสงพอสมควร หากไม่เกิดเหตุสุดวิสัยจริงๆ เถี่ยสงจะไม่ผิดคำพูดเด็ดขาด ตอนนี้ม่อไป๋ยืนอยู่ริมหน้าต่าง มองดูผู้คนที่เดินไปมา จู่ๆ ในความคิดก็ปรากฏภาพเงาร่างหนึ่ง เด็กหญิงมัดจุกสองข้าง สวมเสื้อผ้าเรียบง่าย น้ำตาไหลพลางโบกมือให้เขา

“พี่ชาย...”

ม่อไป๋สะดุดกึก ค่อยๆ เรียกสติกลับมา รู้สึกได้ถึงหัวใจที่สะท้อนขึ้นลงเป็นระลอก แววตาค่อยๆ สงบลง มุมปากขยับเบาๆ

“หมิงอ๋องที่ดูไม่เอาไหน จริงๆ แล้วก็มีคนที่ลืมไม่ลงกับเขาด้วยเหมือนกัน”

วันนั้นหลังจากตื่นขึ้นในเป่ยเหอ ความคิดก็มีภาพขาดๆ หายๆ เช่นนี้ หรือนี่คือความทรงจำในส่วนลึกที่

ยังหลงเหลืออยู่ของหมิงอ๋อง และส่วนที่ชัดเจนที่สุดของภาพก็คือรูปร่างหน้าตาของเด็กหญิง ม่อไป๋กระพริบตา บ่นเสียงต่ำอีกครั้ง

“รอให้จัดการเรื่องต่างๆ เสร็จเรียบร้อย รอร่างกายข้าดีขึ้นอีกหน่อย ต้องไปตามหาชิงชิงแน่”

พูดจบ เสียงฝีเท้าก็ดังขึ้นหน้าประตู

ม่อไป๋กระพริบตา หันมองไปยังประตู ฟังออกว่าไม่ใช่เสียงเสี่ยวเอ้อ แต่เป็นเถี่ยสง

รอให้เถี่ยสงเคาะประตูแล้วก้าวเข้ามา แต่ไม่คาดว่าเสียงฝีเท้านั้นพอมาถึงหน้าประตู เหมือนลังเลเล็กน้อย ไม่ได้เคาะประตูในทันที แต่กลับยืนอยู่ครู่หนึ่ง ยังนึกว่าหน้าประตูเกิดเรื่องอะไรเกิดขึ้น

แต่รออยู่สักพัก ก็ไม่เห็นว่ามีเรื่องอะไร

กลับได้ยินเสียงเหมือนเถี่ยสงเดินวกไปวนมาอยู่หน้าประตู ฝีเท้าเบามาก ม่อไป๋ต้องตั้งใจฟังจึงได้ยิน

ม่อไป๋เกิดความสงสัยขึ้นในแววตา คิดทบทวนสักพัก ก่อนค่อยๆ ก้าวเดินไปยืนตรงหน้าโต๊ะ

และเนื่องจากเสียงฝีเท้าของตนดังขึ้น เสียงเดินไปมาหน้าประตูจึงหยุดชะงักลง

สีหน้าม่อไป๋สงบนิ่งลง ลากเก้าอี้เข้ามานั่ง ได้ยินเสียงเถี่ยสงดังขึ้น

“องค์ชายหก”

“อืม เข้ามาสิ” ม่อไป๋พูดเสียงเบา

ประตูเปิดออก เถี่ยสงปรากฏกายขึ้น ม่อไป๋มองหน้าเขาครู่หนึ่ง ไม่เห็นความผิดปกติใดๆ แต่ผู้เชี่ยวชาญการมองคนจากสีหน้าอย่างม่อไป๋ตั้งใจมองอีกครั้ง จึงพบว่าหว่างคิ้วของเถี่ยสงมีความเศร้าเสียใจที่ปิดไม่มิด

ม่อไป๋ยกกาน้ำชาขึ้น เทน้ำชาหนึ่งถ้วย ค่อยถามเสียงเบา

“กลับมาแล้วหรือ”

“อืม” เถี่ยสงพยักหน้า หันไปปิดประตู พอดีเห็นเสี่ยวเอ้อเดินมาทางนี้ พลางพูดกับเขา

“นายท่านครับนายท่าน สุรากับแกล้มของท่านมาแล้ว”

เถี่ยสงชะงัก

ม่อไป๋เงยหน้าขึ้นพูด “ใช่ ข้าสั่งเอง”

เถี่ยสงไม่ได้ให้เสี่ยวเอ้อเดินเข้าห้อง รับถาดอาหารมา ปิดประตู เดินถือถาดอาหารเข้ามาเอง

เถี่ยสงวางถาดสุรากับแกล้มลงบนโต๊ะ จ้องมองใบหน้าม่อไป๋แล้วเอ่ยปากถาม 

“องค์ชายหก สีหน้าท่านดีขึ้นมาก ดื่มสุราได้แล้วหรือ?”

ม่อไป๋ยิ้มน้อยๆ ยกถ้วยน้ำชาขึ้น ส่ายหน้าตอบ

“ห้ามแตะต้องสุราภายในหนึ่งปี”

หนึ่งปี!

ดวงตาเถี่ยสงฉายแววขมขื่น แน่นอนว่าเขาหวังให้ม่อไป๋มีร่างกายแข็งแรงใกล้หาย แบบนี้ค่อยกล้าสู้หน้าหน่อย

“เจ้ากินอะไรมาแล้วหรือยัง?” ม่อไป๋ถามเสียงเบา คล้ายไม่ได้สังเกตว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่

“กินมาบ้างแล้ว”

เถี่ยสงพยักหน้าหงึกๆ แม้พูดว่ากินแล้ว แต่มือยังคงหยิบตะเกียบขึ้น ชิมกับข้าวให้ม่อไป๋

ม่อไป๋เห็นแล้วก็มิได้ว่าอะไร ตลอดการเดินทางที่ผ่านมา เถี่ยสงมักนำเข็มเงินทดสอบกับข้าวว่ามีพิษหรือไม่เสมอ ม่อไป๋ก็มักหัวเราะแล้วส่ายศีรษะ บอกว่าไม่มีประโยชน์ พิษหลายอย่างใช่ว่าเข็มเงินจะตรวจพบ

ม่อไป๋เป็นหมอ เถี่ยสงเชื่อในคำพูดของเขา ต่อมาจึงไม่ใช้เข็มเงินอีก ใช้คนลองแทน

แบบนี้ยิ่งไม่มีประโยชน์เข้าไปใหญ่ หากเป็นคนซึมซับพิษได้ช้า ทดลองไปก็ไม่ได้อะไร แต่เถี่ยสงยังคงยืนยันว่าต้องทำ พักหลังม่อไป๋จึงไม่พูดอีก

“เจอหนิงเอ๋อร์หรือเปล่า?” ม่อไป๋ถามเสียงเบา

“เจอแล้ว อาจิ่วก็อยู่ด้วย” เถี่ยสงชิมกับข้าวทุกอย่างแล้วผงกศีรษะ

“อืม หนิงเอ๋อร์หายจากอาการบาดเจ็บแล้วหรือยัง?” ม่อไป๋หยิบตะเกียบพลางถามต่อ

เถี่ยสงลุกขึ้นยืนด้านข้าง ตอบเสียงเบา

“องค์ชายหกวางใจ นางไม่เป็นไรแล้ว”

“งั้นก็ดี รอเจอนางก่อนข้าค่อยดูอาการให้อีกครั้ง แต่อาการบาดเจ็บภายนอก ดูแลรักษาสุขภาพให้ดีก็ไม่น่ามีปัญหา” ม่อไป๋กินไปพูดไป

“ขอบคุณองค์ชายหก”

ภายในห้องเงียบเสียง ม่อไป๋ไม่พูดอะไรอีก เหมือนเขาลืมถามเถี่ยสงเรื่องเพื่อนๆ นั่งเงียบๆ กินต่อไป

เนิ่นนานให้หลัง รอจนม่อไป๋กินข้าวอิ่ม เถี่ยสงก็ยังไม่เอ่ยปากพูด

เขาเข้ามาเก็บถ้วยชาม ม่อไป๋จึงหัวเราะแล้วโบกมือ “ไม่รีบ นั่งลงก่อนสิ”

มือเถี่ยสงค้าง แต่กลับไม่ได้นั่งลง กลอกตาไปมา ที่สุดแล้วก็กัดฟัน โค้งคำนับก่อนเอ่ยปาก

“องค์ชายหก มีเรื่องๆ หนึ่ง ข้า.....”

ม่อไป๋ซ่อนยิ้มอยู่ในใบหน้า “ไม่ต้องคิดมาก พูดมาเถอะ”

จากท่าทางตอนอยู่หน้าประตูของเถี่ยสง เขาก็รู้แล้วว่าต้องมีเรื่องอะไรแน่ เถี่ยสงเป็นคนเงียบขรึม ทำอะไรมีหลักการ ปกติจะไม่มีอาการลังเลแบบนั้น

แต่อย่างไรเสียตอนนี้ม่อไป๋เข้าใจผิดแล้ว เขายังนึกว่าเป็นเรื่องของเพื่อนๆ เถี่ยสงที่ไม่อยากเข้ามายุ่งเกี่ยวกับเรื่องของตน จึงทำให้เถี่ยสงรู้สึกลำบากใจ

เถี่ยสงลังเลอยู่พักหนึ่ง ค่อยตัดสินใจพูด

“องค์ชายหก...ทรัพย์สินที่พวกเรานำออกมาจากจวนอ๋องและ...และสมุนไพรสองคันรถนั่น...ไม่เหลือแล้ว!”

ใบหน้าซ่อนยิ้มของม่อไป๋พลันชะงักค้างหลังได้ยินคำพูดนี้

เถี่ยสงเห็นสีหน้าม่อไป๋ ดวงตายิ่งฉายแววขมขื่น ไม่พูดไม่จา คุกเข่าลงบนพื้น

“องค์ชายหก ขอท่านวางใจ ไม่ว่าอย่างไร เถี่ยสงต้องรับผิดชอบเรื่องนี้อย่างแน่นอน ขอท่านอ๋องเมตตา ให้เวลาพวกเราคิดหาหนทาง...”

“ช้าก่อน!” เถี่ยสงไม่ทันพูดจบ เสียงม่อไป๋ก็ดังขึ้น เสียงที่ยังคงสงบนิ่งดังเดิม

เถี่ยสงก้มศีรษะ ปิดปากเงียบ

“เจ้าลุกขึ้นก่อน” ม่อไป๋พูด

เถี่ยสงลุกขึ้นอย่างเงียบๆ เขาทำไม่ลงกับการแสร้งคุกเข่าขอขมา

ม่อไป๋ดื่มน้ำชาอีกหนึ่งถ้วย ยังไม่พูดอะไรออกมาทันที เงียบอยู่พักใหญ่ รอให้ทั้งสองฝ่ายสงบสติอารมณ์ได้ก่อน ค่อยพูดขึ้นเสียงเบา

“เถี่ยสง เจ้าคิดว่าชีวิตข้าสำคัญ หรือของพวกนั้นสำคัญ?”

เถี่ยสงชะงัก เงยหน้าขึ้นตอบอย่างไม่ลังเล

“แน่นอนชีวิตของท่านย่อมสำคัญกว่า แต่หนึ่งก็คือหนึ่ง สองก็คือสอง หน้าที่รับผิดชอบขององครักษ์อย่างข้าคือการรักษาความปลอดภัยให้กับท่าน”

ม่อไป่วางถ้วยน้ำชาลง ไม่โต้แย้งคำพูดของเขา เงยหน้าขึ้นพร้อมยิ้มน้อยๆ บนใบหน้าอีกครั้ง

“ดีละ เพื่อนของเจ้าก็เคยอารักขาข้า พวกเขาไม่มีหน้าที่รับผิดชอบหรือไง ของพวกนั้นถือเป็นค่าตอบแทนให้พวกเขาแล้วกัน มันไม่สำคัญเท่าชีวิตข้าหรอก”

ม่อไป๋ไม่รู้ว่าสองปีที่ผ่านมา การเป็นองครักษ์ในจวนอ๋องของเถี่ยสงมีส่วนช่วยเหลือเกื้อกูลพี่น้องให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นกว่าแต่ก่อน ดังนั้นพี่น้องเถี่ยสงจึงคิดว่าหากมีโอกาสย่อมต้องตอบแทนจวนอ๋อง ดังนั้นพวกเขาจึงช่วยเหลืออย่างเต็มที่

แต่ตอนนี้เถี่ยสงไม่ได้คิดเรื่องพวกนี้ กลับมีสีหน้าจริงจังขึ้น รีบตอบ

“องค์ชายหก...ขอท่านอย่าได้เข้าใจผิด พี่น้อง...”

หยุดชั่วคราว ไหนๆ ก็เปิดเผยแล้ว ไม่มีความจำเป็นต้องปิดบังอะไรอีก

“คนเหล่านั้นล้วนเป็นพี่น้องร่วมสำนักกับข้า ต่อให้พวกเขาหิวตาย ก็ไม่มีทางใช้วิธีสกปรกยึดเอาทรัพย์สินของท่านไปเป็นของๆ ตัวเองอย่างเด็ดขาด เพียงแต่ เพียง.....”

เถี่ยสงรีบร้อน อยากอธิบายเรื่องทั้งหมด แต่กลับพูดไม่ออก เพราะความจริงพี่น้องของเขาได้ใช้ทรัพย์สินของม่อไป๋เพื่อความปลอดภัยของตนเอง ยังพูดได้อีกหรือว่าต่อให้หิวตายก็ไม่ทำเรื่องเช่นนี้?

ทว่าม่อไป๋พอได้ยินเถี่ยสงพูดถึงตรงนี้ แววตากลับผ่อนคลายลงมาก เมื่อครู่เขาเครียดก็จริง แต่ไม่ใช่เรื่องทรัพย์สิน คิดว่าคนเหล่านี้ทำเรื่องแบบนี้ได้อย่างไรต่างหาก คิดว่าเมื่อก่อนตนคิดผิด คิดว่าเถี่ยสงคุมพวกเขาอยู่ แต่ตอนนี้ หากคนเหล่านี้ไม่ใช่ผู้มีคุณธรรม ไม่แน่ว่าตนมาถึงหมิงจู อาจไม่ได้อยู่อย่างสงบเช่นนี้ ใครจะรับรองได้ว่าพวกเขาจะไม่นำตนไปขาย เปิดเผยเบาะแสของตน

พอได้ยินว่าเป็นเพราะสาเหตุอื่น ม่อไป๋ก็เบาใจลงมาก เอ่ยปากพูด

“ไม่ต้องรีบ ค่อยๆ เล่า”

อาจเป็นเพราะม่อไป๋มีจิตใจสงบนิ่งเรื่อยมา เถี่ยสงจึงไม่ต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์อึดอัดใจอย่างที่เคยคิดไว้ ที่สุดแล้วเขาก็สงบนิ่งลง เล่าเรื่องราวตั้งแต่ต้นจนจบให้ม่อไป๋ฟัง

ครั้งนี้กระทั่งความแค้นของตระกูลเขาก็ไม่ปิดบัง ความรู้สึกที่มีต่อทางการก็พูดออกมา แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าม่อไป๋ก็หลีกเลี่ยงการพูดจาแรงๆ เพียงต้องการอธิบายว่าเหตุใดเหล่าพี่น้องจึงคิดว่าม่อไป๋ได้เสียชีวิตไปแล้ว และใช้ทรัพย์สินของเขา

ไม่เฉพาะคำกำชับก่อนหน้านี้ของม่อไป๋ ยังเป็นเพราะหลายปีมานี้ ทางการไม่เพียงไม่รับฟังความคิดเห็น ยังสร้างความลำบากให้พวกเขาอีก เมื่อม่อไป๋ตายไป ของพวกนี้จึงไม่มีเจ้าของ หรือพูดได้ว่าเป็นของๆ ทางการ หากนำมาใช้ก็ไม่จำเป็นต้องละอายต่อทางการแต่อย่างใด

ฟังมามากมาย ม่อไป๋ก็สามารถเข้าใจเรื่องราวโดยรวมทั้งหมด พยักหน้าอุทานเสียงเบา

“ที่แท้เป็นเช่นนี้นี่เอง!”

บอกตามตรง ตอนนี้เขามองเถี่ยสงแล้วรู้สึกตื้นตันใจ ในสถานการณ์เช่นนี้ยังสามารถอารักขาชีวิตเขาไว้ได้ ไม่ใช่เรื่องที่คนธรรมดาสามัญจะทำได้  ตนมองคนไม่ผิดจริงๆ

ขณะเดียวกันเขาก็เข้าใจแล้วว่า พี่น้องของเถี่ยสงก็เป็นเช่นเดียวกับเถี่ยสง

พวกเขาไม่เคยเข้าไปในจวนอ๋อง ความเป็นตายของม่อไป๋ ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับพวกเขา แต่เพราะเถี่ยสงกับหนิงเอ๋อร์ และความเมตตาจากจวนอ๋อง พวกเขาจึงต้องกระโจนเข้าร่วมวงศ์ไพบูลย์ในแอ่งน้ำวนนี้

“องค์ชายหก เรื่องราวก็เป็นเช่นนี้ พี่น้องของข้าไม่ใช่พวกโจรที่ชอบลักไก่กินอย่างเด็ดขาด ท่านวางใจได้ ขอเพียงพวกเรายังมีชีวิต หนี้ต้องชดใช้ให้หมด แม้วันนี้พวกเรายังลืมตาอ้าปากไม่ได้ ลูกหลานของพวกเรายังยากจน เหลนรุ่นต่อไปก็ต้องชดใช้!”

เถี่ยสงเงยหน้าขึ้น น้ำเสียงหนักแน่น ไม่ปรากฎความคลุมเครือแม้แต่น้อย

ม่อไป๋โบกมือเบาๆ ไปมา “ไม่ต้องพูดเรื่องพรรค์นี้อีก”

เถี่ยสงมองดูสีหน้าที่เหมือนไม่เอาเรื่องของเขาแล้วค่อยเงียบเสียงลง ไม่พูดอะไรอีก แต่ในใจยังคงคิดเช่นนี้จริงๆ

ม่อไป๋ลุกขึ้นยืนก่อนเดินไปตรงหน้าต่าง มองออกไป ในใจเริ่มคิดคำนึงถึงข่าวคราวต่างๆ ที่เมื่อครู่ได้ถูกเปิดเผยออกมา ความจริงแล้วใช่ว่าเขาไม่รู้สึก ทรัพย์สมบัติเหล่านี้แน่นอนว่าสำคัญสำหรับเขา โดยเฉพาะสมุนไพรเหล่านั้นเกี่ยวข้องกับการฟื้นฟูร่างกายของเขา ตอนนี้ไม่มีแล้ว เป็นธรรมดาที่เขาต้องร้อนใจ

เพียงแต่เขาไม่ใช่คนที่คิดพึ่งพาผู้อื่นไปเสียทุกอย่าง ก่อนหน้านี้เป็นเพราะโดนบีบจนไม่มีทางเลือก แต่ตอนนี้นับได้ว่าเป็นอิสระแล้ว ไม่ต้องพูดถึงทรัพย์สมบัติ แค่วันนี้ถ้าเถี่ยสงไม่กลับมา เขาก็ไม่คิดว่าตนเองจะกระวนกระวายจนทำอะไรไม่ถูก อย่างอื่นไม่ต้องพูดถึง ที่สุดแล้วเขายังมีฝีมืออยู่กับตัวบ้าง หากต้องการมีชีวิตอยู่เพียงอย่างเดียว เขาก็ไม่เคยหวาดกลัว

ครุ่นคิดอยู่นาน จึงค่อยๆ หันมามองเถี่ยสง นัยน์ตาใสวาว เอ่ยปากขึ้น

“เถี่ยสง เมื่อก่อนมีเรื่องมากมายที่ข้าไม่เข้าใจ ตอนนี้มาถึงที่นี่แล้ว เดิมทีก็คิดเตรียมไปสมทบกับพี่น้องของเจ้า ซึ่งพวกเขาเคยช่วยข้าไว้ ข้าไม่สามารถทนเห็นพวกเขาเดือดร้อนโดยทำเป็นไม่สนใจได้ ดังนั้นคิดว่ารอจนร่างกายข้าดีขึ้นอีกหน่อย ต้องคืนความสงบสุขให้พวกเขาแน่ บุญคุณครั้งนี้หากชดใช้แล้ว ความแค้นของตระกูลที่ฟังเจ้าเล่ามา ข้าตัดสินใจแล้วว่าจะไม่นิ่งดูดายเป็นอันขาด”

“องค์ชายหก พวกเขาก็กำลังทดแทนบุญคุณท่าน” เถี่ยสงพูดเสียงขรึม

ม่อไป๋ส่ายหน้า หัวเราะแล้วพูดต่อ

“พวกเจ้าสามารถแยกแยะบุญคุณความแค้นได้ ไฉนข้าจะทำบ้างไม่ได้? ดังนั้นแม้พี่น้องของเจ้านำของ

พวกนั้นไปใช้ ข้าก็ไม่ถือสา คิดเสียว่าหายกันไปแล้วกัน สำหรับข้าแล้ว วัตถุใดๆ ก็เทียบไม่ได้กับการมีชีวิต”

เถี่ยสงไม่รู้ว่าควรพูดอะไรดี จำแม่นอยู่เพียงอย่างเดียว ไม่ว่าอย่างไร เป็นหนี้ต้องชดใช้

ม่อไป๋ยังพูดไม่จบ แต่รอยยิ้มกลับจางหาย สีหน้าจริงจังขึ้น พูดเสียงต่ำเล็กน้อย

“แม้ตอนนี้รู้แล้วว่าพี่น้องของเจ้าคิดอย่างไรกับข้า ก็ให้บุญคุณความแค้นระหว่างเราสิ้นสุดกันตรงนี้เถิด พวกเราจะได้ไม่ต้องพูดถึงเรื่องเป็นหนี้หรือไม่เป็นหนี้อีก ข้าก็จะได้ไม่ต้องพูดเรื่องเป็นบุญคุณหรือไม่เป็นบุญคุณอีก ระหว่างเราพูดกันแต่มิตรภาพก็พอ ไม่พูดถึงบุญคุณความแค้น ตัวจะได้เบา ไม่ต้องเครียดไปกับเรื่องพวกนี้ เจ้าว่าดีไหม?”

เถี่ยสงอ้าปากค้าง พริบตานั้นไม่รู้ว่าจะตอบว่าอย่างไร

เขาไม่ผลักภาระหนี้สินพวกนี้แน่ แต่พอแบกรับความรับผิดชอบไว้ ก็ประหนึ่งให้ม่อไป๋แบกรับไว้ด้วย คิดอยู่เนิ่นนาน เถี่ยสงจึงหาทางออกได้ เงยหน้าขึ้นพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“องค์ชายหก ไม่ใช่เช่นนี้ ต้องพูดเรื่องบุญคุณ แรกเริ่มเดิมทีก็เป็นท่านที่ช่วยหนิงเอ๋อร์ไว้ ท่านมีบุญคุณกับพวกเรา ต่อมาท่านมีภัย แต่พวกเรากลับช่วยท่านไม่ได้...”

“พอแล้ว หยุดแค่นี้พอ” ม่อไป๋ยกมือขึ้นห้ามไม่ให้เขาพูดอีก น้ำเสียงมีพลังอำนาจ

“ระหว่างข้ากับพวกเขาเดิมทีไม่มีอะไรซับซ้อน มีแต่เรื่องระหว่างข้า เจ้า กับหนิงเอ๋อร์”

เถี่ยสงอึ้งอีกครา นับว่าเข้าใจความหมายของม่อไป๋แล้ว พอม่อไป๋รู้ทีท่าของเหล่าพี่น้อง จึงไม่อยากเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วย

เขาเงียบไปสักพัก ในที่สุดก็ผงกศีรษะ เพราะเหล่าพี่น้องก็รู้สึกไม่สนิทใจกับหมิงอ๋องเช่นกัน บังคับให้เกี่ยวข้องกัน ไม่สู้แยกออกให้ชัดเจนดีกว่า แต่นี่ไม่ได้หมายความว่าเขาจะหลีกหนีความรับผิดชอบ ยังคงตอบว่า

“องค์ชายหก เรื่องนี้ท่านให้ข้าดำเนินการ เมื่อเกิดปัญหาขึ้น ข้าก็ต้องรับผิดชอบ”

ม่อไป๋หันกลับไปเปิดหน้าต่างออกเป็นช่องเล็กๆ มองดูท้องฟ้าที่มืดค่ำลง พูดด้วยน้ำเสียงละมุน

“ดีละ ข้าก็เคยอยู่ในยุทธภพ ยังไม่เคยถูกใครรังแกจริงๆ...ถึงข้าไม่ชอบการต่อสู้ แต่ก็ไม่เคยเกรงกลัว!”

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น