น้ำมิ้ม

โรแมนติก เนื้อเรื่องเบาๆ อ่านแล้วอมยิ้มตามค่ะ เป็นอีกเรื่องที่ฉีกแนวของไรท์นะ แต่รับรองว่าสนุกค่า ^^

รีไรท์ / ตอนที่ 3 - 1 (เดิมพันใหญ่หลวง)

ชื่อตอน : รีไรท์ / ตอนที่ 3 - 1 (เดิมพันใหญ่หลวง)

คำค้น : เดิมพันรักเจ้านายสุดแสบ, เจ้านาย , หัวใจ , แต่งงาน , เพลย์บอย , สัญญารัก , มรดก , 18+ , เจ้านายลูกน้อง , เลขา

หมวดหมู่ : นิยาย ตลก,คอมเมดี้

คนเข้าชมทั้งหมด : 264

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 05 พ.ย. 2560 11:39 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
รีไรท์ / ตอนที่ 3 - 1 (เดิมพันใหญ่หลวง)
แบบอักษร

​ห้องทำงานกว้างที่เปิดแอร์เย็นฉ่ำ หากชายสองคนที่ต่างวัยกันอย่างชัดเจนกำลังนั่งเผชิญหน้ากันด้วยใบหน้าที่เคร่งเครียดทำให้บรรยากาศการสนทนาของคนทั้งคู่กลับไม่ได้เย็นสบายดังเช่นอุณหภูมิภายในห้องเลย โดยเฉพาะร่างสูงใหญ่ของเกื้อที่นั่งอยู่เบื้องหลังโต๊ะทำงานตัวใหญ่ที่จ้องบุรุษชราที่นั่งอยู่ตรงข้ามด้วยแววตาที่ค่อนข้างดุดัน

“ผมว่าคุณรู้ดีนะว่าผมหมายความว่ายังไงคุณมนตรี ... ข้อมูลสำคัญของบริษัทที่รั่วไหลออกไป จนไปถึงมือของคู่แข่งอย่าง ‘บริษัท เดอะเบสต์’ ที่ลูกสาวคนเก่งของคุณทำงานอยู่ มันจะเป็นใครไปได้นอกจากคุณ”

ประโยคที่กล่าวหาอย่างร้ายแรงจากปากของ “ประธานเกื้อ” แห่ง เคเคกรุ๊ป เจ้าของแบรนด์กระเป๋าหรูที่ติดอันดับท็อปไฟว์ของเมืองไทย เอ่ยกับชายสูงวัยที่นั่งตรงข้ามอย่างข่มขู่ หากนายมนตรีจ้องกลับเจ้านายของตนอย่างไม่ยอมแพ้และพยายามจะอธิบาย

“ข้อมูลทุกอย่างของผมเก็บไว้ที่คอมพิวเตอร์ของบริษัททั้งหมด เอกสารก็อยู่ในตู้เอกสารที่มีกุญแจล็อค ผมไม่เคยเอาเรื่องงานกลับไปที่บ้าน และถ้าท่านประธานไม่เชื่อ ท่านประธานก็ไปเปิดกล้องวงจรปิดดูได้เลย ผมไม่ได้เป็นคนทำให้ข้อมูลลับของบริษัทรั่วไหลออกไปแน่นอน”

บุรุษชรายืนยันอย่างหนักแน่นอีกครั้ง หากริมฝีปากหนาของผู้ที่นั่งอยู่เบื้องหลังโต๊ะทำงานยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย จนทำให้ใบหน้าคมเข้มนั้นเกิดริ้วรอยจากวัยที่เกินชายหนุ่มวัยรุ่นมาแล้ว หากไม่สามารถกลบความมีเสน่ห์ที่ยังคงฉายชัดแม้ว่าวัยจะล่วงเข้าเลขสี่แล้วก็ตาม

“คุณไปอธิบายกับทีมทนายผมก็แล้วกัน...ทีมการตลาดสรุปออกมาแล้วว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นในเดือนที่ผ่านมาเป็นมูลค่า 50 ล้านบาท ผมคงไม่มีตำแหน่งอะไรให้คุณทำงานที่นี่อีกแล้วคุณมนตรี .... และผมคงไม่ให้เงินชดเชยคุณ เพราะคุณต่างหากที่ต้องเป็นฝ่ายชดใช้หนี้ความเสียหายพวกนี้ให้กับผม!”

ประธานเกื้อ แห่งเคเคกรุ๊ปยืนขึ้นเต็มความสูง จนข่มให้ชายสูงวัยนั้นยิ่งดูหมดสง่าราศีของอดีตผู้จัดการด้านการบัญชีแห่งเคเคกรุ๊ปไปโดยปริยาย

“จำไว้ด้วยว่า หลังจากที่คุณก้าวเท้าออกไปจากห้องนี้แล้ว ทุกอย่างจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป คุณมนตรี ผมหวังว่าคุณจะสามารถจัดการเคลียร์เรื่องทั้งหมดได้โดยเร็วที่สุด อย่าให้ผมรอนานจนต้องส่งคนไปทวง!”    

นายมนตรีเงยหน้าสบตาคนที่เป็นเจ้านายลูกน้องกันมานานด้วยหัวใจที่หนักอึ้ง ก่อนจะก้มลงหยิบซองสีขาวพร้อมกับซองเอกสารอื่นๆเก็บถือไว้

ในวัย 55 ปีของชายสูงวัยเช่นเขา ไม่คิดเลยว่าตัวเองจะต้องมาเกษียณก่อนกำหนดด้วยเหตุผลอย่างถูกไล่ออกเลย โดยเฉพาะการถูกไล่ออกด้วยความผิดที่เขาไม่ได้เป็นคนก่อเลยแม้แต่นิดเดียว!

เสียงทุ่มเถียงกันจนดังเล็ดลอดออกมานอกห้องทำงานของเกื้อทำให้ร่างผอมบางที่ถือแฟ้มเอกสารจดๆจ้องๆอยู่หน้าห้องไม่กล้าเข้าไป แต่ก็ไม่คิดจะเดินหนีไปเพื่อรักษามารยาทเช่นกัน พีชญาตัดสินใจหยิบมือถือออกมาเพื่อกดอัดเสียง เรื่องนี้เขาคนนั้นควรรู้ และน่าจะเป็นประโยชน์มากสำหรับเวลาที่พวกตนรอคอย ...เคเคกรุ๊ปได้เวลาเปลี่ยนมือเสียที!

…………………………………………

นายมนตรีขับรถกลับบ้านด้วยอาการใจลอยไม่อยู่กับเนื้อกับตัว หากเมื่อถึงบ้านก็เอาแต่เก็บตัวอยู่ในห้อง แม้นางเอื้อมพรจะเข้ามาเคาะเรียกอย่างไรผู้เป็นสามีก็ไม่ยอมออกมา จนกระทั่งมินทิรากลับมาบ้านด้วยอีกคน หากบรรยากาศภายในบ้านที่เงียบผิดปรกติทำให้หญิงสาวที่เดินยิ้มอย่างอารมณ์ดี เดินตรงไปหามารดาที่นั่งเครียดอยู่บนโต๊ะอาหารอยู่คนเดียว

“พ่อยังไม่กลับหรือคะแม่”

“กลับแล้ว แต่ตั้งแต่กลับมาพ่อเค้าก็เอาแต่เก็บตัวอยู่ในห้องนอนไม่ยอมออกมากินข้าวกินปลา แม่ขึ้นไปเรียกตั้งหลายครั้งแต่พ่อแกเค้าก็ไม่ยอมเปิดประตูให้แม่”

นางเอื้อมพรเอ่ยกับบุตรสาวอย่างร้อนใจ มินทิราจึงตัดสินใจเดินขึ้นไปหาบิดาเอง

“พ่อคะ นี่มิ้นเองค่ะ พ่อเปิดประตูให้มิ้นเข้าไปหน่อยได้ไหมคะ”

หญิงสาวเอ่ยเรียกบิดาอยู่หน้าห้อง และเพียงครู่เดียวบานประตูก็เปิดออก มินทิราจึงเดินตามบิดาเข้ามา

“ล็อคประตูด้วยยัยมิ้น พ่อไม่อยากให้แม่เขาเข้ามาเห็นพ่อในสภาพแบบนี้”

“เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือคะพ่อ”

มินทิราเอ่ยถามบิดาพลางปิดประตูตามคำสั่งก่อนที่จะตรงเข้ามายังโต๊ะทำงานของนายมนตรีที่จัดแอบหลบมุมเอาไว้ริมหน้าต่าง ที่บัดนี้มีเอกสารหลากหลายอย่างวางกระจายระเกะระกะ

“ท่านประธานใส่ร้ายพ่อ ...ท่านว่าพ่อทำข้อมูลลับของบริษัทรั่วไหลออกไป พ่อกำลังจะถูกบริษัทฟ้องร้อง”

มินทิราแทบเข่าอ่อนเมื่อฟังผู้เป็นบิดาพูดจบประโยค หลายวันที่ผ่านมานี้ เธอยังมีความสุขกับตำแหน่งใหม่ “หัวหน้าการตลาด แห่งบริษัท เดอะเบสต์” ที่เธอกำลังไปได้สวย แต่ตอนนี้เรื่องราวดีๆของเธอถูกกลบไปด้วยข่าวร้ายที่ทำให้ผู้เป็นพ่อของเธอนั่งหมดอาลัยตายอยากอยู่หน้าโต๊ะทำงาน ที่มีซองขาววางโดดเด่นอยู่ท่ามกลางกองเอกสารอื่นๆ

“ท่านประธานไม่ฟังพ่อเลย มันไม่ใช่ความผิดของพ่อเลยนะลูก เรื่องที่ข้อมูลลับของบริษัทที่รั่วไหลออกไป”

มินทิราเอื้อมไปหยิบเอกสารที่วางอยู่บนโต๊ะทำงานของพ่อขึ้นมาดู ซึ่งพอกวาดตามองปราดเดียวก็พอจะเข้าใจ เอกสารพวกนี้เป็นข้อมูลสินค้าตัวใหม่ของเคเคกรุ๊ป และมันช่างบังเอิญเหลือเกินที่บริษัทของเธอก็เพิ่งจะทำข้อมูลสินค้าตัวใหม่คล้ายๆกันเช่นกันแต่วางขายไปเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว!

ถ้าหากนี่เป็นเอกสารข้อมูลของเคเคกรุ๊ปจริง สินค้าล็อตใหม่ที่จะวางเดือนนี้  ยังไม่ทันได้ลงสนามก็แพ้เสียแล้ว เพราะข้อมูลดันรั่วไปจนตัวเองที่จะวางขายในตลาดทีหลังกลายเป็นของเลียนแบบเต็มไปหมด

“พ่อโดนแฮ็กข้อมูลในคอมพิวเตอร์ที่บริษัท พ่อไม่รู้จริงๆว่าข้อมูลพวกนั้นมันรั่วไหลออกไปได้ยังไง”

นายมนตรียังคงกล่าวอย่างกลัดกลุ้ม มูลค่าความเสียหายครั้งนี้หลายสิบล้านบาท และประธานเกื้อ แห่ง เคเค กรุ๊ป คงไม่ยอมให้เรื่องนี้จบง่ายๆ

มินทิรา คำนวณเงินเก็บคร่าวๆของตนเองแล้วก็ได้แต่ถอนใจ แม้ว่าเธอจะทำงานตำแหน่งใหญ่โตถึงฝ่ายการตลาดและเป็นนักบริหารฝีมือดีในบริษัทส่งออกสินค้ารายใหญ่ของอเมริกาในประเทศไทย แต่ด้วยวัยแค่ 25 ปี และอายุการทำงานที่ยังน้อยอยู่ทำให้เงินเก็บไม่ได้มากพอถึงขนาดจะชดใช้ความเสียหายนี้ได้หมดจด

“ยังไงมิ้นก็ไม่ยอมให้ฝ่ายนั้นเล่นงานพ่อจนติดคุกหรอกค่ะ มิ้นมั่นใจ พ่อของหนูไม่มีวันทำเรื่องไม่ดีแบบนั้นเด็ดขาด ...มิ้นจะหาทางช่วยพ่อเอง...พ่อไม่ต้องห่วงนะคะ”

หญิงสาวเข้ามาโอบกอดบิดาไว้อย่างให้กำลังใจ ในขณะที่นายมนตรีได้แต่กอดลูกไว้อย่างเสียใจ และตัดสินใจพูดในสิ่งที่ตนเองครุ่นคิดมาตลอด

“จริงๆพ่อก็คิดว่ามิ้นน่าจะช่วยพ่อได้ เพราะท่านประธานเกื้อ  ท่านต้องการพบลูก”

“ต้องการพบกับหนูเหรอคะ...เค้าจะอยากพบกับหนูทำไม หรือเขาจะคิดว่าพ่อเป็นคนขโมยข้อมูลพวกนั้นมาให้หนูเหรอคะ?”

หญิงสาวเอ่ยถามอย่างสงสัย พลางคิดทบทวนอย่างแน่ใจ...เธอทำงานที่บริษัทเดอะเบสต์ คู่แข่งคนสำคัญ ของบริษัท เคเค กรุ๊ป และการที่พ่อเธอถูกกล่าวหาว่าทำข้อมูลลับรั่วไหล แน่นอนว่าเธอต้องกลายมาเป็นแพะไปด้วยโดยปริยาย

มินทิราถอนหายใจเบาๆ แม้ว่าเธอจะไม่เคยเจอกับท่านประธานแห่ง เคเค กรุ๊ปเลย แต่เรื่องชื่อเสียงนั้นไม่ต้องพูดถึง ก็บริษัทของประธานเกื้อนั้นเป็นคู่แข่งตัวฉกาจ จน “นายสุทัศน์” ผู้จัดการแผนกต่างประเทศเคยเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันอย่างอาฆาตมาแล้ว ลงสนามแข่งกันทีไร ไม่ว่าตลาดในประเทศหรือต่างประเทศ เป็นต้องเผชิญหน้ากับฝ่ายของบริษัท เคเค กรุ๊ป ของพ่อม่ายพราวเสน่ห์นั่นทุกที

“หรือว่าเขาสงสัยว่าหนูแอบล้วงข้อมูลจากพ่อไปให้บริษัทของหนูใช่มั้ยคะพ่อ”

“พ่อก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่เรื่องนี้พวกเราอย่าเพิ่งให้แม่เรารู้เรื่องก็แล้วกัน พ่อกลัวว่าแม่แกจะรับไม่ได้ถ้าพ่อต้องถูกฟ้องร้องขึ้นมาจริงๆ”

“พ่อไม่ต้องห่วงค่ะ ในเมื่อประธานเกื้อให้โอกาสมิ้นได้เข้าไปพบ มิ้นจะไม่ทำให้มันต้องเสียเปล่าแน่ๆ!”

หญิงสาวเอ่ยกับบิดาอย่างมาดมั่น เธอก็อยากจะรู้เหมือนกันว่า ทำไมประธานเกื้อถึงมั่นใจนักว่าพ่อของเธอเป็นคนทำความผิดเหล่านี้แบบที่ไม่ต้องใช้พยานยืนยันเลยด้วยซ้ำ!

...............................................................

เช้าวันต่อมา มินทิรามาทำงานด้วยอาการไม่มีสมาธิจนแทบไม่ได้งานเลยตลอดช่วงเช้า ปัญหาของบิดาที่ยังคาราคาซัง ทำให้หญิงสาวไม่สบายใจ

“พล...วันนี้คุณเข้าออฟฟิศมั้ยคะ ...มิ้นอยากเจอคุณจังเลย”

มินทิราพิมพ์ข้อความส่งหาคนรักอย่างรวดเร็ว ในยามนี้เธออยากได้กำลังใจและที่ปรึกษา แม้ว่าปิติพลอาจจะช่วยเธอไม่ได้ แต่อย่างน้อยการที่มีใครสักคนรับฟังเราอยู่ข้างๆเราในยามที่เรามีปัญหา มันก็พอจะทำให้เธอมีแรงฮึดสู้ต่อไปได้อีกหน่อย

อาการนิ่งสนิทของโทรศัพท์มือถือที่ไร้สัญญาณตอบกลับ ทำให้หญิงสาวถอนหายใจอีกเฮือก ก่อนจะตัดสินใจเดินเลี่ยงไปผ่อนคลายสมองที่ดาดฟ้าชั้นบนสุด การได้ยืนสูดลมหายใจรับลมเย็นๆ และได้ทอดสายตามองไปยังกลุ่มคนหลากหลายอาชีพที่ต่างเคลื่อนไหวไม่หยุดนิ่งท่ามกลางตึกสูงและการจราจรที่คลาคล่ำ ทำให้มินทิราค่อยปลอบใจตัวเองได้ว่า...เธอไม่ใช่คนเดียวในโลกนี้ที่ต้องพยายามใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางเรื่องต่างๆมากมาย

“ใช่...อย่างนั้นแหละ...ดีแล้ว”

เสียงพูดที่ดังขึ้นไม่ใช่เสียงตัวเอง ทำให้มินทิรารู้สึกตัวว่า เธอไม่ได้อยู่ที่ดาดฟ้านี้คนเดียว และเธอก็หยุดขาตัวเองที่เดินเสาะหาต้นตอของเสียงด้วยความอยากรู้ไม่ได้ ถึงแม้ว่าเสียงพูดที่ดังขึ้นถัดๆมาจะเริ่มฟังไม่ได้ศัพท์ และเริ่มเป็นเสียงครางมากกว่าเสียงพูด แต่หญิงสาวก็ยังคงเดินต่อไปเพราะชื่อที่ครางเรียกออกมา

“พล...พลที่รัก”

“พล!” คราวนี้มินทิราตะโกนชื่อคนรักออกมาอย่างตกใจกับภาพที่เห็นตรงหน้า ...ปิติพลกับไปรมา ที่กำลังเข้าด้ายเข้าเข็ม! มิน่า เขาถึงไม่ว่างตอบข้อความของเธอ!

“มิ้น! คุณมาได้ยังไง”

ปิติพลผละจากไปรมาทันที ก่อนจะรีบจัดการเสื้อผ้าให้เรียบร้อย พลางมองดูคนรักที่ตกตะลึงสั่นไปทั้งตัว ...ใบหน้าเรียวคมที่เคยยิ้มให้เขาบัดนี้มีแต่ความโกรธ ผิดหวัง และถ้าปิติพลตาไม่ฝาดเหมือนเขาจะเห็นแววรังเกียจนิดๆฉายชัดบนสีหน้าของมินทิราจนชายหนุ่มได้แต่อ้ำอึ้งพูดไม่ออก

“ฉันไม่คิดว่าคุณจะเป็นคนแบบนี้เลยนะคะ พล... อย่าบอกนะว่าคุณยอมนอนกับยัยป้านี่ เพราะหวังก้าวหน้าในหน้าที่การงาน”

“ไม่ใช่นะมิ้น คุณกำลังเข้าใจผมผิด”

“ใช่!...” เสียงแหวที่ตอบแทนมาจากปากของไปรมา พร้อมกับสภาพการแต่งตัวที่เข้าที่เข้าทางแล้ว เดินมาเผชิญหน้ากับมินทิราโดยตรง

“เธอ...กำลังเข้าใจผิด ฉันกับพล ...เรารักกัน!” ไปรมาเอ่ยย้ำพลางคว้าแขนล่ำสันของปิติพลมาควงไว้แสดงความเป็นเจ้าของ

“รักกัน? อย่างนั้นเหรอคะพล ”

อันที่จริงมินทิราอยากจะถามมากกว่านั้น หากดูอาการอ้ำอึ้งของชายคนกลางแล้วหญิงสาวก็พอจะรู้คำตอบได้เลาๆ

“รักของคุณมันเป็นแบบนี้เองสินะ ไอ้ผู้ชายเฮงซวย!”

มินทิราตะโกนออกมาพลางตบอย่างสุดแรง จนชายหนุ่มหน้าหัน แต่คนที่ไม่ได้ถูกตบกลับร้องกรี๊ดขึ้นมาแทน

“ว้าย...ตายแล้ว นี่เธอ! อย่ามาทำตัวหัวรุนแรง ไร้การศึกษาแถวนี้นะ”

“อ้อ...แล้วที่ป้าแย่งแฟนหนูนี่มีการศึกษามากสินะคะ เชิญไปลงนรกด้วยกันทั้งคู่เลย หญิงชั่ว!ชายเลว!”

มินทิราสาปส่งก่อนจะสะบัดหน้าเดินหนีไป โดยไม่สนเสียงโวยวายจากป้าจอมฉกที่ตะโกนไล่หลังมา ... “ฉันจะไล่เธอออก มีฉันต้องไม่มีแก นังบ้า!”

มินทิราเดินดุ่มกลับไปคว้ากระเป๋าแล้วดิ่งออกไปจากออฟฟิศทันทีโดยไม่ต้องรอให้ใครมาไล่ ก่อนจะขับรถออกจากบริษัทเดอะเบสต์มาอย่างฉุนเฉียว นี่มันเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตดีๆของเธอกันเนี่ย พ่อถูกใส่ความ! เธอถูกสวมเขา! และอีกหนึ่งสิ่งที่เหมือนกันอย่างไม่น่าเชื่อ ...เธอกับพ่อถูกไล่ออก! ทั้งๆที่ไม่ผิดอะไรเลย

“ไม่...ไม่ได้ คนอย่างมินทิรา ฆ่าก็ไม่ได้ หยามก็ไม่ได้ ยิ่งทรยศกันแบบนี้ ยิ่งยอมไม่ได้!”

หญิงสาวกำพวงมาลัยแน่นก่อนที่ตบไฟเลี้ยวอย่างเด็ดเดี่ยว ... เธอต้องทำอะไรสักอย่าง คนอย่างเธอ จะไม่ยอมให้เรื่องมันจบแบบนี้แน่

...............................................................

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น