น้ำมิ้ม

โรแมนติก เนื้อเรื่องเบาๆ อ่านแล้วอมยิ้มตามค่ะ เป็นอีกเรื่องที่ฉีกแนวของไรท์นะ แต่รับรองว่าสนุกค่า ^^

รีไรท์ / ตอนที่ 1 - 1 (welcome back !)

ชื่อตอน : รีไรท์ / ตอนที่ 1 - 1 (welcome back !)

คำค้น : เดิมพันรักเจ้านายสุดแสบ, เจ้านาย , หัวใจ , แต่งงาน , เพลย์บอย , สัญญารัก , มรดก , 18+ , เจ้านายลูกน้อง , เลขา

หมวดหมู่ : นิยาย ตลก,คอมเมดี้

คนเข้าชมทั้งหมด : 609

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 07 พ.ย. 2560 20:04 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
รีไรท์ / ตอนที่ 1 - 1 (welcome back !)
แบบอักษร

​บทนำ

“ฮันนี่ขา เมื่อไหร่รถที่บ้านยูจะมารับคะ แซนดี้เมื่อยไปหมดแล้ว อยากจะอาบน้ำกับคุณ จะแย่อยู่แล้วน๊า”

น้ำเสียงแหลมที่ดัดให้ดูอ้อนเกินคำพูดธรรมดาๆด้วยภาษาไทยแปร่งๆที่เห็นได้ชัดว่าพยายามหัดเพื่อเอาใจคนข้างๆ โดยไม่เกรงว่าคนที่นั่งเรียงกันสลอนในแถวเก้าอี้ที่พักผู้โดยสารในสนามบินสุวรรณภูมิจะตีความหมายไปไหนต่อไหนบ้าง ทำให้มินทิราถึงกับยอมเสียมารยาทแอบหันไปมองอย่างอดไม่ได้ เพราะนอกจากคำพูดที่เปิดเผยแล้ว ท่านั่งที่ฝ่ายหญิงในชุดที่รัดรูปจนเห็นส่วนเว้าส่วนโค้ง ส่วนนูนส่วนแบนที่ชัดเจนแบบไม่ต้องพึ่งการเพ่ง ก็ทำเอาคนอื่นๆนอกจากเธอหันไปมองเจ้าของเสียงเป็นตาเดียว

“เมืองไทยของฮันนี่ทำไมมันร้อนอย่างนี้ก็ไม่รู้ อย่างนี้ชุดเสื้อแขนยาวกางเกงขายาวที่แซนดี้ขนมาคงต้องพับเก็บถาวรแล้วล่ะ”

เสียงหญิงสาวลูกครึ่งยังคงอ้อนชายหนุ่มที่เจ้าตัวเรียกว่า “ฮันนี่” ที่มินทิราเห็นชัดๆว่าผู้ชายคนนั้นเป็นคนไทยแท้ 100% แน่นอน เพราะนอกจากสีผมที่ดำสนิทแล้ว รูปหน้าเรียวรีที่รับกับคิ้วเข้มเหนือดวงตาสองชั้นสีนิลที่หันมาจ้องแฟนสาวของตนตาพราวนั้นยังหันมายิ้มให้คนข้างตัวอย่างกว้างขวาง จนดวงหน้าคมสันนั้นยิ่งมีเสน่ห์ด้วยรอยยิ้มพิมพ์ใจแบบไทยๆ จนมินทิราร้อง ว้าว! อยู่ในใจ ...อีตานี่หล่อแฮะ!

 “ถ้าร้อนก็ถอดออกสิจ๊ะแซนดี้ หุ่นคุณออกจะสวยขนาดนี้ มัวแต่ใส่เสื้อแขนยาวกางเกงขายาว ผมก็อดเห็นหุ่นสวยๆของคุณน่ะสิ”

ชายหนุ่มเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มที่แฝงอาการเจ้าชู้อย่างเปิดเผย พลางมองรูปร่างของแซนดี้อย่างชื่นชม แซนดี้เป็นนางแบบสาวลูกครึ่งอเมริกันที่แม้จะเพรียวระหงตามสไตล์อาชีพนางแบบของเธอเองแล้ว เจ้าหล่อนยังพ่วงดีกรีความเซ็กซี่ด้วยการถ่ายแบบบนปกนิตยสารเพลย์บอยด้วย

พอกัน*!* หน้าไม่อายทั้งคู่ ...หล่อเสียของจริงๆ

มินทิรานึกในใจ เมื่อได้ยินสองหนุ่มสาวสนทนากัน ก่อนที่สาวผมสีน้ำตาลทองคนนั้นจะทำตามคำแนะนำของแฟนหนุ่มด้วยการขยับตัวถอดเสื้อคลุมวางทิ้งข้างๆอย่างไม่แยแส จนแขนเสื้อพาดมายังขาของมินทิรา ซึ่งหญิงสาวพยายามเขี่ยแบบเนียนๆด้วยการขยับขาเรียวในชุดกางเกงสแลคสีขาวขึ้นไขว่ห้าง พลางหันข้างให้อย่างเลิกสนใจคู่รักชอบโชว์อย่างสิ้นเชิง  จนกระทั่งได้ยินเสียงห้าวๆร้องเรียกชื่อเธออย่างยินดี

“มิ้น! … รอพลนานหรือเปล่า”

มินทิราลุกขึ้นยืนพลางยิ้มกว้างให้กับ ปิติพล ชายหนุ่มที่เป็นทั้งคนรักและเพื่อนร่วมงานที่บริษัท เดอะเบสต์ ตั้งแต่ทำงานที่บริษัทแม่ที่อเมริกาเมื่อปีที่แล้ว จนกระทั่งย้ายมาทำบริษัทสาขาในประเทศไทยด้วยกันในปีนี้

“ไม่นานหรอก เราเข้าบริษัทกันเลยไหม มิ้นอยากไปดูที่ทำงานใหม่จะแย่แล้ว อยากจะรู้ว่าตำแหน่งหัวหน้าแผนกการตลาดของเดอะเบสท์ที่เมืองไทยจะมีห้องทำงานส่วนตัวให้เหมือนที่อเมริกาหรือเปล่า”

“ต่อให้ไม่มี พลก็จะเนรมิตให้มิ้นจนได้แหละ” ปิติพลยิ้มให้กับแฟนสาวตัวเล็กที่แม้ปีนี้จะอายุ 25 เต็มแล้ว แต่ความสูงของหญิงสาวดูจะหยุดแค่ 160 เซนติเมตร พลางเอื้อมมือไปจะลูบศีรษะคนที่สูงแค่ไหล่ของเขาอย่างรักใคร่ หากมินทิราเอี้ยวตัวหลบทันควัน ก่อนปรามเบาๆ

“อย่าน่าพล ที่นี่สนามบินนะ อายคนอื่นเขา”

“ไม่เห็นเป็นไรเลย ไม่มีใครสนใจเราหรอก”

ถึงแม้ว่าชายหนุ่มจะแย้งเช่นนั้น หากมือหนาก็ลดระดับลง ก่อนจะเปลี่ยนเป็นเอื้อมมือไปช่วยถือกระเป๋าสัมภาระให้แทน โดยที่ไม่ได้สนใจสายตาคมเข้มที่ละสายตาจากแฟนสาวนางแบบมามองตามคนทั้งคู่ไปตั้งแต่ได้ยินว่า หญิงสาวในชุดเสื้อสูทลำลองสีขาวร่างกะทัดรัดที่นั่งจ้องตนกับแซนดี้เมื่อสักครู่นี้ จะเป็นถึง “หัวหน้าการตลาด บริษัท เดอะเบสต์” คู่แข่งในตลาดธุรกิจกระเป๋าแฟชั่นรายสำคัญของ บริษัท เคเคกรุ๊ป ของพ่อเขาเอง!

...........................................


“กาแฟค่ะ ท่านประธาน” น้ำเสียงอ่อนหวานจากหญิงสาวที่ติดบัตรประจำตัวพนักงานการตลาดที่แม้จะลดระดับให้ค่อยแล้วแต่จากวาระการประชุมที่ค่อนข้างเคร่งเครียดทำให้ เสียงนั้นได้ยินไปทั่วห้องประชุม

บุรุษที่นั่งอยู่ตรงหัวโต๊ะประชุมปรายสายตามายังต้นตอเสียงเพียงแวบเดียว หากคนที่อยู่ด้วยกันมานานอย่าง วาสิตา ก็ขยับตัวลุกขึ้นทันที พลางเดินตรงมารับถ้วยกาแฟแทนเสียเอง ก่อนจะกระซิบกับคนนำมาให้เบาๆ

“ฉันจัดการต่อเองจ้ะ พีช”

พีชญา ยิ้มให้กับเพื่อนก่อนจะส่งถาดกาแฟให้วาสิตารับไปเสิร์ฟให้ **‘เกื้อ’**ท่านประธานแห่ง เคเคกรุ๊ป ด้วยตัวเอง และเมื่อทุกอย่างเรียบร้อยแล้วเกื้อจึงเริ่มประชุมต่ออย่างไม่ให้ขาดตอน

“อย่างที่ทราบกันดีว่าปีนี้ลูกชายของผม ‘กานต์’ ได้เรียนจบปริญญาตรีและจะกลับมาจากอเมริกาแล้ว ผมเลยจะขอแจ้งให้ที่ประชุมทราบว่า ลูกชายของผมจะเข้ามาเป็นหนึ่งในผู้บริหารระดับสูง โดยมีอำนาจบริหารงานรองจากผม”

“ผมคิดว่ามันจะไม่เร็วไปหน่อยหรือครับคุณเกื้อ”

เสียงคัดค้านจากนายกิตติพงศ์ที่ในวันนี้มาเข้าร่วมประชุมแทนผู้จัดการฝ่ายการตลาดที่ยังว่างรอ หลังจากที่คนเก่าเพิ่งลาออกไปได้ไม่ถึงสามวัน ทำให้เกื้อหันมามองผู้ออกความคิดเห็นอย่างสะดุดตา

“คุณกิตติพงศ์ ตอนนี้เป็นผู้ช่วยหัวหน้าการตลาดค่ะ” วาสิตากระซิบให้ข้อมูลเบาๆ พลางเหลือบมองใบหน้าคมเข้มของบุรุษตรงหน้าอย่างกังวล แม้จะคาดได้ล่วงหน้าว่าอาจจะมีเสียงคัดค้านเกิดขึ้น แต่เกื้อคงไม่คิดว่าคนที่คัดค้านจะเป็นเพียงพนักงานที่ไม่ได้มีตำแหน่งสำคัญใดๆเลยเสียด้วยซ้ำ

คิ้วเข้มของเกื้อขมวดมุ่นเล็กน้อย จนทำให้ใบหน้าคมคายที่เคยทรงเสน่ห์เกิดรอยย่นน้อยๆเหนือคิ้ว ตามวัยที่ล่วงเข้าเลข 4 แล้ว หากชายหนุ่มยังคงพยายามรักษาสีหน้าให้เรียบนิ่ง ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบดุจเดิม

“ผมขอฟังเหตุผลเพิ่มเติมอีกสักหน่อยได้หรือเปล่า ว่าทำไมคุณถึงคัดค้าน คุณกิตติพงศ์”

“ข้อแรก คุณกานต์ เพิ่งเรียนจบยังไม่มีประสบการณ์การทำงานมาก่อน ผมคิดว่างานบริหารระดับสูงอาจจะตึงมือเด็กจบใหม่มากเกินไป”

เจ้าของชื่อลุกขึ้นยืนพลางเหลียวมองผู้ประชุมคนอื่นๆในห้องนั้นด้วยในขณะที่เอ่ยอธิบาย ทำให้เกื้อได้มีโอกาสพินิจอีกฝ่ายได้เต็มตา ...นายกิตติพงศ์อายุน่าจะรุ่นราวคราวเดียวกับเขา แต่สิ่งที่ทำให้เกื้อสะดุดใจมากกว่าไม่ใช่วัยวุฒิ หากเป็นดวงตาที่คมกล้า ที่กล้าจ้องประสานสายตากับเขาตรงๆราวกับไม่หวั่นเกรงเขาเลย หรือถ้าหากจะให้ตีความตามสัญชาตญาณ เกื้อคิดว่ามันคือ ...การท้าทาย!

“ข้อสอง...มีพนักงานอาวุโสที่มากด้วยความสามารถและเหมาะสมทั้งวัยวุฒิ คุณวุฒิ และมีประสบการณ์กับงานบริหารระดับสูงอยู่หลายท่าน ซึ่งผมเห็นว่าควรเปิดโอกาสให้บุคคลเหล่านี้ได้แสดงความสามารถมากกว่านี้”

เกื้อค่อยวางแก้วกาแฟที่ยกขึ้นจิบระหว่างที่ฟังอีกฝ่ายอธิบายลงเบาๆ ก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูง แม้ว่ารูปร่างในปัจจุบันจะไม่ล่ำสันเท่าสมัยวัยรุ่นหากก็ยังคงเค้าร่างสูงใหญ่และยังสง่าผ่าเผยไม่แพ้บรรดาพนักงานหนุ่มๆในบริษัท ก่อนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสุภาพในขณะที่เผชิญหน้ากับอีกฝ่ายตรงๆ

“ผมยินดีที่ได้ยินคำแนะนำจากคุณนะคุณกิตติพงศ์ เอาเป็นว่า ก่อนที่ลูกชายของผมจะเข้ามารับตำแหน่งรองประธานบริหาร ผมจะให้เขาได้แสดงความสามารถและสร้างผลงานให้เป็นที่ประจักษ์แก่ทุกคน และถ้าเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม ผมจะเชิญทุกคนมาประชุมและเสนอชื่อบุคคลที่ทุกท่านเห็นว่ามีคุณสมบัติเหมาะสมเช่นกัน และเปิดโหวตคะแนนเพื่อความยุติธรรม ดีหรือเปล่าครับ”

เสียงพูดคุยในห้องประชุมดูเหมือนจะดังขึ้นไปในทิศทางเดียวกัน ทำให้เกื้อตัดสินใจเอ่ยปิดการประชุม ก่อนที่จะลอบสังเกตอาการของหัวหน้าแผนกและบรรดาผู้บริหารระดับสูงคนอื่นที่ยังคงสนทนากันเรื่องที่กานต์จะเข้ามาทำงานที่บริษัทกันอย่างกว้างขวางแม้ว่าจะออกจากห้องประชุมไปแล้ว จนทำให้เกื้ออดสงสัยบุคคลต้นเรื่องอย่างนายกิตติพงศ์ ที่ดูเหมือนว่าจะกลายเป็นบุคคลที่โดดเด่นขึ้นมาทันตา ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้เขาแทบจะไม่เคยได้ยินชื่ออีกฝ่ายมาก่อนด้วยซ้ำ

“ตุ๊กตา...” เกื้อหันมาเรียกผู้ช่วยส่วนตัวด้วยสรรพนามที่ไม่เป็นทางการ หลังจากที่ห้องประชุมเหลือแค่พวกเขาตามลำพัง

“คะ?...”

“คุณช่วยผมทีเถอะ ผมลืมไปเลยว่าจะไปรับเจ้ากานต์ที่สนามบิน คุณไปตามคุณมนตรี มาพบผมที่นี่ แล้วคุณไปจัดการเรื่องเจ้ากานต์ให้ผมทีนะ”

“ได้ค่ะ...คุณเกื้อไม่ต้องกังวลนะคะ เรื่องที่คุณกิตติพงศ์พูดวันนี้...”

“เรื่องนั้น ผมจัดการได้ ไม่ต้องเป็นห่วง คุณไปเถอะ”

เกื้อเอ่ยกับหญิงสาวพลางคลี่รอยยิ้มให้น้อยๆเพื่อหวังไม่ให้อีกฝ่ายกังวล วาสิตาจึงได้แต่ทำตามที่อีกฝ่ายสั่งอย่างไม่มีทางเลี่ยง  แม้ว่าหญิงสาวจะสังเกตเห็นว่าใบหน้าคมคายจะดูซีดลงน้อยๆและดูเหนื่อยล้ามากกว่าปรกติก็ตาม

......................................


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น