Butterfly 8ffect

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : White Lily :: Six :: 100%

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 6.1k

ความคิดเห็น : 63

ปรับปรุงล่าสุด : 31 ต.ค. 2560 22:15 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
White Lily :: Six :: 100%
แบบอักษร

** **

White Lily

:: Six ::

            ที่ลิลลี่แห่งสกุลหยินเคยออกปากว่าร่างกายสามารถเยียวยาตัวเองได้อย่างรวดเร็วนั้นไม่ได้เกินจริงไปเลยสักนิด เมื่อผ่านมาเพียงแค่สามวันอี้ชิงก็เดินเหินเป็นปกติดีได้เสียจนน่าใจหาย

            คริสนี่แหละที่ใจหาย เพราะไม่มีแม้แต่โอกาสเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่จะเข้าไปดูแลอี้ชิง ทั้งที่ตนเป็นคนทำให้ได้เจ็บ

            "อยู่นอนต่ออีกสักสัปดาห์ ให้หมอคอยดูแลไม่ดีกว่าหรือยังไง" คำถามของคริสได้รับเพียงสายตาสงบนิ่งของร่างน้อยที่มองมาจากริมระเบียง

            "แต่ผมรู้สึกดีขึ้นมาก ๆ แล้วครับ คุณหมอเองก็บอกว่าไม่เป็นอะไรแล้ว แถมค่าห้องที่นี่ก็แพงเอาการ"

            "ฉันมีเงินจ่าย แพงกว่านี้ฉันก็จ่ายได้" คริสย้ำเสียงดังมากขึ้น คนป่วยที่ไม่ขาวซีดเท่าวันที่เข้าโรงพยาบาลมาหันกลับไปมองภาพท้องฟ้าไล่เฉดสีส้มอมม่วงของยามเย็นตรงหน้าตัวเอง

            "อยู่แต่ที่นี่มันน่าเบื่อนี่ครับ ผมไม่ชอบอยู่โรงพยาบาลเท่าไหร่ พี่อี้เฟยเองก็บอกว่าถ้าคุณหมอตกลงว่าพรุ่งนี้กลับได้ก็ให้กลับ" อี้ชิงเงยหน้ารับสายลมเย็นที่โชยมา ขายาว ๆของคริสก้าวมาอยู่เคียงใกล้อย่างเงียบเชียบ ดวงตาคมจดจ้องมองเสี้ยวใบหน้าอ่อนหวานที่ดูมีความสุขกับสายลมโชย

            "นายไม่เป็นอะไรแล้วจริง ๆ ใช่ไหม อี้ชิง" อาจเพราะเสียงคริสอยู่ใกล้มากกว่าที่คาด อี้ชิงจึงดูตกใจเล็กน้อยที่หันมาเห็นคนตัวโตยืนอยู่ห่างตนไม่ถึงสองก้าว แก้วตาใสของอี้ชิงที่ตื่นตกใจชั่วครู่นั้นคริสเห็นมันทั้งหมด

            "ร่างกายหายดีแล้วล่ะครับ ตอนเดินก็ไม่รู้สึกเจ็บอะไรแล้วด้วย" สีหน้าสงบนิ่งดังน้ำเสียงหวานตอบได้ประนีประนอมอย่างเคย แต่ก็ไม่ได้แอบซ่อนความจริงให้คริสได้รับรู้

            กายหาย แต่ใจคงไม่มีทางหายอย่างง่ายดายเป็นแน่แท้

            "ที่นายอยากรีบออกจากโรงพยาบาลไม่ใช่เพราะรำคาญที่ฉันมาเยี่ยมตลอดทั้งวัน แล้วนายไม่มีทางหนีไปไหนได้ใช่ไหม" คริสถามออกมาอย่างที่ตัวเองนึกขึ้นมาได้

            ตลอดเวลาไม่กี่วันที่อี้ชิงเข้าโรงพยาบาล คริสแทบจะหนีงานเข้ามาหาตลอดวัน ดึกดื่นโดนบอกให้กลับบ้านอย่างสุภาพ    คริสก็หน้าทนอยู่ต่อไปค่อนคืน พี่อี้เฟยบ่นเสียจนเลิกบ่น

            "ทำไมถึงคิดแบบนั้นล่ะครับ" พอฟังคำถามของอี้ชิงแล้วคริสก็ได้แต่ตีหน้านิ่งมากขึ้น เหตุผลก็เพราะคริสเอาตัวเองเป็นมาตรฐาน ถ้าคริสไม่ชอบใจใครการต้องเจอหน้ามันทั้งวันคือเรื่องที่เลวร้ายที่สุด คงจะทำทุกทางเพื่อที่จะหนีไปให้พ้น ๆ

            แต่คริสก็ไม่กล้าจะพูดมันออกไป จึงทำได้แค่จ้องมองหน้าลิลลี่ขาวบอบบางอยู่แบบนั้น

            "ฉันถามนายก่อนนะ" คริสถามย้ำ อี้ชิงหันไปมองท้องฟ้าที่กำลังมืดตรงหน้าแทน แก้มขาวที่ไร้ลักยิ้มขุดหลุมความน่ารักลงไปแบบนี้กลับไม่คุ้นตาคริสอย่างประหลาด ทั้งที่ได้เจออี้ชิงมาไม่ถึงเดือน

            "กลับไปที่บ้านไม่ใช่ว่าจะเจอกันบ่อยกว่าที่นี่เหรอครับ อย่าลืมสิครับพี่อี้เฟยย้ำให้ผมคอยอยู่ข้าง ๆ คุณคริส ถึงยังไงผมก็ต้องทำหน้าที่ของผมให้ดีที่สุด" น้ำเสียงหวานน่าฟังเอ่ยบอก

            อี้ชิงยังคงมองดาวที่เริ่มปรากฏตัวขึ้นมาบนฟ้า ส่วนคริสก็เอาแต่ยืนมองอี้ชิง

            "ถ้าอย่างนั้นพรุ่งนี้เช้าฉันจะมารับ"

            "ขอบคุณครับ" คำขอบคุณมาพร้อมรอยยิ้มติดเรียวปากอย่างเคยชินที่ทำปกติ คริสมองรอยยิ้มที่ห่างหายไปหลายวันจากการกระทำสิ้นคิดของตัวเอง ด้วยความรู้สึกมากมายที่แล่นปลาบเข้ามาในอกราวกับคลื่นทะเล

            คลื่นที่ซัดเอากำแพงรอบล้อมหัวใจของบุตรชายสกุลอู๋ที่ไม่ว่าจะมีกี่ชั้นก็ล้มพังครืนไปจนหมดสิ้น

            "...."

 อี้ชิงก้าวถอยหลังอย่างไม่รู้ตัว เมื่อจู่ ๆ ร่างสูงใหญ่ตรงหน้าก็ก้าวเข้ามาหาจนประชิดตัวด้วยก้าวเพียงก้าวเดียว

            คริสจ้องมองระยะห่างที่ถูกสร้างขึ้นอีกครั้งจากร่างน้อยตรงหน้า แม้จะอยากจะก้าวเข้าไปดึงมากอดจนจมอกอย่างในความคิดแต่ก็ขยับขาไม่ออก

            "ผมขอโทษ ผมไม่ได้ตั้งใจ" อี้ชิงรีบบอกเพราะกลัวคนตัวโตจะคิดว่ารังเกียจกัน กลัวจะโมโหขึ้นมาอีก และอี้ชิงพูดความจริง ตนแทบไม่รู้สึกตัวด้วยซ้ำว่าถอยหลังหนีมา

            ทว่าเพราะคริสมองออกว่าอี้ชิงไม่ได้ตั้งใจถอยหลังหนีเพื่อก่อกวน แต่เป็นความรู้สึกกลัวที่ซ่อนลึกในใจของร่างน้อย เพราะเป็นแบบนั้นคริสถึงยิ่งรู้สึกขมขื่นยิ่งกว่าเดิม

            "วันนี้ฉันจะกลับบ้านแล้ว รีบเข้าไปนอนให้เร็ว ๆ อย่ามัวแต่ยืนตากลม" เสียงทุ้มต่ำรัวเร็วก่อนขายาว ๆ จะก้าวฉับออกไปจากห้อง

            อี้ชิงทำได้เพียงแค่มองตามบานประตูที่ปิดลงไป แก้วตาใสหันกลับมาจับมองภาพดวงดาราบนฟากฟ้าต่ออีกครู่ก่อนจะยอมแพ้ลมเย็น ๆ เข้าไปพักผ่อนในห้อง




            "......" พอจ้องมองบานประตูตรงหน้าอี้ชิงก็อดจะหันมามองคนข้างตัวที่พามาอย่างแปลกใจไม่ได้

            "เข้ามาสิ" ยิ่งพอมือหนาเปิดประตูเร่งให้เข้าไปก็ยิ่งแปลกใจ

            "นี่ไม่ใช่ห้องของผมนี่ครับ" เสียงทักท้วงที่ได้ฟังไม่ได้ทำให้ขายาวหยุดก้าวเข้ามาในห้องตัวเองได้

            "แต่ตอนนี้มันเป็นห้องของนายด้วย ฉันให้แม่บ้านขนของนายมาไว้ที่นี่หมดแล้ว" คริสเดินตรงไปนั่งโซฟาตัวยาวที่วางอยู่จ้องมองมาทางลิลลี่ที่ถูกย้ายแจกันกะทันหัน

            อาจไม่สำหรับคริส แต่สำหรับอี้ชิงกะทันหัน ทันทีที่ออกจากโรงพยาบาล คริสที่ไปรับพาขึ้นมาพักโดยการเดินขึ้นชั้นสองตรงดิ่งมาที่ห้องของตัวเองหน้าตาเฉย

            อี้ชิงคงไม่มีปัญหาอะไรนัก ถ้าหาก...

            "...." แก้วตาใสกวาดมองรอบห้องด้วยความรู้สึกกระอักกระอวลในใจ ความทรงจำเกี่ยวกับครั้งแรกและครั้งเดียวที่เข้ามาในห้องนี้ยังชัดเจนเพราะผ่านมาเพียงไม่กี่วันเท่านั้น

            บนพื้นห้อง ข้างเครื่องเรือนที่ล้มคว่ำ เข็มขัด กับระเบียงข้างนอกนั่น

            ทุกอย่างทำให้อี้ชิงรู้สึกอึดอัดเหมือนถูกจับกดลงไปในน้ำลึก เมื่อต้องเข้ามาในสถานที่แห่งนี้พร้อมกับคนที่ทำให้มันกลายเป็นที่แห่งฝันร้าย

            "กลัวเหรอ" คริสเห็นท่าทีลังเลและหวาดหวั่นอย่างที่ไม่เคยเห็นบ่อยนักจากอี้ชิง ร่างน้อยมองไปรอบห้องด้วยแววตาที่ไม่ยินดีนัก สองขาเพรียวก็ขยับหลายทีแต่ก็ไม่ก้าวเข้ามาในห้องนี้สักที

            "....." อี้ชิงไม่ได้ตอบ ไม่อยากโกหกและก็ไม่อยากทำให้ใครรู้สึกไม่ดี ได้แต่มองตากลับไป สุดท้ายก็สูดหายใจเข้าลึก ๆ แล้วก็ก้าวเข้ามาในห้องของคริสจนได้

            คนตัวโตเห็นทุกความลำบากใจของร่างน้อย เห็นแม้แต่ปลายนิ้วที่สั่นเบา ๆ ของฝ่ามือนิ่ม แต่คริสก็เห็นแก่ตัวเกินกว่าจะบอกให้อี้ชิงกลับไปอยู่ที่ห้องเดิมของตัวเอง

            "เดี๋ยวฉันจะไปทำงานต่อแล้ว นายก็พักผ่อนแล้วกัน" คริสยังพยายามเว้นระยะห่างเล็ก ๆ ไว้ให้อี้ชิงเบาใจมากขึ้น

            "ครับ" น้ำเสียงหวานยังติดสั่นจาง ๆ อยู่ในกระแสน้ำเสียงแม้เพียงเล็กน้อยแต่คนฟังก็พอจะจับได้

            “.....”

            “.....”

            “อี้ชิง เดี๋ยวนายลงไปทานมื้อกลางวันด้วยกันกับฉัน ...นะ” เพราะประโยคมันห้วนเกินไปจนคนพูดก็รู้ตัวถึงพยายามเติมลงให้ฟังดูดีขึ้น แต่ก็ทำให้ทุกอย่างดูแปลกไปหมด

          คริสรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นจิ๊กซอที่ถูกเอามาวางไม่ถูกที่ ยังไงก็ไม่อาจเข้าไปเติมร่องรอยขาดแหว่งจนครบถ้วนได้ดังควร

            “ครับ ลงไปทานอาหารข้างล่างก็ดีเหมือนกัน แต่รอผมจัดการตัวเองสักครู่ได้ไหมครับ”

            "ได้สิ เดี๋ยวฉันลงไปรอข้างล่าง" ความจริงคริสอยากจะนั่งมองอี้ชิงขยับตัวเดินไปเดินมาอยู่ตรงนี้ แต่ก็รู้ดีว่าแบบนั้นมันจะบีบคั้นเกินไป จึงก้าวเดินออกมาจากห้องนอนอันโอ่อ่าหรูหราของตน

            และหยุดยืนอยู่เพียงหลังประตูห้องนอนพิงแผ่นหลังกับผนังรออยู่ตรงนั้น

            หัวคิ้วเข้มขมวดปมเข้าด้วยกันเหมือนความรู้สึกยุ่งเหยิงที่อึดอัดอยู่ในตัวคริส นิ้วเรียวยาวของมือใหญ่บีบเข้าหากันจนแน่น

            คริสรู้สึกดีว่าการถูกบังคับ คือเรื่องที่แย่มากแค่ไหน รู้ดีที่สุดว่ามันน่าอารมณ์เสียมากเพียงใด และการบังคับให้อี้ชิงผูกติดอยู่กับคนที่ทำให้หวาดกลัว ติดในห้องที่เกิดเรื่องน่ากลัว

มันยิ่งกว่าเห็นแก่ตัว

            แต่ถ้าอย่างน้อยมันทำให้อี้ชิงจะอยู่ข้าง ๆ กัน ตนก็จะทำ

            คริสก็แค่กลัว กลัวว่าถ้าเกิดอี้ชิงเกลียดตัวเองมากจนไม่อยากมองหน้า มากจนไม่อยากเข้าใกล้ 

               แล้วพอได้อยู่ห่าง ๆ คริสสมใจ อี้ชิงจะชื่นชอบมันเกินไป จะติดใจจนไม่อยากอยู่ใกล้ตนอีกแล้ว

            อย่างน้อยได้อยู่ใกล้ ๆ ก็หวังว่าจะพยายามทำอะไรให้อี้ชิงยินดีที่จะอยู่กับคริสจริงๆ หลังจากเรื่องเลวร้ายที่ตนกระทำลงไป

            หวังว่าความชิดใกล้ของร่างกาย จะทำให้อะไร ๆ มันดีขึ้นบ้าง




            อาจเพราะเพิ่งออกมาจากโรงพยาบาล คริสจึงไม่ได้ให้อี้ชิงตามติดไปทำงานด้วยกัน ส่วนตัวอี้ชิงเองพอได้เวลาให้พักผ่อนก็ไม่นึกอยากจะใช้มันอยู่บนห้องนอนใหม่ที่เพิ่งถูกย้ายของเข้าไปให้

            ร่างน้อยเดินวนหาจุดที่ถูกใจอยู่ในส่วนสกุลอู๋ แล้วสุดท้ายก็มาหยุดอยู่ที่เปลยวนใต้ต้นไม้ใหญ่ไม่ไกลจากแปลงดอกไม้นานา ๆ ชนิด ที่มองเห็นบ่อน้ำขนาดใหญ่ใต้สะพานเชื่อมไปหาเขตโรงงาน

            ที่ตรงนี้ร่มรื่นและเงียบสงบ ชวนให้รู้สึกสบายใจ

            มือน้อยวางโทรศัพท์มือถือไว้บนโต๊ะไม้เตี้ย ๆ ข้างใต้ที่ทำจากโคนไม้ทั้งต้นเงาวับ มือฉวยหยิบหนังสือเล่มบางไว้ ยามที่สายตาไล่อ่านข้อความชวนตื่นตาตื่นใจจากนิยายชั้นเยี่ยม หูก็ฟังเสียงเสียดสีของหมู่แมกไม้ รับไอเย็นของลมโชยปะทะผิว

            อันที่จริงการอยู่คนเดียวในบ้านสกุลอู๋นี่ก็ไม่แย่เท่าไหร่เลย

            "อื้อออ"

            อาการตื้อ ๆ พร้อมวิงเวียนแล่นเข้ามาในหัวอย่างช่วยไม่ได้ยามที่ลืมตาขึ้นมาตอนที่บรรยากาศรอบข้างนั้นเป็นเวลาค่ำ รอบกายดวงไฟถูกเปิดจนสว่าง อี้ชิงคาดว่าตนน่าจะเผลอหลับไปช่วงบ่าย ๆ

            ส่วนตอนนี้กี่โมงแล้วนะ

            "ตื่นแล้วเหรอ" มือที่กำลังจะหยิบโทรศัพท์มาดูเวลาชะงักไปชั่วครู่ พอมองรอบตัวให้ถ้วนถี่ ดวงตาโตก็เห็นความเปลี่ยนแปลง ที่แน่ ๆ ชุดเปลที่มีหลังคาครอบสีขาวอันโตที่ปักอยู่ถัดไปทางซ้ายนี่ก็เพิ่งมีมาตอนที่ตนเผลอหลับไปแน่

            และผู้ชายหน้าตาหล่อเหลาอย่างบุตรชายของบ้านที่นั่งอยู่ตรงนั้นพร้อมชุดทำงานเมื่อเช้าก็ด้วย

            "หิวหรือยัง จะได้กินข้าวกัน" คริสเร่งถาม อี้ชิงไม่ได้หิวอะไรมากนักแต่ก็พยักหน้ารับ ตอนที่พยายามทำความเข้าใจกับเรื่องตรงหน้าตัวเอง

            คริสกดอะไรในโทรศัพท์อีกนิดหน่อย คิดว่าคงเป็นการสั่งให้อาหารมาส่งที่นี่ เพราะไม่มีทีท่าที่คนตัวโตจะขยับลุกขึ้นเลยสักนิด

            "คุณคริสกลับมาตอนไหนครับเนี่ย" ยามถามก็มองเห็นหนังสือที่ตนอ่านค้างถูกวางไว้ข้าง ๆ โทรศัพท์บนโต๊ะไม้ คงถูกจัดการให้จากคนข้างกายนี้อีกเช่นกัน

            "สักพักแล้ว เห็นนายหลับอยู่ก็เลยไม่ได้ปลุก" อี้ชิงพยักหน้ารับ หันไปมองคนตัวโตที่ลุกเดินเข้ามาจนใกล้

            "ชอบแถวนี้เหรอ"

            "ครับ มันเงียบสงบดี" เสียงนุ่มหวานตอบกลับ ส่วนคนที่เข้ามายุ่มย่ามทำลายความสงบที่ตรงนี้ลงก็ใช่จะแปลความไม่ได้ แต่ก็ไม่ขยับตัวไปไหน

            ก็ยังยืนอยู่ตรงนั้น จ้องร่างน้อยบนเปลทอดสายตามองเวิ้งน้ำเบื้องหน้าล้อกับดวงไฟ

            ผ่านไปไม่เกินห้านาที โต๊ะขนาดกลางก็ถูกยกมาวางตรงหน้าเปลพร้อมจานอาหารกลิ่นรสน่าอร่อยอีกสองสามอย่าง มื้อเย็นในสวนถูกรังสรรค์ขึ้นในเวลาอันรวดเร็ว

            "นั่งสิ" คริสเชื้อเชิญอี้ชิงนั่งเก้าอี้ตัวโต ก่อนที่ตนจะนั่งลงตรงข้าม ตาคมโตของคริสลอบสำรวจดูว่าอี้ชิงคิดเห็นยังไงกับมื้อเย็นวันนี้ แล้วพอเห็นร่างน้อยดื่มกินอาหารตรงหน้าไม่มีอิดออด คริสก็ค่อยกลืนอาหารได้คล่องคอมากหน่อย

            ไม่เสียทีที่ลงแรงทำ

            นอกจากมื้อเย็นกลางสวนแล้ว ดูเหมือนอี้ชิงจะมีอะไรให้ประหลาดใจจากคริสอีกค่อนข้างมาก

            โดยเฉพาะห้องนอนของคริสที่ยามนี้กลายเป็นสีขาว

            สีขาวจากเฟอร์นิเจอร์มากมายที่ถูกเปลี่ยนแปลงไปเกือบทุกชิ้น แม้จะยังคงรูปแบบการผสมผสานของแนวเฟอร์นิเจอร์ไว้ แต่จากสีออกทึม ๆ ยามนี้นั้นเปลี่ยนใหม่เป็นสีโทนขาวเสียแทบทั้งหมด

            ร่างน้อยไม่นึกสงสัยว่าเปลี่ยนตอนไหนอย่างไร คงทำกันทั้งช่วงบ่ายและแน่ล่ะ สกุลอู๋เป็นเจ้าของโฮมทาวน์จะเปลี่ยนเฟอร์นิเจอร์สักห้องไม่เห็นยากอะไร

            แต่สิ่งที่น่าสงสัยมากกว่านั้นคงเป็นสิ่งอื่น

            "เปลี่ยนทำไมเหรอครับ" อี้ชิงหันไปถามเจ้าของห้องที่กวาดตามองสำรวจห้องโฉมใหม่ของตนอยู่เช่นกัน

            "ก็เผื่อจะทำให้รู้สึกดีมากขึ้นตอนที่ต้องอยู่ในห้องนี้" และคนที่อยากให้รู้สึกแบบนั้นคงไม่ใช่ตัวของคริสเองแน่ ๆ

            "ขอบคุณนะครับ" อี้ชิงตอบกลับรับน้ำใจไมตรีที่มอบให้ด้วยรอยยิ้มบาง ๆ แต่ดวงตาคู่สวยยังแฝงความรู้สึกนึกคิดบางอย่างมากกว่าความยินดี และคริสก็เห็นมัน

            "ไม่ชอบเหรอ"

            "ชอบครับ" อี้ชิงรีบตอบ สีหน้าหมองของคริสเลยดูเบิกบานมากขึ้นมาหน่อย แต่ก็ยังไม่ถึงที่สุดเมื่อดูแล้วมันจะยังไม่บรรลุเป้าหมาย

            "แต่มีอะไรอีกใช่ไหม" คริสอดไม่ได้ที่จะถาม

            "ผมแค่คิดว่า แล้วคุณคริสชอบมันไหมน่ะครับ ที่เปลี่ยนของทั้งห้องใหม่ให้ผม แล้วเจ้าของห้องอย่างคุณคริสล่ะครับ ชอบไหมหรือก็แค่ฝืนทำเพราะคิดว่าผมจะดีใจ" คำถามกลับของอี้ชิงทำให้คริสนึกทึ่งในตัวเด็กหนุ่มที่อายุเพิ่งจะสิบแปดได้เสมอ มันดูเป็นผู้ใหญ่จนคริสอ้ำอึ้ง

            เพราะคริสไม่ได้นึกถึงตรงนี้เลยตอนที่ตัดสินใจบอกให้คนเปลี่ยนเครื่องเรือนทุกชิ้นใหม่ คิดแค่ว่าอยากให้ในห้องนี้มีอี้ชิงอยู่ด้วยกัน และทำให้อีกฝ่ายก็ฝืนใจน้อยที่สุดที่เป็นไปได้ก็เท่านั้น

            "ฉันชอบสิ สีสว่างแบบนี้ มีชีวิตชีวาดีออกไม่ใช่เหรอไง" คริสตอบกลับยักคิ้วใส่อีกคนกวน ๆ อย่างน้อยก็อยากให้บรรยากาศมันดีขึ้น

            "ถ้าคุณคริสชอบก็ดีแล้วล่ะครับ"

            แม้จะถูกนำมาเปลี่ยนใหม่พร้อมเครื่องเรือนสีขาวแต่ที่นอน หมอน และผ้าห่มเข้าชุดล้วนแล้วต่างก็นุ่มสบายเสียทั้งนั้น

            ทว่าสองร่างที่นอนข้างกันอยู่บนเตียงกลับไม่มีใครหลับสนิทได้จริง ๆ เสียที

            อาจเพราะแปลกที่ อี้ชิงถึงยังรู้สึกตัวตื่นอยู่ ตาโตเปิดโพลงในความมืดมองรอบห้องที่ตอนนี้ยอมรับจริง ๆ ว่าการเปลี่ยนเครื่องเรือนใหม่ทั้งหมด ทำให้อี้ชิงทำใจอยู่ในห้องนี้ได้มากขึ้น

            แต่จะให้ลืมไปจนหมดสิ้นก็เห็นทีจะไม่ง่าย

            "ขอบคุณอีกครั้งนะครับ" เสียงหวานเปรยขึ้นในอากาศ

            "เรื่องอะไร" และเสียงทุ้มแหบที่ตอบรับมายืนยันได้ดีว่าเจ้าของห้องตัวจริงยังไม่หลับเช่นกัน

            "ที่พยายามทำหลายอย่างให้" บอกออกไปตามตรง เพราะไม่อยากให้คนที่ลงไม้ลงมือทำเรื่องดี ๆ เสียน้ำใจ

            แต่หากพูดกันตามจริง มันก็มีความอึดอัดอยู่ไม่น้อยเช่นกัน

            เพราะบางครั้งการหยิบยื่นความดีมอบให้ แต่มันก็ไม่ได้ชดเชยกับเรื่องเลวร้ายที่เคยเกิดขึ้นได้

            ...แต่ก็ยังมีประโยชน์ที่ไม่ทำให้มันยิ่งแย่ลง

            ความเงียบโรยตัวเข้ามาอีกหน แต่อี้ชิงก็ยังนอนลืมตาอยู่อีกครู่ ก่อนจะปิดตาลงเมื่อความโหยหาการพักผ่อนเริ่มทำหน้าที่ของมัน

            "แอร์เย็นไปไหม" คำถามถูกถามขึ้นมา คริสรู้ดีว่ามันเป็นคำถามโง่ ๆ แต่ก็ไม่รู้จะพูดอะไร จะบอกให้หลับฝันดีก็ดูจะแปลกเกินไป นิ้วยาวเกี่ยวผ้าห่มที่วางกองขวางสายตาลงให้พ้น ลอบมองคนข้างกายที่ตะแครงข้างอยู่จนเห็นเพียงผิวแก้มขาวนวล

            "ไม่ครับ" เสียงอู้อี้ตอบกลับมา ฟังดูเจือความง่วงงุนมากขึ้น คริสกระตุกยิ้มมุมปากกับตัวเอง ปิดตาเพื่อหลับใหลในคืนนี้เช่นกัน

            แสงแดดยามสายฉายเข้ามาในห้องนอนมากขึ้นด้วยมือน้อยที่จัดการจับเปิดมันทั้งหมด เพื่อให้มีทั้งแสงแดดและคลื่นลมระบายอากาศอุดอู้ภายในห้องออกไปได้มากขึ้น

            ตลอดห้าวันที่ผ่านมาช่วงกลางวันหน้าต่างห้องนอนลูกชายคนเดียวของสกุลอู๋จะถูกเปิดอยู่แบบนี้ตลอดจากคนคนเดิม

            แม้จะไม่มีกลิ่นของใหม่เหม็นคุ้งในห้อง แต่อี้ชิงนึกสงสัยพวกเฟอร์นิเจอร์ใหม่ที่ถูกนำเข้ามาไว้ในห้องมากมายเป็นอย่างแรกว่าส่งกลิ่นน่าชวนเวียนหัวออกมา หวังว่าสายลมจะพากลิ่นพวกนี้ออกไปให้หมดเร็ว ๆ

            พอเปิดหน้าต่างทิ้งไว้ ร่างน้อยผิวขาวจัดก็เดินฉวยหนังสือเล่มใหม่ติดมือเพื่อไปหามุมสงบในสวนสกุลอู๋มุมเดิมอย่างที่ชอบไปอยู่หลายวันผ่านมา

            ดูเหมือนว่าคริสจะต้องการรักษาพื้นที่ให้อี้ชิงทำใจ หรืออาจจะลงความเห็นว่าอี้ชิงยังไม่หายป่วยมากพอ ถึงได้ไม่บอกให้ลิลลี่แห่งสกุลหยินตามติดไปด้วยทุกที่อย่างที่ควร พี่อี้เฟยไม่ได้ว่าอะไร ส่วนอี้ชิงก็ทำตามที่คริสตัดสินใจไม่ได้ฝืน

แม้จะยอมรับว่าการอยู่ที่สกุลอู๋นั้นร่มรื่นดี แต่ก็น่าเบื่ออยู่ไม่น้อยที่ไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันทำ

            ตอนนี้อากาศกำลังดี ถ้าอย่างนั้นก่อนไปอ่านหนังสือแวะเข้าไปช่วยรดน้ำพวกต้นกล้าในเรือนเพาะชำก็ดูจะเป็นทางเลือกที่น่าสนใจไม่น้อย

            "อะ"

            ตุบ

            หนังสือเล่มบางร่วงหล่นลงจากฝ่ามือน้อยที่คว้าเอาผ้าม่านใกล้มือไว้จนแน่น จู่ ๆ โลกตรงหน้าก็วูบไหวเหมือนตอนฝึกดื่มเหล้าที่สกุลหยินเสียอย่างนั้น

            "คุณอี้ชิงเป็นอะไรหรือเปล่าคะ" ไม่ถามเปล่าแต่แม่บ้านคนเดียวกับที่เจออี้ชิงนอนอาบน้ำค้างอยู่นอกระเบียงเมื่อหลายวันก่อนรีบตรงมาช่วยประครองพากลับเข้าไปในห้องนอนที่เพิ่งออกมาตามเดิม

             อี้ชิงเอ่ยขอบคุณพร้อมยิ้มรับความช่วยเหลือ อาการวิงเวียนที่เล่นงานแม้จะออกมาจากห้องที่เต็มไปด้วยเครื่องเรือนใหม่ ทำให้ลิลลี่จากสกุลหยินต้องหยุดใคร่ควรบางอย่างกับตัวเอง

            "คุณอี้ชิงอยากได้อะไรไหมคะ หรือว่าจะให้ฉันตามหมอให้ไหม" แม่บ้านขันอาสาเต็มที่ แต่อี้ชิงก็ยิ้มหวานให้ ร้องขอเพียงน้ำเปล่าเย็น ๆ สักแก้ว เธอไม่รีรอรีบออกไปหามาให้ในทันที

            ส่วนร่างน้อยก็ยันตัวลุกขึ้น อาการวิงเวียนดูจะทุเลามากพอแล้วยามที่มือน้อยถือหนึ่งในแท่งสีขาวจากกล่องใหญ่ที่นายแม่เตรียมมาให้จากสกุลหยินตรงเข้าไปในห้องน้ำ

            ถ้าเดาไม่ผิด ...และอี้ชิงคิดว่าตัวเองไม่น่าเดาผิด

            "เฮ้ออ" เสียงพ่นลมหายใจดังพร้อมกับมือหนาที่ตลบเสื้อสูทขึ้นพาดบ่าตัวเอง สองขายาวเดินด้วยความเร็วสม่ำเสมอเพื่อเอาเอกสารสำคัญไปเก็บไว้ที่ห้องทำงาน

            มันพักใหญ่แล้วที่คริสไม่ได้รู้สึกเหนื่อยล้าจากการทำงานมากแบบนี้

            การเจรจากับท่าเรือสกุลหวังดูเหมือนจะผ่านไปด้วยดี เฟอร์นิเจอร์จำนวนมากที่ทำการค้าไว้จะถูกส่งต่อไปผ่านทางเรือ ในขณะเดียวกันกับที่สกุลปาร์คจะเปลี่ยนแบบเฟอร์นิเจอร์โรงแรมสาขาในจีนใหม่ทุกแห่ง และต้องการสั่งทั้งหมดจากโฮมทาวน์

            งานเท่ากับเงิน เงินเท่ากับงานบันดาลสุข

            เป็นคติที่ควรท่องไว้ให้ขึ้นใจ แต่พอคิดถึงอัตราการเร่งผลิตเฟอร์นิเจอร์ขึ้นอีกมาก คริสก็แอบลอบถอนหายใจออกมาอีกที

            เสื้อสูทราคาแพงถูกโยนขึ้นไปบนที่แขวนเสื้อ ดวงตาคมโตเลิกขึ้นเล็กน้อยอย่างแปลกใจ แต่รอยยิ้มชอบใจนั้นหุบไม่ลงไปแล้ว เมื่อเห็นแก้วใสที่มีน้ำเกือบครึ่งวางอยู่บนโต๊ะทำงานของตน

            ถ้าเป็นปกติคริสคงหงุดหงิดกลัวน้ำจะเลอะเอกสารมากมาย แต่เพราะมีดอกลิลลี่สีขาวสวยดอกโตปักอยู่ในแก้วใบนั้นคริสเลยอารมณ์ดีขึ้นมาเฉย ๆ

            ก็ลิลลี่ขาวดอกนี้เหมือนกับที่เคยเลือกหยิบมาจากสกุลหยินไม่มีผิด คริสก็ไม่น่าจะคิดเป็นเองใช่ไหมล่ะว่าคนที่เอามาวางไว้ให้คงเป็นคนที่มีดอกไม้แทนตัวเป็นลิลลี่

            มือหนาหยิบกระดาษแผ่นบางที่ถูกขอบแก้วทับไว้ขึ้นมา และเปิดอ่านมันแทบทันที

            "......" คริสเพ่งมองข้อความในกระดาษอีกรอบ

            และเมื่อแน่ใจว่าอ่านลายมือภาษจีนสวยเป็นระเบียบตรงหน้าไม่ผิดแน่ ๆ

            สองขารีบก้าวเร่งเดิน หรือจะเรียกว่าวิ่งเลยก็ย่อมได้เพื่อตรงไปที่ห้องนอนของตัวเองให้เร็วที่สุด ห้องนอนที่คิดว่าต้องมีคนที่เขาต้องการเจอรออยู่

            แต่กลับไม่ใช่

            "นี่ พวกเธอ" คริสขมวดคิ้วเรียกสาวใช้สองคนในห้องของเขา ที่กำลังช่วยกันขนกล่องใส่หนังสือซึ่งคริสแน่ใจว่าเป็นของอี้ชิง

            "พวกเธอจะเอากล่องนั่นไปไหน" เพราะคนถามด้วยหน้านิ่วคิ้วขมวด เด็กสาวทั้งสองถึงได้กลัวจนตัวสั่น ตอบเสียงอ้อมแอ้ม

            "พูดอีกทีชัด ๆ " จนคริสยิ่งจ้องตาเขม็งใส่

            "เอา เอาไปไว้ที่ห้องคุณอี้ชิงข้างล่างค่ะ"

            "ใครเป็นคนสั่งให้ย้าย ฉันบอกแล้วไงว่าของของอี้ชิงต้องอยู่ในห้องฉัน" คริสตะคอกเสียงดัง จนสาวใช้หดคอตาลีตาเหลือกตอบ

            "คะ คุณ คุณอี้ชิงสั่งค่ะ" และคำตอบที่ได้ก็ไม่ถูกใจคริสเลยสักนิด

            "อี้ชิง! หยิน อี้ชิง" เสียงแหบห้าวคำรามมาแต่ไกล อี้ชิงวางโทรศัพท์ที่กำลังค้นข้อมูลเกี่ยวกับโรงพยาบาลระแวกสกุลอู๋ลงกับเตียง ยันร่างลุกเดินผ่านกองข้าวของของตัวเองเพื่อไปหาประตูห้องก่อนมันจะพังคามือคนที่ทั้งตบ ทั้งเขย่ากลอนประตูเต็มแรงแบบนั้น

            "ทำงานมาเหนื่อยไหมครับ" อี้ชิงตะโกนถามออกไป แต่ไม่เสี่ยงเปิดประตูให้คนเจ้าอารมณ์ตอนนี้ คำถามดูเหมือนจะดีใช้ได้ เมื่อคนฟังสูดลมหายใจดับร้อนในอกลงอีกเฮือกก่อนจะพูดต่อ

            "นี่มันเรื่องอะไรกันอี้ชิง นายย้ายของออกจากห้องฉันทำไม" น้ำเสียงคริสยังแข็งเจืออารมณ์กรุ่นแม้จะพยายามบอกให้ตัวเองมีสติเยอะ ๆ

            "คุณคริสได้เข้าไปในห้องทำงานหรือยังครับ"

            "ฉันเข้าไปแล้ว"

            "ถ้าอย่างนั้นก็เห็นดอกลิลลี่ที่ผมเอาไปให้แล้วใช่ไหมครับ" น้ำเสียงหวานทวนถึงสิ่งที่ตนเป็นคนไปวางเอาไว้ให้

            "ใช่"

            "แล้วได้อ่านจดหมายที่ผมวางไว้ให้แล้วเหมือนกันใช่ไหมครับ" พออี้ชิงพูดถึงกระดาษแผ่นนั้นนี่แหละที่ทำให้คริสยิ่งหน้าหมองหน้าเครียดมากขึ้น

            "ใช่ฉันอ่านแล้ว ที่เขียนเอาว่าผม ...ผมท้องแล้ว นั่นน่ะ"

            ทั้งที่ข้อความในกระดาษน่ายินดีขนาดนั้น แต่คนเขียนมันกลับพยายามจะหนีออกไปห่าง ๆ เขา

            เอาทั้งตัวเอง เอาทั้งลูกออกไปจากห้องนอนของเขา...มันก็น้อยใจเหมือนกันนะ

            "คุณคริสครับ ยังอยู่หรือเปล่า" คงเพราะคริสยืนเงียบกริบอยู่ตรงนี้คนเดียวนานเกินไป อี้ชิงถึงถามหา คนตัวโตที่ใจเริ่มน้อยลงทุกทีเพราะน้อยใจอยากจะเงียบใส่กันให้มันนาน ๆ แต่ก็รู้ตัวดีว่าความอดทนมีไม่ถึง

            "ยังอยู่ ถามทำไม" ตอบกลับเสียงติดแข็ง หน้าก็งอไปแล้วเหมือนดวงตาที่หงอยลง

            "ตอนนี้รู้สึกโกรธน้อยลงจากตอนแรกหรือยังครับ" พอเสียงนุ่ม ๆ ถามมา คนฟังก็ทบทวนกับความรู้สึกของตัวเอง

            "อื้ม ไม่โกรธแล้ว" แต่ความน้อยใจน่ะ ไม่ลดลงเลยสักนิด

            แกรก

            บานประตูแสนหนักถูกปลดสลักจากด้านในแทบทันทีเมื่อสิ้นประโยค กลิ่นหอมละมุนดังอยู่กลางทุ่งดอกไม้เอกลักษณ์ติดผิวของลิลลี่โชยออกมา ชวนให้ใจสงบอย่างทุกที

            คริสมองใบหน้าขาวนวล แต่ไม่ขยับตัวสักก้าว ให้อี้ชิงรู้กันไปว่าตอนแรกไม่อยากเปิดให้เข้านักหนา คริสก็จะไม่ก้าวเข้าไปเหยียบให้ได้เห็น

            "เข้ามาสิครับ" เสียงหวานเชื้อเชิญพร้อมแก้มขาวที่ฝังลักยิ้มน้อย ๆ ไว้จากรอยยิ้มบาง ๆ

            แค่นั้นรู้ตัวอีกที คริสก็มายืนอยู่ด้านในห้องเสียแล้ว

            "...." ตาคมจ้องมองร่างน้อยที่เดินไปนั่งตรงโซฟาตัวยาวปลายเตียง เว้นที่ไว้ฝั่งหนึ่งเหมือนว่ากับรออยู่ คริสพ่นลมหายใจ เมื่อสุดท้ายตัวเองก็เดินไปนั่งจนได้

แต่คริสจะไม่ยอมเป็นฝ่ายพูดก่อนแน่ ๆ ครั้งนี้อี้ชิงทำไม่ถูก อี้ชิงต้องเป็นคนง้อเขา

            อี้ชิงเหลือบมองคนตัวโตที่นั่งกอดอกทำหน้าตาไม่ค่อยสบอารมณ์อยู่ข้างกาย มือน้อยฉวยหยิบลิลลี่สีขาวอีกดอกที่ใส่ไว้ในแก้วน้ำวางบนโต๊ะตรงหน้าตนขึ้นมาถือไว้

            ถ้าไม่ใช่เรื่องสำคัญอย่างที่ถูกสั่งสอนมาจากนายแม่กับคุณแม่ อี้ชิงก็คงไม่กล้าตัดลิลลี่ออกมาจากต้นแบบนี้

            "นายแม่กับคุณแม่บอกไว้ตลอดเลยครับว่าตอนที่ไปบอกพ่อของลูกว่าตั้งท้อง ก็ให้เอาดอกไม้แทนตัวไปมอบให้" อี้ชิงวาดยิ้มอ่อนหวาน เป็นรอยยิ้มที่งดงามที่สุดที่คริสระลึกได้ว่าตัวเองเคยเห็น

            "ผมอยากให้คุณคริสรับลิลลี่ดอกนี้ไว้นะครับ" สิ้นเสียงนุ่ม มือหนาเอื้อมออกไปรับลิลลี่สีขาวบริสุทธิ์มาไว้ในครอบครอง

หัวใจในอกแกร่งพองโตมากขึ้น มันตื้อตึงอยู่ในอกจนรู้สึกร้อน ๆ ที่ขอบตา คริสพูดอะไรไม่ออกทำได้เพียงพยักหน้ารับแรง ๆ หนึ่งครั้ง

            ความรู้สึกในใจมันท่วมท้นมากกว่าตอนที่อ่านข่าวดีนี้เองจากในกระดาษเสียอีก

             ความหมองใจที่มีมากมายก่อนหน้า ราวกับถูกเป่าหายไปในสายลม

            ทั้งที่ลิลลี่ในมือนั้นเบาแสนเบา แต่กลับมีผลต่อความรู้สึกของคริสมากเหลือเกิน




หลานลิลลี่มาแล้วน้าาาาา

ถถถ กำแพงของพ่อคุณโดนลักยิ้มลักไปเสียแล้วววว

มาแล้วค่ะ แหะ แอบหายไปพักนึง กลับมาแล้วววว

ขอบคุณทุกน้ำปุ๋ยที่รดโรยให้ลิลลี่นะคะ ยังคงฝากลิลลี่ไว้ในอ้อมอกอ้อมใจชาวสวนนลิลลี่ทุกท่าน ช่วยกันรดน้ใส่ปุ๋ยเสริมรากใบให้ลิลลี่แข็งแรงได้ด้วยการเมนต์ โหวต แท็ก #ลิลลี่ชิงชิง หรือจะแชร์ ก็ตามสะดวกเลยนะคะ ลิลลี่น้อย ๆ รอทุกคนอยู่น้าาา ^^

อัลบั้มแกะน้อยมาแล้วแหละ เราก็จับจองไปแล้ว มีฟามคาดหวังกับรูปสามร้อยหน้า ถถถถ

ไปละ

ฝากลิลลี่ไว้ในความเอ็นดูของทุกท่านด้วยค่ะ

ป.ล. เราทำ OPV ของเจ็ดดอกไม้แหละ ใครยังไม่ได้ดูไปกดดุได้ที่หน้าข้อมูลเรื่องได้เลยนะคะ เราตั้งใจทำมากเลยแหละ

#ลิลลี่ชิงชิง

B E R L I N ❀

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}