ตะกอนไข่มุก

ขอกำลังใจจากผู้อ่านทุกคนด้วยนะคะ ติชมกันมาได้เลย ตอนนี้ที่ต้องการที่สุดคือแรงผลักดันคา แหะๆ

บทที่ 5 ตำราเวทมนต์ [ฉาก NC 20+]

ชื่อตอน : บทที่ 5 ตำราเวทมนต์ [ฉาก NC 20+]

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.1k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 05 พ.ย. 2560 20:39 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 5 ตำราเวทมนต์ [ฉาก NC 20+]
แบบอักษร

ข้างในกำแพงพระราชวังของอาณาจักรอันยิ่งใหญ่ งานเลี้ยงเฉลิมฉลองแด่นักรบผู้กล้าได้ถูกจัดขึ้นอย่างสมเกียรติ บรรดาผู้ถูกรับเชิญถูกบังคับให้สวมใส่กระโปรงที่มีโครงที่ออกแบบลักษณะเป็นคุ้มไก่อันเว่อวัง เหล่าสตรีต่างเดินทอดน่องภายในงานอย่างคึกคัก เหล่าแม่บ้านจับกลุ่มกันหลายกลุ่มเพื่ออวดเครื่องเพชรและความร่ำรวย ไก่งวงถูกเสริฟอย่างละเมียดละไมจากพ่อครัวที่ดีที่สุดในอาณาจักร อาหารภายในโต๊ะทุกจานต่างทำมาจากวัตถุดิบที่หายากที่สุดและได้ถูกจัดวางไว้ทั้งหมดแล้วสำหรับแขกในงาน เหล่าบรรดาผู้ที่ถูกรับเชิญต่างในความสนใจในไฮไลท์ของงานในวันนี้ ก็คือการเปิดตัวของเหล่าอัศวินคนใหม่ของอาณาจักรที่มีด้วยกันทั้งสิ้น 5 คน ยืนเรียงแถวหน้ากระดาน ด้วยชุดที่มีแต่เพียงผ้าบางๆ หุ้มที่แท่งทองของลับของตนไว้แต่เท่านั้น บรรดาหญิงสาวทุกคนต่างให้ความสนใจและจับจ้องไปที่บุรุษนักรบที่รูปร่างแสนกำยำที่ยืนอยู่ท้ายแถว อัศวินน้องใหม่ยืนตัวชิดตรงเพื่อให้เหล่าสตรีทั้งหลายได้จับต้องกายตามโอกาส อย่างเพลิดเพลิน

“เจ้าชื่ออะไร” บุรุษผมสีทองที่ยืนถัดจากอีริคสะกิดเพื่อถามชื่อของเขา

“อีริค” เขากระซิบตอบชายผู้นั้นโดยที่เนื้อตัวยังคงกำลังถูกลูบไล้มัดกล้ามที่หน้าท้องโดยหญิงในงานประมาณ 3 คน

“เจ้าเสน่ห์แรงไม่เบานี่ อีริค แล้วเจ้ามาจากเมืองใด ข้าชื่อว่า เบน มาจากเมืองกาเธนอน”

“ข้ามาจากโนทล็อค” เมื่อบทสนทนาเป็นไปได้ไม่นานของทั้งคู่ ก็มีทหารรักษาพระองค์มุ่งตรงมาที่พวกเขา

“อัศวินอีริค พระราชินี มีรับสั่งให้เจ้าเข้าพบพระองค์”

เมื่อได้ยินดังนั้นเขาก็ตามทหารอารักขาผู้นั้นไปยังห้องโถงที่ลายล้อมไปด้วยสตรีสูงวัยที่มีมาดผู้ดีทั้งสิ้น พวกนางเพ่งสายตาไปยังบุรุษรูปงามที่เพิ่งถูกนำตัวเข้าพบตามรับสั่งของราชินีชาลอน

“ท่านคือบุรุษผู้กล้าหาญ นามว่าอีริคใช่หรือไม่” องค์ราชินีชาลอนที่แต่งองค์ทรงเครื่องดุจดังกลับพญาหงส์ที่สุด เอ่ย แล้วรินไวท์ชั้นเลิศลงในแก้วเพื่อนำขึ้นมาจิบเบาๆ

“เกรงว่าจะใช่ ฝ่าบาท” อีริคโค้งตัวให้กับราชินีเพื่อทำความเคารพ

“เจ้ามีคนรักหรือไม่” ราชินีที่ใบหน้าฉีกยิ้มกว้างอย่างมีเลศนัย

“ข้าเคยมี แต่นางได้ตายจากข้าไปแล้วโดยทหารของท่านที่ค่ายโนทล็อค”

“ดังนั้น ข้าก็เสียใจด้วย” พระราชินีเมื่อได้ฟังก็ให้สนมเก็บแก้วไวท์ไปทางอื่น

“ข้าอยากดูให้เห็นกับตาว่าเจ้านั้นแข็งแกร่งทุกด้าน ตามที่ใครๆ ล่ำลือกันหรือไม่ “ ไม่นานพระองค์ก็สั่งให้หญิงสาวซึ่งเป็นผู้ติดตามของนาง นามว่าชากิร่า เปลือยกายร่อนจ้อน นางหันหลังให้กับบุรุษผู้กล้าแล้วคุกเข่าลง เผยอแก้มก้นที่งอนสวยตรงหน้าเขา แต่เขาก็ได้สะบัดหน้าหนีไปทางอื่นเพื่อหลีกเลี่ยงมันแล้วบอกปัดราชินีไปโดยไม่มีเจตนา แต่ไม่นานทหารอารักขาก็ผลักตัวเขาให้ไปอยู่ตำแหน่งเดิมแล้วควักดาบออกมาให้เขาทำตามที่นางสั่ง

“ข้าอยากเห็นดาบของเจ้าทลายข้าศึกตรงหน้าข้ายิ่งนัก” อีริคมองไปซ้ายขวาก็พบว่าสตรีทุกคนในห้องต่างเรียกร้องไฟในกายของเขาที่ดุจดังม้าศึก ชากิร่า สาวที่อยู่ตรงหน้าเขานั่นมีท่าทางไม่สู้ดี แต่ก็จำใจทำเมื่อเป็นรับสั่งขององค์ราชินีซึ่งเธอไม่อาจขัดขืนได้ อีริคเองเมื่อเห็นอาการของหล่อน เขาไม่ต้องการที่จะทรมานเธอแต่อย่างใด ซึ่งขณะที่ลำแท่งของเขานั้นได้ชูชันขึ้นจนเป็นที่ประหลาดใจของคนในห้อง เขาสะบัดมันออกมาจากผ้าบางๆ ที่รัดกุมมันไว้ แล้วทะลวงสอดมันอย่างช้าๆ ในรูสวาทของชากิร่า จนเธอร้องด้วยความเจ็บปวด แต่ก็ตอดรับมันอย่างดี อีริคโน้มแขนไปจับที่สะโพกของเธอไว้เป็นที่ตั้ง และกระแทกกระทั้นมันจนน้ำของเธอไหลย้อยกระเซ็นออกมาเปรอะพรม ทุกสายตาดื่มด่ำกับลีลาของเขาอย่างเป็นที่น่าพอใจ เมื่อสะโพกของเขากระแทกไปที่ก้นนั้นจนสั่น  เขาเร่งจังหวะเร็วขึ้นและมิดด้าม จนรูและเม็ดของเธอแดงระเรื่อ อีริคเพียงต้องการให้มันจบๆ ไปเท่านั้นเพื่อสนองความต้องการของราชินี ที่พยายามเล่นกับความรู้สึกของเขาที่ยังอาลัยคนรักเก่าที่เพิ่งจากไป

ไม่นานอีริคก็ออกมาจากห้องโถงด้วยความสงสัยของอัศวินคนอื่นๆ เบนซักไซร้เขาว่าเกิดอะไรขึ้น เขาเพียงแต่ส่ายหน้าบอกปฏิเสธไป

  สโตนและฉันเมื่อได้เยี่ยมหลุมศพของนิวพ์ที่ถูกตั้งอยู่บริเวณสนามของโบสถ์คาโทลิคในหมู่บ้าน หญิงชราในชุดคลุมสีดำที่ทางเข้าไปยังโบสถ์ปรากฏต่อหน้าฉัน เธอยืนแจกแผ่นกระดาษที่อยู่ในมือกับชาวบ้านมุสทาร์ที่สัญจรไปมาบนทางเท้าบริเวณทางเข้าไปในโบสถ์ แต่ก็ไม่มีผู้ใดสนใจเธอ ไม่นานเธอก็กวักมือให้ฉันเข้าไปหาเพื่อบอกอะไรบางอย่างกับฉัน

“นักเวทย์ทุกคนย่อมต้องเรียนมันจากตำรา จงไปที่ชั้นใต้ดินของโบสถ์”

 ฉันแหงนหน้ามองไปยังโบสถ์ที่อยู่ข้างหน้าสายตา ซึ่งไร้รูปปั้นใดๆ ของพระผู้เป็นเจ้า เมื่อฉันหันกลับไปยังหญิงชราดังเดิม ก็พบว่าเธอนั้นได้หายไปแล้ว

ภายในตัวโบสถ์เก่าแห่งนี้ มีเพียงชาวบ้านไม่กี่คนที่กำลังนั่งสวดมนต์อ้อนวอนให้พระผู้เป็นเจ้าคุ้มครองพวกเขาให้ผ่านพ้นยุคมืดของกษัตริย์มาร์คไปได้ ด้วยหวังว่าท่านจะโปรดส่งอัศวินขี่ม้าขาวมาปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายที่ไม่มีวันหมดสิ้น ฉันเดินเข้าไปยังประตูในสุดของอาคาร ก็พบทางไปยังอีกห้องหนึ่งซึ่งมีบันไดลงไปยังชั้นล่าง

เมื่อขาทั้งสองก้าวลงมาถึงชั้นใต้ดิน ก็พบกับหญิงชราในชุดคลุมสีดำคนเดิมที่ในมือถือหนังสือเล่มหนา ยื่นมอบให้กับฉัน

“ราตรีอันแสนยาวนานที่ข้าเฝ้าดูเจ้า และในตำรานี้จะบอกตัวตนของผู้ที่เปิดอ่านมัน”

ฉันหาที่นั่งเพื่อเปิดอ่านมัน แต่ก็ไม่พบตัวหนังสือใดๆ ในนั้นทุกหน้าล้วนว่างเปล่า

“ข้าไม่สามารถเห็นตัวหนังสือใดๆ ” ฉันเอ่ย

“ข้าก็ไม่เคยเห็นนักเวทย์ผู้ใดที่เปิดตำราเวทมนต์แล้วพบหน้าที่ว่างเปล่าเหมือนกับเจ้ามาก่อน นั่นอาจจะหมายถึงพลังเวทมนต์ของเจ้าไม่อาจนำมาใช้ได้”

....หรือว่าฉันเป็นนักเวทย์ที่ไร้ซึ่งพลังเวทมนต์

“เจ้าจงรับรู้ด้วยว่านักเวทย์ซึ่งเกิดจากการถ่ายทอดพลังมานั้น มักเป็นนักเวทย์ที่มีพลังเวทมนต์ได้ไม่เท่ากับร่างแม่ บ้างอาจจะไม่ได้รับพลังมาเลย คือได้เป็นนักเวทย์เพียงแต่รูปกาย แต่ไม่สามารถใช้พลังใดๆ ได้ อย่างไรก็ตามทุกสิ่วล้วนเกิดจากความเพียรของเจ้าที่จะสร้างมันขึ้นมา”

ฉันเริ่มครุ่นคิดถึงมันอยู่ชั่วขณะ ไม่นานเสียงทหารขององค์ชายมาคัสก็ดังมาจากข้างบนของโบสถ์เพื่อไล่ให้คนในโบสถ์กลับไปยังที่พัก เมื่อชาวบ้านถูกพวกเขาเหล่านั้นต้อนออกไปจนหมด ทหารนายหนึ่งได้ลงมายังชั้นล่างและพบพวกเราในที่สุด ดวงตาของเขาเบิกกว้างด้วยความกลัวอย่างสุดขีด ก่อนจะตะโกนให้ทหารที่มากับเขาที่เหลือลงมาข้างล่างทันที

“มีแม่มดข้างล่างนี่!!!”

ไม่นานตัวของเขาก็ถูกสาปกลายเป็นขี้เถ้าไปในทันที ด้วยฝีมือของหญิงชรา เสื้อผ้าของเขาตกหล่นอยู่ไม่ไกล และมันทำให้ฉันนึกอะไรดีๆ ออก

“ท่านช่วยใช้เวทมนต์อำพรางให้ร่างของข้าเป็นชายได้หรือไม่” แม่มดชราไม่พูดอะไร แต่เมื่อได้ฟังเหตุผลดังนั้นจึงได้ยอมทำตามสิ่งที่ฉันขอแต่โดยดี

“เจ้าจะต้องระวังตัวไว้ให้ดี แม่หนู”

“ข้าสัญญา เวทมนต์ของท่านจะไม่สูญเปล่า”

“ข้าได้ยินเรื่องราวความกล้าหาญของเจ้าที่ช่วยชีวิตเด็กหญิงเอาไว้ มันไม่ทำให้ข้าปักใจเชื่อ เมื่อข้าได้เจอกับตัวข้าเอง” ไม่นานร่างของเธอก็แปลงเป็นนกแร้งบินขึ้นไปเกาะที่ต้นไม้ใหญ่ข้างๆ โบสถ์ เมื่อกระจกข้างในห้องสะท้อนภาพของชายหนุ่ม แต่ก็ยังคงสภาพใบหน้าเดิม ไม่แตกต่างไปมากนัก เพียงแต่แผ่นอกและมัดกล้ามของบุรุษที่เข้ามาแทนที่

ฉันมุ่งหน้าไปยังที่ตั้งของกองทัพของเจ้าชายมาคัส โดยไม่เป็นที่แปลกตาหรือผิดสังเกตของเหล่าบรรดาทหารแต่อย่างใด ทหารนายหนึ่งที่เดินออกมาจากข้างในแคมป์พอดี เมื่อได้เห็นฉันจึงเดินมากอดคอด้วยท่าทีอันเป็นมิตร

“ข้าไม่เคยพบเห็นเจ้ามาก่อน เจ้าอยู่กองร้อยของเราหรือไม่ ไอหนุ่ม”

“ข่ะ..ข้าเกรงว่าน่าจะใช่” เขาทำหน้าตาอย่างสงสัยแต่ก็ไม่ได้ติดใจในคำพูดนั้น

“ข้ามีนามว่า ลากอส ดูเจ้าสิ เจ้ามีนามว่าอะไร”

“ข้ามีนามว่า เฮเสียส..”

“เฮเลียส เจ้าตามข้ามาด้านใน” ลากอสพาฉันเข้ามาข้างในแคมป์ของเขา ซึ่งมีทหารอีก 2 นาย กำลังเล่นไพ่ยิปซีอยู่ เมื่อเห็นลากอสพาทหารหน้าใหม่เข้ามา พวกเขาก็ลุกขึ้นให้การต้อนรับอย่างดี

“เจ้ารู้หรือไม่สหายว่า องค์ชายได้มอบให้ข้าพากำลังไปยังพวกคนเถื่อน ” ฉันหันไปทางลากอสด้วยท่าทางสงสัย

“กำลังของเรามีไม่มากแต่ทุกคนล้วนแล้วแต่มีฝีมือดี แล้วเจ้าล่ะ เฮเลียส เจ้าพร้อมสำหรับศึกในวันพรุ่วนี้หรือไม่” ทหารทั้งสามจับจ้องมาที่ฉัน ไม่นานทหารทั้งสองคนก็หัวเราะขึ้น

“ข้าว่าเจ้าน่าจะอยู่กองสนับสนุนเสบียงมากกว่า ออกศึกเสียอีก” ทหารนายหนึ่งเอ่ย

“พวกคนเถื่อนไม่ได้ฆ่าได้ง่ายๆ แต่ก็ฆ่าได้ไม่ยาก พวกมันน่ากลัวราวกับสัตว์ป่า เพราะพวกมันกินเนื้อดิบๆ และไม่ต้องพูดถึงเนื้อคน พวกมันหิวกระหาย เราจะต้องหาที่ซ่อนหรือรังของมันให้เจอ ที่รังของมันมีราชินีอยู่ เมื่อเจอนางก็ให้ลงมือฆ่านางทิ้งซะ”

เมื่อพูดจบเขาก็ชูดาบขึ้นมาส่องไปที่ใบหน้าอย่างรุกรบ ฉันที่นั่งอยู่ในมุมของแคมป์เงียบๆ เมื่อได้ฟังจนจบ ร่างกายก็สั่นด้วยความหวาดกลัวจนทหารทั้งสามสังเกตเห็นได้

“ไอลูกแหง่เอ้ย! กลับบ้านไปหาแม่ไป!” ทหารอีกนายต่อว่ามาที่ฉัน แต่ก็ต้องถูกสายตาอาฆาตของลากอสแทน พวกเขาจึงต้องจำใจเงียบปากไป

“วันรุ่งขึ้น เราจะเดินทางกัน พวกเจ้าจงพักผ่อนให้เต็มที่ สงครามกำลังรอพวกเจ้าอยู่ ในภายหน้า อย่าให้มันต้องเป็นคืนสุดท้ายที่พวกเจ้าจะได้นอนที่นี่” ลากอสเอ่ย

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น