ดอกเสลาบานเช้า

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : วิถีชีวิต

คำค้น : นิยาย,ทหาร,ตำรวจ,หมอ,ปลัดอำเภอสาว,คนในเครื่องแบบ

หมวดหมู่ : นิยาย ตลก,คอมเมดี้

คนเข้าชมทั้งหมด : 300

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 30 ต.ค. 2560 20:10 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
วิถีชีวิต
แบบอักษร

**​ **

ช่วงเวลาเย็นหลังเลิกงาน แต่ละบ้านก็จะเริ่มหุงหาอาหาร ซึ่งเวลานี้จะเป็นเวลาที่ทุกคนได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากัน ดั่งเช่นบ้านหลังนี้ก็จะอบอวนไปด้วยความอบอุ่น ถึงแม้ว่าเมยานีจะหัวดื้อไม่ค่อยฟังใคร เรื่องเถียงเพื่อจะเอาชนะนั้นมาเป็นอันดับหนึ่ง ทว่ากลับกลายเป็นเสียงสวรรค์ของใครบางคน ที่คอยดูแลเอาใจใส่คนในบ้านเป็นอย่างดี นายพฤกษ์ บิดาของเมยานี ผู้ที่คอยห้ามศึกของสองแม่ลูก แถมยังเป็นพ่อครัวประจำบ้านอีกด้วย เขามักจะชอบทำอาหารมื้อเย็นให้กับคนในครอบครัวรับประทาน ซึ่งจะสลับกับจำเนียรที่มีหน้าที่ดูแลอาหารเช้าเสียเป็นส่วนใหญ่

“ทุกคนมากินข้าวกันเร็ว วันนี้พ่อทำแกงเขียวหวานไก่ด้วยนะ”

พฤกษ์ร้องเรียกทุกคนในขณะที่กำลังตักแกงเขียวหวานจากหม้อลงในชามไปด้วย

“แล้วมีขนมจีนไหมพ่อ”

เมยานีถามเสียงเจื้อน

“ไม่มีหรอก พอดีมันสำประหลังที่พ่อตากไว้มันแห้งไม่ทันที่จะเอามาทำ”

ผู้เป็นบิดาหยอกลูกสาวอย่างอารมณ์ดี

“โห่พ่อ ถามนิดเดียวตอบซะยืดยาว”

หญิงสาวบ่นกลับให้พ่อในขณะที่เขากำลังหัวเราะชอบใจ

“เม...มาช่วยพ่อจัดโต๊ะดีกว่า รอพี่บัวกลับมาจากที่ทำงานจะได้พร้อมกินกันเลย”

“จ้าพ่อ”

เมยานีขานรับและรีบละจากโทรศัพท์ที่เธอเอาแต่นั่งจิกจ้องอยู่ที่โซฟาหน้าทีวี แล้วเดินมาช่วยบิดาจัดสำรับอาหาร สำหรับครอบครัวเล็กๆ ที่อยู่กันเพียงสี่คน กับข้าวแต่ละมื้อจะมีเพียงแค่สามอย่าง พฤกษ์ทำแกงเขียวหวานไก่ซึ่งเป็นไก่บ้านที่ตาเนาคนข้างบ้านเอามาให้ตั้งแต่เมื่อวาน ส่วนมะเขือนั้นก็หาเก็บเอาที่แปลงผักสวนครัวหลังบ้าน ที่วางคู่กันนั้นก็มีต้มจืดฟักมะนาวดอง ที่จำเนียรต้มไว้ตั้งแต่มื้อกลางวันพอเหลือ

ก็เอามาอุ่นต่อในมื้อเย็น เมยานีชะเง้อมองน้ำพริกกะปิ ที่กลิ่นเย้ายวนตั้งแต่ยังไม่ได้สัมผัสลิ้น กับชะอมชุบไข่ทอด ที่ดูเหมือนจะเป็นสหายคู่กัน ซึ่งคนงานของเขาทำกินกันตั้งแต่เย็น จึงได้แบ่งมาให้นายจ้างเพื่อเป็นค่าตอบแทนสำหรับยอดชะอมที่เขาปลูกไว้เป็นแนวรั้ว และไหนจะพริก ผักสวนครัวต่างๆ คนงานก็หาเก็บกันเอาในสวนของเขาทั้งนั้น เรียกได้ว่าอาหารแต่ละมื้อแทบไม่ต้องลงทุนอะไรเลย เพียงแค่ปั่นจักรยานไปซื้อกะปิและไข่ไก่จากร้านขายของชำ ใกล้ๆ บ้านมาเพียงเท่านั้น

ซึ่งละแวกลานมันทวีทรัพย์ที่มีนายพฤกษ์และนางจำเนียรเป็นเจ้าของ ได้สร้างห้องแถวชั้นเดียว และมีเพียงห้าหลังเพื่อเอาไว้เป็นที่พักสำหรับคนงาน ถึงแม้ว่าจะเป็นลานมัน และลานข้าว เล็กๆ ที่ส่วนใหญ่ก็รับซื้อเฉพาะชาวไร่ชาวนาในหมู่บ้าน จากนั้นเขาก็เอาไปขายต่อให้กับโรงสีอีกทอดหนึ่ง รายได้แต่ละเดือนเป็นกอบเป็นกำ ถือว่าครอบครัวนี้เป็นเศรษฐีลำดับต้นๆ ของหมู่บ้านเลยก็ว่าได้

“แม่ละจากโทรศัพท์แล้วมากินข้าว”

พฤกษ์ เรียกภรรยาที่นั่งมองแต่หน้าจออยู่บนโซฟาหน้าทีวีซึ่งดูแล้วไม่ต่างกับเมยานีเลยสักนิด

“บัวใกล้กลับมาหรือยัง คอยก่อนสิ ขอแม่ฟังหลวงตามาเทศให้จบก่อน”

นางพูดในขณะที่สายตายังไม่ละออกจากหน้าจอสมาร์ทโฟน

“กินไปดูไปก็ได้ ยกมาตั้งที่โต๊ะกินข้าวมา พ่อจะได้ดูด้วย”

พฤกษ์นั่งรอที่โต๊ะอาหารในขณะที่เมยานีกำลังตักข้าวให้พ่อและแม่ของเธอ

“พี่บัวกำลังเลี้ยวรถเข้าบ้านแล้วจ้า แม่ไม่ต้องหาข้ออ้างเลย”

เมยานีพูดดักทางมารดาเพราะรู้ทันว่าเป็นข้ออ้างในการถ่วงเวลาในการฟังเทศนาผ่านทาง    สมาร์ทโฟน

“นี่ๆ ให้มันน้อยๆ หน่อย ใครเป็นแม่เป็นลูกกันแน่หือ”

จำเนียรเงยหน้าขึ้นแล้วหันมาเอ็ดลูกสาวด้วยน้ำเสียงไม่จริงจังนัก

“ก็แม่ชอบบ่นว่าหนูติดโทรศัพท์แม่ก็ติดเหมือนกันนั่นแหล่ะ”

“แม่ไม่ได้ติดโทรศัพท์เหมือนลูกนะเม แต่หลวงตาท่านเทศดีจนวางไม่ลงจริงๆ”

“พอๆ แม่ลูกคู่นี้เลิกเถียงกันสักที แล้ววางโทรศัพท์กันทั้งคู่นั่นแหล่ะ”

พฤกษ์พูดเสียงนุ่ม

“คุยอะไรกันเสียงดังไปถึงนอกบ้าน”

บัวธิดาเดินเข้ามาพร้อมกับเสียงบ่นเล็กน้อย เธอพึ่งกลับจากอำเภอยังคงแต่งชุดข้าราชการสีกากี อยู่ ถึงแม้จะรู้ว่านี่เป็นเรื่องปกติของแม่ลูกคู่นี้ที่ชอบเถียงกันอยู่ตลอดเวลา แต่ก็มิวายที่ต้องขอบ่นทุกครั้งที่ได้ยิน

“เม ตักข้าวให้พี่บัวสิ พ่อบอกกี่ครั้งแล้วว่าเวลากินข้าวห้ามเล่นโทรศัพท์”

พฤกษ์ดุใส่เสียงแข็ง

“จ้าพ่อ”

“ดูหลวงตาไลฟ์สดอยู่ล่ะสิอาจำเนียร”

จำเนียรตั้งโทรศัพท์ไว้ข้างๆ นางรับประทานอาหารไปและนั่งฟังเทศจากหลวงตามาไปด้วย ซึ่งถือว่าเป็นกิจวัตรประจำวันเลยก็ว่าได้

“เอ๊ะ...หมู่บ้านเราจะจัดกิจกรรมรักษาศีลหรอบัว”

ในขณะฟังเทศผ่านไลฟ์สดทางเฟสบุ๊คจบ หลวงตามาจึงได้ประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับกิจกรรมงานบุญที่กำลังจะจัดขึ้น

“ใช่ แต่เราต้องขอความร่วมมือจากชาวบ้านให้พาครอบครัวมาร่วมงานกันให้เยอะๆ

บัวธิดาขยายความให้ทุกคนเข้าใจ

“อาว่าไม่ต้องห่วงหรอก ถ้าหลวงตามาประกาศเองแบบนี้ ถึงเกณฑ์แน่ๆ”

พฤกษ์พูดอย่างมั่นใจ

“เร็วดีเหมือนกัน บัวกับผู้กองพึ่งไปหาหลวงตามาเมื่อตอนกลางวัน เพื่อให้ท่านช่วยเป็นกระบอกเสียงให้”

เมื่อบัวธิดาพูดจบเมยานีที่กำลังเคี้ยวอาหารอยู่ในปาก ถึงกับถลึงตากว้างท่าทางของเธอดูเหมือนว่าอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ก็ไม่ทันเพราะแม่ของเธอชิงพูดขึ้นมาก่อน

“ยุคสี่จุดศูนย์มันก็ทันสมัยแบบนี้แหล่ะข่าวสารรวดเร็วทันใจ ดูสิ เดี๋ยวนี้อาไม่ต้องไปฟังเทศที่วัดแล้ว ทำงานไปก็ฟังเทศไป ก็ได้อานิสงค์เหมือนกัน”

“มันก็เป็นดาบสองคมพ่อว่าอยู่ที่คนใช้ ถ้าใช้แบบคนมีปัญญามันก็เกิดประโยชน์ แต่ถ้าใช้แบบพวกโง่เขลาเบาปัญญามันก็จะกลายเป็นหายนะแทน”

พฤกษ์พูดปิดท้ายก่อนที่บรรยากาศจะเงียบสงบขึ้นมาอีกครั้งเพราะทุกคนกำลังดื่มด่ำกับการรับประทานอาหารเย็นที่แสนอร่อย เมื่อเมยานีได้ช่องที่จะพูดสอดแทรกได้ บรรยากาศในการพูดคุยจึงเกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง

“เอ...พักนี้พี่บัวไปไหนมาไหนกับผู้กองตลอดเลยนะ มีอะไรกันหรือป่าว”

บัวธิดาถึงกับวางช้อนลงเมื่อได้ยินน้องสาวพูดเช่นนั้น เธอถอนหายใจเบาๆ เพราะรู้สึกเบื่อหน่ายกับการที่ต้องพูดแก้ตัวกับชาวบ้านว่าเธอกับพชรไม่ได้คิดอะไรเกินเลยกันจริงๆ แต่ก็มิวายชอบมีคนเอาไปพูดและมโนกันเอาเอง

“ก็มีแต่เรื่องงานบรรเทาทุกข์บำรุงสุขให้ชาวบ้านนี่่แหล่ะ เรื่องร้องทุกข์ของชาวบ้านก็มีไม่เว้นแต่ละวัน เฮ้อ...น่าจะอัดเสียงใส่โทรศัพท์ไว้จริงๆ เลยจะได้ไม่ต้องพูดแบบนี้ซ้ำไปซ้ำมาเวลามีคนถาม”

น้ำเสียงคนพูดบ่งบอกถึงความอ่อนใจกับเรื่องนี้เต็มทน

“ดีแล้วทำไปเถอะลูกข้าราชการที่ดีต้องรับใช้ประชาชน เคยได้ยินที่พี่ป๋อเขาพูดไหม”

“โอ๊ยแม่คนละเรื่องแล้ว เกิดเขาฟ้องค่าลิขสิทธิ์ขึ้นมาจะทำไง”

เมยานีแซวแม่ จำเนียรจึงโต้กลับไป

“แม่ก็พูดเล่นไป”

การสนทนาในวงข้าวได้สิ้นสุดลงพร้อมกับความเงียบสงัดเข้าปกคลุมดวงดาวสุกสกาวเกลื่อนกลาดเต็มท้องฟ้า บัวธิดายืนเท้าแขนที่ระเบียงชั้นสองของบ้านไม้ยกใต้ถุนสูง ลมพัดไหววูบพอให้กระทบกับผิวกายแล้วรู้สึกเย็นกำลังดี เสียงจิ้งหรีดซุบซิบก้องกังวาน พานให้หญิงสาวครุ่นคิดถึงเรื่องราวต่างๆ ในวันวาน เรื่องราวความหลังมันทำให้เธอไม่มีรอยยิ้ม ดวงตากลมโตของเธอเกือบที่จะไม่สามารถเก็บกักน้ำใสๆ ที่คลออยู่บริเวณขอบตาไว้ได้ ดวงตาของเธอจึงเปล่งประกายดั่งแก้วคริสตัลก่อนที่จะค่อยๆ จืดจางหายไปเพราะใครบางคน ที่ส่งข้อความเข้ามาหาทางโทรศัพท์มือถือ

“พี่บัวยิ้มกริ่มเชียว คุยกับผู้กองอยู่หรอ”

“อืม...คุยเรื่องงาน”

เธอพูดเสียงเรียบในขณะมือยังกดหน้าจอเพื่อส่งข้อความโต้ตอบกับพชรในเรื่องสับเพเหละเรื่อยไปเขาชอบส่งสติ๊กเกอร์ไลน์มาแซวเธอ บ้างก็ถามสารทุกข์สุกดิบ แต่ก็นั่นแหล่ะที่ทำให้เธอยิ้มได้ตลอดเวลา ในทุกวันหลังอาหารเย็น เมยานี มักชอบมาอยู่กับบัวธิดาที่บ้านหลังเล็กๆ ซึ่งเป็นเรือนไม้มีใต้ถุนบ้านยกสูงปลูกอยู่ในรั้วเดียวกันกับบ้านของครอบครัวเมยานีซึ่งเป็นบ้านทรงสมัยใหม่สองชั้นครึ่งปูนครึ่งไม้กว้างขวางและร่มรื่น ซึ่งเมื่อก่อนนั้นบ้านที่บัวธิดาอยู่เคยเป็นบ้านของครอบครัวเธอ ที่มี พ่อ และ แม่อยู่ด้วยกัน แต่หลังจากที่เธอเรียนจบและสอบเป็นปลัดอำเภอได้ ครอบครัวของเธอก็เกิดการเปลี่ยนแปลงซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้บัวธิดามีแผลในใจเมื่อครั้งอดีตมาจนถึงทุกวันนี้ เมยานี จึงต้องมีหน้าที่ทำตามคำสั่งของพ่อ ที่มีศักดิ์เป็นน้องชายแท้ๆ ของพ่อบัวธิดา ให้มาอยู่กับหญิงสาวในช่วงค่ำๆ เพราะไม่อยากให้เธอรู้สึกเหงาและอ้างว้าง เพราะเขากลัวว่าจะคิดมากเรื่องที่บิดาของเธอหนีออกจากบ้านไป ประจวบเหมาะกับเมยานีกำลังจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยบัวธิดาจึงเป็นติวเตอร์ให้กับน้องสาวคอยสอนและให้ทำแบบฝึกหัดภาษาอังกฤษเพราะเป็นวิชาที่เมยานีอ่อนมากที่สุดซึ่งก่อนหน้านี้จำเนียรที่มีศักดิ์เป็นอาสะใภ้พยายามจัดห้องหับให้ที่เรือนหลังใหญ่แต่ชวนอย่างไร ขอร้องอย่างไรบัวธิดาก็ดึงดันว่าจะอยู่ที่เรือนหลังเล็กเพื่อรอสักวันที่บิดาของเธอจะกลับมาหา

“คุยเรื่องงานต้องยิ้มอิ่มอกอิ่มใจขนาดนี้เลย”

เมยานีพูดคำลงท้ายด้วยเสียงสูง

“นี่ทำแบบทดสอบเสร็จแล้วก็วางไว้ แล้วไปนอนซะ”

“โอ๊ย...พึ่งจะสามทุ่มเอง”

เมยานียังคงดื้อรั้น

“ถ้างั้นก็กลับไปที่ห้องแล้วเปิดซีรีย์เกาหลีดูไป”

ที่พูดเช่นนั้นเพราะบัวธิดารู้ว่าน้องสาวของเธอติดซีรีย์เกาหลีมากขนาดไหน แต่ยังคงเสียสละเวลาเพื่อมาอยู่เป็นเพื่อนเธอ

“ทำไมต้องไล่น้อง”

“ก็น้องมันปากดี”

เมยานีผู้ที่ชอบเถียงไม่ยอมแพ้ใคร จึงหาเรื่องพูดในสิ่งที่สามารถกระตุ้นหัวใจของหญิงสาวที่มักจะเหี่ยวเฉาเป็นบางเวลาให้กลับมาชุ่มฉ่ำได้อีกครั้ง

“ผู้กองพชรเขาก็หยอดพี่มานานแล้วทั้งขั้วทั้งหยอดนี่ถ้าเป็นเกาลัดป่านนี้คงไหม้เกรียมหมดแล้ว”

“เพ้อเจ้อ ไม่ได้คิดอะไรกันสักหน่อย”

หญิงสาวหันหน้าหนีและเก็บโทรศัพท์เข้ากระเป๋าเสื้อซึ่งเป็นชุดนอนตัวโคร่ง แต่ยังไม่วายที่เมยานีจะหยอกล้อเรื่องนี้ไม่หาย

“แล้วทำไมต้องหน้าแดงด้วยล่ะ นี่อายุเฉียดคานขนาดนี้อย่าเล่นตัวนักเลยเดี๋ยวขายไม่ออก”

“ไม่สนจ้า”

เธอพูดพร้อมยักไหล่และยกหัวคิ้วให้สูงขึ้น ทั้งน้ำเสียงและท่าทางบ่งบอกว่าเธอปล่อยวางกับเรื่องพวกนี้จริงๆ จากนั้นจึงพูดต่อ

“ผู้ชายดีๆ สมัยนี้หายากพี่ไม่อยากอกหักซ้ำสอง อยู่เป็นโสดแบบนี้ดีแล้วสบายใจกว่า”

เพราะแผลในใจจากอดีตที่ผ่านมาจึงทำให้บัวธิดาไม่อยากเปิดใจรับใครเข้าไปอีก ทั้งๆ ที่หัวใจที่แท้จริงของเธอมันเรียกร้องหาแต่พชรเพียงคนเดียวมาโดยตลอด

“จ้า เอาที่พี่สบายใจเถอะ”

“นี่ส่วนเราก็กลับห้องไปได้แล้วไป พรุ่งนี้พี่มีงานแต่เช้า”

บัวธิดาพูดพร้อมกับผลักหลังของน้องสาวให้เดินลงจากบันไดบ้านของตัวเอง ไปอย่างช้าๆ

ถึงแม้ว่าเวลากลางคืนจะทำให้เธอเหงา ความมืดมิดปกคลุมหัวใจทำให้ชีวิตจมอยู่กับเวลาที่เศร้าหมอง แต่เพียงไม่นาน เมื่อฟ้าสางพระอาทิตย์ส่องสว่างเจิดจ้าขึ้นมาเมื่อใด จิตใจอันแข็งแกร่งของหญิงสาวก็พร้อมที่จะเฉิดแสงสู้แข่งขันกับอุปสรรค และภารกิจต่างๆ ที่อยู่ตรงหน้าอย่างมุ่งมั่น และเช้านี้บัวธิดาก็ได้ใส่ชุดข้าราชการสีกากี เดินนออกจากเรือนหลังเล็กมาที่หลังใหญ่เพื่อชงกาแฟดื่มแทนอาหารเช้า นางจำเนียรกำลังจัดอาหารเช้าซึ่งเป็นหน้าที่หลักอยู่แล้วนั้นจึงหันมาถามหลานสาวด้วยความสงสัย

“วันนี้วันเสาร์ ต้องไปทำงานอีกหรือ”

“เช้านี้เกษตรอำเภอมาให้ความรู้ชาวบ้านเกี่ยวกับการทำเกษตรทฤษฎีใหม่ค่ะ”

“งั้นก็มากินข้าวต้มหมูก่อนกำลังร้อนๆเลย อาพึ่งทำเสร็จ”

“แค่กาแฟแก้วเดียวพอค่ะ ผู้กองพชรกำลังเข้ามารับ”

จำเนียรหยิบชามขึ้นมาเตรียมจะตัก แต่ต้องหยุดชะงัก เมื่อหลานสาวปฎิเสธ

“เดี๋ยวนี้ต้องมารับกันออกไปทำงานด้วยหรอ”

พฤกษ์นั่งรับประทานข้าวต้มหมูพร้อมกับนั่งอ่านข่าวเศรษฐกิจในแทบเล็ตอยู่ที่โต๊ะอาหารซึ่งทำจากไม้สักเข้าชุดกัน เอ่ยถามหลานสาวเสียงเรียบ เธอตอบกลับไปหลังจากที่ยกถ้วยกาแฟดื่มอึกสุดท้ายหมด

“ทางผ่านค่ะอาพฤกษ์พอดีเช้านี้เราต้องไปทำงานด้วยกัน”

“เดี๋ยวนี้ใช้คำว่าเราด้วย”

เมยานีพูดเสียงเจื้อนกระโดดโลดเต้นเดินลงมาจากบรรไดบ้านชั้นสอง วันนี้เธออาบน้ำแต่งตัวด้วยเสื้อเชิ้ดสีชมพูอ่อนแขนยาวพับแขนมีลายแมวเหมียวน่ารักและใส่กางเกงยีนขาสั้นตามแบบสมัยนิยม

“อย่าเยอะยัยเม”

บัวธิดาหันมาเอ็ด แต่เมยานียังคงทำหน้าทะเล้นและหัวเราะใส่

“พ่อแม่เมไปก่อนนะ”

“จะรีบไปไหน กินข้าวก่อนสิลูก”

จำเนียรหันเรียกลูกสาวในขณะที่เมยานีกำลังเดินออกไปหน้าบ้าน แต่ยังหันกลับมาตอบมารดา

“เฉลิมมารับแล้ว จะไปติวข้อสอบในเมือง”

ห่างกันไม่ถึงสองนาที ก็ได้ยินเสียงรถคุ้นหูมาจอดหน้าบ้านหลังใหญ่ บัวธิดาลุกขึ้นจากเก้าอี้

“ผู้กองมาแล้วบัวไปก่อนนะ”

เธอพูดและหยิบกระเป๋าสบายบ่าสีดำจากนั้นรีบเดินออกไปหน้าบ้านทันที

“สงสัยจะได้หลานเขยเร็วๆ นี้นะพ่อ”

“กลัวว่าจะได้ทั้งลูกเขยและหลานเขย น่ะสิ”

พฤกษ์พูดขึ้นถึงกับทำให้จำเนียรใจหวิวเล็กน้อย เพราะช่วงนี้เธอไม่ค่อยสบายใจเกี่ยวกับเรื่องที่เมยานีมีความรัก

“ไอ้หลานเขยก็อยากได้เร็วๆ อยู่หรอก แต่ลูกเขยอย่าพึ่งมาเลย”

คำพูดของจำเนียรแฝงออกมาพร้อมกับลมหายใจก้อนใหญ่

ในส่วนของเมยานีเมื่อออกมาพ้นรัศมีของบ้านได้เธอก็รู้สึกว่าตัวเองเป็นอิสระ เหมือนนกที่โบยบินอยู่บนท้องฟ้า ซึ่งก็คงจะเป็นความรู้สึกธรรมดาทั่วไปตามประสาวัยรุ่น

“ขอแวะหานัดก่อนนะ”

เธอหันไปบอกกับเฉลิมชาติที่กำลังขับรถเก๋งสีขาวคู่ใจ ซึ่งพ่อของเขาออกให้เป็นของขวัญวันเกิดเมื่อปีที่แล้ว

“ที่บ้านหรอ”

เฉลิมชาติหันมาถาม

“น่าจะอยู่ที่ไร่”

น้ำเสียงที่เมยานีพูดดูอ่อนลง บ่งบอกถึงความไม่แน่ใจ

“ถ้าเมพูดคำว่าน่าจะ แสดงว่าโทรหามันแล้วแต่คงไม่รับสายอีกตามเคย”

เฉลิมชาติเป็นเพื่อนสนิทกับณัฐกิตติ์จึงไม่แปลกที่เขาจะรู้ใจเพื่อนรักที่มีนิสัยโลกส่วนตัวสูง และไม่ค่อยสนใจสิ่งอื่นใดนอกจากงานไร่งานนาของครอบครัวเพราะเขานั้นคือเสาหลักของบ้าน

“นั่นไงมอเตอร์ไซค์ของนัดจอดอยู่”

เสียงเจื้อยแจ้วของหญิงสาวรีบบอกคนขับไป เฉลิมชาติจึงรีบจอดรถทันทีเมื่อเห็นรถมอเตอร์ไซค์อาร์ซีสีแดงซีด ที่เขาใช้มาตั้งแต่สมัยรุ่นของพ่อแม่ยังเป็นหนุ่มสาว และปัจจุบันมันยังคงตกทอดมาถึงเขา สองข้างทางของถนนในละแวกนี้จะเต็มไปด้วยไร่มันสำปะหลังและไร่ข้าวโพดของชาวบ้าน เช้านี้ณัฐกิตติ์มีหน้าที่ปักต้นมันสำปะหลังลงดินที่ยกล่องไว้เรียบร้อยแล้ว หน้านี้มันจะได้ราคาดีกว่าพืชผลอื่นๆ ชาวไร่จำนวนมากของหมู่บ้านนี้จึงแห่กันปลูกมันสำปะหลังกัน และถึงแม้ว่าครอบครัวของณัฐกิตติ์จะไม่มีที่ดินเพียงพอในการปลูกได้ เขาก็ต้องกระเสือกกระสนเอาตัวรอดโดยการขอเช่าที่ดินของผู้ใหญ่บ้านเพื่อดิ้นรนให้ครอบครัวมีเงินเลี้ยงปากท้องเมื่อถึงหน้าเก็บเกี่ยวผลผลิตขาย

“นัด”

เสียงตะโกนเข้ามาก่อนที่เขาจะเห็นตัวเสียอีก แต่กระนั้นแม้เสียงจะพุ่งเข้ามาก่อน เขาก็คงไม่ต้องเดาก็รู้อยู่แล้วว่าเธอคนนั้นเป็นใคร เมยานีเดินสะเปะสะปะเข้ามาในไร่ เนื่องจากว่าทางเดินนั้นเป็นดินแข็งและเป็นหลุมเป็นบ่อ ณัฐกิตติ์รีบวางก้านมันสำปะหลังลงไว้ที่พื้นดิน และกึ่งวิ่งกึ่งเดินออกมาจากแปลงทันที

“เม...เข้ามาทำไมเดี๋ยวเสื้อผ้าเปื้อนหมด”

“ถ้าไม่อยากให้เข้ามา ทีหลังก็รับโทรศัพท์กันด้วย”

“เมก็รู้ว่าเวลาทำงานนัดจะไม่พกโทรศัพท์”

เขาเงียบไปชั่วครู่จึงพูดต่อ

“กลัวมันจะเปื้อนเหงื่อแล้วพังเร็ว เดี๋ยวไม่มีเงินซื้อใหม่”

เขาไม่อยากพูดเรื่องไม่มีเงินกับเมยานีเลย แต่ไม่รู้จะพูดอย่างไรให้เธอเข้าใจว่าแท้จริงแล้วเขาไม่ได้ไม่สนใจที่จะรับโทรศัพท์ของเธอ แต่เขากลัวผลที่จะตามมา เพราะทุกวันนี้เงินที่ต้องใช้จ่ายในครอบครัว ก็กระเบียดกระเสียดจะแย่แล้ว หากต้องมีรายจ่ายเพิ่มขึ้นมันคงจะเป็นปัญหาหนักสำหรับเขา

“โอเค เมเข้าใจ และที่มาหาก็แค่จะมาบอกว่าเมกับเฉลิม จะเข้าไปเรียนพิเศษกันในเมือง คงได้เจอกันอีกทีก็ตอนเย็นเลย”

เขาพยักหน้าตอบรับ แต่เมยานีสังเกตได้ว่าภายใต้สีหน้าที่ยิ้มแย้มของเขานั้นมันซ่อนเล้น ความไม่ยินดีอะไรบางอย่างไว้

“ดูสิมอมแมมหมดแล้ว”

หญิงสาวรู้ดีว่าต้องทำอะไรปลอบใจเขาในบางอย่าง เธอสัมผัสได้ถึงความคิดความอ่านของเขา ความรู้สึกที่เขามีมาตลอดก็คือความเหลื่อมล้ำในฐานะระหว่างกัน เขาคิดมาตลอดว่าเมยานีดูห่างไกลและไม่เหมาะสมสำหรับคนอย่างเขา เมื่อเทียบกับเฉลิมชาติแล้วดูเหมาะสมกันมากกว่า หญิงสาวหยิบกระดาษทิชชูในกระเป๋าสะพายขึ้นมา เพื่อที่จะช่วยเขาเช็ดเหงื่อไคบนใบหน้า ชายหนุ่มรู้ซึ้งถึงความรักที่เมยานีมีให้ เขาจึงกุมไปที่มือนั้นของเธอ

“ขอบใจนะเม”

แววตาคมที่ส่งให้กันย่อมล่วงรู้ถึงความรักที่ลึกซึ้ง รอยยิ้มของเมยานีดูเบิกบานในขณะที่สายตาของเขาดูซ่อนเร้นและแฝงไว้ด้วยความเจ็บปวดอะไรบางอย่าง หญิงสาวรู้สึกไม่ชอบแววตาเศร้าของเขาเลย เธอจึงหลบตาและรูดมือลงจากใบหน้าของเขา

“ทำไมไอ้เหลิมมันไม่ลงมาด้วย”

“เฉลิมบอกว่าไม่อยากมาเป็น ก ข ค”

“ถ้าอย่างนั้นเมก็อยู่กับนัดที่นี่แหล่ะ ปล่อยให้มันนั่งรอในรถให้เหงือกแห้งไปเลย”

ณัฐกิตติ์ทำท่าเหมือนจะกอด แต่หญิงสาวเอี้ยวตัวหลบและทำท่าเขินอายอย่างคนหวงตัว

“นี่อย่าลุ่มล่ามเดี๋ยวใครมาเห็น”

ทั้งคู่ยิ้มให้กัน และส่งสายตาแวววาว

“ต้องไปแล้วเดี๋ยวสาย แล้วจะซื้อขนมมาฝากนะ”

เขาพยักหน้าตอบก่อนที่จะพูดต่อ

“ตั้งใจเรียนด้วยอย่าเอาแต่นั่งคิดถึงนัดจนเรียนไม่รู้เรื่อง”

“แหวะ”

หญิงสาวพูดพร้อมผลักไปที่ไหล่ของคนรักเบาๆ

“ไปได้แล้วว่าที่สัตวแพทย์หญิง”

เมื่อเมยานีเดินหันหลังไป เขาก็เดินลงไปในแปลงเพื่อทำงานต่อ แต่ละคนล้วนแล้วแต่มีหน้าที่เป็นของตัวเองเพียงแต่หน้าที่ของแต่ละฝ่ายมันดูต่างกันราวฟ้ากับเหว หญิงสาวหันกลับมามองเขาอีกครั้ง พร้อมกับเสียงลมหายใจที่พ่นออกมาเบาๆ แววตาที่เบิกบานมันเปลี่ยนเป็นเศร้าขึ้นมาทันทีเพราะความรู้สึกสงสาร และความกังวลในใจถึงอนาคตระหว่างเธอและเขา เหงื่อไคที่ไหลย้อยอยู่บนใบหน้า มันบ่งบอกได้ถึงความมานะขยันและอดทน เขาต้องต่อสู้กับชีวิตอย่างหนัก เพื่อสักวันหนึ่งเขาจะมีความหวังได้โน้มดอกฟ้าลงมาได้อย่างไม่อายใคร

ฝากติดตาม ผลงานด้วยนะคะ ขอคอมเม้นเพื่อเป็นกำลังใจด้วยค่ะ ขอบพระคุณเป็นอย่างสูง

ความคิดเห็น